รุ่งเช้าต้นยามเฉิน(07.00-08.59น.)หลังทุกคนรับอาหารเช้าเสร็จแล้ว จึงมารวมตัวกันที่เรือนหลักในห้องตำราประจำตระกูล
“เอาละหงเอ๋อร์หลานรู้หรือไม่ว่าทำไมเราถึงมารวมตัวกันที่นี่” เว่ยซือหลิวถามหลานสาว
“เพราะพลังปราณของอาหงเ้าค่ะท่านปู่”เ้าตัวน้อยตอบเสียงดังฟังชัด
“ถูกต้องที่ทุกคนมารวมตัวกันที่นี่เพื่อหารือกับการที่พลังปราณของเ้าตื่นก่อนกำหนด”เ้าตัวน้อยฟังท่านปู่ของนางอย่างตั้งใจ
“ตอนแรกพวกเราตั้งใจจะเก็บเป็ความลับไว้ก่อนแต่มันทำไม่ได้แล้ว เพราะการที่พลังปราณของเ้าตื่นก่อนกำหนดปะทุรุนแรงเกินไปทำให้ตระกูลใหญ่ที่คานอำนาจรวมถึงราชวงศ์ได้ล่วงรู้ถึงเื่นี้แล้ว หงเอ๋อร์รู้ใช่หรือไม่ว่าเื่นี้รุนแรงและน่าตื่นตะลึงแค่ไหน”
“อาหงรู้เ้าค่ะท่านปู่ในเมื่อพวกเขารู้แล้วเราก็ไม่ต้องปิดหรอกเ้าค่ะ”
“จริงอยู่ที่ไม่ต้องปิดแต่ลูกรักเ้าฟังพ่อนะ ถึงพวกเขาจะรู้ว่าพลังปราณของเ้าตื่นขึ้น ก็ใช่ว่าจะรู้รายละเอียดทั้งหมดดังนั้นเราต้องปกปิดเอาไว้บ้าง”
“พ่อของลูกพูดถูกความจริงเราตั้งใจจะเปิดเผยพลังธาตุของลูกแค่บางส่วนเท่านั้นแต่เราอยากถามความคิดเห็นของลูกก่อน ว่าลูกอยากเปิดเผยพลังธาตุใด เราจึงได้พาลูกมาปรึกษาหารือที่นี่แต่...”
“แต่อะไรหรือเ้าคะท่านแม่”
“แต่เพราะว่าเมื่อคืนเ้าตื่นมาก็มีพลังปราณระดับเริ่มต้นขั้นต่ำทำให้เราทุกคนมีความคิดเห็นเหมือนกันว่า จะไม่เปิดเผยเื่ระดับพลังของเ้าแค่พลังปราณตื่นก่อนกำหนดก็น่าตกตะลึงมากพอแล้วหากคนอื่นรู้เข้าว่าเ้ามีพลังระดับเริ่มต้นขั้นต่ำ ยุทธภพได้วุ่นวายแน่”เว่ยซือหลางพูดกับน้องสาวแทนมารดา
เว่ยซือเหลียงจึงเอ่ยขึ้นบ้าง“ถูกของพี่ใหญ่ อาหงเื่ที่พลังปราณตื่นก่อนกำหนดเช่นเ้านั้นไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเราไม่รู้ว่าคลื่นใต้น้ำที่หลบในเงามืดมีกี่มากน้อย พวกเราจึงต้องหาทางป้องกันเพื่อให้เ้าหลีกเลี่ยงกับอันตรายให้มากที่สุด”
“หลานรักการที่พลังปราณของหลานตื่นก็ดี เปี่ยมด้วยพร์ด้านพลังธาตุก็ดี แต่เื่นี้ไม่ใช่เื่เล็กๆ ที่ทุกคนลงความเห็นให้ปกปิดพลังของหลานเอาไว้ ไม่ใช่เพราะอิจฉาหลานพวกเราทุกคนเป็ห่วงเ้า ดังนั้นหลานรักของย่า เ้าอย่าได้น้อยอกน้อยใจไปเลยนะ”ฮูหยินผู้เฒ่ากล่าวเมื่อหลานรักของนางนิ่งฟังอย่างเงียบ ๆเร่งอธิบายกลัวเ้าตัวน้อยจะเข้าใจผิด
แต่พอทุุกคนได้ยินคำตอบของเทพธิดาตัวน้อยประจำจวนพลันยิ้มออกมาด้วยความโล่งอกและเอ็นดูดีใจที่เ้าตัวเข้าใจอะไรได้ง่ายดาย
“อาหงไม่ได้น้อยใจเ้าค่ะอาหงแค่กำลังคิดว่าจะเปิดเผยว่าตนเองมีพลังธาตุธาตุใดดี”
“เอาละหลานปู่เ้าบอกปู่มาสิว่า เ้าเลือกจะเปิดเผยธาตุใดเพราะเหตุใด”
เว่ยซือหงครุ่นคิดเล็กน้อยก่อนพูดด้วยดวงตาเป็ประกาย“อาหงจะเปิดเผยสามธาตุเ้าค่ะ ธาตุไฟ ธาตุพฤกษา และธาตุแสง”
“หนึ่งธาตุธรรมดาสองธาตุพิเศษ เหตุผลเล่า”
“เพราะอาหง้าเป็นักปรุงโอสถและนักอักขระเ้าค่ะท่านพ่อรวมถึงเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของอาหงก็คือ อาหงจะปลูกผัก!”
