เด็กวัด สร้างตำนานลุยโลกแฟนตาซี

    บทที่ 20 เริ่มต้นฝึกทหาร

    บทที่ 20
    เมื่อผมกลับมาถึงบ้าน ผมเดินไปที่สวนหลังบ้านเพื่อทดลองดาบใหม่ทันที ตอนนั้นเองมีเสียงเรียกผมมาจากในบ้าน
    “กลับมาแล้วหรอลูก” ท่านพ่อผมนั่นเอง
    “กลับมาแล้วครับท่านพ่อ” ผมตอบท่านไป
    “นั่นดาบใหม่ของลูกสินะ แปลกดีเหมือนกันนะพ่อไม่เคยเห็นดาบลักษณะแบบนั้นเลย คมเดียวงั้นหรอ” ท่านพ่อผมพิจารณาดาบในมือผม
    “อ้อพ่อแจ้งเรื่องให้ผู้กองทราบแล้วนะ เรื่องการฝึกทหารของลูก พรุ่งนี้เช้าไปที่ค่ายทหารได้เลย” ผมพยักหน้าเข้าใจ
    “งั้นพ่อไม่กวนแล้วฝึกต่อไปเถอะพ่อไปทำงานก่อน” ท่านพ่อบอกผมและเดินเข้าบ้านไป
    “ครับท่านพ่อ” ผมตอบรับและฝึกดาบที่พึ่งได้มาให้ชินมือผมเริ่มจากการไหว้ครู และท่าพื้นฐานดาบทั้ง 3 ของเพลงดาบอาทมาฎ คือคลุมไตรภพ ตลบสิงขร และย้อนฟองสมุทร จากนั้นผมจึงรำแม่ไม้ทั้ง 12 ของเพลงดาบต่อทันที โดยเริ่มรำตั้งแต่ท่าเสือลากหาง ฟันเงื้อสีดา หงส์หักปีก ผมรำต่อไปเรื่อยๆจนจบด้วยท่า สอดสร้อยมาลา เมื่อครบทั้ง 12 แม่ไม้แล้วผมจึงหยุดเพื่อพักหายใจ
    ฟู่ !! ผมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อจะฝึกเวทย์มนต์ต่อทันที ครั้งที่แล้วผมสามารถใช้เวทย์สายฟ้ามาเคลือบมีดไว้ได้ โดยผลของมันเวลาใช้ผสานกันเวลาแทงจะทำให้ศัตรูเหมือนถูกไฟดูดเลยล่ะ ผมเลยตั้งชื่อให้มันคือเทคนิคดาบผสานเวทย์ [Electirc Shock] ถ้าถามผมทำไมต้องตั้งชื่อหรอง่ายๆเลยมันเท่ไงล่ะ ฮ่าๆ
    “เอาล่ะ Electric Shock” ผมพูดชื่อท่าขึ้นมา
    เปรี๊ยะ !! เปรี๊ยะ !! เปรี๊ยะ !! เปรี๊ยะ !! สายฟ้าค่อยๆแล่นไปตามตัวดาบผมควบคุมมันไว้ที่ใบดาบทันที ผมรำดาบต่อทันที
    เสียงดาบฟันผ่านอากาศครั้งแล้วครั้งเล่า จนผมเริ่มชินมือผมลองผสานด้วยการใช้ลมปราณเข้าไปด้วยอีกทางหนึ่ง ผมโคจรลมปราณทันที อ้าได้ผลฮ่าๆ ทีนี้ล่ะผมจะเก่งขึ้นกว่าเดิมแน่ๆ แต่ผมใช้ลมปราณผสานได้ไม่ถึง 5 นาทีผมก็หน้ามืดล้มลงทันที
