เล่มที่1 บทที่17 ค่าผลงานนับหมื่น
ในที่สุดก็ถึงคิวของจั่วเฉิน หลังจากเข้ามาภายในลานแลกเปลี่ยนแล้ว เขาก็ไม่เป็ที่น่าสนใจอีก แถมยังถูกศิษย์บางคนมองด้วยสายตาดูแคลนเสียด้วยซ้ำ ถึงอย่างไร จั่วเฉินก็ไม่ใช่ศิษย์ที่แท้จริงในแต่ละปีจะมีคนที่เป็ผู้ติดตามเช่นจั่วเฉินปรากฏให้เห็นอยู่บ้าง แน่นอนว่าคนเ่าั้ก็ไม่ได้รับความสนใจอะไร
ทว่าก็มีศิษย์บางคนที่จำได้ ว่าจั่วเฉินคือคนที่สามารถหยิบเอาผลึกอสูรขั้นสองออกมาได้หลายก้อนตอนที่อยู่ในสนามทดสอบและเป็คนโชคดีที่ได้รับทรัพยากรจากศิษย์คนอื่นๆ ที่เหลือเอาไว้
และเหตุการณ์หลังจากนี้ จะทำให้คนส่วนมากแทบจะตาถลนออกมา
จั่วเฉินทยอยนำทรัพยากรที่หาได้ออกมาวางบนแท่นแลกเปลี่ยน ซึ่งมีหลายประเภทคละกันไปเพียงครู่เดียวก็นำออกมาได้เป็สองกองใหญ่ๆ
แม้สิ่งที่เค้านำออกมาจะไม่ใช่สมุนไพรล้ำค่า เป็เพียงผลึกอสูรขั้นหนึ่งซึ่งสามารถแลกค่าผลงานได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้นทว่าด้วยจำนวนที่มีมาก เมื่อรวมกันจึงออกมาเป็ตัวเลขที่ไม่ธรรมดาหลังจากที่ผู้าุโลองนับดูแล้ว รวมกันทั้งหมดก็ได้ถึงสี่พันแต้มเลยทีเดียว
สี่พันแต้มหรือ เป็ไปได้อย่างไร
ศิษย์บางคนอุทานออกมา พวกเขาที่เป็ศิษย์ตัวจริงยังได้เพียงพันกว่าแต้มเท่านั้นคนที่ดีขึ้นมาหน่อยอย่างมากก็สองพันแต้ม ทว่าจั่วเฉินที่เป็เพียงผู้ติดตามกลับสามารถแลกค่าผลงานได้สูงถึงสี่พันแต้ม
เ้านี่มีสิทธิอะไรจะต้องเป็เพราะวาสนาดี ได้ของที่ศิษย์คนอื่นๆ หาเอาไว้แน่
ทว่าเื่ยังไม่จบแค่นั้น ในขณะที่คนมากมายแอบก่นด่าจั่วเฉินในใจ หาว่าเขาเพียงแค่มีโชคเท่านั้น และเริ่มพากันคาดเดาถึงที่มาของแต้มในครั้งนี้กันอยู่นั้น จั่วเฉินก็ล้วงเอาทรัพยากรออกมาเพิ่ม
หนึ่งก่อน สองก้อน สามก้อน... สิบห้าก้อน!