สมาชิกตระกูลเว่ยต่างใกับความ้าของนางดีใจที่นางรักความก้าวหน้าและแข็งแกร่ง แต่การฝึกฝนที่มากกว่าสองสายไม่เคยปรากฏมาก่อนทุกคนจึงจะอธิบายให้นางเข้าใจถึงความยากลำบากการฝึกฝนแต่ละสาย แต่ถูกเว่ยซือหงพูดขึ้นมาเสียก่อนราวกับรู้ว่าสมาชิกในตระกูลกำลังคิดสิ่งใด
“อาหงรู้ว่าทุกคนเป็ห่วงเ้าค่ะอาหงรู้ว่าการฝึกฝนนั้นยากจะประสบผลสำเร็จโดยง่าย และไม่มีใครฝึกมากกว่าหนึ่งสายมาก่อนทว่าอาหงอยากให้ทุกคนเชื่อใจว่าอาหงฝึกได้จริง ๆ”
“...”
“เชื่ออาหงเถอะนะเ้าคะทุกคนอาหงฝึกได้แน่นอน อาหงอยากแข็งแกร่งด้านพลังยุทธ์เหมือนท่านปู่ท่านพ่อพี่ใหญ่พี่รองอยากมีคนนับหน้าถือตาเช่นท่านย่าและท่านแม่ในฐานะนักอักขระและนักปรุงยา”
เ้าตัวน้อยไม่พูดเปล่าแต่ยังแสดงสีหน้าออดอ้อนจนคนอื่นๆ ใจเหลวไปตาม ๆ กัน อยากกล่าวห้ามก็พูดไม่ออกแล้วตอนนี้ ฮูหยินผู้เฒ่าอยากจะกล่าวอะไรบางอย่างแต่พอนึกถึงความพิเศษที่มากด้วยพร์ของหลานสาวจึงเก็บวาจาไป
ขนาดร่ำเรียนเขียนอ่านอาหงยังอ่านได้ั้แ่สามขวบหากนางบอกว่าสามารถฝึกมากกว่าหนึ่งสายได้คงได้กระมัง เช่นไรตอนนี้นางก็อายุยังน้อยให้นางได้เรียนรู้ด้วยตนเองไปก่อน หากนางฝึกไม่ได้จริงค่อยเคี่ยวเข็ญให้นางฝึกสายเดียวที่นางมีพร์ที่สุดแล้วกันเฮ้อ!