    แฮ่ก !! แฮ่ก !! แฮ่ก !! นี่มันเหนื่อยขนาดนี้เลยหรอปกติใช้ลมปราณมันต้องทำให้เราอึดสิ ทำไมล่ะ ทำไมใช้แค่นี้ก็เหนื่อยแล้ว ผมนั่งพักฟื้นโดยการโคจรลมปราณสักครู่เดียวผมก็หายเหนื่อย แปลกมาก โคจรลมปราณก็ชวยฟื้นฟูได้ปกตินี่
    เอาล่ะลองอีกครั้ง ผมใช้ [Electirc Shock] และโคจรลมปราณอีกครั้ง ผ่านไป 5 นาที ผลคือเหมือนเดิมผมหน้ามืดสภาพเหมือนคนจะเป็นลม จนผมต้องนั่งโคจรลมปราณอีกครั้ง
    สุดท้ายผมลองใช้แค่เวทย์มนต์เพียงอย่างเดียวโดยหน่วงไว้ให้ได้นานที่สุด สุดท้ายผมก็ใช้ได้นานเกือบ 30 นาทีกว่าผมจะรู้สึกว่าพลังเวทย์ภายในตัวเริ่มจะหมด เมื่อพลังเวทย์ใกล้หมดมันจะทำให้ผมเริ่มรู้สึกหน้ามืด
    จากข้อสันนิษฐานของผม เมื่อใช้พลังเวทย์มันจะทำให้เร่งการเผาผลาญพลังงานภายในร่างกาย ถ้าเกิดผมใช้ลมปราณเพิ่มเข้าไป กลับกลายเป็นว่าผมเร่งให้มันเผาผลาญพลังงานเข้าไปอีก นั่นจึงเป็นสาเหตุให้ผมหน้ามืดใน 5 นาที เฮ้อสงสัยนี่คงต้องเก็บไว้เป็นท่าไม้ตายสินะ
    ผมฝึกใช้จนสามารถใช้ดังใจนึก คราวนี้ล่ะถึงคราวใช้ทั้ง 3 อย่างแต่ผมจะมาลองในสวนหลังบ้านคงไม่ได้ ผมไปฝึกที่ชายหาดจันทร์เสี้ยว นั่นเป็นชายหาดที่ผมพาฟีน่าไปในคืนเทศกาล ก่อนที่ฟีน่าจะกลับไปกับขบวนพ่อค้าฟีน่าเลยตั้งชื่อมันให้ว่าชายหาดจันทร์เสี้ยวนั่นเอง
    ช่วงบ่ายผมออกเดินทางไปหาดจันทร์เสี้ยวทันที เมื่อผมมาถึง ทุกอย่างยังเหมือนเดิมเงียบสงบ และสวยงาม บางทีผมก็อยากสร้างบ้านพักไว้ตรงนี้เลยจริงๆถ้าผมไม่กลัวมันทำลายทัศนียภาพ ผมคงสร้างไปแล้ว
    ผมค่อยๆเดินลงไปในทะเลจนตัวผมจมไปครึ่ง ผมค่อยๆดึงดาบออกมา และใช้เวทย์ Electric Shock ทันที ใบดาบผมเคลือบไปด้วยสายฟ้า ผมฟันลงไปในทะเลทันที
    ตู้ม !! เสียงดาบฟันลงไปในทะเลน้ำกระจายขึ้นมาเกือบ 1 เมตร
    “อ๊าก !!!!!!” ผมร้องลั่นทันทีรีบวิ่งขึ้นจากทะเลแทบไม่ทัน ทำไมน่ะหรอ
    ผมโคตรจะโง่เลย น้ำ กับไฟฟ้า มันช็อต ตรูไงล่ะเฟ้ย
    ฟู่ !! ผมเป่าลมออกจากปากค่อยๆเดินลงไปใหม่
    ผมร่ายเวทย์ลงบนใบดาบทันทีพร้อมทั้งโคจรลมปราณไปด้วย ผมอยากจะทดลองอะไรบางอย่าง ผมสูดหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะฟันดาบลงไปบนทะเลอีกครั้ง
