ผมมาถึงหน้าเรือนพระยาเกิดตอนไก่ขัน ในเรือนหลวงพระยาเกิดเพิ่งจะตื่น มีเมียบ่าวสองคนออกมารับหน้า ชื่อแม่เล็ก กับแม่บัวผมไม่อยากเรียกแม่สักเท่าไร เพราะทั้งสองอายุแค่ 16 มากกว่าผมแค่สองปี จริงๆ ก็ปีกว่าๆ อีกไม่ถึงสองเดือนผมก็จะอายุครบ 15 แล้ว
“ลูกไหว้ท่านพระยาขอรับ”
“อืม มาหาแต่ไก่โห่ ลูกมีเื่อะไรหรือเปล่า” พระยาเกิดถามเสร็จก็เอามือป้องปากหาวหนักๆ ออกมาอีก
“มีเื่เล็กน้อยขอรับ ลูกอยากเปิดร้านขายของเล็กๆ แถวท่าเรือ”
“เปิดร้านขายของ” คิ้วของพระยาเกิดขมวดมุ่นเล็กน้อย
“แค่หาประสบการณ์ขอรับ โตไปจะได้ทำอะไรเป็บ้าง” พอได้ยินเหตุผลของลูก ใบหน้าที่มืดครึ้มก็ดีขึ้นเล็กน้อย
“อืม คิดดี แล้วจะให้พ่อช่วยอะไรละ”
“ลูกอยากซื้อที่ดินแถวท่าเรือสักแปลงขอรับ” พระยาเกิดคิดอยู่ชั่วครู่ ที่ดินตรงนั้นก็ว่างอยู่หลายแปลง มีเรือนขุนนางกับคนรวยอยู่หลายหลัง แต่มีที่ดีๆ เหลืออยู่ เพราะเป็ทำเลดีราคาจึงสูงอยู่หน่อย
“แปลงตรงข้ามท่าเรือ ขนาด 1 ไร่ ราคา 8 ตำลึงลูกสนใจหรือเปล่า” พระยาเกิดแนะนำ ที่จำตรงนี้ได้ก็เพราะเป็ทำเลทอง เป็ที่ดินฝืนที่ดีที่สุดในเขตท่าเรือ
“สนใจขอรับ” ราคานี้ถูกกว่าที่ผมคิดเอาไว้ ทำไมจะไม่ซื้อล่ะ ซื้ออีกสักสามแปลงยังไหว
“ดีเช้านี้ก็เข้าเมือง ข้าจะให้หมื่นประดิษฐ์ดูให้”
“ขอบพระคุณท่าพระยาขอรับ”
“อืม มีอะไรให้ข้าช่วยอีกก็บอก”
“ขอรับ” ตกลงกันเสร็จผมก็ขึ้นเกวียน ตรงไปท่าเรือเพื่อดูที่ดินว่าเหมาะหรือไม่ พอมาถึงก็ฟ้าสางพอดี
“เหมาะมาก ตรงนี้และทำเลดีสุดๆ” ผมเดินดูรอบๆ ด้วยความพึงพอใจ เดินสำรวจท่าเรืออยู่อีกครู่ ก็เจอที่เปล่าอีกแปลง ติดกับท่าเรือ เป็ที่ติดแม่น้ำ ขนาด 3 ไร่ ยาวไปตามแม่น้ำปิง ที่ดีๆ แบบนี้เอามาทำอะไรก็เหมาะ เป็ไปได้ผมก็้าซื้อมันเหมือนกัน
หลังจากดูทำเลของที่ดินจนพอใจแล้วเราก็ตรงไปยังจวนที่ว่าการเมืองกำแพง ที่จวนมีข้าหลวงมารออยู่ก่อนแล้ว หมื่นประดิษฐ์ ข้าหลวงผู้ดูแลกรมที่ดินเมืองกำแพงเพชร เป็ข้าหลวงที่ย้ายมาพร้อมกับพระยาเกิด คนนี้ผมรู้จักดี ตอนอยู่สุโขทัยท่านเคยมาเยี่ยมที่เรือนบ่อยๆ
“นายน้องเพชร ท่านจะซื้อที่ดินหรือขอรับ” หมื่นประดิษฐ์ถามด้วยรอยยิ้ม
“ใช่ขอรับท่านหลวง”
“สนใจเขตไหนหรือขอรับ”
"เขตท่าเรือ แปลงตรงข้ามท่าเรือ กับแปลงที่ติดกับท่าเรือขอรับ
“แปลงที่ 17 กับแปลงที่ 19” หมื่นประดิษฐ์เอาแผนที่เขตท่าเรือออกมากาง ชี้มือไปที่สองจุดบนแผนที่ พื้นที่ทั้งสองเป็สีขาว แสดงว่ายังไม่ได้ขายไป แปลงที่ขายแล้วจะถูกระบายสีเทาเอาไว้
