ตอนที่47 : แผนซ้อนแผนของสองอัจฉริยะ
สามวันหลังการประชันปัญญา
ข่าวการเอาชนะของรัชทายาทหานอวี้จิน แพร่ไปทั่วราชสำนักหานหลง
ขุนนางทั้งบุ๋นและบู๊ล้วนกล่าวขานถึงความสามารถขององค์ชายใหญ่
แต่ในตำหนักรับรองทูตต่างชาติ
กลับมีเสียงเพลงพิณแผ่วเบาดังยามราตรี
องค์หญิงฉินอวี้เหม่ยนั่งมองเปลวตะเกียง
รอยยิ้มที่เคยมั่นใจ บัดนี้แฝงความครุ่นคิด
“เขาไม่เพียงฉลาด...แต่มีใจสงบจนข้าอ่านไม่ออก”
อวี้เยียนคุกเข่ารายงาน
“ท่านองค์หญิงคนของเราส่งสารแล้ว
ภายในห้าวัน เราจะได้ข้อมูลจากสำนักยุทธศาสตราแน่นอน”
องค์หญิงวางมือบนพิณ
“ไม่...ข้าต้องอยู่ต่ออีกหน่อย
เขาคงไม่ปล่อยให้เราเข้าใกล้สำนักได้ง่าย
ถ้าข้าจะให้สายลับทำงาน... ข้าต้อง ‘ถ่วงเวลา’ เอง”
คำขอที่เหนือความคาดหมาย
รุ่งขึ้น
องค์หญิงฉินอวี้เหม่ยขอเข้าเฝ้าฮ่องเต้หานเต๋อหรง
ท้องพระโรงในวันนั้นสงบ
แต่ขุนนางหลายคนต่างเฝ้าดูด้วยความระแวง
องค์หญิงค้อมตัวงามสง่า
“ข้าน้อย อวี้เหม่ยแห่งฉิน
ขอถวายคารวะอีกครั้งแด่ฝ่าบาทหานเต๋อหรง
การมาเยือนครั้งนี้ ข้ามิได้มุ่งเพียงเจรจาไมตรี
แต่ยังต้องการเรียนรู้ภูมิปัญญาของแคว้นหานด้วยตนเอง”
ฮ่องเต้เลิกพระขนง
“เรียนรู้?”
“เพคะ” — นางยิ้มบาง
“หานคือแคว้นแห่งปัญญา มีบัณฑิตมากมาย
โดยเฉพาะรัชทายาทของพระองค์ ที่เชี่ยวชาญทั้งบทกวีและคณิตศาสตร์
ข้าขออนุญาตพำนักต่อในหานหลงชั่วระยะหนึ่ง
เพื่อศึกษาความรู้จากท่านรัชทายาท และแลกเปลี่ยนศาสตร์ของฉิน”
เสียงฮือฮาทันที
ขุนนางบางคนคัดค้าน
“มิได้พ่ะย่ะค่ะ!องค์หญิงฉินเป็นต่างแคว้น จะให้พำนักในเมืองหลวงเกินกำหนดมิได้!”
“นี่อาจเป็นข้ออ้างของฉินเพื่อสอดแนม!”
แต่เสียงของฮองเฮาดังขึ้นจากด้านข้าง
“แคว้นหานมิได้กลัวการเรียนรู้
หากองค์หญิงประสงค์จะศึกษา ก็จงให้โอกาสนางเถิด”
ฮ่องเต้พยักหน้าอย่างช้า ๆ
“เช่นนั้น...ข้าจะอนุญาต
แต่ให้รัชทายาทเป็นผู้ดูแลการศึกษาขององค์หญิงด้วยตนเอง”
องค์หญิงค้อมตัว
“ข้าขอขอบพระทัยฝ่าบาท
และขอสัญญาว่าจะไม่ทำให้แผ่นดินหานต้องกังวลเพราะข้า”
แต่ในแววตาคู่นั้น...แฝงรอยลึกลับที่ยากจะอ่าน
ตำหนักอวิ๋นหลง
วันแรกของการ “เรียนรู้”
องค์หญิงในชุดเรียบง่ายมาถึงตำหนักของรัชทายาท
หานอวี้จินนั่งรออยู่ในห้องหนังสือ
ข้างโต๊ะมีสมุดคำนวณและพู่กันเรียงราย
“ไม่นึกว่าองค์หญิงแห่งฉินจะมานั่งในห้องเรียนธรรมดาเช่นนี้ได้”
“ข้าไม่ถือว่าตัวเองเป็นองค์หญิงในวันนี้
เพียงหญิงผู้ใฝ่รู้ ที่อยากเข้าใจคำว่า ‘ปัญญาแห่งหาน’ เท่านั้น”
รัชทายาทหัวเราะเบา ๆ
“เช่นนั้น ข้าจะถือว่าท่านเป็นศิษย์ในวันนี้”
นางยิ้ม
“ข้าคงเป็นศิษย์ที่ดื้อ...เพราะสิ่งที่ข้าอยากรู้ ไม่ได้มีแค่คณิตศาสตร์”
“แล้วอะไรอีกเล่า?”