ทว่าสามีอย่างผู้เฒ่าเว่ยซือหลิวหาได้คิดเหมือนภรรยาคู่ชีวิตของตนไม่เขามั่นใจและมีความเชื่อถือในตัวหลานสาวยิ่งว่านางสามารถฝึกฝนได้จริง ๆ ทั้งยังเชี่ยวชาญมากด้วย
สมาชิกหลักตระกูลเว่ยมีด้วยกันเจ็ดคนรวมเขาด้วยผู้ชายสี่คนของตระกูลต่างพากันทุ่มเทฝึกยุทธ์กันหมด ภรรยาของเขาเป็นักอักขระลูกสะใภ้เป็นักปรุงยา หากมีอัจฉริยะเพิ่มขึ้นในตระกูลไม่ว่าจะด้านใดก็ส่งผลดีต่อตระกูลเว่ยของเขาทั้งนั้น อีกอย่างเ้าตัวน้อยที่กำลังส่งสายตาวิบวับออดอ้อนก็น่ารักไม่หยอกไหนเลยจะใจแข็งห้ามนางได้
“เอาละเช่นนั้นตกลงตามนี้ ปู่จะเอาใจช่วยนะอาหง หลานสามารถมาฝึกพลังยุทธ์กับปู่พ่อและพี่ใหญ่พี่รองของหลานได้ ส่วนด้านอักขระและโอสถนั้น หากหลานมีข้อสงสัยและไม่เข้าใจสามารถปรึกษาท่านย่าและแม่ของหลานได้ เข้าใจหรือไม่ไม่ว่าหลานจะเลือกทางใดพวกเราทุกคนจะสนับสนุนหลานต่อไป”เมื่อผู้เฒ่าเว่ยซือหลิวพูดเช่นนี้จึงไม่มีใครกล่าวอะไรออกมาอีกต่างคนต่างใช้ความคิด
คิดหนักหน่อยคงเป็แม่สามีกับลูกสะใภ้เพราะการจะเป็นักอักขระและนักปรุงยานั้นล้วนฝึกฝนได้ยากทั้งสิ้น พวกนางอยู่มาเกือบครึ่งค่อนชีวิตยังเป็ได้แค่นักอักขระขั้นกลางและนักปรุงยาขั้นกลาง
เอาเถอะในเมื่อตัดสินใจแล้วมีแต่ต้องสนับสนุน
“อาหงถึงหลานจะตัดสินใจเช่นนั้นแต่เราจะยังไม่เปิดเผยเส้นทางฝึกฝนที่หลานเลือกตกลงหรือไม่”
“เ้าค่ะท่านย่า”
“หงเอ๋อร์นับจากวันนี้ไปลูกจะตกเป็เป้าสายตาของทุกคน อำนาจทุกฝ่ายจะจับจ้องมาที่เ้า ดังนั้นหากจะทำอะไรหลานต้องคิดให้รอบคอบ”
“อาหงเข้าใจแล้วเ้าค่ะท่านปู่”เ้าตัวยิ้มแย้มรับคำ ดีใจที่ทุกคนไม่ห้ามที่นางเลือกฝึกฝนทั้งสามสายวิชา
“อาหงยื่นแหวนมาย่าจะให้กำไลปกปิดระดับพลังเ้า”ฮูหยินผู้เฒ่ากล่าว ด้วยนักอักขระระดับกลางที่มีลมปราณระดับปราชญ์ขั้นต่ำ นางจึงลงอักขระปกปิดให้หลานสาวด้วยตนเอง
“ขอบคุณเ้าค่ะท่านย่า”อาหงรับมาแล้วกล่าวสิ่งที่ทำให้สมาชิกตระกูลตกตะลึงอีกครั้ง“หลานจะเก็บรักษากำไลที่ท่านย่าให้ไว้อย่างดี เพราะหลานมีแหวนปกปิดพลังอยู่แล้ว”
สิ้นคำก็อวดแหวนหยกลงอักขระระดับเทพให้ทุกคนดู
“หลานได้มาจากไหน! ย่าจำได้ว่าย่าไม่เคยให้”
“ท่านตาเทพให้มาเ้าค่ะ”
ถึงจะยังไม่บอกเื่มิติเพราะ้าเก็บเป็ความลับไว้ก่อนเพื่อที่ตัวนางจะได้มีสถานที่สำหรับหลบซ่อนเวลาไม่อยากเรียนศาสตร์ศิลป์สตรีอย่างไรเล่า!