    ตู้ม !! น้ำทะเลกระจายขึ้นมาอีกครั้งแต่ครั้งนี้ผมโคจรลมปราณไปด้วย น้ำกระจายขึ้นมาเกือบ 3 เมตรมันมากกว่าเดิม แน่นอนอยู่แล้วปกติผมโคจรลมปราณขณะสู้ก็เพิ่มศักยภาพทางร่างกายประมาณ 3 เท่า
    แต่ที่ผมอยากทดลองน่ะไม่ใช่นี่หรอกนะ ผมมองไปที่ตัวเอง มันได้ผล สายฟ้ามันไม่ดูดตัวผมเองแล้วดูเหมือนการโคจรลมปราณมันจะป้องกันไว้ได้ หรือไม่ก็ทำให้ร่างกายผมต้านทานได้ดีขึ้นเหมือนตอนสู้กับพวกก๊อบลินตัวเขียวและก็ตอนที่โดนอ๊อคฟันเข้าให้ มันช่วยให้ผมไม่บาดเจ็บหนัก
    แต่ก่อนที่ผมจะเหนื่อยผมอยากลองอะไรอีกสักอย่าง ผมง้างดาบไปด้านหลังและเริ่มตั้งสมาธิใช้พลังจิตทันที ผมเพ่งสมาธิไว้ที่ปลายดาบให้มันหยุดดาบของผมไว้ จากนั้นผมค่อยๆ ออกแรงฟันดาบลงมาจนสุดแรง จนในที่สุดปลายดาบผมก็หลุดจากพลังจิตที่คอยหยุดไว้
    ตู้ม !!!!!!!!! เสียงน้ำกระจายขึ้นสูงกว่า 10 เมตร
    “สุดยอด!!!” ผมตะโกนพลางดูผลงานตัวเอง
    จากนั้นผมก็หยุดใช้ลมปราณและเวทย์มนต์ ผมต้องหยุดมันก่อนจะหน้ามืด ผมค่อยๆเดินไปนั่งบนชายหาด ผมค่อยๆใช้ความคิดสรุปผลการทดลองของผม ลมปราณช่วยเพิ่มศักยภาพ 3 เท่า ถ้าเกิดใช้พลังจิตเข้าช่วยโดยใช้หลักการของการดีดมะกอกยิ่งง้างไว้แรงเท่าไร เมื่อหนีพ้นแรงง้างได้ความเร็วจะเพิ่มขึ้น มันทำให้ดาบของผมมีอานุภาพมากขึ้นไปอีก ดูจากน้ำทะเลที่กระจายขึ้นสูงเมื่อกี้แล้ว ใช้ลมปราณอย่างเดียวสามารถฟันให้น้ำทะเลกระจายสูงขึ้นไปได้ 3 เมตรแต่เมื่อใช้พลังจิตควบคู่เข้าไปด้วย คือทำให้สามารถฟันลงไปจนน้ำกระจายขึ้นไปถึง 10 เมตร ยิ่งรวมกับอานุภาพของเวทย์มนต์ด้วยแล้ว เหอะๆ ผมนี่กลัวตัวเองเลย
    แต่ว่าข้อเสียก็มีเช่นกันคือมันเปลืองพลังงานในร่างกาย ใช้ได้แค่ 5 นาทีเท่านั้น ผมไม่รู้ว่าพลังจิตมันมีหลักการอย่างไร ผมสามารถใช้พลังจิตได้ก็ต่อเมื่อผมสัมผัสกับวัตถุนั้นๆ แค่นั้นเอง อย่างเช่นดาบที่อยู่ในมือผม ผมเคยลองพยายามเปลี่ยนรูปอะไรต่างๆแล้วมันทำไม่ได้ เฮ้อทำไมพลังจิตมันไม่โอเวอร์เหมือนในการ์ตูนนะ อะไรๆ มันจะได้ง่ายหน่อย