“สิ่งที่ทำให้คนอย่างท่าน...ไม่หวั่นต่อคำลือใด ๆ”
รัชทายาทนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบเรียบๆ
“เพราะข้าเชื่อว่าความจริงไม่ต้องรีบพูด — มันจะพูดเอง เมื่อถึงเวลา”
คำตอบนั้นทำให้นางเผลอหลุบตาลง
ในใจกลับรู้สึกบางอย่างเคลื่อนไหวอย่างแปลกประหลาด
ในขณะที่การเรียนดูเหมือนจะเป็นเพียงเรื่องในตำหนัก
แต่เบื้องหลัง รัชทายาทได้สั่งไป๋หงเหวินตั้ง “เครือข่ายเงา”
ให้จับตาความเคลื่อนไหวของคณะทูตทุกคน
ไป๋หงเหวินรายงานในห้องลับ
“มีคนของฉินสองคนลอบเข้าเขตตีเหล็กเมื่อคืน
แต่เราทำทีว่าไม่เห็น... เพื่อดูว่าพวกเขาจะติดต่อใครต่อ”
หานอวี้จินพยักหน้า
“อย่าเพิ่งขัดขวาง
ให้พวกเขาเชื่อว่าหานไม่ระแวดระวัง
แล้วข้าจะดูว่า... ใครในคณะทูตคือมือจริงของมู่หลิง”
เขาหันไปมองแผนที่บนผนัง
ที่มุมมีชื่อถูกเขียนไว้ด้วยหมึกแดง —
「秦玉媚」
“องค์หญิง...หากเจ้าคือหมากของมู่หลิง
ข้าก็จะใช้เจ้าหยั่งรู้ทั้งแผ่นดินฉิน”
หลายวันต่อมาการเรียนรู้ดำเนินไปเรื่อย ๆ
บางวันเป็นบทกวี บางวันคือคณิตศาสตร์ และบางวัน...เป็นเพียงการพูดคุย
องค์หญิงถามถึงหลักคิดของเขา
รัชทายาทพูดถึงการสร้างอนาคตที่มั่นคงด้วยปัญญา
ยามหัวเราะของทั้งคู่ เริ่มมีเสียงเบา ๆ ของความอบอุ่นแฝงอยู่
แต่ในคืนนั้นเอง
อวี้เยียนรายงานเบา ๆ ที่มุมตำหนัก
“ท่านองค์หญิงคนของเรากำลังคัดลอกแบบร่างเครื่องกลปืนใหญ่ได้ครึ่งหนึ่งแล้ว
อีกสามวันคงเสร็จ”
องค์หญิงมองออกไปนอกหน้าต่าง
เห็นเงาไฟจากสำนักยุทธศาสตราที่สะท้อนในแอ่งน้ำ
เธอกระซิบแผ่วเบา
“อีกสามวัน...หลังจากนั้น ทุกอย่างจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป”
แต่ในใจลึก ๆกลับมีเสียงหนึ่งถามเธอเอง —
“แล้วเจ้าจะยินดีหรือ...หากต้องทำร้ายเขาด้วยมือของเจ้าเอง?”
ในคืนนั้นรัชทายาทหานอวี้จินจุดตะเกียงกลางห้อง
บนโต๊ะคือจดหมายฉบับหนึ่งจากชายแดนตะวันตก
“ข้าพบการเคลื่อนไหวของทัพฉินขนาดใหญ่ในเมืองลั่วซี
พวกมันกำลังขนหินเพลิงและม้าเหล็กจำนวนมาก”
หานอวี้จินวางจดหมายลง
สายตาเย็นเฉียบราวคมดาบ
“แสงแห่งไมตรี...กลายเป็นควันแห่งสงครามแล้วสินะ”