เมื่อตกลงกันได้แล้วไช่ซุนหลันก็เริ่มคิดเงิน โดยยืมตาชั่งของที่ร้านเถ้าแก่หวัง
“ส่วนเนื้อติดมันมีแปดจิน เนื้อแดงกับส่วนสะโพกสิบจิน ส่วนแพซี่โครงมีหกจินผักคะน้ากับกะหล่ำปลีอย่างละสองจิน กระดูกมีไม่มากฉันแถมให้นะคะ ถือว่าเป็การเริ่มต้นธุรกิจครั้งแรกของเรา”
การค้าขายครั้งนี้ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างงดงาม ไช่ซุนหลันได้เงินจากเถ้าแก่หวังมา16 หยวนรวมกับตั๋วอีกบางส่วน และก่อนที่ไช่ซุนหลันจะจากไป เธอได้ถามเถ้าแก่หวังเื่ที่ตั้งของตลาดมืด
“เถ้าแก่หวังคะ เถ้าแก่เคยไปที่ตลาดมืดบ้างหรือเปล่า? ก่อนหน้าที่จะรับวัตถุดิบจากฉัน ทำไมคุณไม่ไปซื้อพวกมันที่ตลาดมืดล่ะคะ?”
“รู้จักสิ ฉันก็ไปอยู่บ่อยๆ แต่ก็ใช่ว่าจะได้ของติดไม้ติดมือทุกครั้งไป บางทีก็คุณภาพไม่ดีบางทีก็ขายราคาแพง และหากหนักหน่อยก็ไม่มีของที่ฉัน้าขายอยู่เลย ตลาดมืดนั่นเอาแน่เอานอนไม่ได้หรอก”เถ้าแก่หวังตอบกลับก่อนจะเอ่ยถามกลับ
“นี่เสี่ยวไช่ที่เธอถามแบบนี้ หรือว่าเธอจะไปที่นั่นกันล่ะ ยังไงก็ระวังตัวด้วยนะ”
“ฉันอยากจะลองไปดูสักครั้งค่ะ อยากรู้ว่าที่นั่นมีอะไรขายบ้าง เถ้าแก่หวังพอจะบอกสถานที่ให้ฉันได้ไหมคะ?”
“ไม่มีปัญหา ตลาดมืดอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากตรงนี้หรอก”
เมื่อได้ทราบแหล่งตลาดมืดแล้ว ไช่ซุนหลันก็รีบเดินจ้ำอ้าวไปอย่างเร็วรี่ระหว่างนี้เธอก็สวมหมวกที่พนักงานร้านเถ้าแก่หวังให้มาเพื่อปิดบังตัวตน การจำแนกตัวตนของผู้คนในยุคนี้ค่อนข้างยากเพราะการแต่งตัวล้วนเหมือนกันไปหมด ในยุคนี้ผู้หญิงชนชั้นแรงงานมักจะสวมกางเกง และโทนสีของเสื้อผ้าทั้งหญิงและชายนั้นเป็สีทึบเสียส่วนใหญ่เพราะชุดเสื้อผ้าสีฉูดฉาดนั้นเป็ตัวแทนของระบอบทุนนิยมสวนทางกับระบอบคอมมิวนิสต์
เมื่อบอกรหัสผ่านแล้วไช่ซุนหลันก็เริ่มทำการค้าขาย เธอเริ่มขายจากสิ่งของที่เธอมีเยอะสุดก่อนนั่นก็คือไข่ไก่และสบู่ยิ่งสบู่ก้อนนั้นเธอซื้อมาในราคาที่ถูกมาก หากจะให้เลือกขายเธอก็เลือกขายพวกของใช้ก่อนส่วนของกินนั้นมีไว้เยอะๆ ย่อมอุ่นใจกว่า
ไข่ไก่ราคาตลาดมืดนั้นอยู่ที่จินละสามถึงสี่เจี่ยว ใน่ที่เนื้อสัตว์หายากเช่นนี้ไข่ไก่คือของล้ำค่าและแหล่งโปรตีนชั้นดี ไช่ซุนหลันจึงตัดสินใจขายในราคาสี่เจี่ยวต่อจินส่วนสบู่นั้นเธอขายมันในราคาก้อนละสองหยวนกับอีกสามเจี่ยว รวมๆ แล้วการมาซื้อขายที่ตลาดมืดในวันนี้ทำให้ไช่ซุนหลันมีรายได้มากถึง300 หยวน อันที่จริงหากเธอจะอยู่ขายนานกว่านี้มันจะทำให้เธอมีรายได้มากขึ้นไปอีก แต่ไช่ซุนหลันคิดว่าของแบบนี้หากปล่อยออกไปคราวละมากๆมันจะกลายเป็ว่าของนั้นหาง่ายและส่งผลให้ราคามันถูกลง เมื่อได้เงินถึงเป้าที่กำหนดไช่ซุนหลันก็ตัดสินใจว่าควรพอแค่นี้
