ขอโทษที่ผมเป็นหนุ่มสุดฮอต

    บทที่ 40 เบื้องหลังพลังอันแข็งแกร่ง

    บทที่ 40 เบื้องหลังพลังอันแข็งแกร่ง


    ดูเหมือนว่าชายชราจะไม่ได้ยินคำเยินยอของโม่เฟิง เขาพูดต่อว่า “เจ้าคงอยากรู้มาตลอดว่าทำไมข้าถึงมาอยู่ที่นี่ ทำไมข้าถึงสอนวิทยายุทธให้เจ้า พวกเราเป็นสำนักอะไร จริง ๆ แล้วในประวัติศาสตร์ของจีน ไม่เคยมีบันทึกเกี่ยวกับสำนักของเรา ไม่ใช่ว่าไม่มีชื่อเสียง แต่เพราะถูกชาวโลกกีดกัน ด้วยวิทยายุทธของเจ้า การฆ่าคนก็เหมือนกับการหั่นผัก หรือแค่โบกมือก็สามารถปลิดชีวิตคนได้ นั่นเท่ากับเป็นการพรากสิทธิ์ในการมีชีวิตของพวกเขา ดังนั้น การดำรงอยู่ของพวกเราจึงทำให้ผู้คนหวาดกลัว เพราะเมื่อเผชิญหน้ากับคนอย่างพวกเรา พวกเขารู้สึกได้ถึงความเปราะบางของชีวิต แต่บางสิ่งบางอย่างก็ไม่ได้หายไปเพียงเพราะความกลัว ในประวัติศาสตร์อันยาวนาน มีสี่สำนักที่สืบทอดวิชาต่อเนื่องกันมาโดยไม่เคยขาดสาย นั่นคือ สำนักเทพ สำนักมาร สำนักอสูร และสำนักเซียน”


    โม่เฟิงได้ยินแล้วก็รู้สึกตกตะลึง จริง ๆ แล้วมีเรื่องแบบนี้ด้วยเหรอ? 



    “สี่สำนักนี้เป็นชื่อเรียกของคนรุ่นหลัง  แน่นอนว่ามันเกี่ยวข้องกับวิทยายุทธของพวกเขาด้วย  วิทยายุทธของสำนักเทพเน้นหนักที่การใช้สี่ตำลึงปาดพันชั่ง*[1]  เหมือนดังเทพเจ้า สำนักมารเน้นความรวดเร็วเหมือนสายลมและการซ่อนเร้นราวกับภูตผี นั่นคือวิทยายุทธที่เร็วที่สุดในโลก  สำหรับสำนักอสูรเป็นสำนักที่งดงามรับเฉพาะศิษย์หญิง วิทยายุทธที่เรียนล้วนสวยงามเป็นพิเศษ มีผลในการมองทะลุจิตใจผู้คนและความงามนั้นก็เป็นความสมบูรณ์แบบจนไร้ที่ติ เมื่อใดที่ลงมือ การโจมตีจะเป็นไปอย่างต่อเนื่อง จึงเรียกว่าสำนักอสูร เพราะความแปลกประหลาดดุจอสูรร้าย สำนักสุดท้ายคือสำนักเซียน ถือว่าแปลกประหลาดที่สุด คนในสำนักนี้ล้วนตรงไปตรงมา แม้จะโลดแล่นอยู่ในโลกกว้าง แต่ก็เข้ากับคนทั่วไปได้ดี นี่อาจจะเป็นเพราะพลังที่แข็งแกร่ง ทำให้ผู้คนเคารพยำเกรง มีพลังทำลายล้างสูงส่ง สามารถทำลายกำแพงของโลกได้ ดังนั้นสำนักเซียนจึงเป็นสำนักเดียวในสี่สำนักที่ดำรงอยู่ได้อย่างเปิดเผย คำว่าเปิดเผยนี้ก็ไม่เชิงเปิดเผยหรอก แค่ไม่ได้ปกปิดเหมือนกับพวกเราก็เท่านั้น”


