หลังจากเลิกคาบเรียน เย่เจียงเฉินกลับไปยังหอการค้าฮวาเฉิงอีกครั้ง บรรยากาศภายในตลาดค้าอาวุธและอุปกรณ์พลังปราณยังคงคึกคัก แสงไฟจากร้านค้าต่างๆ ส่องสว่างจ้า ผู้คนเดินขวักไขว่จับจ่ายซื้อของ เสียงพูดคุย และเสียงต่อรองราคาดังระงมไปทั่วบริเวณ
คนที่จำเขาได้จากวันก่อนต่างมองมาด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป บางคนก็แสดงความสนใจ บางคนก็แสดงความสงสัย แต่ส่วนใหญ่ก็ยังคงแฝงความดูถูกและไม่เชื่อ
"เฮอะ! ไอ้เด็กนั่นโชคดีแค่ครั้งเดียว ก็จะมาเสี่ยงดวงอีกอย่างนั้นเหรอ" ชายคนหนึ่งพ่นลมหายใจอย่างไม่พอใจ
"ได้คืบจะเอาศอกชัดๆ พวกนั้นมันพวกไม่มีอะไรจะเสียถึงกล้าเสี่ยงโชคกันแบบนี้" หญิงสาวคนหนึ่งกล่าวเสริมด้วยน้ำเสียงเยาะเย้ย
เสียงซุบซิบนินทาแว่วเข้ามาในหูของเย่เจียงเฉิน แต่เขากลับไม่ได้สนใจ เย่เจียงเฉินกวาดสายตามองหินแต่ละก้อนอย่างตั้งใจ เขาใช้ความสามารถของเจ็นในการวิเคราะห์ส่วนประกอบและคุณภาพ ก่อนจะเอาเงินห้าหมื่น ซื้อหินมาทั้งหมดสิบก้อน นี่คือเงินที่เย่เจียงเฉินแบ่งมาใช้ หลังจากมอบเงินให้พ่อเพื่อนำไปใช้จ่ายในครอบครัว
"ดูสิ เด็กนั่นโชคดีแค่ครั้งเดียวก็ซื้อหินไปทีเดียวสิบก้อนเลย"
ผู้คนที่อยู่บริเวณนั้นต่างมองมาที่เย่เจียงเฉินด้วยสายตาที่หลากหลาย
ช่างสกัดนำหินก้อนแรกเข้าไปในเครื่องสกัด หินก้อนนี้มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณยี่สิบเซ็นติเมตร ผิวของมันขรุขระและมีรอยแตกมากมาย เมื่อเครื่องสกัดเริ่มทำงาน ไม่กี่นาทีต่อมา ศิลาปราณสีเขียวสดใสราวกับมรกตก็เผยสู่สายตาทุกคนในห้อง
ผู้คนที่มุงดูต่างตะลึงงันกับความงามและความบริสุทธิ์ของศิลาปราณเกรดซี จากที่ดูน่าจะมีน้ำหนักมากกว่าห้าร้อยกรัม แค่ราคาประมูลเริ่มต้นก็มีราคาเกือบหนึ่งแสนเครดิตเข้าไปแล้ว
ไม่น่าเชื่อว่าแค่ศิลาปราณก้อนแรกก็ทำให้เย่เจียงเฉินคืนทุนในทันที แถมยังมีกำไรอีกเหลือเฟือ
"เด็กคนนี่เป็เทพแห่งโชคลาภรึไง" ชายคนคนก่อนหน้านี้อุทานออกมาด้วยความใ
"ฟลุ๊คชัดๆ ฉันไม่เชื่อหรอกว่าก้อนต่อไปจะมีศิลาปราณอีก" หญิงสาวคนหนึ่งกล่าวเสริมด้วยความอิจฉา
ก้อนหินก้อนที่สองถูกใส่เข้าไปในเครื่องสกัดปราณ คราวนี้หินก้อนนั้นมีขนาดเล็กเท่ากำปั้นของทารก ผิวของมันเรียบเนียนและไม่มีรอยแตก ทำให้ดูเหมือนไม่น่าจะมีศิลาปราณอยู่ภายใน ไม่ว่าใครก็ไม่กล้าลงทุนกับหินก้อนนี้แน่นอน
