เขาพยายามรวบรวมสติปัญญาอย่างสุดความสามารถเขารู้ว่าสิ่งที่เรียกร้องนั้นมันสูงมาก นี่เขาบ้าไปแล้วหรืออย่างไรเมื่อมาถึงตอนนี้ เขาอดเสียใจไม่ได้ที่ไม่น่าจะเรียกร้องอะไรจากซอว์เยอร์รวดเร็วขนาดนั้นเลยเขาเกือบจะพูดอะไรบางอย่างออกไปอยู่แล้วแต่เสียงโวยวายของซอร์เยอร์ดังลั่นมาตามสายแก้วหูแทบจะแตก
“นี่ฉันได้ยินเธอพูดถูกหรือเปล่าโคล” หางเสียงของเธอชาเย็นขึ้นมาทันที “เธอเรียกร้องเจ็ดสิบห้าเปอร์เซ็นต์และยังเรียกดอกเบี้ยอีกตั้งสิบสองเปอร์เซ็นต์เชียวเรอะ”
เกิดมาในชีวิตซอว์เยอร์ไม่เคยใช้น้ำเสียงแบบนี้กับเขาเลยเขาอยากจะกล่าวคําปฏิเสธ อยากจะถอนคําพูดเสีย แต่ในแวบนั้นที่เขาคิดถึงไรซิ่ง ซันที่จะต้องหาผลกําไรให้เกิดขึ้นจงได้ แล้วเขาก็ยังคิดเลยไปถึงพ่อตาผู้เพิ่งปรากฏตัวแบบผี แบบจิติญญาเอาละ...ไม่ว่าใครจะเชื่อเื่นี้หรือไม่ก็ตาม เขาไม่สนใจทั้งสิ้นรู้แค่ตัวเองเชื่อเท่านั้นก็พอแล้ว
“ผมยินดีที่จะเปิดการเจรจาเกี่ยวกับเื่นี้นะ”เขาเอ่ยออกไป “แท่งหินถ้าไม่มีการแกะสลักมันจะเป็รูปร่างสวยงามขึ้นมาได้ยังไงกันเล่าถึงเวลาที่พี่จะเดินทางมาที่นี่หรือยังล่ะมานั่งลงแล้วก็พูดกันให้รู้เื่ไปเลยไม่ดีกว่าหรือ”
“ฝันไปเถอะโคล” ซอว์เยอร์ตวาดกลับมา“ที่เธอพูดมาทั้งหมด ฉันคิดว่าตัวเองได้ยินถูกต้องแล้วละเธอเอาอำนาจกับเงินไปมอบให้คนอื่นเถอะ สําหรับเราจบสิ้นกันแค่นี้”
โคลไม่เคยได้ยินน้ำเสียงที่ชาเย็นบอกความโกรธจัดเช่นนี้มาก่อนเลยในชีวิตแต่ขณะนี้มันกำลังเป็เช่นนั้นจริง ๆ
“สวัสดีนะโคล”
“ไอ้ห่าเอ๊ย...” โคลร้องออกไป
ตรงปากทางเข้าสู่สวนไม้ดอก ซูมิเดินช้า ๆ เข้ามาตรงที่โคลนั่ง
“เกิดอะไรขึ้นคะนี่” เธอถามด้วยน้ำเสียงที่บอกความกลัว“ซอว์เยอร์...เอ้อ...ข่าวร้ายหรือคะ”
“ขึ้นอยู่กับว่าคุณจะมองมันยังไงเขา้า...คือเขาคาดว่าผมจะต้องให้การสนับสนุนเื่การเงินสําหรับเครื่องบินลําใหม่ที่เขาออกแบบให้กับโคลแมนเอวิเอชั่น”
“โธ่ เื่แค่นี้เองน่ะหรือคะฉันคิดว่าเกิดอะไรร้ายแรงขึ้นเสียอีก สีหน้าท่าทางคุณมันดุเดือดเหลือเกินนี่คุณตอบซอว์เยอร์ไปแล้วว่าคุณจะให้ความช่วยเหลือเขาแน่ใช่ไหมคะ...บอกตามตรงนะคะว่าฉันน่ะนับถือความสามารถของเขาเหลือเกิน...