    โม่เฟิงไม่ได้โง่ เมื่อรวมกับวิทยายุทธของตัวเอง เขาก็รู้โดยธรรมชาติว่าตัวเองอยู่ในสำนักมาร แม้จะฟังดูไม่ค่อยดี แต่เมื่อคิดว่าตัวเองเป็นศิษย์ของหนึ่งในสี่สำนักใหญ่ก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก เขายิ้มแล้วพูดว่า        “อาจารย์ งั้นแสดงว่าสำนักมารของเราก็คงจะประสบเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เลยเหลือแค่พวกเราน่ะสิ แล้วพวกเราก็ต้องแก้แค้น ผมเป็นศิษย์เอกของท่านแล้วใช่ไหม?”


    ชายชราจ้องมองโม่เฟิงอย่างดุ ๆ แล้วตีเข้าที่หัวเขา “เจ้าดูหนังกำลังภายในมากไปหรืออย่างไร? ไหนเลยจะมีเรื่องซับซ้อนซ่อนเงื่อนขนาดนั้น เรื่องมันง่ายมาก ตอนนี้สี่สำนักใหญ่ไม่ค่อยสู้ดีนัก ถึงแม้จะมีคนฝึกวิทยายุทธมากมาย แต่มีคนที่มีคุณธรรมน้อยลงมาก ถ้ามีคนทรยศขึ้นมาสักคน สี่สำนักใหญ่คงจะล่มสลายเป็นแน่…”


    “หรืออาจถึงขั้นหายไปจากโลกนี้เลยก็ได้ ดังนั้น สี่สำนักใหญ่จึงร่วมมือเป็นพันธมิตรกัน ปัจจุบันสำนักมารของเราก็มีคนมากกว่าร้อยคน แต่ทุกคนต่างก็มีชีวิตของตัวเอง และก็จะคอยเฟ้นหาศิษย์ที่มีคุณสมบัติเหมาะสม เพื่อสืบทอดวิชาของสำนักมารต่อไป ดังนั้น เวลาออกไปข้างนอก เจ้าต้องระวังตัวด้วย ถ้าเจอศิษย์ของอีกสามสำนัก ต้องแจ้งชื่อให้ชัดเจน เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหา ศิษย์ทุกคนล้วนเป็นสมบัติล้ำค่าของสี่สำนัก ถ้ามีใครได้รับบาดเจ็บ พวกเขาจะต้องสู้ตายแน่นอน ดังนั้นเจ้าแค่ควบคุมตัวเองให้ได้ อย่าไปปะทะกับคนของอีกสามสำนักก็พอ”


    โม่เฟิงยิ้มแล้วหยิบแก้วขึ้นมา พร้อมกับรินน้ำชาใส่แก้ว “อาจารย์ ท่านไม่คิดจะออกไปข้างนอกบ้างเหรอ? ท่านไม่มีอะไรที่อยากทำเลยเหรอ ครับ?”


    ชายชรามองโม่เฟิงอย่างดูแคลน “โม่เฟิง อย่ามาทำเป็นอวดเก่งต่อหน้าอาจารย์ เจ้าเพิ่งจะเสียความบริสุทธิ์ไปได้กี่วัน? ตอนนี้ข้าไม่มีความต้องการใดใดทั้งสิ้น เป็นสิ่งที่เจ้าไม่มีทางเทียบได้ เพราะสิ่งที่เจ้ามี ข้าล้วนเคยมีมาก่อนแล้ว!”


    โม่เฟิงยิ้มอย่างขมขื่น “อาจารย์ ท่านนี่ใจร้ายจริง ๆ เลยนะ ผมแค่เป็นห่วงความต้องการทางร่างกายของท่านเท่านั้น ท่านกลับมาดูถูกผมซะได้”


    ไม่นานโม่เฟิงก็นึกอะไรบางอย่างออก เขารีบมองอาจารย์ด้วยรอยยิ้ม    “อาจารย์ ท่านบอกว่าไม่มีความต้องการอะไรแล้วก็ไม่จำเป็นต้องมาอยู่ที่นี่ก็ได้ ที่นี่มันเปลี่ยว ทั้งยังลำบากมากกว่าจะหาเจอ ท่านไปอยู่บ้านผมด้วยกันก็ได้นี่นา เพราะยังไงท่านก็ไม่มีความต้องการ หรือยึดติดอะไรอยู่แล้ว!”


