Supreme Dark lord ราชันทมิฬครองภพ

    ร่องรอยคำสาป

    ‘อลิส’เมอร์ริสนิ่งไปครู่นึงครุ่นคิดถึงบุคคลที่อาศัยอยู่ในโบสถ์หลังนี้สมัยที่เขายังเป็นเด็ก ภาพเด็กสาวผมสีส้มที่มีนิสัยร่าเริงชอบยิ้มเป็นนิสัยพลันปรากฏขึ้นในหัว เมอร์ริสค่อยๆหันกลับไปช้าๆ เขาเห็นหญิงสาวที่พึ่งย่างเข้าการเป็นผู้ใหญ่กำลังวิ่งมาหาเข้าด้วยความเร็วที่ชุดกระโปรงยาวสามารถทำได้โดยไม่สะดุดล้ม และในที่สุดเธอก็มาหยุดอยู่ตรงหน้าของเขา
    “เป็นเธอจริงๆด้วย เมอร์ริส”อลิสกล่าวด้วยสีหน้ายิ้มเปื้อนด้วยความยินดี ก่อนจะกลางมือทำท่าราวกับจะกอดเขา เมอร์ริสอดไม่ได้ที่จะก้าวถอยหลังหลบมือนั้น
    อ้ะ หญิงสาวทำสีหน้าประหลาดใจก่อนจะนิ่งไปชั่วขณะเมื่อเห็นกิริยาของเด็กหนุ่ม ก่อนจะชักมือกลับไปอย่างเกๆกัง
    “โอ้โทดที พอดีฉันดีใจมากไปหน่อย แหะๆ”อริสใช้มือเกาแก้มแก้เขินเมอร์ริสเห็นท่าทางอีกฝ่ายก่อนจะสายศรีษะเบาๆแล้วกล่าว “จะกอดก็ได้นะ พอกี้พอดี ฉันตกใจไปหน่อย” เมอร์ริสคิดว่าสิ่งที่ทำไปเมื่อตะกี้ออกจะไม่เหมาะสมอยู่บาง
    ควับ หญิงสาวพุ่งเข้ากอดเมอร์ริสเต็มรัก อั่ก
    ‘ชิบ ยัยผู้หญิงบ้านี่ หัวไหล่ข้า…’เมอร์แสดงสีหน้าและสบถในใจ อลิสกอดเข้าอย่างแรงจนตัวเขาที่มีบาดแผลฟกช้ำและหัวไหล่แสดงสีหน้าเหยแกออกมา เมอร์ริสคล้ายรู้สึกว่าหัวไหล่ของตนหลุดเลื่อนไปนิดนึง
    “ตายแล้ว ขอโทดนะ! ฉันไม่ได้สังเกตว่าเธอบาดเจ็บ!”อลิสร้องเสียงหลงพึ่งสะเกตเห็นสภาพของเมอร์ริส เลยตกใจสะดุ้งถอยออกมา เมอร์ริสไม่ได้กล่าวว่าอะไรเพียงแต่ส่งสายไม่พอใจแก่หญิงสาว
    ข้ายืนต่อหน้าเจ้าตั้งนาน แต่เจ้ากลับไม่เห็น! ช่างเป็นผู้หญิงที่โง่เง่าจริงๆ
    “ไม่เป็นไรหรอก”เขากล่าวเสียงเรียบคล้ายแต่ว่าตนเองไม่เป็นอะไรทว่ายังคงมีแววตาไม่พอใจ อลิสยิ้มแห้งๆ หัวใช้มือลูบจะจมูกแก้เขิน เมื่อกี้เธอเผลอเธอเผลอตัวเกินไปหน่อย
    “มา มา เข้ามาด้านในก่อน ข้ายังมียาเหลืออยู่บ้าง”อลิสกล่าวด้วยสีหน้าเป็นห่วง เมอร์ริสทำท่าจะปฏิเสธอีกครั้ง แต่ก็โดนอลิสจับแขนลากไป เด็กหนุ่มรู้สึกอับจนหนทางจึงไม่ได้กล่าวอะไรเพียงทำตามเธออย่างว่าง่าย ขณะนั้นเองดวงตาของเด็กหญิง แอนนาก็เต็มไปด้วยความประหลาดใจ เธอไม่คิดว่าบุคคลที่เธอพามาจะเป็นคนรู้จักของอลิส เธอละครอบสนใจกับเพื่อนฝูงรอบกายแอบเดินตามไปเงียบๆ