ผลึกอสูรขั้นสองจำนวนสิบห้าก้อนวางอยู่เบื้องหน้าจั่วเฉิน ทุกก้อนล้วนเปล่งแสงเจิดจรัส ซึ่งในสายตาของศิษย์คนอื่นๆ ผลึกอสูรเหล่านี้ดูน่าหลงใหลเป็อย่างมาก
ผลึกอสูรขั้นสองจำนวนสิบห้าก้อน แต่ละก้อนสามารถแลกเป็ค่าผลงานได้ห้าร้อยแต้มดังนั้นทั้งหมดนี้จึงมีค่าเจ็ดพันห้าร้อยแต้ม เมื่อรวมเข้ากับสี่พันแต้มเมื่อครู่แล้วจั่วเฉินจึงได้รับค่าผลงานไปถึงหนึ่งหมื่นหนึ่งพันห้าร้อยแต้มจากการทดสอบครั้งนี้ นับว่าเป็ตัวเลขที่สูงจนไม่น่าเชื่อ
ในหมู่เหล่าศิษย์ใหม่ ตัวเลขนี้เกรงว่าจะติดหนึ่งในสิบอันดับแรก
หากจั่วเฉินมีพร์โดดเด่น หรือมีความสามารถที่แข็งแกร่งก็ว่าไป ทว่าปัญหาก็คือเขามีเพียงห้าตราปราณโบราณและระดับพลังหลอมรวมขั้นสามเท่านั้นทว่าผลที่ออกมาทำเอาศิษย์ส่วนใหญ่เทียบไม่ได้
“ใครก็ได้ช่วยอธิบายให้ข้าฟังที” ใครบางคนเอ่ยขึ้น ทว่าคนรอบข้างต่างก็ไม่เข้าใจเช่นกัน
“ขี้โกง เ้านั่นต้องโกงแน่ เขาเตรียมของเหล่านี้เข้าไปก่อนแล้ว” มีคนะโเสริมดังลั่นจนได้ยินไปทั่วทั้งลาน
ในขณะที่เหล่าศิษย์ใหม่กำลังส่งเสียงฮือฮา บุคคลชั้นสูงของสำนักกลับไม่มีท่าทีอะไรเป็พิเศษ จั่วเฉินหันไปมองศิษย์กลุ่มนั้นครู่หนึ่งราวกับมองคนสติไม่ดี
ขี้โกงหรือ ขี้โกงในการทดสอบศิษย์ใหม่เนี่ยนะ ขี้โกงต่อหน้ายอดฝีมือของตำหนักนภาปราณยุทธเชียวหรือ เ้านี่คิดมากไปหรือเปล่า
การทดสอบครั้งนี้ล้วนวัดกันที่ความสามารถ ก่อนที่จะเข้ารับการทดสอบ ศิษย์ทุกคนล้วนต้องผ่านการค้นตัวนอกจากอาวุธก็ไม่สามารถนำสิ่งของอย่างอื่นเข้าไปได้อีก กระทั่งยาลูกกลอนธรรมดาๆ ก็ยังไม่ได้แล้วเขาจะโกงได้อย่างไร
เมื่อได้ค่าผลงานหมื่นกว่าแต้มสมใจ จั่วเฉินก็พึงพอใจเป็อย่างมาก แม้การทำให้ผู้คนสนใจจะไม่ใช่สิ่งที่เขา้าทว่าเขาก็จนปัญญาที่จะหลบเลี่ยงเื่เช่นนี้
ค่าผลงานนั้นสำคัญมาก เพราะต้องใช้ในการแลกยาลูกกลอนและเคล็ดวิชาปราณโบราณ ซึ่งเป็ส่วนสำคัญต่อการฝึกฝน ทว่าจั่วเฉินก็ไม่สามารถนำของทั้งหมดออกมาแลกในทีเดียวได้ เขานำออกมาเพียงบางส่วนเท่านั้น