“ฉันมองเห็นภาพคุณสองคนพี่น้องที่จะเป็ผู้นําทางด้านการบินแล้ว...แหม...มันเป็ภาพที่ยอดเยี่ยมเลยละค่ะพ่อฉันน่ะนับถือความสามารถของซอว์เยอร์มาก ท่านไม่อยากเชื่อเลยนะคะว่าผู้หญิงคนหนึ่งจะสามารถทําอย่างที่ซอว์เยอร์ทําได้พ่อน่ะรักทุกคนในครอบครัวของคุณแล้วก็รักมากด้วย”
ความละอายใจลวกร้อนจนเนื้อตัวร้อนผ่าวโคลพูดเสียงเบาเมื่อกล่าวว่า
“อันที่จริงผมก็ยื่นข้อเสนอให้เขาไปแล้วละแต่ซอว์เยอร์ปฏิเสธคือเขาไม่เคยคิดมาก่อนว่าผมจะ...คือ...อันที่จริงเราก็เคยติดต่อเื่ธุรกิจกันมาก่อนแต่เขานึกไม่ถึงว่าครั้งนี้ผมจะต้องแบ่งปันส่วนในผลกำไรบ้าง” เมื่อเขาเห็นแววในดวงตาของเธอ โคลก็คว้าแขนซูมิไว้รู้ดีว่าจําเป็ที่จะต้องพูดเพื่อให้เธอเข้าใจไว้
“ผมรู้ว่าคุณไม่เข้าใจและผมก็ไม่สามารถอธิบายเหตุผลที่เรียกร้องในเื่ผลประโยชน์ได้แต่ผมมีเหตุผลที่จะต้องทําอย่างนั้นนะ ผมมีความเชื่อว่าพ่อของคุณ...” นี่เขาจะเอ่ยมันออกมาเป็คําพูดได้อย่างไร...
“คืออย่างนี้นะสุดที่รักผมมีความเชื่อว่าจิติญญาของพอคุณกําลังพยายามช่วยเหลือให้ผมหลุดพ้นออกมาจากปัญหาความยุ่งยากที่มันกําลังเกิดอยู่ในตอนนี้ผมทําไปตามสิ่งที่จิติญญาหวังจะเห็นผมทําเท่านั้น” เขารู้สึกอยู่ว่าคำพูดที่เอ่ยออกมานั้นเหมือนคนที่จิตใจกำลังใกล้ฟั่นเฟือนเต็มที
“แล้วที่คุณให้คําตอบซอว์เยอร์ไปจริง ๆน่ะมันอะไรล่ะคะ” ซูมิถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ผมขอดอกเบี้ยสิบสองเปอร์เซ็นต์กับผลกําไรเจ็ดสิบห้าเปอร์เซ็นต์”
“งั้นหรือ...”
“ผมรู้ว่าตัวเองทําให้คุณต้องอับอายขายหน้ามากสีหน้าของคุณมันบอกความรู้สึกนั้นอยู่ จริงไหมซูมิ”
“ค่ะ” น้ำเสียงของเธอสร้อยเศร้าดึงมือออกจากการเกาะกุมของสามี สะบัดหน้าอย่างแรกจนร่างซวนเซแทบจะล้มลง “ฉันอยากรู้เหมือนกันว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับครอบครัวคุณถ้าครั้งแรกนั้นพ่อทําแบบที่คุณกําลังทําอยู่วันนี้...”เธอเดินอย่างรวดเร็วจนเกือบจะถึงปากทางเข้าจึงได้หันมาพูดกับเขาด้วยเสียงอันดังว่า
“พ่อฉันไม่เคยเรียกดอกเบี้ยจากครอบครัวคุณเลยแม้แต่สตางค์แดงเดียวไม่เคยกําหนดเวลาให้ครอบครัวคุณจ่ายเงินคืนแถมยังส่งเช็คเปล่าให้ไปกรอกจํานวนเงินเอาเองด้วยฉันน่ะได้ยินได้ฟังเื่นี้มานานจนนับครั้งไม่ถ้วน มันท่องจําอยู่ในใจและสามารถจะพูดให้คุณฟังได้ทุกเมื่อด้วย”
โคลได้แต่จับตามองบานประตูที่ปิดใส่หน้ามีความรู้สึกเหมือนตัวเองเป็สัตว์เลื้อยคลานต่ำช้าที่สุดที่มันเลวร้ายกว่านั้นก็คือ ตลอดเวลาที่ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันเขาไม่เคยทําผิดเลยในสายตาของซูมิ แต่ขณะนี้ใบหน้าที่สวยงามของเธอกําลังถูกฉาบไว้ด้วยความอับอาย ที่เกิดขึ้นด้วยการกระทําของเขาเอง
แล้วนี่เขาจะยังกล้าเปิดปากพูดเื่นี้ให้บุคคลในครอบครัวฟังเหมือนที่เขาได้พูดกับซอว์เยอร์มาแล้วอีกหรือ...จะมีใครสักคนหนึ่งไหมที่จะเข้าใจในตัวเขาแม้ว่าเขาจะสามารถอธิบายถึงความรู้สึกที่เกิดอยู่กับตนเองในขณะนี้ให้ฟังได้
เขาเคยคุยโวโอ้อวดตอนที่ก้าวเข้ามาบริหารอาณาจักรธุรกิจอันยิ่งใหญ่ของญี่ปุ่นแห่งนี้ว่าเขามีเงินเก้าพันล้านเหรียญซึ่งมันเป็เงินส่วนตัวของเขาอย่างแท้จริง แต่เมื่อเวลาสามปีผ่านไปเขาก็ยังมีแค่เงินจํานวนเดิมอยู่นั่นเอง...