    ในห้องรับแขกของโบสถ์ มีเพียงโต้ะและเก้าอี้เก่าๆไม่กี่ตัวจั้งอยู่ เมอร์ริสกวาดสายตามองรอบข้าง คิดว่าที่แห่งนี้ไม่เปลี่ยนไปเลยสักนิด ยังคงมีสภาพแร้งแค้นและยากจนอยู่ เด็กกำพร้าที่อยู่อาศัยอยู่ที่นี้ยังอยู่ในสภาพอยากจนแร้งแค้นอยู่ เมอร์ริสล่ะความสนใจกับสิ่งรอบตัวพลางสังเกตหญิงสาวตรงหน้าให้ชัดๆ อลิสที่ถอนหมวกคลุมศรีษะออกมีผมที่ยาวจนถึงกลางหลังสีส้ม ใบหน้าตกกระ และสีผิวขาวไม่เท่ากันจากการทำงานตากแดดเป็นเวลานาน แต่ทว่าด้วยดวงตาที่อ่อนโยนและมักมีรอยยิ้ม อยู่เสมอทำให้เธอมีความงดงามดั่งดอกทานตะวัน อลิสถือว่าเป็นหนึ่งในคนที่เขารู้จักไม่กี่คนในโบสถ์หลังนี้และถือว่าเป็นบุคคลที่สนิทกับเขามากที่สุดคนหนึ่ง เธอมักทำตัวเป็นพี่สาวที่คอยช่วยเหลือพวกเขาเสมอมา ซึ่งเมอร์ริสก็เหมาะสมกับที่เธอจะเป็นแม่ชีเป็นอย่างดี
    “นายเป็นยังไงบ้าง มีความสุขหลังจากที่มีผู้หญิงคนนั้นรับนายไปเลี้ยงดู แล้วไหนจะสภาพอย่างนี้อีก”อลิสกล่าวขณะรินน้ำชาราคาถูกให้ พร้อมส่งสายตาเป็นห่วงเป็นใย แววตาของเมอร์ริสมืดลงเมื่ออีกฝ่ายพูดถึงผู้ที่เลี้ยงดูเขาแต่พริบตาสายตาของเขาก็กลับมาเป็นปกติ อลิสไม่ทันไม่ทันสังเกตเห็นถึงอารมณ์ที่สั่นไหวของเด็กหนุ่มจึงยังพูดด้วยท่าทางปกติ
    “ก็ดี อย่างน้อยก็ได้กินอาหารได้อย่างสบายใจ ส่วนอาการบาดเจ็บนี้ไม่ต้องห่วง หรอกแค่มีเรื่องนิดหน่อย ”
    “’งั้นเหรอ แต่ดูนายไม่ค่อยสบายเหมือนอย่างที่พูดเลยนะ เอาเถอะเห็นนายแบบนี้พี่สาวคนนี้ก็มีความสุขแล้วล่ะ”
    “แล้วคนอื่นๆล่ะ ”เมอร์ริสเป็นฝ่ายกล่าวถามบ้าง แม้เขาจะไม่อยากพบเจอคนรู้จักเก่า แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาจะต้องเย็นชาเสมอไปอย่างน้อยที่นี้ก็เป็นที่ๆเขาเติบโตมาครั้งหนึ่ง
    “อ่อ คนอื่นๆเหรอ” อลิสชะงักไปก่อนจะยิ้มเจื่อๆพลางค่อยๆเอ่ยปากเล่าออกมาทีล่ะเรื่องซึ่งบ้างเรื่องก็เป็นเรื่องที่เมอร์ริสพอจะคาดไว้บ้าง บ้างเรื่องก็ทำให้เมอร์ริสแปลกใจพอสมควร อลิสเล่าออกมาหลายเรื่องและรวดเร็วราวกับเธอต้องการระบายมันออกมาซึ่งเมอร์ริสก็ตั้งใจฟังอย่างเงียบๆ นอกจากนั้นเธอยังถามเกี่ยวกับชีวิตของเขา ซึ่งทำให้เมอร์ริสทราบว่าเธอไม่ทราบสถานะของเขาที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นถึงศิษย์ของเจ้าเมืองลูแคสผู้เป็นมหาอัศวิน ซึ่งเด็กหนุ่มก็ตอบกลับอย่างเลี่ยงๆ
    “สรุปคนอื่นๆได้จากไปตามเส้นทางของตัวเอง นอกจากเธอและแม่ชีเมเรียที่ยังรับช่วงต่อดูแลที่นี้”เมอร์ริสกล่าวสรุปดูเหมือนว่าหลายปีมานี้เธอจะผจญความยากลำบากพอสมควร เมื่อมองออกไปนอกหน้าต่างเอาเห็นเด็กเล็กหลายชีวิตกำลังล่ะเล่นกันอยู่ส่วนพวกที่โตหน่อยก็คงออกไปรับจ้างหาเงินจิปาถะต่าง การที่หญิงสาววัย20จะดูแลเรื่องเหล่าออกจะหนักหนาอยู่เอาการ
    “ใช่”