เครื่องสกัดปราณเปิดออกอีกครั้ง คราวนี้เป็ศิลาปราณเกรดบี ขนาดของมันแทบไม่ต่างจากเดิม แม้จะมีสีที่หม่นไปบ้าง แต่ราคาก็น่าจะพุ่งไปถึงหลักแสนได้ไม่ยาก
ผู้คนที่มุงดูต่างส่งเสียงฮือฮาด้วยความตกตะลึง พวกเขาเริ่มไม่แน่ใจว่าเย่เจียงเฉินกำลังพึ่งพาโชค หรือว่าเขามีความสามารถพิเศษในการเลือกหิน
"บ้าไปแล้ว เด็กคนนี้เป็ใครมาจากไหน คงไม่ใช่เซียนกลับชาติมาเกิดหรอกใช่ไหม" ชายคนหนึ่งพึมพำออกมา
หลังจากผ่านไปเกือบครึ่งชั่วโมง หินที่ถูกสกัด ล้วนมีศิลาปราณแทบทั้งสิ้น อีกทั้งเกรดของพวกมันยังไม่ต่ำกว่าระดับซี ผู้คนที่มุงดูส่งเสียงฮือฮาด้วยความตื่นเต้นและสงสัย พวกเขาเริ่มเชื่อว่าเย่เจียงเฉินไม่ได้พึ่งพาโชค แต่มีความสามารถในการเลือกหินที่น่าทึ่ง
"ตรงนั้นมีอะไรกัน"
เสียงทุ้มต่ำดังขึ้น ชายวัยกลางคนสวมกี่เภ้าสีขาวลายัที่ดูสง่างาม หยุดดูผู้คนที่กำลังมุงดูการสกัดหิน เขาเดินเข้าไปท่ามกลางฝูงชน บอดี้การ์ดร่างั์สองคนในชุดสูทสีดำสนิทแหวกทางให้เขา ทุกคนที่เห็นชายคนนั้นต่างมีสีหน้าตกตะลึง
ชายที่เป็ผู้จัดการ โค้งคำนับอย่างนอบน้อมให้กับชายวัยกลางคน
"คุณเฉิง ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่ล่ะครับ"
"อะไร เดินในตึกของตัวเองมันแปลกมากนักรึไง" ชายวัยกลางคนเลิกคิ้วเล็กน้อย
"ผม… ผมไม่ได้หมายความอย่างนั้นนะครับ" ผู้จัดการเผยสีหน้าลำบากใจ เนื่องจากคนที่ยืนอยู่ด้านหน้าเขาตอนนี้ คือ เฉิงอวี้คง เ้าของหอการค้าฮวาเฉิง
เฉิงอวี้คงมองไปที่ฝูงชนที่มุงดูการสกัดหินด้วยความสงสัย
"คนพวกนั้นกำลังมุงดูอะไร"
"คือว่า… ประมาณวันก่อนมีเด็กคนหนึ่งได้รับศิลาปราณเกรดบีมูลค่าสามแสนเครดิตไปครับ และวันนี้เขาก็กลับมาอีก ซึ่งหินที่เขาเลือกล้วนเป็ศิลาปราณไม่ต่ำกว่าเกรดซีทั้งนั้นครับ ผู้คนจึงมาลุ้นว่าหินก้อนสุดท้ายจะเป็ศิลาปราณเกรดไหน"
เฉิงอวี้คงพยักหน้าอย่างสนใจ
"โฮ่! น่าสนุกดีนี่ ฉันขอลุ้นด้วยคนสิ"
ผู้คนที่มามุงดูต่างแหวกทางให้เฉิงอวี้คง ในที่สุดเขาก็มายืนอยู่ด้านหน้า เมื่อเห็นเย่เจียงเฉิน เขาก็เผยแววประหลาดใจในทันที เพราะไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะเด็กขนาดนี้