“ขอรับ”
“แปลงที่ 17 ขนาด 1 ไร่ ราคา 8 ตำลึง ส่วนแปลงที่ 19 ราคาไร่ละ 7 ตำลึง ขนาด 3 ไร่ เป็เงิน 21 ตำลึง ภาษีโรงเรือนอีก 1 ตำลึง รวมทั้งหมดเป็เงิน 30 ตำลึง"
“ขอรับ”
“รอประเดี๋ยว กระผมจะให้คนไปจัดการเอกสารสิทธิ์ให้”
“ขอรับ” รอไม่ไม่นานเอกสารราชการก็แล้วเสร็จ ผมได้เอกสารสิทธิ์มาสองฉบับ จ่ายเงินไป 30 ตำลึงก็กลับบ้านได้ วิ่งวุ่นอยู่ทั้งวัน ในที่สุดก็ได้พัก ตอนเย็นพระยาเกิดบิดาก็มาหา
บนเรือนพระยาเกิดนั่งชันเข่าอยู่บนตั่งเล็ก ตั่งอันนี้ผมเห็นั้แ่วันแรกที่มาถึงเรือน เข้าใจว่าเอาไว้นั่ง แต่ดูทีไรก็ขัดตาอยู่ดี จะให้นั่งบนตั่งแบบนี้ ผมนั่งหมอนอิงจะสบายกว่า ตั้งก็ตั่งโล้นๆ ไม่มีพนักพิงไม่มีอะไร นั่งไปนั่งมาเกิดเมื่อยได้หงายหลังตกตั่งกันพอดี
หมอนอิงอันนี้ผมให้บ่าวหญิงทำให้เมื่อครึ่งเดือนก่อน บนเรือนมีแค่เสื่อ มันนั่งไม่สบาย เข้าใจว่าเป็เรือนยุคโบราณ แต่ในเรือนจะโล่งไปไหม มีแค่ตั่งนั่งกับเสื่อ ตั่งที่บิดากำลังนั่งปกติผมเอาไว้วางกาน้ำกับขันน้ำ
“ได้ที่ได้ทางมาแล้ว คิดจะทำอะไรต่อ” พระยาเกิดถาม
“จะให้คนไปสร้างร้านขอรับ น่าจะใช้เวลาราวๆ ครึ่งเดือน”
“จะขายอะไรละ”
“จะซื้อของจากพ่อค้าเร่มาขายขอรับ เน้นไปที่เครื่องเทศพวกเกลือกับน้ำตาล กับของใช้ประจำวันนิดหน่อย”
“เกลือกับน้ำตาลถ้าจะขายต้องแจ้งหลวงก่อน จะเปิดร้านเมื่อไรก็ไปแจ้งกรมการค้า ยังที่ว่าการเมือง จนทะเบียนตามระเบียบเสียก่อนค่อยเปิดร้าน”
“ขอรับ” ผมพยักหน้ารับ เื่ราชการผมไม่ถนัดนัก แต่มีบิดาเป็พระยา อะไรมันก็ดูง่ายไปหมด พระยาเกิดจิบพูดจบก็ไม่เอ่ยอะไรอีก นั่งจิบน้ำอุ่น อยู่นานเหมือนกำลังคิด
“ที่จริง เอ็งไม่ต้องทำอะไร พออายุครบ 15 ปี ก็มาช่วยงานในที่ว่าการเมืองกำแพงเพชรไปก่อน ถึงโอกาสเหมาะก็ถวายตัวเป็มหาดเล็กก็ได้”
“ลูกไม่ยากเป็มหาดเล็กขอรับ” การถวายตัวเป็มหาดเล็ก คือการเริ่มต้นเส้นทางการเป็ขุนนาง แต่สิ่งที่ผมไม่อยากเป็มากที่สุดก็คือขุนนางนี่แหละ ใครจะสนเ้าสนนายกันทำงานหามรุ่งหามค่ำ ชีวิตก็อยู่ในกำมือของคนอื่นตลอดเวลา จะตายวันตายพรุ่งก็ไม่รู้ ถึงพระยาเกิดจะมีอำนาจบารมีมากโข แต่เหนือพระยาเกิด ยังมีเ้าอยู่หัว หากวันใดพระองค์ไม่พอใจพระยาเกิดขึ้นมา จะหนีความตายได้พ้นหรือ ไม่มีทาง
“หืม ทำไมหรือ”