    ชายชรามองโม่เฟิงอย่างพิจารณา ก่อนจะยิ้มมุมปาก มือที่เหี่ยวย่นโบกไปมาต่อหน้าโม่เฟิง ทันใดนั้น บัตร ATM ใบหนึ่งก็ปรากฏขึ้นบนมือ มันเป็นบัตรใบเดียวกับที่เขาเคยข่มขู่ให้โอนเงินทั้งหมดมาให้ แต่ขณะนั้นอาจารย์ไม่ได้ทำอะไรเลยสักนิดเพียงแค่โบกมือเท่านั้น ทว่าตอนนี้มันกลับมาอยู่ในมือของอาจารย์โดยที่เขาไม่รู้ตัว


    ในที่สุดโม่เฟิงก็ได้สัมผัสกับความกลัวของคนทั่วไป เพราะแม้แต่ตัวเขาเอง เมื่อเผชิญหน้ากับอาจารย์ก็ยังรู้สึกขนลุก ความเร็วระดับนี้ การฆ่าใครสักคนคงเป็นเรื่องที่ง่ายมาก ทำให้เขารู้สึกไม่ปลอดภัยเอาเสียเลย จะมีใครอยากอยู่กับคนที่สามารถโบกมือแล้วฆ่าตัวเองได้ทุกเมื่อโดยไม่หวาดหวั่นล่ะ ใครจะไปรู้ว่าหากเผลอพูดอะไรผิดหูหรือไม่ตรงใจเข้าจะต้องเผชิญหน้ากับยมบาลเมื่อไหร่



    ชายชรามองบัตร ATM ในมือ แล้วพูดด้วยรอยยิ้มว่า “นี่เป็นแค่บัตร     ธรรมดา ๆ ใบหนึ่ง ในนั้นมีเงินอยู่มากสุดก็แค่สองล้านหยวน แต่ในเมืองหนานผิง แม้ว่าจะมีเงินสองล้านหยวนก็แค่เศษเงิน ซื้อบ้านก็แทบจะไม่พอแล้ว ถ้าให้พวกเราสองคนอยู่ด้วยกัน เจ้าไม่คิดว่ามันเล็กไปหน่อยเหรอ?”


    โม่เฟิงรู้สึกเขินอายเล็กน้อย เพราะเขาคิดว่าจะเอาเงินก้อนโตนี้ไปซื้อบ้านสักหลังในหนานไห่ แล้วรับอาจารย์ไปอยู่ด้วย แน่นอนว่าสิ่งสำคัญที่สุดคือโม่เฟิงรู้สึกว่าผู้ชายต้องมีบ้านก่อน ถึงจะคิดเรื่องแต่งงานได้ โม่เฟิงเป็นผู้ชายหัวโบราณ อยากแต่งงานมีลูก ดังนั้นก่อนหน้านั้นจึงต้องหาที่อยู่ให้เรียบร้อยก่อน แต่พออาจารย์พูดแบบนี้ เขาก็เพิ่งรู้ตัวว่าตัวเองยังไม่เป็นผู้ใหญ่มากพอ ผู้ชายคนหนึ่งกลับมาภูมิใจกับเงินแค่นี้ นี่มันไม่คู่ควรกับฝีมือของตัวเองเลย แถมยังไม่คู่ควรกับผู้หญิงที่ตัวเองรักอีกด้วย


    ชายชราอมยิ้ม ก่อนจะรินน้ำชาให้เต็มแก้วของโม่เฟิงที่เพิ่งดื่มหมดไป   “โม่เฟิง เจ้าเป็นคนที่อาจารย์เห็นว่ามีพรสวรรค์ที่สุด ดังนั้นอาจารย์ถึงตั้งชื่อให้เจ้ามีคำว่าเฟิงอยู่ในนั้น เพราะลมที่แท้จริงนั้น ต้องรุนแรง ดุดัน และมีพลังทำลายล้าง แต่ข้ากลับพบว่าสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เจ้ายังขาดอยู่ ในฐานะผู้ชาย เจ้าเจ้าชู้ก็จริง แต่อ่อนแอเกินไป ข้าเลยไม่ค่อยวางใจเท่าไหร่ แต่วันนี้เจ้าทำให้ข้าเห็นเงินก้อนนี้ ข้าพบว่าเจ้าเริ่มเติบโตขึ้นแล้ว ถึงแม้การเติบโตครั้งนี้จะมาช้าไปหน่อย แต่สุดท้ายมันก็มาถึง ข้าดีใจกับเจ้าด้วย แต่น่าเสียดายที่ข้ายังไปกับเจ้าไม่ได้ เพราะการฝึกฝนที่ดีที่สุด ก็เหมือนกับข้าในตอนนี้ ต้องต้านทานสิ่งยั่วยุจากภายนอก เก็บตัวอยู่ในมุมที่ไม่มีใครอยู่คนเดียวแบบนี้ ถึงจะไม่ไปยุ่งเกี่ยวกับเวรกรรมของโลกภายนอกได้ และก็จะไม่มีแรงจูงใจในการลงมืออีก!”


    โม่เฟิงพยักหน้า ก่อนที่เขาจะได้พบกับติงว่านหรู เขาใช้ชีวิตอย่างเลื่อนลอยมาเป็นเวลานาน จนกระทั่งลืมคุณค่าของการมีชีวิตอยู่ไปแล้ว บางครั้งโม่เฟิงก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองต้องการอะไร ดังนั้นตอนนี้โม่เฟิงรู้สึกได้อย่างชัดเจนถึงการเปลี่ยนแปลงของตัวเอง เขามองดูท้องฟ้าที่ใกล้สว่างแล้ว จึงรีบกล่าวลาอาจารย์กลับบ้าน แม้ว่าวันนี้จะเป็นวันอาทิตย์ แต่เขาก็อยากจะพักผ่อนให้เต็มที่


    เมื่อมองโม่เฟิงที่จากไปแล้ว ชายชราก็ถอนหายใจเบา ๆ “หรือว่าข้าจะเลือกผิดไปแล้ว? ทำไมข้าถึงรู้สึกเสียใจเช่นนี้? ช่างเถอะ ไม่คิดแล้ว ขอแค่เขาสามารถค้นพบเส้นทางเดินของตัวเองได้ก็พอ อย่างน้อยในช่วงนี้ ข้าก็ยังสามารถปกป้องเขาได้!”



    [1] สี่ตำลึงปาดพันชั่ง เป็นหลักปรัชญาเต๋า คือการใช้แรงเพียงเล็กน้อยเพื่อเอาชนะแรงที่มากกว่า

    คล้ายกับเรื่องขอโทษที่ผมเป็นหนุ่มสุดฮอต ที่คุณอ่าน

    เกิดใหม่ชาตินี้ ขอเป็นเศรษฐีนีในยุค 80 [แปลจบแล้ว]

    เกิดใหม่ชาตินี้ ขอเป็นเศรษฐีนีในยุค 80 [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    2.27M 2359
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    [จบแล้ว] คุณหนูสี่ สตรีเปื้อนเลือด

    [จบแล้ว] คุณหนูสี่ สตรีเปื้อนเลือด

    นิยาย รัก
    324K 1320
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    [จบ] แม่ปากร้ายยุค​ 80

    [จบ] แม่ปากร้ายยุค​ 80

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    94K 1199
    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นเจ้าของที่ดินในยุค 90 [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นเจ้าของที่ดินในยุค 90 [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    355K 505
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    เกิดใหม่เป็นคุณหนูจิ้งจอกของท่านอ๋อง (แปลจบแล้ว)

    เกิดใหม่เป็นคุณหนูจิ้งจอกของท่านอ๋อง (แปลจบแล้ว)

    นิยาย รัก
    149K 452
    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    207K 185
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663