หลังจากแลกค่าผลงานเสร็จ จั่วเฉินก็เหลือบไปเห็นเซียวพั่วรื่อที่หมายจะสังหารตนในการทดสอบอีกฝ่ายพ่ายแพ้จนแทบจะกลายเป็คนพิการ ยังดีที่ดูจากสภาพตอนนี้ อาการาเ็คงจะดีขึ้นไม่น้อย ทว่าสุดท้ายเซียวพั่วรื่อก็แลกได้เพียงสองพันแต้มเท่านั้นซึ่งเกือบจะหลุดร้อยอันดับแรกไปแล้ว
แน่นอนว่าค่าผลงานที่ได้มานี้ก็ได้จากการปล้นชิงผู้อื่นใน่สองวันสุดท้ายของการทดสอบหากไม่ใช่เพราะเขามีพลังขั้นห้าจึงสามารถทำเช่นนั้นได้ เกรงว่าตอนนี้คงจะไม่มีสักแต้ม
ขณะที่เซียวพั่วรื่อก้าวลงจากแท่นแลกเปลี่ยน สายตาก็จ้องมาทางจั่วเฉินราวกับจะสังหารให้ตายจั่วเฉินที่เห็นดังนั้นเพียงเหลือบมองเขาอย่างไม่ใส่ใจเท่านั้น ทำชั่วกรรมย่อมคืนสนอง ที่เป็เช่นนี้ก็เพราะเซียวพั่วรื่อทำตัวเอง
หลังจากทุกคนแลกค่าผลงานเสร็จผู้าุโผู้หนึ่งก็ก้าวออกมาด้านหน้า
“ผู้ที่ติดร้อยอันดับแรกของการทดสอบ จะมีสิทธิได้เลื่อนเป็ศิษย์สายใน คนที่ข้าขานชื่อต่อไปในนี้ให้ก้าวออกมาข้างหน้า”
ทันใดนั้นศิษย์ใหม่นับพันก็ส่งเสียงฮือฮา ดวงตาของพวกเขาฉายประกายแห่งความคาดออกมานี่ต่างหากที่เป็่สำคัญ ศิษย์ร้อยอันดับแรกในการทดสอบจะได้เลื่อนเป็ศิษย์สายตรงนับเป็เื่ดีและควรค่าที่จะเป็ที่อิจฉามากกว่าการได้รับค่าผลงานมากมายเสียอีก
ศิษย์ของตำหนักนภาปราณยุทธส่วนมากแล้วเป็ศิษย์ธรรมดา ถัดจากนั้นขึ้นไปจึงจะเป็ศิษย์สายในและสายตรงด้วยสถานะที่ต่างกันนี้ทำให้พวกเขาได้รับการปปฏิบัติที่ต่างกันราวฟ้ากับเหว
ชั่วขณะนั้น สีหน้าของจั่วเฉินพลันเปลี่ยนเป็เคร่งเครียดขึ้นมา ด้วยค่าผลงานที่เขาได้รับคงติดได้กระทั่งสิบอันดับแรก ทว่าสถานะศิษย์สายในนี้...
ผู้าุโเริ่มขานชื่อไปเรื่อยๆ ไม่นานก็ครบเก้าสิบเก้าคน ทว่าเขากลับไม่ได้ขานชื่อของจั่วเฉินออกมา
“พวกเ้าทั้งเก้าสิบเก้าคน นับจากนี้จะถือว่าเป็ศิษย์สายในของตำหนักนภาปราณยุทธ” ผู้าุโเอ่ย
สายตามากมายจับจ้องไปที่จั่วเฉิน พวกเขาต่างก็รู้สึกสะใจ ต่อให้จั่วเฉินจะได้ทรัพยากรมามากมายจากการทดสอบทว่าก็ยังไม่ถูกต้อนรับอยู่ดี ถึงอย่างไรผู้ติดตามก็คือผู้ติดตาม กระทั่งศิษย์ทั่วไปของตำหนักนภาปราณยุทธก็ยังเป็ไม่ได้ หากคิดจะเป็ศิษย์สายในจึงนับเป็เื่เพ้อฝัน
“โอ๊ยตาย น่าเสียดายแท้ มีค่าผลงานถึงหมื่นแต้ม สุดท้ายก็ไม่ได้เป็ศิษย์สายในอยู่ดี”