“การเป็ขุนนางต้องมีความรู้ความสามารถ ลูกคิดว่าลูกไม่มีมัน หากไปทำอะไรให้พระองค์ไม่พอพระทัยเข้า กลัวหัวจะไม่อยู่บนบ่าอีกขอรับ”
“อย่าดูถูกตัวเองเช่นนั้น ลูกร่ำเรียนกับพระอาจารย์มาหลายปี ความก้าวหน้าก็มีไม่น้อย เพียงยังไม่มีโอกาสใช้ความสามารถเท่านั้น”
“เื่นี้ลูกคิดดีแล้วขอรับ ท่านแม่เคยบอกไว้ว่าไม่อยากให้ลูกเป็ข้าหลวง ขอแค่ลูกเป็คนดี มีชีวิตที่ดีก็พอขอรับ”
“อืม ถ้าเ้าคิดอย่างนั้นข้าก็จะไม่บังคับ” พระยาเกิดถอนหายใจออกมา ถึงในใจจะรู้สึกไม่พอใจอยู่บ้างแต่เมื่อลูกเอาคำมารดามาอ้าง เขาก็ไม่อยากขัด
บิดาของแม่ศรีจันทร์เป็เสนาบดี ถูกใส่ร้ายจนต้องโทษปะาทั้งครอบครัว เพราะแม่ศรีจันทร์ออกเรือนแล้วเลยไม่ต้องโทษไปด้วย เมื่อความจริงกระจ่าง รู้ความในภายหลังว่าท่านเสนาบดีถูกใส่ร้าย ทุกอย่างก็สายไปเสียแล้ว คนตายก็ตายไปแล้ว จะอวยยศอย่างไร คนก็ไม่ฟื้นคืนมา แม่ศรีจันทร์เสียใจมากเพราะเหตุนี้ นางเลยไม่อยากให้ลูกเป็ขุนนางอีกเื่นี้จะโทษนางก็ไม่ได้ ทำได้แต่เห็นด้วยเท่านั้น
“ท่านพ่อ ลูกอยากได้ทาสเพิ่มอีก 30 คนต้องทำอย่างไรขอรับ”
“เื่นี้ไม่ยาก ซื้อมาแล้วก็พาไปขึ้นทะเบียนยังที่ว่าการเมือง ฝ่ายพลเรือน ทาสจะซื้อมากแค่ไหนก็ได้ แต่ต้องจ่ายส่วยเข้าหลวงหัวละ 2 เฟื้อง”
“ขอรับ อีกสองวันลูกจะพาทาสเข้าไปขึ้นทะเบียนยังที่ว่าการเมือง”
“อืม เวลาเลือกก็ดูคนให้ดีละ ดูประวัติให้ละเอียดอย่าเอาโจรมาเป็ทาส”
“มีด้วยหรือขอรับ”
“มี ถึงจะราคาถูกแต่ไม่ควรซื้อ ตอนเลือกต้องระวังดีๆ พาแผนได้ด้วย แผนมันดูคนเป็”
“ขอรับ” ผมพยักหน้า เราสองคนพ่อลูกคุยสัพเพเหระกันไปเรื่อย เข้ายามสองเราก็แยกย้ายกันไปนอน พระยาเกิดออกจากเรือนั้แ่เช้ามืด ผมตื่นแล้วแต่ยังไม่ออกจากเรือน วันนี้อากาศเย็นเล็กนอน ดีที่มีพี่ใบหม่อนให้กอดตัวนุ่มๆ ของนางอุ่นสบาย
ตื่นขึ้นมาก็มีคนเตรียมกับข้าวกับปลาเอาไว้ให้ การเกิดเป็ลูกพระยานี่มันสะดวกสบายจริงๆ มีต้นทุนชีวิตที่ดีกว่าคนอื่นก็ถือเป็โชคอย่างหนึ่ง หากกลับชาติมาเกิดเป็ลูกไพร่ ลูกทาส ชีวิตของผมคงลำบากไม่น้อย
ป่านนี้ต้องดิ้นรนจนตาเหลือก จะคิดจะทำอะไรคงไม่สะดวกราบรื่นแบบนี้แน่ เข้านี้มีแกงเนื้อกับปลาย่าง เป็อาหารถิ่นที่ไม่เลว
“ได้ยินว่าลุงแสงทำเครื่องหีบอ้อนสำเร็จแล้วหรือ”
“จริงขอรับ นายน้อยจะไปดูหรือไม่”
“อืม ต้องไปตรวจดูสักหน่อย อีกไม่นานต้องใช้งานมันแล้ว” ผมวางแผนเอาไว้ว่าอีกประมาณ 10 วัน จะขนหีบอ้อยไปทีท่าไทรน้อย