สมาชิกตระกูลเว่ยอยากถามถึงที่มาของแหวนหยกปกปิดพลังมากกว่านี้แต่ก็จนใจ เพราะเ้าตัวน้อยที่ชอบทำให้คนอื่นตกอกใจงใจเปลี่ยนเื่เพราะไม่อยากตอบคำถาม
“วันนี้วันเกิดอาหงทั้งยังเป็วันเดียวกับเทศกาลหยวนเซียว ขออาหงไปเดินตลาดนะเ้าคะ”
หลังออดอ้อนและพูดคุยทำความเข้าใจกันอยู่นานทุกคนก็พยักหน้าตกปากรับคำให้นางไปเดินตลาดโดยมีพี่ชายทั้งสองและสาวใช้คนสนิทไปด้วย
ต้นยามเว่ย(13.00-14.59น.) ขบวนเดินทางย่อม ๆ ของเว่ยซือหงเคลื่อนออกจากจวนมุ่งหน้าเข้าสู่ตลาด ด้วยเป็วันเทศกาลหยวนเซียวแม้จะยังเป็่กลางวัน แต่บรรยากาศในตลาดของเมืองหลวงแคว้นโจวก็ครึกครื้นยิ่งนักเสียงผู้คนพูดคุยดังจอแจ เรียกความสนใจจากคนที่อยากมาเที่ยวได้ไม่ยาก
เ้าตัวน้อยมองสองข้างทางซ้ายทีขวาทีอย่างร่าเริงนางเก็บความตื่นเต้นเอาไว้ไม่อยู่ เพราะไม่บ่อยนักที่ครอบครัวจะปล่อยนางออกมานอกจวนให้เดินตลาดเล่นเช่นนี้
เด็กเล็กเช่นนางจะมีอะไรน่าดึงดูดไปกว่าขนมหวานเมื่อเห็นร้านขายน้ำตาลปั้นจึงไม่รอช้าที่จะหยุดซื้อ
“ข้าเอาลายกระต่ายหนึ่งไม้เ้าค่ะพี่ใหญ่พี่รองเอาน้ำตาลปั้นไหมเ้าคะ”
“ไม่ละเ้ากินเถอะ” เว่ยซือหลางตอบน้องสาว เขาโตแล้วมีอายุ 17 ปีแล้ว ของกินเล่นหวาน ๆแบบนี้ไว้ให้เด็กอย่างนางกินเถอะ
“แต่พี่เอานะน้องเล็กข้าขอลายเสือขอรับ” เว่ยซือเหลียงที่อายุ 14 ปีตอบน้องสาวก่อนพูดกับคนขายเมินเฉยสายตาดูถูกของพี่ชาย คิดในใจว่าไม่มีใครห้ามเสียหน่อยว่าโตแล้วห้ามกินขนมหวาน พี่ใหญ่ไม่ชอบของหวานแล้วไยต้องมองเขาด้วยสายตาดูถูกด้วย!
เว่ยซือหงซื้อน้ำตาลปั้นอีกหลายไม้ให้ข้ารับใช้ที่ติดตามมาก่อนเดินไปดูร้านอื่นๆ ต่อ
ขบวนเดินตลาดของเ้าตัวเล็กจึงเกิดเป็ภาพน่าขบขันสร้างเสียงหัวเราะต่อผู้พบเห็นไม่น้อย เมื่อภาพผู้ชายอกสามศอกถือน้ำตาลปั้นไว้ในมือคนละไม้ด้วยใบหน้ากระอักกระอ่วน
‘คุณหนูขอรับ พวกข้าโตกันแล้วนะขอรับ น้อยสุด 15 ปี มากสุดก็ 22 ปีไม่กินขนมหวานของกินเล่นเด็ก ๆ กันแล้วขอรับ’ แน่นอนพวกเขาเพียงโอดครวญในใจเท่านั้นใครจะกล้าปฏิเสธน้ำใจของคุณหนูตัวน้อยผู้น่ารักกันเล่า
เว่ยซือหงเดินเที่ยวตลาดนานนับครึ่งชั่วยามอารมณ์ตื่นเต้นยินดีที่มีในตอนแรกเริ่มเลือนหายแทนที่ด้วยคิ้วเรียวเล็กที่เริ่มขมวดเป็ปม
“น้องเล็กเป็อันใดหรือ”พี่ใหญ่เว่ยซือหลางผู้สุขุมจับสังเกตการเปลี่ยนแปลงของน้องสาวได้เป็คนแรกอดถามขึ้นมาไม่ได้พี่ชายคนรองเว่ยซือเหลียงเองก็เช่นกัน
“นั่นสิน้องเล็กพี่รองเห็นเ้าขมวดคิ้วเป็ปมั้แ่เดินผ่านร้านน้ำชามาสักระยะแล้วนะ”
“อาหงแค่หงุดหงิดที่ไม่เห็นใครเอาของป่าผักหรือผลไม้มาขายเลยเท่านั้นเ้าคะ” ใช่ นางหงุดหงิด! เดินมาตั้งครึ่งชั่วยามแล้วยังไม่เห็นมีใครเอาผักป่าผลไม้ป่ามาขายเลยสักคน!