หินก้อนสุดท้ายถูกนำเข้าไปในเครื่องสกัดปราณ ทุกคนกลั้นหายใจรอคอยผลลัพธ์ เมื่อเครื่องสกัดปราณเปิดออก ทุกคนที่มองเห็นศิลาปราณที่อยู่ภายใน ต่างอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง
"บ้าไปแล้ว" ชายคนหนึ่งอุทานออกมา
"สุดยอด เ้าหนูรับฉันเป็ศิษย์เถอะ ไม่สิ… อาจารย์ รับผมเป็ศิษย์ด้วยเถอะครับ"
"ฉันไม่ได้ตาฝาดไปใช่ไหม"
แสงสีส้มส่องประกายเจิดจ้า ราวกับพระอาทิตย์ยามบ่าย แม้จะมีขนาดเท่านิ้วหัวแม่มือ แต่นี่ก็เป็ศิลาปราณเกรดเออย่างไม่ต้องสงสัย แถมความบริสุทธิ์ยังอยู่ในระดับสูงสุด
"สองล้าน! ไม่สิ ฉันให้สองล้านห้าแสนเครดิตเลย!" ชายคนหนึ่งะโเสนอราคาด้วยความตื่นเต้น
สติของเย่เจียงเฉินแทบจะหลุดลอยไปไกลหลังจากที่ได้ยินราคาที่ชายคนนั้นเสนอ แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้พูดอะไร ชายอีกคนก็ะโเสนอราคาแข่ง
"สองล้านแปดแสน!"
"สามล้าน! ฉันให้สามล้าน!"
ราคาของศิลาปราณเกรดเอพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วราวกับติดจรวด
ทว่าไม่กี่อึดใจต่อมา เสียงทุ้มนุ่มเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นท่ามกลางความวุ่นวาย
"สี่ล้านเครดิต"
เย่เจียงเฉินมองตามเสียงนั้นไป ก่อนจะพบกับชายสวมเสื้อกี่เภ้าลายัที่ยืนอยู่ด้านหน้าสุด
หลังจากสิ้นเสียงชายคนนั้น ฝูงชนรอบข้างเงียบกริบ ไม่มีใครกล้าเสนอราคาแข่งกับเฉิงอวี้คงแม้แต่คนเดียว อย่างไรก็ตาม ราคาที่เฉิงอวี้คงให้มาก็ถือว่าเป็ราคาที่ดีที่สุดแล้ว เย่เจียงเฉินครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจพยักหน้าตกลงรับข้อเสนอ
หลังจากที่นำราคาขายศิลาปราณทั้งสิบก้อนมารวมกัน เย่เจียงเฉินพบว่าเขาทำกำไรไปได้เกือบห้าล้านเครดิตเลยทีเดียว!
"เธอชื่ออะไร"
เสียงทุ้มนุ่มของเฉิงอวี้คงดังขึ้น
"เย่เจียงเฉินครับ" ชายหนุ่มตอบด้วยความเคารพ
เฉิงอวี้คงล้วงเข้าไปในแขนเสื้อกว้าง ก่อนจะหยิบบัตรสีดำสนิทออกมามอบให้เย่เจียงเฉิน
บนบัตรสีดำมีอักษรคำว่า "ฮวาเฉิง" สีทองสลักไว้อย่างงดงาม
"รับนี่ไปสิ มันจะช่วยให้เธอค้าขายในหอการค้าแห่งนี้ได้สะดวกขึ้น"
"นั่นมันบัตรระดับวีไอพีไม่ใช่รึไง" ชายคนหนึ่งในฝูงชนอุทานออกมาด้วยความตกตะลึง
ทุกคนต่างรู้ดีว่าบัตรระดับวีไอพีไม่ใช่สิ่งที่ใครก็มีได้ คนที่จะมีบัตรใบนี้ได้ ต้องเป็คนที่เฉิงอวี้คงยอมรับเท่านั้น ซึ่งส่วนใหญ่ล้วนเป็นักสู้ระดับสูงหรือเศรษฐีระดับแนวหน้าเท่านั้น