“ไปตามพรานสิงห์มาให้หน่อย มีงานจะวานให้”
“ขอรับ” พี่ผาวิ่งลงเรือนไปทันที ไม่นานพรานสิงห์ก็เดินตามภูผาขึ้นเรือนมา
“นายน้อยเรียกหา มีอะไรให้บ่าวรับใช้หรือขอรับ”
“พรานสิงห์พาคนไปสร้างที่พักคนงานที่ท่าไทรน้อยให้หน่อย ข้าจะพาคนงานประมาณ 30 คนไปตั้งโรงหีบอ้อยที่นั่น ส่วนรายละเอียดงานสร้าง พรานลองไปปรึกษาช่างแสงดู ค่าวัสดุในการสร้างเรือนให้มาเบิกที่ข้า…”
“ได้ขอรับ” พรานสิงห์ตกปากรับคำ เราคุยรายละเอียดกันอีกครู่ใหญ่ จนพรานสิงห์เข้าใจสิ่งที่ผม้า
“พยายามใช้คนของเรา ข้าอยากให้งานที่นั่นเป็ความลับสักหน่อย รายละเอียดงานสร้างพรานสิงห์เข้าใจดีแล้วหรือยัง”
“บ่าวเข้าใจแล้วขอรับ” พรานสิงห์พยักหน้า
“ดี เราไปที่เรือนช่างแสงพร้อมกัน ข้าจะไปตรวจดูเครื่องหีบอ้อยเสียหน่อย” เราสามคนเดินลงเรือนไปพร้อมๆ กัน
กลางลาน หน้าเรือนช่างแสงมีหีบอ้อยขนาดใหญ่ตั้งอยู่ ชิ้นส่วนทุกอันทำขึ้นจากไม้ประดู่เนื้อดี ประกอบเข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์ สีของไม้แดงสวยเห็นลายไม้ชัดเจน กลิ่นของไม้ประดู่หอมอบอวลไปทั่ว นี่เป็ไม้เนื้อดี
“ช่างแสง ลองหมุนดูหรือยัง หมุนให้ข้าดูหน่อย”
“บ่าวลองแล้วไม่มีปัญหาขอรับ จ้อย ไปจัดการหมุนให้นายน้อยดูหน่อย” ช่างแสงพยักหน้าตอบประโยคหลังหันไปสั่งลูกคนรองที่ยืนอยู่ด้านข้าง
จ้อยเดินตรงไปที่คานหมุนออกแรงผลักเดินเป็วงกลม ไม่นานเฟืองเครื่องหีบอ้อยก็เริ่มหมุน การทำงานราบรื่น ไม่มีเสียงดังเสียหู เป็สัญญาณว่าชิ้นส่วนทุกอันทำงานได้ดี
“พอ เยี่ยมมากงานออกมาดีมาก ผาไปเอาวัวมาเทียม จ้อย ไปตัดอ้อยมากสัก 15 ลำ” คราวนี้จะทดลองจริงๆ ใช้วัวเทียมหีบอ้อย เริ่มรีดน้ำอ้อยออกมาจริงๆ บางทีการหมุนเครื่องตัวเปล่าอาจจะไม่มีปัญหาแต่พอลองทำงานจริงๆ อาจจะพบข้อบกพร่องก็ได้
“ขอรับx2!” ทั้งสองวิ่งออกไปทันที บ่าวเรือนพระยาเกิดนี้ขยันขันแข็งจริงๆ ใช้อะไร สั่งอะไร ไม่มีโอ้เอ้ วิ่งไปมาทันใจมาก
ไม่นานทั้งสองก็กลับมาพร้อมของที่สั่งให้ไปเอา ช่างแสงเอาวัวไปเทียมหีบอ้อยทันที ส่วนจ้อยตัดลำอ้อยเป็ท่อนๆ ยาวท่อนวาเศษ
“ผาเอาถังน้ำมาวางตรงนี้” ถังน้ำเอามารองน้ำอ้อยที่เครื่องหีบอ้อยไหลออกมา เมื่อทุกอย่างพร้อมเราก็เริ่มลงมือ วิธีการทำงานถูกอธิบายให้ทุกคนเข้าใจแล้ว จุดไหน ขั้นตอนไหน ทำอย่างไร ควรระวังอะไรบ้างผมอธิบายอย่างละเอียด