    บ่ายวันนั้นผมทดลองต่างๆมากมายเกี่ยวกับพลังจิตของผมโดยเอาก้อนหินวางไว้บนหลังมือ ผมใช้พลังหยุดหินก้อนนั้นไว้และหงายมือขึ้น สุดท้ายหินมันไม่ได้ตกลงไปตามแรงโน้มถ่วง ผมจึงเกิดไอเดียถ้าผมใช้พลังจิตหยุดรองเท้าของผมไว้ล่ะโดยเพ่งไปที่ใต้เท้า ให้เสมือนมีพื้นดินอยู่ใต้เท้า หรือเสมือนผมเดินอยู่บนกระจก ผมจะสามารถเดินบนอากาศได้มั้ย
    ผมลุกขึ้นยืนเพื่อทดลองทันที ผมค่อยๆทำสมาธิจินตนาการว่ามีแผ่นกระจกรองอยู่ใต้เท้าผม จากนั้นผมก็ก้าวเท้าขึ้นบนอากาศทันที เริ่มจากซ้าย และตามด้วยขวา
    มันได้ผลตอนนี้ผมยืนอยู่กลางอากาศ แต่ขณะที่ผมกำลังจะก้าวขึ้นไปอีกก้าว ผมหน้ามืดทันที
    ตุบ !! ผมร่วงลงมากองอยู่บนพื้นทราย ผมรู้สึกว่าจมูกเหมือนมีอะไรไหลออกมา ผมค่อยๆเอามือไปแตะ ปรากฏว่าเป็นเลือด
    ผมเลือดกำเดาไหล ผมนั่งคิดถึงสาเหตุ ดูเหมือนจะใช้พลังจิตนานๆไม่ได้ ใช้ได้เพียงแค่ชั่วครู่ ผมไม่เคยสังเกตเลย ปกติผมใช้กับเพลงดาบ ผมก็แค่หน่วงไว้แค่เสี้ยววินาทีก่อนที่ผมจะใช้แรงฟันมันลงมาเท่านั้น ถ้าใช้ติดต่อกันนานๆ จะส่งผลเสียด้วยสินะ เฮ้อจะใช้ในการต่อสู้อะไรคงต้องคิดให้ดีก่อน
    ผมเช็ดเลือดที่ไหลออกจากจมูกและฝึกต่อทันที ผมไม่ยอมแพ้หรอก สมัยฝึกกับพวกหลวงพี่ ผมฝึกหนักกว่านี้เยอะ คราวนี้ผมกระโดดและใช้พลังจิตใต้เท้าทันที แต่ผมใช้เพียงแค่เสี้ยววินาที เพื่อเปลี่ยนทิศทางกลางอากาศ ผมกระโดดต่อไปอีกหลายครั้ง ฮ่าๆ สุดยอดมันได้ผล
    ผมฝึกต่อไปอีกหลายชั่วโมงจนสามารถใช้ได้คล่อง ผมจึงตั้งชื่อให้มันว่า [ไต่อากาศ] ผมฝึกจนพระอาทิตย์ใกล้ตกดิน ผมคิดว่าคงได้เวลากลับบ้านแล้ว ผมเลยเก็บข้าวของและเดินทางกลับทันที ผมก็อยากใช้ [ไต่อากาศ] ในการกลับบ้านเหมือนกันแต่ผมกลัวชาวบ้านเห็นแล้วจะเป็นเรื่องเอา ผมไม่รู้ว่าผู้ใช้เวทย์มนต์มีคนลอยบนอากาศได้มั้ย แต่ผมไม่อยากเปิดเผยมันออกไปตอนนี้
    (กระบวนท่าเดินบนอากาศนั้นผมได้แรงบันดาลใจมาจาก เดินชมจันทร์ของ CP9 ในเรื่องวันพีชนะครับขอยืมใช้ของเค้าหน่อย)
    ผมเดินกลับมาจนถึงบ้าน ผมเข้าห้องไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนทันที จากนั้นก็ลงมาที่ห้องอาหาร ดูเหมือนผมจะมาทันสินะ