ขณะที่จั่วเฉินกำลังหงุดหงิดเสียงเย้ยหยันก็ดังขึ้น ไม่รู้ั้แ่เมื่อไรที่ไป๋เฮ่อปรากฏตัว เขากล่าวด้วยสีหน้าดูแคลน
“หืม?” จั่วเฉินเหลือบมองไป๋เฮ่อครู่หนึ่ง “ไสหัวออกไปจากสายตาข้าเสีย ถ้าไม่อยากถูกข้าชกปากแตก”
กับคนเช่นนี้ จั่วเฉินไม่มีอารมณ์จะคุยดีๆ ด้วย ไป๋เฮ่อได้ยินดังนั้นก็พลันมีสีหน้าแข็งค้างก่อนจะแยกเขี้ยวออกมา
“อาศัยพละกำลังของร่างกายก็ทำเบ่งได้เฉพาะ่แรกของการฝึกฝนเท่านั้นแหละข้าอยากรู้นัก ว่าวันหน้าเ้าจะยังกำแหงเช่นนี้ได้อีกหรือไม่ อยู่ในตำหนักนภาปราณยุทธนี้แล้ว ข้าสามารถบีบเ้าจนตายได้เชียวล่ะ”
ว่าจบ ไป๋เฮ่อก็รีบหนีออกไปจากสายตาของจั่วเฉิน เมื่อนึกถึงเื่ที่ถูกซัดวันก่อนไป๋เฮ่อเองก็กลัวว่าด้วยนิสัยลงไม้ลงมือโดยไม่พูดพร่ำทำเพลงของจั่วเฉินคงไม่วายได้ซัดเขาอีกรอบแน่ครั้งนี้ต่อหน้าคนนับพัน ต่อให้จะไม่ยินยอมแค่ไหนเขาก็ไม่กล้ากระตุกหนวดจั่วเฉิน
“อย่างนั้นหรือ ก็ลองดูว่าใครจะตายกันแน่” เมื่อเห็นแผ่นหลังที่จากไปของไป๋เฮ่อจั่วเฉินก็เอ่ยออกมา
ในตำหนักนภาปราณยุทธแห่งนี้ หากวัดกันที่ความสามารถ ระดับพลังและพร์ของจั่วเฉินถือว่าอยู่ในระดับกลาง ยิ่งมีร่างกายแข็งแกร่งกว่าคนทั่วไป บวกกับมีทักษะการต่อสู้ที่ดี ในหมู่ศิษย์ใหม่เหล่านี้ จึงมีเพียงไม่กี่คนที่สามารถเอาชนะเขาได้ ส่วนไป๋เฮ่อที่ไม่ได้เื่นั้นจั่วเฉินไม่ได้เก็บมาใส่ใจ
สุดท้ายจั่วเฉินก็ทำได้แค่มองศิษย์ทั้งเก้าสิบเก้าคนเดินตามผู้าุโไป แม้จะผิดหวังอยู่บ้างแต่เขาก็พอจะรับเื่ที่เกิดขึ้นนี้ได้
ไม่ว่าจะโดดเด่นในการทดสอบแค่ไหน หรือได้ทรัพยากรมามากมายเท่าไร สุดท้ายก็ยังเป็เพียงผู้ติดตามความจริงข้อนี้ได้จำกัดสิทธิที่เขาสมควรได้รับไปมากมาย แต่ก็ไม่เป็ไร ไม่ช้าก็เร็วเขาจะต้องได้เลื่อนเป็ศิษย์ตัวจริงของตำหนักนภาปราณยุทธแน่ หากเวลานั้นมาถึง คงไม่มีใครสามารถขัดขวางเขาได้อีกแล้ว
หลังจากการทดสอบจบลง ทุกคนก็เริ่มทยอยออกจากลานแห่งนี้ไป จั่วเฉินเองก็มีเื่ต้องคิดจึงตามคนอื่นๆ ออกไปเช่นกัน
ทว่าหลังจากออกมาได้ไม่นาน จั่วเฉินก็พบกับสตรีในชุดสีแดงผู้หนึ่ง คล้ายกับนางกำลังยืนรอใครบางคนอยู่ เมื่อนางเห็นเขาเดินออกมาก็ฉีกยิ้มในทันที