เขารู้ว่าสีหน้าของทุกคนจะเป็อย่างไรเมื่อซอว์เยอร์เล่าเื่นี้ให้ฟังและแน่นอนที่เธอจะต้องเล่าอย่างละเอียดถึงถ้อยคําที่สนทนากันและทุกคนจะต้องลงความเห็นว่า เงินเก้าพันล้านนั่นมันทําให้เขาเสียสติไปแล้วทุกคนจะต้องตราหน้าว่าเขาเป็คนโลภ มองเห็นแต่ประโยชน์ส่วนตนเขารู้สึกเจ็บร้าวในหัวใจ มันชอกช้ำเสียเหลือเกิน
โคลเอื้อมไปหยิบซัปโปโร แต่เบียร์หมดเกลี้ยงแล้วเขาแน่ใจว่าตัวเองดื่มเข้าไปเพียงแค่ไม่กี่อึกแล้วก็ยังไม่ได้ในเบียร์เติมลงในแก้วที่วางอยู่ในถาดอีกเลย
เมื่อเขาหยิบแก้วเบียร์ขึ้นมาดูก็ไม่ได้แปลกใจแม้แต่น้อยที่เห็นว่ามีแต่ฟองเหลือติดก้นแก้ว ท่านผู้เฒ่าชาวญี่ปุ่นโปรดปรานที่จะดื่มเบียร์ไปพร้อมๆ กับการรับประทานอาหารเสมอ ไม่ว่าสิ่งที่เขากินอยู่จะเป็อะไรก็ตาม
โคลก้มลงดูนาฬิกาข้อมือ ขณะนี้หกโมงกับสิบห้านาทีแล้วเขากวาดสายตามองไปโดยรอบอย่างตื่นกลัวแสงยามตะวันชิงพลบหม่นลงดูมืดครึ้มอย่างไรพิกล นี่คือสัญญาณอีกอันหนึ่งเขาแน่ใจอย่างที่สุด...
เขาแน่ใจว่าิญญาของชาดาฮารุจะต้องอยู่ที่นี่จะต้องรอรับฟังอยู่ ถ้าเขามีความเชื่อในเื่นี้ เขาย่อมจะต้องเชื่อต่อไปว่าสิ่งที่พูดกับซอว์เยอร์นั้นถูกต้องแล้ว ถ้าจะว่าไปแล้วเื่ของตัวเลขนั้นเป็สิ่งที่สามารถปรับใหม่ได้ แต่เขารู้จักพี่สาวดีรู้ว่าเธอจะต้องมองเห็นว่าการกระทําของเขาในครั้งนี้เป็การทรยศหักหลังกันชัด ๆ
แต่เขาจะต้องพูดให้เธอเข้าใจว่าเธอคิดผิดสําหรับตอนนี้เขาจะต้องตั้งใจให้มั่นอยู่กับความจงรักภักดีต่อพ่อตาท่านผู้เฒ่าชาวญี่ปุ่นจะต้องมาก่อนใครอื่น
บนกิ่งไม้เหนือศีรษะ เขาได้ยินเสียงนกกระพือปีกเตรียมโผบินแต่เขากลับฟังเป็เสียงที่บ่งบอกความขึ้งโกรธทุกเสียงขยับปีกที่ได้ยินอยู่ในยามนี้ราวเสียงที่กรีดร้องอยู่ว่าชิกาตะมิทสุ...ชิกาตะ มิทสุ...