    “กลับมาแล้วครับ” ผมกล่าวกับทุกคน
    “นั่งสิลูก อามีน่ากำลังไปยกอาหารมาพอดีเลย” ท่านแม่บอกกับผม
    “ครับ” ผมนั่งลงทันที
    “แล้วการฝึกทหารพรุ่งนี้ลูกพร้อมแล้วใช่มั้ย มีอะไรให้พ่อช่วยมั้ย” ท่านพ่อถามผม
    “พร้อมครับ ผมเตรียมการณ์ไว้หมดแล้ว” ผมบอกท่านพ่อด้วยความมั่นใจ
    “พร้อมก็ดี อย่าผิดใจกับพวกทหารล่ะ” ดูเหมือนท่านพ่อจะเป็นห่วงเพราะเห็นผมยังเด็กสินะ จังหวะนั้นคุณอามีน่ากับคุณมัลโก้ก็ยกอาหารเข้ามาทันที
    “เรามาทานกันเถอะจ๊ะ” ท่านแม่บอก จากนั้นทุกๆคนก็เริ่มลงมือทานอาหารกันทันที
    เมื่อทานเสร็จผมก็ขอตัวเพื่อพักผ่อนทันทีเพราะวันนี้ฝึกมาทั้งวันผมรู้สึกเพลียเหมือนกัน
    เช้าวันรุ่งขึ้น
    วันนี้ผมตื่นมาทำกิจวัตรประจำวันและรับประทานอาหารเช้า เมื่อเสร็จผมรีบเดินทางออกไปที่ค่ายทหารทันที
    ผมเดินทางมาถึงค่ายทหาร ผมอึ้งไปครู่หนึ่งเมื่อเห็นมันครั้งแรก มันไม่สมควรเรียกค่ายด้วยซ้ำ เพราะมันไม่มีอะไรเลยนอกจากไม้กั้นเขตให้รู้ว่าเป็นเขตทหารแค่นั้น ผมเห็นทหารหลายนายนั่งหลับยามกันด้วยซ้ำ ผมก็รู้อยู่หรอกเมืองเราตอนนี้มันเงียบ แต่อีกไม่กี่เดือนหรอก มันจะไม่เงียบแล้วเหตุผลก็เพราะเครื่องปรุงที่พ่อค้าเอากลับไปขายยังไงล่ะ ขณะที่ผมกำลังมองดูสภาพอยู่นั้น มีชายคนหนึ่งอายุประมาณ 40 เดินมาหาผม
    “สวัสดีครับนายน้อยคลาวด์ ผมผู้กองนิโคลาส” อ่อผมนึกออกแล้วเป็นผู้กองที่หิ้วปีกผมเมื่ออาทิตย์ก่อนมาส่งที่บ้านนี่เอง
    “สวัสดีครับ ผมขอบคุณมากสำหรับเมื่อสัปดาห์ก่อนที่พาผมไปส่งที่บ้าน เรียกผมแค่คลาวด์ก็ได้ครับ” ผมขอบคุณผู้กอง
    “เป็นหน้าที่อยู่แล้วครับ งั้นเรียกผมแค่ผู้กองเหมือนคนอื่นๆก็พอครับ” ผู้กองบอกกับผม
    “ได้ครับผู้กอง” ผมตอบ
    “ผมอยากให้เรียกรวมพลทหารทั้งหมดให้หน่อยครับ” ผมบอกผู้กองไป
    “ได้เลยคลาวด์” ผู้กองวิ่งออกไปเรียกรวมพลทันที ใช้เวลาเกือบ 10 นาที กว่าทหารทุกคนจะมารวมตัวกัน ผมค่อนข้างหงุดหงิด เพราะมันใช้เวลานานมาก ทหารแค่ 40 กว่าคนไม่ควรใช้เวลานานขนาดนี้