“ไม่ค่อยมีคนนำมาขายกันหรอกอาหงต่อให้มีคนก็จะเก็บไว้กินเอง” เว่ยซือเหลียงเอ่ยบอกนอกสาว
เว่ยซือหลางคิดเล็กน้อยพลางว่า“เอาเช่นนี้ดีหรือไม่ เราไปดูท้ายตลาดที่พวกชาวบ้านชอบมาตั้งแผงขายของป่ากัน”
“ตกลงเ้าค่ะ”เห็นท่าทางตื่นเต้นของน้องสาวเว่ยซือหลางกล่าวเตือนทันที
“แต่อาหงต้องทำใจเอาไว้นะหากว่าไม่มีผู้ใดนำของป่ามาขายน้องต้องไม่งอแง”
“เ้าค่ะพี่ใหญ่”
เว่ยซือหงพยักหน้ารับคำมือเล็กจับมือพี่ชายทั้งสองคนโดยนางอยู่ตรงกลางเด็กน้อยเดินไปะโไปด้วยหวังว่าจะพบพืชผักที่เขียวสดงดงามแน่สักตน เพราะอยู่ใน่เปลี่ยนผ่านฤดูกาลจากฤดูหนาวสู่ฤดูใบไม้ผลิ
เมื่อเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิจะถือว่าเป็ฤดูที่เต็มไปด้วยความมีชีวิตชีวา เหล่าพืชพรรณพากันผลิดอก ออกผลมองไปทางไหนมีแต่สีเขียว เป็ธรรมดาที่นางจะตั้งความหวังเอาไว้มาก
ทว่าเมื่อมาถึงจุดที่ชาวบ้านตั้งแผงขายเว่ยซือหงกลับผิดหวังอย่างรุนแรง นางมั่นใจในความคิดของตัวเองเกินไป! ปากเล็กเริ่มเบะพร้อมแล้วที่จะร้อง
“น้องเล็กเ้ารับปากพี่ใหญ่แล้วนะว่าจะไม่งอแง”
เด็กน้อยเงยหน้ามองพี่รองของตนก่อนหันไปมองพี่ใหญ่เ้าเด็กตัวกลมพยายามฮึบหากความผิดหวังที่มีนั้นมากเกินไป สุดท้ายหยดน้ำตากลมใสก็กลิ้งหล่นลงมา
พรึบ!
“ไม่ต้องร้อง”เว่ยซือหลางคว้าน้องสาวขึ้นอุ้มแนบอกแล้วกล่าวปลอบทันที
“ฮือ...พี่ใหญ่ อาหงเสียใจ ฮึก” ร่างน้อยสะอื้นเสียจนตัวโยน
เว่ยซือหลางเว่ยซือเหลียงจนใจจะปลอบมองหน้ากันอย่างทำอะไรไม่ได้
“กลับบ้านกันดีกว่าเนอะเด็กดี เ้าไม่ต้องร้อง” เว่ยซือหลางกล่าว ยกมือลูบศีรษะเล็กเบา ๆ
“ฮึกกลับบ้านกันเถอะเ้าค่ะพี่ใหญ่”
“ตกลงกลับบ้านเรากัน”
บุตรชายคนโตตระกูลเว่ยเดินนำน้องทั้งสองและข้ารับใช้กลับจวนขบวนเดินตลาดเล็ก ๆ ของเว่ยซือหงกลับจวนด้วยบรรยากาศเศร้าหมองต่างจากขามาที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้นร่าเริง
หากเื่นี้ก็สอนเว่ยซือหงได้ดียิ่งว่าอย่าได้มั่นใจอะไรจนเกินไป หากยังไม่เห็นด้วยตาของตัวเอง