ตอนที่ 3 ท่านอ๋องข้างบ้าน (1)
ในขณะที่คุณหนูสี่อวี๋กำลังตื่นเต้นเป็พิเศษกับมิติเวลาที่โผล่ขึ้นมากะทันหัน ขณะเดียวกัน ณ วังโซ่วอ๋องในเมืองหลวง ในที่สุดโซ่วอ๋องฉู่อวี้ที่สลบไสลไปถึงสองวันก็ลืมตาขึ้นมา
“ท่านอ๋อง ในที่สุดท่านก็ฟื้นแล้ว!”
ใบหน้าที่คุ้นเคย สถานที่ที่คุ้นเคย สิ่งที่แตกต่างออกไปเพียงหนึ่งเดียวก็คือใบหน้าตื่นเต้นของผู้ดูแลฟางนั้นดูอ่อนกว่าวัยลงไปบ้าง นึกถึงสถานการณ์ก่อนตายของตนเมื่อดื่มเหล้าพิษลงไปแล้วท้องไส้เกิดปั่นป่วนราวกับถูกมือนับร้อยฉีกข่วนหัวใจ ฉู่อวี้หลุบตาลงเงียบๆ เอ่ยถาม “ข้าสลบไปนานเพียงใดแล้วหรือ”
“ท่านอ๋อง ท่านสลบไปเกือบสองวันแล้วขอรับ เมื่อวานเกิดสุนัข์กินดวงอาทิตย์ก็ทำให้กระหม่อมใแทบแย่แล้ว ใครจะรู้ว่าเมื่อดวงอาทิตย์เพิ่งถูกคายออกมา ท่านก็ถูกคนในวังหามกลับมา...” ผู้ดูแลฟางที่โค้งตัวอยู่พร่ำบอกเล่าถึงเหตุการณ์ในสองวันมานี้ทั้งน้ำตา ทว่ากลับไม่ทันเห็นว่า ชายที่นอนอยู่ตรงหน้าเขานั้นชะงักงัน ดวงตาหดเกร็งในทันใด
สุนัข์กินดวงอาทิตย์อย่างนั้นหรือ
มองดูฝ่ามือของตนที่หนาและด้านทว่ากลับไม่มีร่องรอยาแอย่างละเอียด ฉู่อวี้พยายามสะกดความเดือนพล่านที่อยู่ในใจ แม้ไม่รู้ว่าทำไม แต่เขาในตอนนี้เพียงอยากเงยหน้าและหัวเราะออกมาดังๆ เขาฉู่อวี้กลับมาอีกครั้งแล้ว!
“สองวันมานี้ฝ่าาคอยส่งพานกงกงมาถามไถ่อาการป่วยของท่านอ๋องอยู่หลายครั้ง พระสนมเหยาเฟยเองก็ส่งคน...”
“รู้แล้ว” ฉู่อวี้เอ่ยขัดคำพูดของผู้ดูแลฟาง จากนั้นปิดดวงตาแคบยาวคู่นั้นลงราวกับหมดเรี่ยวแรง เอ่ยเสียงหนักแน่น “อาการป่วยของข้า คงทำให้เสด็จพ่อเสด็จแม่ต้องใ เ้ารีบส่งคนกลับไปรายงานเสด็จพ่อ บอกว่าข้าฟื้นแล้ว มิได้เป็อันใดมาก อีกครึ่งชั่วยามให้คนเตรียมอาหารบำรุงส่งเข้ามาให้ข้าสักหน่อย ออกไปได้แล้ว”
ผู้ดูแลฟางที่หยุดเงียบไปกะพริบตาปริบ ไม่รู้ทำไมจึงรู้สึกแปลกๆ อยู่บ้าง แต่คำพูดของเ้านายจะไม่ฟังก็ไม่ได้ ทำได้เพียงเก็บกักคำพูดมากมายที่ไม่ได้เอ่ยออกมาและเดินออกจากห้องไป
ผู้ดูแลฟางไม่รู้ ว่าความรู้สึกแปลกๆ ที่เขารู้สึกนั้น เป็เพราะผู้ที่อยู่ตรงหน้าของเขานี้ไม่ใช่โซ่วอ๋องวัยสิบเจ็ดที่ยังไม่ได้ผ่านการฝึกฝนอย่างหนัก แต่เป็โซ่วอ๋องผู้ที่เคยนำทัพทหารนับล้านผ่านศึกานองเืกลับมา ทว่ากลับต้องตายเพราะสุราพิษที่จิ่งเซี่ยวฮ่องเต้ประทานให้