    ทุกคนยืนกันไม่เป็นระเบียบจนทำให้ผมได้แต่ถอนหายใจ ผมเรียกผู้กองเข้าไปคุยทันที
    “ผู้กองครับ ทำไมมันช้าแบบนี้ คนแค่นี้ใช้เวลา 10 นาทีในการรวมพล ถ้าศัตรูบุกป่านนี้ชาวเมืองคงตายกันหมดแล้ว ผมเห็นมีเพียงแค่สิบกว่าคนที่มารวมพลทันทีไม่รวมผู้กอง” ผมบอกผู้กองด้วยสีหน้าหงุดหงิด
    “ขอโทษนะ สิบกว่าคนที่ว่าเป็นคนในหน่วยของผมเองหน่วยของผมติดตามท่านเอริกมาตั้งแต่ท่านยังรับราชการทหารแล้วล่ะ พอท่านได้เป็นเจ้าเมืองบาร็อคพวกผมเลยอาสาตามมายังเมืองบาร็อคด้วย ส่วนที่เหลือเป็นทหารเก่าของเมืองนี้ ทหารที่นี่ไม่เคยสู้รบจริงๆหรอกครับนอกจากฝึกซ้อม” ผู้กองพยายามอธิบาย
    เฮ้อนั่นสินะผมลืมไปว่าเมืองเรามันโคตรสงบสุข แถมห่างไกลความเจริญผมคงต้องฝึกให้หนักๆหน่อย ผมมองไปที่ทหารแต่ละคนมีเพียงหน่วยของผู้กองเท่านั้น ที่สภาพดูสมเป็นทหารหน่อย ส่วนที่เหลือแทบจะแยกไม่ออกกับนักเลงธรรมดา ผมมองไปที่หุ่นของคนเหล่านั้น เหอะๆบางคนอ้วนเชียว สงสัยไม่ออกกำลังอะไรเลยตั้งแต่เป็นทหาร ผมค่อยๆเดินไปข้างหน้าของทหารเหล่านั้น
    “ทหารทุกคนจงฟัง ผมคลาวด์ ฟัวร์ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปผมจะรับหน้าที่การฝึกทหารของทุกคนเอง” ผมตะโกนบอกทหารเสียงดัง ดูเหมือนทุกคนจะงงๆ อยู่จากนั้นก็ค่อยๆมีเสียงคุยกัน
    “ฟัวร์หรอ บุตรชายท่านเอริกสินะ จะมาเล่นอะไร” เสียงทหารนายหนึ่ง
    “เด็กแบบนี้เนี่ยนะจะมาฝึกทหารคิดว่ากำลังเล่นขายของอยู่งั้นหรอ” เสียงทหารคนนึงดูถูก
    “ท่านเจ้าเมืองคิดอะไรของเค้าอยู่”
    “หุ่นแบบนี้จะจับดาบไหวมั้ยนั่น” เสียงอีกหลายๆเสียงดังออกมา
    จบ...
    ปล. ทุกท่านอาจจะรู้สึกรำคานที่เนื้อเรื่องช่วงนี้ค่อนข้างยืน ใช่คับมันยืน แต่มันจะมีสลับๆ ช้าบ้างไวบ้างผมอยากจะวางโครงเรื่องไว้ให้แน่นสักหน่อย ถ้าให้แต่งแบบ 1 ปีผ่านไปแล้วค่อยมาเล่าว่า ทำอะไรไปบ้างใน 1 ปี ให้จบในตอน ผมก็สามารถทำได้แบบนั้น แต่ถ้าทำแบบนั้น ผมก็คงไม่มีปัญญาแต่งเรื่องยาวๆ ได้มันจะกลายเป็นเรื่องสั้นแทนอะสิ ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามนะครับ