โอ๊ย...ปวดขาฉิบ...
แค่วิ่งรอบสนามไม่กี่รอบ แต่ทำไมผมรู้สึกเหมือนไปวิ่งก้าว ถอยสามก้าวกับพี่ตูนเลยวะครับ อุตส่าห์นอนพิการตายเป็ศพอยู่ในห้องั้แ่กลับมา แต่ตอนนี้ต้องกลั้นใจพาร่างกายเหี่ยว ๆ เดินสะโหลสะเหลมาเข้าห้องน้ำ แล้วท่าเดินก็ช่างน่าอนาถเหมือนเพิ่งจะฝึกกายภาพบำบัดมาไม่มีผิด ยิ่งคิดก็ยิ่งแค้นไอ้ตัวฝันร้าย จนอยากจะไปขุดหาแมงป่องมาหย่อนใส่รองเท้ามันให้รู้แล้วรู้รอด มันจะได้เดินพิการเป็เพื่อนกันบ้าง
บ่น ๆ ๆ ไปเรื่อยแหละครับ ก็คนมันเก็บกดน่ะแถมความอิจฉาน้องสาวสุดที่รักอย่าง ‘ปอปลา’ ก็พุ่งปรี๊ด ๆ เพราะแม่สร้างห้องน้ำส่วนตัวให้ไอ้ปลา แต่ผมยังต้องใช้ห้องน้ำแยกของชั้นบนเพียงคนเดียว ด้วยเหตุผลว่าน้องเป็ผู้หญิง ผมก็เลยกลายเป็พลเมืองชั้นสองของบ้าน
ความเท่าเทียมทางเพศอยู่ไหนวะประเทศไทย! ผมจะร้องเรียนกับใครก็ไม่ได้ จึงต้องจำใจใช้ห้องน้ำร่วมกับไอ้แขกหน้าด้านนั่นด้วย
แอ๊ด~
ถึงสักที...กว่าจะเขย่งมาถึง ฉี่จะเล็ดอยู่แล้ว
“อื้อ...” ผมปล่อยออกมาเต็มก๊อกทั้งที่ยังคงหลับตาพริ้มอยู่เหมือนเดิม คลำทางเดินมาถึงได้ก็บุญแล้ว เพราะความี้เีล้วน ๆ ก็ตอนนี้มันยังไม่ใช่เวลาตื่นนอนของผมนี่ครับ แค่ตีห้าครึ่งเอง
แกร๊ก!
หืม? เสียงอะไรวะ...
“เฮ้ย! เข้ามาได้ไงวะ!” ผมแหกปากลั่น เมื่อหันไปเห็นคนกึ่งเปลือยอีกคนยืนอยู่ในห้องน้ำ ทั้งยังจับลูกบิดประตูอยู่คามือ ผมจึงไม่รอช้ารีบเก็บเตี๋ยวไม่น้อยเข้ากางเกง ท่อส่งน้ำตีบตันอย่างฉับพลันเพราะแขกที่ไม่ได้รับเชิญ
“เอ่อ...พี่ไม่ได้เข้ามานะ”
“ไม่ได้เข้ามาเชี่ยไรล่ะ! ก็เห็นอยู่เนี่ย จะบอกว่าตัวเองละเมอหรือไงวะ!”
“พี่ไม่ได้เข้ามาจริง ๆ แต่พี่อยู่ในนี้ตั้งนานแล้ว...ก่อนที่เตี๋ยวจะเข้ามาอีก”
“ฮะ! มะ -- ไม่จริงอะ!”
เป็ไปไม่ได้ ผมไม่ได้ตาถั่วขนาดนั้นสักหน่อย!
“จริง...พี่ยืนแปรงฟันอยู่ตรงอ่างล้างหน้าเนี่ย แล้วเราก็เดินเข้ามาฉี่เฉยเลย”
ไม่ได้ตาถั่ว...แต่ตาบอดเลยแหละ!
“แล้วทำไมไม่เรียกวะ!”
โยนความผิดแม่งเลยครับ โทษฐานที่มันเป็ผู้อาศัย เห็นเ้าบ้านมาแล้วทำไมไม่เรียกให้รู้ตัวหน่อยวะ
“อ้าว...นี่พี่ผิดเหรอเนี่ย”
“เออ!”
“เฮ้อ...ถ้าเราไม่เดินหลับตาเข้ามาแบบนั้น ก็คงเห็นพี่ั้แ่เปิดประตูห้องน้ำแล้วแหละ ไฟก็เปิดสว่างขนาดนี้ แถมพี่ควรจะต้องเป็คนโวยวายมากกว่า ที่อยู่ ๆ เราก็มายืนฉี่ต่อหน้าต่อตาพี่เนี่ย”
ว้ากกกก! ต่อหน้าต่อตาอะไรวะ แสดงว่ามันก็เห็นเตี๋ยวไม่น้อยของผมแล้วดิ!
“ไม่ต้องทำหน้าช็อกแบบนั้นหรอก เพราะว่าพี่ไม่ได้อยากมองอยู่แล้ว พี่ก็เลยจะออกไปให้เตี๋ยวได้ทำธุระส่วนตัว แต่เราดันลืมตาขึ้นมาซะก่อน”
“เออ! งั้นก็ออกไปดิ!”
“เฮ้อ! ตอนนี้พี่ว่าเตี๋ยวควรจะเป็คนออกไปนะเพราะว่าพี่...”
การเว้นช่องไฟที่ทำให้ผมมองตามสายตาของมัน และเพิ่งตระหนักได้ว่าไอ้คนตรงหน้ามีผ้าเช็ดตัวเพียงผืนเดียว ปกปิดท่อนล่างที่นูนขึ้นมาชัดเจนในระยะสายตา สิ่งที่ผมรู้ดีว่ามันคืออะไร ที่มักจะตื่นขึ้นมาในยามเช้าแบบนี้
“ทำไมไม่แต่งตัวให้ดีวะ!”
“นี่มันห้องน้ำนะ เตี๋ยวจะให้พี่แต่งตัวยังไงล่ะ”
“งั้นก็ควรระวังหน่อยดิ หัดล็อกประตูห้องน้ำบ้าง ถ้าเกิดไอ้ปลามันมาเข้าห้องน้ำจะทำไง!”
“ห้องนอนปลามีห้องน้ำไม่ใช่เหรอ”
“เผื่อมันละเมอไง! เลิกเถียงแล้วไปแต่งตัวได้ปะ ทุเรศลูกตาว่ะ!” ผมโวยทั้งที่พยายามโฟกัสสายตาไว้เฉพาะที่หน้ามันเท่านั้น ไม่อยากจะชำเลืองดูหุ่นน่าอิจฉาของมันหรอก
“แต่พี่ยังไม่ได้อาบน้ำเลยนะ” ไอ้พี่ธิวมันไม่ยอมครับ เดินเข้ามาใกล้ผมอีก จนผมต้องเป็ฝ่ายถอยกรูดไปชิดผนังด้านหลังแทน
“เฮ้ย! จะทำอะไร!”
“ก็...”
ไอ้พี่ธิวเดินเข้ามาประชิดตัวอย่างว่องไว จนผมทำอะไรไม่ถูก และก่อนจะได้โวยวายอะไรออกไป มันก็โน้มตัวเข้ามาใกล้จนผมได้แต่หลับตาปี๋ ยืนแข็งเป็หิน รับรู้ถึงความใกล้ชิดผ่านเสื้อกล้ามบางเบาของตัวเอง ที่ถูไถอยู่กับกล้ามอกของมัน
“...หยิบเสื้อไง”
ผมสะดุ้งเพราะเสียงกระซิบแ่เบากระทบใบหูจนขนลุกซู่ จึงต้องลืมตาขึ้นมองไอ้พี่ธิวที่ยืนถือเสื้อซึ่งแขวนไว้กับผนังด้านหลังผมเมื่อครู่
“ก็บอกดิจะได้หยิบให้!”
“พี่เกรงใจน่ะ”
“เกรงใจก็ไม่ต้องมาอยู่ั้แ่แรกดิวะ!”
ผมผลักคนตรงหน้าออกให้พ้นทาง และรีบจ้ำอ้าวออกมาจากห้องน้ำเพราะรู้สึกมีมลทินทางสายตา จนไม่อยากจะจ้องมองเรือนร่างมันอีก แถมมือผมก็สั่นริก ๆ แค่เพราะการผลักอกเปลือยเปล่าของมันเมื่อกี้ด้วย
น่าอายชิบเป๋ง...
ทำไมรู้สึกพ่ายแพ้ตลอดเวลาเลยวะครับ แม้ว่าเมื่อก่อนจะเคยอาบน้ำด้วยกันบ่อย ๆ แต่ตอนนี้ผมกับมันไม่เหมือนเดิมแล้วนะโว้ย การที่ผมรู้สึกขนลุกไปทั้งตัวแบบนี้ก็คงเพราะรังเกียจมันนั่นแหละ หลังจากนี้คงต้องชวนเดอะแก๊งเข้าวัดมากกว่าเข้าร้านเหล้าแล้วว่ะ เผื่อไอ้ตัวฝันร้ายจะหายออกไปจากชีวิตผมอีกสักครั้ง
สงสัยผมจะเป็พวกทำบุญไม่ขึ้นครับ เพราะจนแล้วจนรอดไอ้ตัวฝันร้ายก็ยังสิงสถิตอยู่ที่บ้านผม ตอนนี้หนักข้อขึ้นอีก ถึงขนาดคนรอบข้างที่มหาวิทยาลัยต่างเข้ามาทักทายว่าผมเป็อะไรกับมันด้วย เพราะมันเล่นแสดงตัวแนะนำกับทุกคนที่เจอว่าเป็พี่ชายของผม จะปฏิเสธหรือหักหน้ามันก็ลำบาก ในเมื่อมันมีฐานะเป็ถึงอาจารย์หมอ ผมก็เลยจำใจต้องเป็น้องคนสนิทของมัน
ตอนนี้ก็สนิทจนถึงขั้นต้องกลับบ้านด้วยกันแทบทุกวัน บางวันก็ต้องไปยืนสิ้นเปลืองความหล่ออยู่ที่หน้าคณะทันตะ เพื่อรอกลับบ้านพร้อมมันอีก วันนี้ก็เลยขอแหกกฎ...ชิ่งมาหาแฟนสุดรักสุดหวงที่ไม่ได้เจอกันเป็เดือนแล้ว เพราะผมมัวแต่วุ่นวายเื่อื่น
“ยัยมิน!” เสียงเรียกจากใครบางคน ทำให้ผมรีบหันไปมองสาวร่างเล็ก หน้าตาน่าเอ็นดู ซึ่งกำลังหยุดยืนพูดคุยกับเพื่อนสาวอีกคนอยู่หน้าประตูหอพัก
ในที่สุดการรอคอยแสนยาวนานก็สิ้นสุดลงสักที เพราะสันดานอินดี้ทำอะไรไม่เคยวางแผน ผมก็เลยต้องมานั่งหงอยอยู่เป็ชั่วโมง เพราะไม่รู้ตารางเรียนของแฟนตัวเอง
“มิ --” เสียงเรียกของผมถูกกลืนหายไปทันใด เพราะภาพบาดตาที่ไม่คาดคิด...
ไอ้หน้าจืดเหมือนอาเฮียขายข้าวมันไก่เดินเข้ามาโอบเอวแฟนของผม แต่สิ่งที่ทำให้ผมหยุดยืนอยู่ตรงนี้เป็ควายถูกสตัฟฟ์ ก็เพราะคนที่ผมรักหันกลับไปหอมแก้มไอ้บ้านั่นต่อหน้าต่อตาผม...
นี่มัน...เื่เหี้ยอะไรวะ!
แม้อยากจะเดินเข้าไปกระชากสองคนนั้นให้ออกห่างจากกัน และเข้าไปถามว่าไอ้เวรนั่นมันเป็ใคร แต่ผมกลับทำได้แค่ยืนมองทั้งสองคนเอ่ยลาเพื่อน และเดินกอดกันกะหนุงกะหนิงเข้าไปด้านใน
ผมควรจะทำยังไงดี...
ผมควรยืนฟุ้งซ่านอยู่ตรงนี้ หรือควรทำอะไรให้มันชัดเจนกว่านี้ ผมไม่เคยคิดมาก่อนว่าตัวเองต้องมาเจอเหตุการณ์อะไรแบบนี้ การถูกนอกใจเป็สิ่งสุดท้ายในชีวิตที่ผมคิดว่าจะทำให้ความสัมพันธ์ของเราต้องจบลง แต่ตอนนี้...ดูเหมือนว่ามันอาจจะเกิดขึ้นแล้วก็ได้
ความขลาดกลัวและความอยากรู้ตีกันมั่วไปหมด แต่สุดท้าย...ความอยากรู้ก็ชนะเสมอ ผมตัดสินใจเดินตามทั้งคู่เข้าอาคาร มุ่งหน้าขึ้นไปยังห้องที่ผมรู้จักดี ทุกย่างก้าวช่างเชื่องช้าและหนักอึ้งเพราะกลัวสิ่งที่รออยู่ สิ่งที่ผมกำลังจะได้รู้ทั้งที่ในใจลึก ๆ กำลังอ้อนวอนขอร้องให้เป็เพียงเื่ที่ผมเข้าใจผิดและระแวงไปเอง
กึก...
ผมหยุดสองเท้าอยู่หน้าห้องอันแสนคุ้นเคย ชะงักมือที่กำลังจะเคาะลงบนบานประตูสีขาว เพราะเสียงหัวเราะแสนสดใสของคนรักดังแว่วออกมา เสียงที่ดูมีความสุขจนทำให้ผมตัดสินใจเปิดประตูที่ไม่ได้ลงล็อกเข้าไป โดยไม่บอกให้คนด้านในรู้ตัว
...ช่างเป็ความคิดที่ผิดพลาดอย่างมหันต์...
ภาพที่ตรึงผมให้ยืนอยู่หน้าประตูห้อง คือสาวน้อยร่างบางที่ผมทะนุถนอมมาเกือบสามปี เอนกายอยู่บนโซฟาตัวยาวในสภาพกึ่งเปลือย โดยมีไอ้หน้าจืดนั่นคร่อมทับร่างบางอยู่ ทั้งสองคนหันมามองแขกที่ไม่ได้รับเชิญอย่างผม ใบหน้าสวยหวานอันคุ้นตาตกตะลึงพอกับผม ที่กำลังอึ้งเพราะภาพความจริงที่ได้เห็น
“เตี๋ยว!” คำเรียกขานของมินแสดงให้รู้ว่าเธอใมากเพียงใด และพยายามหยิบชุดนักศึกษาที่กองอยู่บนพื้นขึ้นมาปกปิดร่างกายของตัวเอง
“เวรเอ๊ย!” ไอ้เวรที่คร่อมอยู่บนตัวมินสบถออกมาอย่างอารมณ์เสียที่ถูกขัดจังหวะ พลางคว้าเสื้อที่ปลายโซฟาขึ้นมา และเดินหนีเข้าไปในห้องนอน ทิ้งให้ผมยืนจ้องหน้าแฟนตัวเองอย่างไม่อยากเชื่อ
“เตี๋ยว! มาได้ยังไง ทำไม...”
“เราน่าจะเป็คนถามมากกว่านะมิน ว่าไอ้เวรที่อยู่ในห้องนอนนั่นเป็ใคร!” ผมะโใส่เธอเป็ครั้งแรก และเดินตรงไปยังประตูห้องนอนทันทีที่ตั้งสติได้
“อย่าเตี๋ยว!” คนกึ่งเปลือยเพราะชุดนักศึกษาที่ยังไม่ได้ติดกระดุม รีบวิ่งเข้ามากั้นกลางระหว่างผมกับประตูห้องนอน
“ถอยไป!” ผมพยายามดันมินออกให้พ้นทาง แต่เธอก็คว้าข้อมือผมไว้ พลางอ้อนวอนไม่ให้ผมเปิดประตูเข้าไปจัดการคนในห้อง
“ไม่ได้...อย่า...อย่ามีเื่กันเลยนะเตี๋ยว...”
“ทำไม! มินห่วงไอ้เหี้ยนั่นเหรอฮะ!” ผมะโออกมาสุดเสียง ไม่เข้าใจสิ่งที่เธอทำเลยสักนิด
การที่เธอพยายามปกป้องไอ้หน้าตัวเมียที่หลบอยู่ในห้อง ยิ่งทำให้ผมสติแตก ผมจึงดึงมินที่ตัวเล็กกว่าหลายเท่าออกไปให้ห่าง และเปิดประตูเข้าไปในห้องนอนที่มีไอ้เวรนั่นยืนแต่งตัวอยู่ที่ปลายเตียง
“ไอ้ชั่ว!” ผมเข้าไปกระชากคอเสื้อมันอย่างโมโห ทั้งที่ผมไม่เคยใส่ใจหรือโกรธใครมากมายแบบนี้มาก่อนเลย
“เฮ้ย! ใจเย็น ๆ เราคุยกันได้นะ!”
“มึงแอบมาฟันแฟนกู ยังต้องคุยเหี้ยอะไรอีก!”
ผัวะ!
ผมซัดไอ้หน้าตี๋ที่เตี้ยกว่าลงไปกองกับพื้นและตามลงไปซ้ำอีกที แต่มันถีบผมออกมาก่อนที่หมัดจะกระแทกหน้ามันเป็ครั้งที่สอง
“ไอ้เวรเอ๊ย!” ผมตั้งหลักได้ รีบเข้าไปคว้าเสื้อด้านหลังของมันที่ทำท่าจะวิ่งหนีออกจากห้องนอน ยิ่งทำให้ผมเกลียดความขี้ขลาดของมันเข้าไปอีก
“ปล่อยกูนะเว้ย!”
ผัวะ! ผัวะ!
ผมจัดการต่อยมันไม่ยั้ง ไม่ฟังเสียงด่าทอของมันด้วยซ้ำ
“เตี๋ยวพอแล้ว!”
“ปล่อย! นี่มินจะเลือกมันใช่ไหม!” ผมตวาดคนที่วิ่งตามเข้ามาดึงรั้งผมไว้
“เรา...”
ผัวะ!
เพราะความลังเลใจของมิน ทำให้ผมถูกแรงหมัดซัดเข้ามาที่แก้ม แม้จะไม่เต็มแรงนัก แต่ก็ทำให้ผมเืขึ้นหน้ามากกว่าเดิม
“มึง!” ผมเตรียมซัดกับมันอีกยก แต่ไม่ทันมินที่เข้ามาขวางไว้ เธอผลักผมออกให้ห่างจากไอ้หน้าตี๋ จนผมเซไปชนตู้เสื้อผ้าด้านหลังอย่างแรง
ปึ้ก!
“พอได้แล้วเตี๋ยว!”
“มิน...” ตอนนี้ผมไม่ได้เจ็บแผลที่โดนต่อยเลยสักนิด แต่รู้สึกเจ็บที่หัวใจมากกว่า
“แม่ง! บอกมันไปซะทีสิว่าเธอจะเลือกใคร เราก็ี้เีมาทนหลบ ๆ ซ่อน ๆ แล้วเหมือนกันนะ!”
“มึงยังกล้าพูดแบบนี้อีกเหรอฮะ!”
“ทำไมกูจะพูดไม่ได้วะ! ในเมื่อผู้หญิงเขาก็เบื่อมึงจะตายห่าแล้ว เพราะไอ้ความไม่ได้เื่ของมึงไง เขาถึงต้องมาหากู!”
“กูมั่นใจว่าได้เื่กว่ามึงทุกเื่แหละ แค่หน้าตากูก็กินขาดมึงแล้ว ไอ้หน้าจืด!”
“มึง!” มันทำท่าจะเข้ามาต่อยผม แต่มินรีบกอดแขนมันเอาไว้
“อย่านนท์พอเถอะ!”
“งั้นก็บอกไปเลยว่าเพราะความแอ๊บแมนของมัน ที่ทำให้เธออยากจะทิ้งมันน่ะ!”
“มึงพูดเหี้ยอะไรวะ!”
“ก็พูดเื่จริงที่เขารู้กันทั่วว่ามึงมันไม่แมนจริงไง!”
“ไอ้เหี้ย!” เพราะคำสบประมาทที่ฝังใจมาหลายปี ทำให้ผมหมดความอดทนอีกครั้ง ผมผลักมินออกให้พ้นทางและไม่ลังเลที่จะซัดไอ้ปากดีต่ออีกรอบ
“ว้าย! เตี๋ยวเราบอกให้พอไง!” มินเข้ามากอดผมไว้ ในขณะที่ไอ้คนปากดีถอยหลังหนีไปอยู่อีกฟากของเตียงนอน
“ที่มันพูดหมายความว่าไงมิน!”
“เลิกโวยวายก่อนได้ไหม เราขอร้องละ!”
“แล้วจะให้เราทำยังไง! จะให้เรากลับไปเฉย ๆ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยงั้นเหรอ!”
“แล้วทีเตี๋ยวล่ะ! ทีเตี๋ยวมีอะไรกับผู้ชายมาก่อน ยังไม่เห็นเคยบอกเราเลย เราต้องถูกคนอื่นหัวเราะเยาะแค่ไหนรู้ไหม ที่แฟนตัวเองเคยชอบผู้ชายน่ะ!”