อย่างแรกเป็นกกระจิบประจำบ้าน อย่างหลังนั้นเป็นกเผิง[1]สยายปีกจะเหมือนกันได้เยี่ยงไร
“สุนัข์กินดวงอาทิตย์อย่างนั้นหรือ หึหึ...” เสียงทุ้มต่ำหัวเราะหยันดังออกมา ฉู่อวี้ลืมตาคู่นั้นขึ้นมาทันที ในดวงตามีแสงเย็นน่าหวาดกลัวเปล่งออกมาสองสาย
วันที่สุนัข์กินดวงอาทิตย์ เขาจะลืมได้อย่างไร
ต้าฉีปีที่สิบแปดวันสุนัข์กินดวงอาทิตย์ เสด็จพ่อนำเหล่าขุนนางในราชสำนักทำพิธีเชิญดวงอาทิตย์ออกมา เดิมเป็เื่น่ายินดีเฉลิมฉลองกันไปทั่วแคว้น แต่การสลบไสลของเขากลับกลายเป็เงามืดที่เข้าบดบัง น่าตลกที่ครั้งนั้นเขาไร้เดียงสาเกินไป คิดว่าเสด็จพ่อส่งคนมาถามไถ่ครั้งแล้วครั้งเล่าเป็เพราะเป็ห่วงตน ไม่รู้ความจริงว่าเขาได้คิดว่าตนนั้นเป็ดาวทานหลาง[2]ที่กลืนกินดวงอาทิตย์ตัวนั้นไปเสียแล้ว
หากว่าเขาจะเกลียดตนั้แ่บัดนี้ก็ช่างเถิด เดิมก็ไม่ใช่องค์รัชทายาทแห่งตำหนักบูรพาอยู่แล้ว ตนที่ไม่เคยมีใจคิดทรยศหักหลัง อย่างมากก็ใช้ชีวิตสงบสุขเป็อ๋องผู้เกียจคร้านไปชั่วชีวิต เขาจงใจแสดงออกมาว่าเป็บิดาผู้จิตใจดี ดึงดันผลักตนให้ไปอยู่ด่านหน้าของการต่อสู้ทางสังคมนั่น พร้อมถวายชีวิตให้กับเขา
สิบสามปีกับชีวิตและการต่อสู้ในสนามรบ มอดพวกนั้นมองเห็นเพียงพระกรุณาธิคุณล้นเกล้าของเขา ใครจะรู้ว่าเขาทุ่มเทถวายชีวิตเพื่อต้าฉีมากี่ชีวิต และใครจะรู้บ้างว่าเขาเคยวนเวียนอยู่ระหว่างความเป็ความตายมากี่ครั้ง
หลายต่อหลายครั้งที่แสดงออกชัดเจนและแสดงออกเป็นัย การประทานรางวัลเลื่อนขั้นครั้งแล้วครั้งเล่า ในตอนที่เขาคิดว่าเสด็จพ่อถือหางตนเองอยู่ ยามที่อยากให้เขาห่มชุดัเหลืองคลุมกาย[3] กลับกลายเป็ ‘สุราชั้นดี’ หนึ่งจอกมาเอาชีวิตของเขา!
เชิงอรรถ
^ นกเผิงหรือคุนเผิง คือปลาที่กลายเป็นนกในตำนานของจีน ปรากฏครั้งแรกใน ‘อิสระจร’นิทานบทแรกในคัมภีร์ของจวงจื่อ สามารถบินได้ไกลและเร็วมาก^ ดาวทานหลาง มาจากการผสมผสานระหว่างความเชื่อและดาราศาสตร์พื้นบ้านของจีน เป็นดาวธาตุไม้ เป็นหนึ่งในดาวไถ เป็นเทพแห่งโชคร้ายและโชคดี เป็นได้ทั้งโชคดีและหายนะ ขณะเดี๋ยวกันก็เป็นดาวดอกท้อด้วย มีความหมายทางฮวงจุ้ย คือ เป็นคนมีเสน่ห์ มีความสัมพันธ์ที่ดีกับคนรอบตัว มีคนรักใคร่ น่าเชื่อถือ ไม่ว่าชายหรือหญิง^ ห่มชุดมังกรเหลืองคลุมกาย หมายถึงการได้รับตำแหน่งหรือเกียรติยศที่โดดเด่น นอกจากนี้ยังถูกนำมาใช้อธิบายถึงความสำเร็จของการทำรัฐประหารและการยึดอำนาจ