เย่เจียงเฉินรับบัตรใบนั้นมาราวกับมันเป็สมบัติล้ำค่า เขารู้ดีว่าบัตรของที่นี่แบ่งเป็ระดับทองแดง ระดับเงิน และระดับทอง ซึ่งจะสามารถใช้แทนส่วนลดในการซื้อขายได้ อีกทั้งยังเป็บัตรผ่านสำหรับเข้าร่วมงานประมูลที่อยู่ชั้นบนสุดของหอการค้าฮวาเฉิงได้อีกด้วย
อย่างไรก็ตาม บัตรที่มีสีดำสนิทแบบนี้ เย่เจียงเฉินไม่เคยเห็นมาก่อน แต่เขาก็คิดว่ามันคงมีคุณสมบัติเดียวกัน
เฉิงอวี้คงมองแผ่นหลังของเย่เจียงเฉินที่กำลังเดินจากไป เขารู้สึกราวกับกำลังมองดูตัวเองในอดีต
"ให้บัตรระดับวีไอพีกับเด็กคนนั้นไปจะดีเหรอครับ" ผู้จัดการถามด้วยสีหน้าไม่สบายใจ
เฉิงอวี้คงยกยิ้มเล็กน้อย ดวงตาของเขาเปล่งประกายด้วยความคาดหวัง "สิ่งที่ฉันชื่นชอบที่สุดก็คือการลงทุน และฉันเชื่อว่าในอนาคตเด็กคนนั้นต้องไปไกลกว่านี้แน่"
หลังจากผ่านไปประมาณสามอาทิตย์ ในที่สุดงานประลองนักสู้หน้าใหม่ที่ทุกคนรอคอยก็เริ่มขึ้น
ผู้คนจากทั่วทุกสารทิศ ั้แ่ประชาชนทั่วไป ไปจนถึงผู้มีชื่อเสียงจากเมืองใหญ่ ต่างแห่แหนกันเข้ามายังเขตพื้นที่ชั้นกลางของเมืองบูรพา เพื่อร่วมเป็สักขีพยานในการประลองครั้งนี้
สนามกีฬาประจำเมือง ถูกใช้เป็ลานประลอง ขนาดอันมหึมาของมันจุผู้คนได้นับหมื่นชีวิต และในวันนี้ทุกที่นั่งถูกจับจองจนแน่นขนัด
สถาบันที่เข้าร่วมการประลองครั้งนี้มีมากกว่าสิบแห่ง แต่ละสถาบันส่งนักสู้ฝึกหัดที่เก่งกาจที่สุดของตนเองเข้ามาแข่งขัน ส่วนใหญ่เป็นักสู้ฝึกหัดขั้นกลาง และมีเพียงหยิบมือเท่านั้นที่เป็นักสู้ฝึกหัดขั้นสูง พวกเขาเหล่านี้เปรียบเสมือนหัวกะทิของเมืองบูรพาเลยก็ว่าได้
เสียงเชียร์ดังกระหึ่มเมื่อนักสู้จากสถาบันต่างๆ เดินเข้าสู่สนามประลอง แต่ท่ามกลางสายตาที่เต็มไปด้วยความชื่นชมเ่าั้ เมื่อสถาบันซินหยวนปรากฏตัว ทุกคนก็เผยแววดูถูกเมื่อเห็นเย่เจียงเฉินอยู่ในกลุ่มที่จะลงแข่ง
"สถาบันซินหยวนคิดอะไรอยู่ถึงปล่อยให้นักสู้ฝึกหัดขั้นต้นลงแข่ง" ชายคนหนึ่งส่ายหน้าด้วยความผิดหวัง
"ในสถาบันนั่นคงมีแต่พวกกะโหลกกะลามั้ง"
เสียงหัวเราะดังขึ้นท่ามกลางเสียงเชียร์ที่กระหึ่ม พวกเขามองว่าสถาบันซินหยวนเป็เพียงแค่ตัวตลก ไม่มีค่าให้ใส่ใจเสียด้วยซ้ำ
--------------
ขอเปลี่ยนชื่อโรงเรียนเป็สถาบันซินหยวนนะครับ เดี๋ยวไรท์จะไล่แก้คำว่าโรงเรียนเป็สถาบันเพื่อให้เข้ากับเนื้อเื่ด้วยครับ