    “แล้ว มาคัสล่ะ เขาไม่ได้อยู่ที่นี้ช่วยเธอ?” เมอร์ริสจำได้ว่ายังมีเด็กผู้ชายอีกคนหนึ่งมีนิสัยคล้ายกับอลิสอีกคน น่าแปลกใจที่เธอไม่ได้พูดถึงเรื่องเขาสักนิด แต่ยังคงพูดเรื่องของคนอื่นๆ นี้เป็นเรื่องแปลกเกินไป เมอร์ริสรู้ว่าอลิสนั้นชอบมาคัส
    อลิสได้ยินดั่งนั้นก็ค่อยเอนหลังพิเก้าอี้ช้า ดวงตาสีน้ำตาลเข้มที่สะท้อนความเสียใจอย่างสุดซึ้ง ขณะที่ยังรอคำตอบจากเธอ ทันไดนั้นประตูก็ถูกเปิดออกมาอย่างแรง
    “อย่าพูดถึงเขาน่ะ! ”เป็นแอนนาที่แอบอยู่หลังประตูร้องออกมา เมอร์ริสแปลกใจกับท่าทางและใบหน้าฉุนเชียวของเด็กหญิงและเริ่มคิดว่ามีปัญหาแน่ๆ เขาเริ่มที่จะสงสัยบางอย่าง
    “แอนนา นี้เธออยู่ตรงนั้นตั้งแต่เมื่อไหร่ วันนี้เธอต้องสวดมนต์ต่อพระผู้เป็นเจ้าทั้งคืน!”อลิสรู้สึกโกรธไม่น้อยที่เด็กหญิงพูดโผล่งขึ้นมา เมื่อเห็นสีหน้าสงสัยของเมอร์ริสเธอยิ่งโกรธ ตอนแรกเธอคิดว่าจะเลี่ยงการพูดเรื่องนี้อย่างอ้อมๆ แต่ตอนนี้เห็นทีจะไม่ได้เสียแล้ว
    แอนนาไม่สนใจคำต่อว่าของอลิสยังคงพูดจาว่าร้ายต่อไป”มาคัสขโมยเงินบริจาคและเงินที่พี่สาวและพี่น้องคนอื่นพยายามเก็บสะสมเพื่อไว้ซื้ออาหารและดูแลพวกเราไปทั้งหมด ตั้งแต่เมื่อ3เดือนก่อน ทำให้พี่อลิสและคนอื่นๆต้องดิ้นรนหาเงินอย่างยากลำบาก! ”
    “พอแล้ว!แอนนา นี่ไม่ใช่เรื่องที่เธอต้องกังวล”ตอนนี้อลิสโกรธขึ้นมาจริงๆตะโกนใส่แอนนาที่ยืนอยู่จนสะดุ้งตกใจ
    “แต่ แต่เขาก็ยังพาพวกคนไม่ดีมาก่อกวน จะไล่ให้พวกเราออกไปจากที่นี้ ฮือ”เด็กหญิงน้ำตาไหลออกมาเมื่อโดนว่า รวมถึงที่ชีวิตที่ยากลำบากของเธอมันมากเกินกว่าที่เด็กอายุ6ขวบอย่างเธอจะรับไหว เสียงเอะอ่ะภายในห้องเรียกความสนใจเด็กคนอื่นๆข้างนอกจนมารวมกันอยู่หน้าห้อง
    เมอร์เข้าใจในที่สุด เขาปรายตามองพวกเด็กที่มายืนออ ตอนขามาเขาไม่ได้ให้ความสนใจทั้งเท่าไหร่จึงไม่สังเกตว่าเด็กเหล่านี้ล้วนมีร่างกายผอมแห้งแม้แต่เขาในสมัยเด็กที่อยู่ที่นี้ก็ยังไม่ผอมเท่านี้ เวลานี้ดวงตะวันสาดแสงสีส้มอย่างเต็มที่เตรียมจะลับขอบฟ้าแล้วมันเป็นเวลาที่แม่ชีเมเรียและเด็กโตคนอื่นควรจะกลับมาที่นี้ตั้งนานแล้ว แต่เด็กหนุ่มกลับยังไม่เห็นสักคนเดียว สาเหตุก็คงเป็นเพราะลูคัสได้ขโมยเงินทั้งหมดไปทำให้การเงินของโบสถ์อยู่ในสภาวะร้ายแรง

    อลิสค่อยๆไล่เด็กๆทั้งหมดออกไป“ขอโทดที ที่ทำให้เจ้าได้ยินเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง”
    “ไม่เป็นไรหรอกเป็นฉันเองที่ถามเรื่องนี้ออกไป”เมอร์ริสกล่าวเสียงเรียบและมองอลิสด้วยสายตาเวทนา เขาเข้าใจดีถึงความเจ็บปวดของอลิส.....หญิงสาวก้มหน้าลงเงียบงันไม่ได้พูดอะไรอีก เมอร์ริสก็เช่นกันปกติเขาไม่ได้มีธุระที่นี้อยู่แล้วจึงไม่ได้กล่าวอะไรต่อ ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบที่น่าอึดอัด