เธอใช้เวลาประมาณสองชั่วโมงในการทำธุรกิจที่นี่ เมื่อออกจากตลาดมืดแล้วไช่ซุนหลันก็ตัดสินใจกลับหมู่บ้านเธอไม่รู้เลยว่าระหว่างที่เธอไม่อยู่นั้นได้เกิดเื่ราวไม่ดีขึ้นกับครอบครัวหลี่
การเดินเท้าจากเขตเข้าหมู่บ้านนั้นใช้เวลากว่าหนึ่งชั่วโมงพอใกล้จะถึงบ้านไช่ซุนหลันก็นำไข่ไก่รวมถึงเนื้อ น้ำมัน น้ำตาลและผ้าพับออกมา แล้วใส่มันลงไปในเป้ทหารด้านหลังเมื่อมาถึงบ้านหลี่เธอก็รู้สึกแปลกใจที่แม่หลี่ไม่ได้ไปทำงานที่ฝ่ายผลิต ภายในบ้านมีลูกของเธอทั้งสามคนที่นั่งรวมอยู่กับแม่หลี่
ไช่ซุนหลันกล่าวทักทายด้วยท่าทีที่เธอถอดแบบมาจากเ้าของร่างเดิมเพราะหากเธอเปลี่ยนไปเร็วเกินไปแม่หลี่จะสงสัยเธอได้
“สวัสดีค่ะคุณแม่ ทำไมวันนี้คุณแม่หยุดงานได้ล่ะคะ?”
แม่หลี่เงยหน้ามองต้นเสียง เมื่อเห็นว่าเป็ลูกสะใภ้รองจอมี้เีเธอจึงเบือนหน้าหนี
“จะอะไรเสียอีกล่ะ ฉันก็ต้องมานั่งเลี้ยงลูกให้เธอไม่ใช่หรือไง!”
“แม่ๆ แม่มาแล้ว” เซียงเฉิงพูดอย่างดีใจเมื่อเห็นแม่ของตน
เ้าของร่างเดิมนั้นแม้จะี้เีและไม่ดูแลลูก แต่เธอก็ไม่เคยตีหรือทำร้ายลูกของเธอเลยสิ่งที่เธอทำก็คือเลี้ยงแบบปล่อยเหมือนเป็ดที่ต้องออกหากินเอง ปราศจากการดูแลและเอาใจใส่หากเด็กพวกนี้หิวเธอก็จะให้เด็กๆ ก็ไปขออาหารจากแม่หลี่พ่อหลี่กินเอา
“แม่ ลุงใหญ่ถูกทหารเอาตัวไป ตอนนี้ป้าสะใภ้ใหญ่เป็บ้าไปแล้ว!” เจียงคุนลูกชายคนโตของไช่ซุนหลันและหลี่เหวินไคเอ่ยขึ้น
ไช่ซุนหลันเมื่อได้ฟังที่ลูกพูด เธอจึงซักไซ้แม่หลี่ทันที“คุณแม่คะ ที่เจียงคุนพูดหมายความว่ายังไง มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ตอนที่ฉันไม่อยู่”
แม้แม่หลี่จะไม่ชอบลูกสะใภ้รองคนนี้แต่เมื่อไช่ซุนหลันถามเื่ที่เธอไม่สบายใจอยู่ มีหรือเธอจะไม่เล่าให้ฟังเื่ราวมันเกิดก่อนหน้านี้ไม่กี่วัน หลี่ไห่พี่ชายฝาแฝดของหลี่เหวินไคได้เขาไปที่มณฑลเสิ่นหยางและดูเหมือนว่าเขานั้นจะไปแตะต้องเกี่ยวกับสิ่งของยุคศักดินาเดิม พวกของเก่าต่างๆ โดยไม่ได้ตั้งใจและมันประจวบเหมาะพอดีกับมีพวกเรดการ์ดหรือยุวชนแดงที่เป็พวกหัวรุนแรงสนับสนุนเชิดชูแิสังคมนิยมแบบสุดโต่ง คนพวกนี้จะทำลายทุกสิ่งที่เป็ทุนนิยมและศักดินาตามแิ"ปกป้องพรรค" และ "พิทักษ์แดง" อยู่บริเวณนั้นพอดี พี่ใหญ่หลี่ไห่จึงถูกตราหน้าว่าเป็กากเดนศักดินาทั้งๆ ที่หลี่ไห่เป็ชนชั้นแรงงานเป็ชาวนา ตามหลักแล้วพวกยุวชนแดงที่มีสมุดแดงนั้นจะต้องยกย่องผู้ใช้แรงงานแต่เพราะการไม่ฟังใครของกลุ่มยุวชนแดงเหล่านี้ คนพวกนั้นได้ใช้ศาลเตี้ยบุกเข้ามาจับตัวหลี่ไห่ไปดื้อๆ