“พูดเื่อะไรเนี่ย จะบ้าหรือไง! เตี๋ยวไม่เคยมีอะไรกับใครทั้งนั้นแหละ ไม่เคยชอบผู้ชายด้วย!”
“มึงอย่ามาแถ! กูรู้เื่มาจากเพื่อนมึงตอนมอต้นหมดแล้ว หรือมึงจะเถียง...ว่าไม่เคยมีเื่ที่มึงชอบผู้ชายมาก่อน!”
“มันเป็เื่ที่ไอ้พวกเหี้ย ๆ เอาไปพูดเองไงล่ะ ถ้าคนที่บอกมึงเป็เพื่อนกูจริง มันคงไม่เอาเื่แบบนั้นไปพูดมั่วซั่วหรอก!”
“ถุย! สุดท้ายก็เื่จริงนั่นแหละวะ ยอมรับเถอะว่ามึงมันไม่มีน้ำยา!”
“มึง!”
“พอแล้วเตี๋ยว! ถ้าจะโทษใครก็โทษตัวเองเถอะ เราคบกันมาตั้งสามปี แต่เตี๋ยวแทบไม่ได้อยู่กับเราเลย เราอยากมีแฟนนะ ไม่ใช่แค่เพื่อนชาย!”
“มิน...ขอโทษแล้วกันนะที่เราทำได้แค่นี้ แต่มันไม่ใช่เหตุผลที่มินจะทำตัวง่ายแบบนี้กับผู้ชายคนอื่นหรอกนะ!”
เพียะ!
“มากไปแล้วนะเตี๋ยว!”
ผมหน้าหันตามแรงตบของผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ตรงหน้า มือแสนบอบบางของมินไม่ได้ทำให้แก้มซีกซ้ายเจ็บเลยสักนิด แต่มันส่งผลลงมาที่อกข้างซ้ายของผมต่างหาก
“ถึงเราจะไม่อยากเชื่อ แต่เราก็อายเป็นะที่แฟนตัวเองเคยมีเื่แบบนั้นน่ะ อีกอย่างเตี๋ยวก็ไม่เคยทำอะไรระหว่างเราให้มันชัดเจนสักอย่าง แล้วจะให้เราทำยังไง!”
“อาย? ตลอดสามปีมานี้ เตี๋ยวอาจจะไม่ได้มีเวลาอยู่กับมินมากพอเหมือนคนอื่น แต่ก็ไม่เคยมีวันไหนที่เตี๋ยวไม่รักมินเลยนะ เราก็ไม่รู้หรอกว่าต้องทำยังไงให้มินไม่อายเพราะเื่ซุบซิบแบบนั้น แต่ถ้ามินคิดว่าความสัมพันธ์ทางกายที่มินได้จากไอ้ชั่วนี่ มันจะมีค่ามากกว่าความรักของเตี๋ยว...เราก็คงไม่มีอะไรต้องพูดกันอีก”
“ก็ได้...ยังไงเราก็จะบอกเตี๋ยวอยู่แล้ว...”
“หึ...สรุปว่าเป็ความผิดของเราสินะ...ขอโทษด้วยแล้วกันที่ทำให้ต้องอายเพราะอดีตของเรา รู้อะไรไหม...เื่นั้นเคยทำให้เราเ็ปมากก็จริงนะ แต่ตอนนี้เราว่า...เื่ที่มินทำ...มันเจ็บมากกว่าอีก”
ผมจ้องมองดวงตากลมโตของผู้หญิงตรงหน้า ดวงตาที่เคยทำให้ผมหวั่นไหวและคิดว่ามันดูจริงใจเหลือเกิน แต่ตอนนี้กลับมีเพียงความหลอกลวงอยู่ในแววตาคู่นี้ แววตาที่ผมเคยรักมากมายและคิดว่ามันคือแววตาของคนที่รักกัน คนรัก...ที่กำลังจะกลายเป็เพียงอดีต ความรักทั้งหมดต้องพังทลายลง เพียงเพราะฝันร้ายที่ย้อนกลับมาทำร้ายผมซ้ำแล้วซ้ำเล่า และวันนี้มันก็เ็ปมากกว่าที่เคยผ่านมา
ผมละสายตาจากสิ่งที่ทำให้ตัวเองเ็ป เดินหันหลังออกมาจากห้อง ทิ้งมินไว้เื้ัเหมือนกับความรักของเราที่ผมจะทิ้งมันไว้ที่นี่เหมือนกัน...