    “ตอนนี้ฉันขอตัวก่อน”เมอร์ริสกล่าวพร้อมลุกขึ้นเดินไปที่ประตู
    “เดินทางกลับดีๆล่ะ”อลิสกล่าวส่ง เธอไม่แม้แต่จะขอให้เมอร์ริสช่วยเหลืออะไรทั้งที่เขาทราบเรื่องนี้ เพราะเธอไม่อยากสร้างความลำบากใจให้แก่เมอร์ริสและเธอก็ไม่คิดว่าเมอร์ริสจะช่วยอะไรได้
    หลังจากออกจากโบสถ์เมอร์ริสตรงดิ่งออกจากเขตชานเมืองทันทีเข้าไปยังเขตกลางซึ่งเป็นเขตที่อยู่อาศัยของผู้ที่มีฐานะดีขึ้นมาหน่อย จากนั้นเดินเลี้ยวไปยังทิศตะวันออกจนมาหยุดอยู่ที่บ้านหลังหนึ่ง
    บ้านหลังนี้โหญ่โตแม้ไม่ใช่คฤหาสน์แต่มันก็มีพื้นที่เป็นของตัวเองแยกออกห่างจากบ้านหลังอื่นๆอย่างชัดเจน ซึ่งการที่ผู้คนในเมืองนี้จะมีบ้านสองชั้นและอาณาเขตของตัวเองจะต้องเป็นผู้ที่มีฐานะดียิ่ง เช่นขุนนางหรือพ่อค้าที่ร่ำรวยและกิจการของตัวเองเป็นอย่างน้อย เมอร์ริสมองบ้านหลังโตด้วยสีหน้าซับซ้อน ที่นี่ไม่ใช่บ้านของเขาแต่ตอนนี้มันก็ไม่ต่างจากบ้านของเขาสักเท่าไหร่เพราะเจ้าของบ้านนั้นไม่อยู่นานแล้ว...
    เด็กหนุ่มนำกุญแจเปิดประตูและก้าวเข้าไป ด้านในปรากฏเฟอร์นิเจอร์ครบครันเรียบง่ายและดูหรูหราไปในตัว ถ้าเอาเฟอร์นิเจอร์แต่ล่ะชิ้นนำไปขายล่ะก็อย่างก็จะทำให้เด็กและผู้ที่อาศัยอยู่ที่โบสถ์มีกินมีใช้อย่างเหลือๆไปอย่างน้อยหลายวันเลยทีเดียว และมันมีเฟอร์นิเจอร์ราคาแพงเช่นนี้ในทุกๆห้อง เมอร์ริสตรงไปที่ห้องนอนของตัวเองที่อยู่บนชั้นสองทันที ก่อนจะถอดเสื้อนอกออกเผยให้เห็นร่างกายที่ผอมแห้งไร้กล้ามเนื้ออย่างน่าเกลียดและมีรอยฟกช้ำสีเขียวอยู่เต็มไปหมด แต่ทว่าตรงกลางหน้าอกนั้นกลับมีรอยสีดำผืนหนึ่งราวกลับถูกทาด้วยสีน้ำ กินพื้นที่ส่วนอกทั้งหมดจนเกือบลามไปถึงลำคอ เขาลูบมันเบาๆ รอยดำนี้เป็นสาเหตุที่ทำให้ชีวิตของเขาล่วงหล่นลงมาราวกับอินทรีปีกหักจากฝากฟ้าสู่พื้นดิน

    ‘คำสาปนี้มันรุกรามมากขึ้นอีกแล้ว’เมอร์ริสคิดในใจ แต่สีหน้าและแววตากลับไม่ปรากฏความกังวลไดๆ ราวกลับยอมรับชะตากรรม ลูแคสได้เชิญหมอมากมายได้ทำการรักษาเขาแต่ไม่มีสักรายเดียวที่จะทำสำเร็จ พวกเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่ารอยดำนี้มันเกิดขึ้นจากโรคอะไร แต่ทว่าเมอร์ริสกลับเรียกมันว่าคำสาป เพราะเขารู้ว่ามันไม่ใช่โรค! แต่มันเกิดขึ้นด้วยน้ำมือของบุคคลผู้หนึ่ง ผู้ซึ่งเป็นเจ้าของบ้านหลังนี้และผู้ที่รับเขาไปเลี้ยงจากโบสถ์!
    ‘ทรีริตี้..’ดวงตาของเมอร์ริสเต็มไปด้วยความเคียดแค้นชิงชัง