“เสี่ยวอู๋” จั่วเฉินเห็นสตรีนางนั้นก็แย้มยิ้มอย่างอ่อนโยน
“พี่เฉิน ได้ยินว่าท่านได้ค่าผลงานจากการทดสอบถึงหมื่นแต้มเลยหรือ” เสี่ยวอู๋เดินเข้ามาหาก่อนจะคล้องแขนจั่วเฉินอย่างเป็ธรรมชาติ “ข้ารู้อยู่แล้วว่าท่านเก่งที่สุด”
“หึ” จั่วเฉินยิ้มบางๆ โดยไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่ ในใจพลันรู้สึกอบอุ่นขึ้นมาแต่เล็กจนโต เสี่ยวอู๋ก็มักจะเชื่อใจเขาโดยไร้ข้อกังขาอยู่เสมอ และยังคอยให้กำลังใจเขาอยู่ตลอด
ทว่าจู่ๆ สีหน้าของเสี่ยวอู๋พลันเปลี่ยนเป็เย็นเยียบขึ้นมา
“พี่เฉิน ข้าได้ยินว่าค่าผลงานของท่านสามารถเลื่อนเป็ศิษย์สายในได้ แต่ด้วยสถานะผู้ติดตามทางสำนักจึงมองข้ามไปหรือ”
“ข้าล่ะอยากรู้นัก ว่าใครกันที่มีความสามารถเช่นนี้ ถึงกับให้ท่านเป็ผู้ติดตามได้”เสี่ยวอู๋เอ่ยเสียงต่ำ ใบหน้างามฉายแววเ็า อีกทั้งยังมีไอสังหารปรากฏขึ้นอย่างที่ไม่ค่อยจะพบเห็นนัก
เนื่องจากพวกเขาเติบโตมาด้วยกัน เท่าที่จั่วเฉินจำความได้ดูเหมือนครั้งนี้จะเป็ครั้งแรกที่เสี่ยวอู๋โกรธขนาดนี้ คิดไม่ถึงว่าเ้าเด็กนี่ก็มีด้านที่ดุดันกับเขาด้วยเหมือนกัน
“ก็แค่ผู้ติดตามชั่วคราวเท่านั้นแหละ” จั่วเฉินอธิบายก่อนจะเล่าเื่ของหลงซินเย่และเื่ทั้งหมดที่เกิดขึ้นก่อนที่จะมายังตำหนักนภาปราณยุทธให้เสี่ยวอู๋ฟัง
เมื่อฟังจั่วเฉินเล่าจนจบ ความเย็นเยียบบนใบหน้าของเสี่ยวอู๋จึงค่อยๆ จางลง ทว่าก็ยังว่าต่อด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด
“เป็แบบนี้ต่อคงไม่ได้ หลงซินเย่พาท่านมาในสถานะผู้ติดตาม หลังจากนี้คงจะทำอะไรลำบากพี่เฉิน เื่นี้ให้ข้าจัดการก็แล้วกัน ข้าล่ะอยากเห็นหลงซินเย่ผู้นี้นักว่านางจะมีความสามารถสักแค่ไหนกันเชียว”
“ไม่ต้องเป็ห่วง การเป็ผู้ติดตามมันก็แค่เื่ชั่วคราวเท่านั้นเ้าเชื่อข้าสิ สุดท้ายข้าจะต้องได้เป็ศิษย์ที่แท้จริงแน่”
“ไม่ได้!” เสี่ยวอู๋เอ่ยด้วยน้ำเสียงเด็ดเดี่ยว “ข้าจะต้องเจอนางให้ได้”
เมื่อเห็นท่าทีดึงดันของเสี่ยวอู๋ จั่วเฉินก็อดที่จะยกยิ้มขมขื่นไม่ได้ แต่เล็กจนโตเสี่ยวอู๋ก็พึ่งพาเขาทุกอย่าง คิดไม่ถึงว่าตอนนี้จะดื้อดึงเช่นนี้