เื่การลงโทษพวกทุนนิยมและพวกนิยมศักดินาหรือจะเรียกรวมๆว่าพวกเห็นต่าง จะมีการลงโทษที่หลากหลายแบบทั้งถูกจับยิงเป้า ทั้งถูกแห่ ถูกแขวนประจานโดยเฉพาะพวกผู้ดีเก่าที่เคยเป็ชนชั้นศักดินาพวกปัญญาชน ศิลปินหัวอนุรักษ์นิยม กระทั่งพวกที่มีญาติอยู่ต่างประเทศก็โดนข้อหามีความสัมพันธ์กับต่างประเทศระหว่างที่บุกจับผู้คนเหล่ายุวชนแดงจะะโด้วยความบ้าคลั่งว่า "รักชาติ รักพรรคพิทักษ์เหมา"
เหล่ายุวชนแดงนั้นมีลัทธิเหมาอยู่ในเส้นเืมีกรณีที่ยุวชนแดงได้ยินพ่อแม่พูดถึงเหมาในทางที่ไม่ได้ ยุวชนแดงรู้สึกทนไม่ได้ โกรธแค้นพ่อแม่จนถึงขั้นส่งจดหมายฟ้องเื่นี้ให้ทางพรรครับรู้ ทำให้พ่อแม่ของยุวชนแดงต้องจบชีวิตลงเพราะลูกตัวเอง
ส่วนบทลงโทษของหลี่ไห่นั้นจะว่าโชคดีหรือโชคร้ายก็ไม่แน่ใจหลี่ไห่ถูกจับไปรวมกับเหล่าครู อาจารย์ นักวิชาการที่ค่ายกักกันแรงงานในสถานที่ห่างไกลเพื่อเรียนรู้การเป็ผู้ใช้แรงงานเขานั้นไม่ได้มีโอกาสแม้แต่จะมาร่ำลาพ่อแม่หลี่รวมถึงภรรยาและลูกของตน
หลังจากนั้นไม่นานก็มีคนมาแจ้งข่าวให้แก่คนบ้านหลี่ฟังแม่หลี่ถึงกับล้มทั้งยืนไม่มีใครสามารถช่วยเหลือเื่นี้ได้เลย พ่อหลี่คิดจะส่งโทรเลขไปขอความช่วยเหลือจากหลี่เหวินไคแต่ก็กลัวว่าหลี่เหวินไคนั้นจะต้องมาเกี่ยวข้องและเดือดร้อนไปด้วยอีกคน สะใภ้ใหญ่ของบ้านหลี่ร้องห่มร้องไห้เสียใจจนถึงขั้นสติเลอะเลือนไม่รับรู้เื่ราวต่างๆ
พอได้ฟังเื่ราวจากปากของแม่หลี่แล้ว ไช่ซุนหลันก็รู้สึกเครียดถ้าเธอจำไม่ผิดภายในค่ายกักกันแรงงาน ผู้คนที่นั่นมีความเป็อยู่ที่ลำบากมาก แม้กระทั่งตอบจดหมายจากทางบ้านยังไม่สามารถทำได้เลยหากเป็ผู้ไม่เคยใช้แรงงานคงจะผ่านมันไปได้ยาก ยังดีหน่อยที่พี่ใหญ่หลี่ไห่นั้นทำงานรับแต้มค่าแรง10แต้มมาโดยตลอด เพราะฉะนั้นการที่ต้องไปใช้แรงงานที่ค่ายแห่งนั้นก็คงปรับตัวได้ในเร็ววันแต่พวกอาหารการกินคงต้องลำบากมากเป็แน่
“คุณแม่คะ แล้วนี่พี่สะใภ้ใหญ่อยู่ไหนเหรอคะ?”
“อยู่ในบ้านนั่นแหละ หล่อนไม่ได้ไปทำงานร้องไห้ไม่หยุดให้หล่อนพักบ้างก็ดีเหมือนกัน” แม่หลี่หันไปมองในบ้านด้วยความเศร้าใจความจริงในใจของแม่หลี่ก็ตรอมใจไม่ต่างจากสะใภ้ใหญ่ แต่เธอไม่สามารถแสดงออกมาได้มากขนาดนั้นเพราะว่าเธอยังมีลูกของหลี่ไห่อีกสามคนที่ต้องดูแลเธอไม่อยากให้เด็กเล็กต้องมาพลอยโศกเศร้าไปด้วย