จี๋ฮ่าวตัดสินใจเดินเข้าไปใกล้และมองสำรวจโดยรอบ ก่อนจะมีใครบางคนรีบเข้ามาทักทาย เป็นชายวัยกลางคนหัวล้าน ใบหน้าท่าทางจิตใจดี
“แม่นางสนใจดูละครของเราหรือเปล่า อีกไม่นานพวกเราก็จะเริ่มการแสดงแล้ว ตอนนี้พวกเรามีโปรโมชั่นพิเศษค่าเข้าชมแค่ 20 เหรียญเงินเท่านั้น ท่านสามารถเข้าชมพร้อมมีกับแกล้มและสุรานารีแดงให้ดื่มกินไม่อั้น ข้อห้ามเพียง 2 ข้อนั่นก็คือ ท่านห้ามทานเหลือทิ้งเด็ดขาด มิฉะนั้นเราจะปรับท่านต่อเหล้าไหละ 500 เหรียญทองแดง หรือกับแกล้มจานละ 200 เหรียญทองแดงอีกข้อคือ การจ่ายเงินค่าเข้าหนึ่งครั้ง ท่านสามารถเข้าออกได้เพียงครั้งเดียว หากท่านออกไปและกลับเข้ามาใหม่ จะต้องจ่ายใหม่อีก 20 เหรียญเงิน”
ชายผู้นี้พูดสาธยายรัวไม่ยอมหยุดให้นางพูดแทรกแม้แต่น้อย แต่ใบหน้าของเขาก็พูดไปยิ้มไปตลอด ก่อนจะถามนางว่า “เป็นไง โปรโมชั่นเราดีหรือไม่?”
จี๋ฮ่าวจึงถามกลับไปว่า “พวกท่านมาตั้งแสดงกี่วัน?”
“สองวันเท่านั้น หลังจากนี้พวกเราก็จะเดินทางไปแสดงที่เมืองอื่นต่อ”
“คนเยอะขนาดนี้ ถ้าหากภายในเกิดเรื่องทะเลาะวิวาทเล่า?” จี๋ฮ่าวแกล้งถาม
“โฮ่โฮ่ ไม่ต้องห่วงแม่นาง เห็นอย่างนี้ พวกเราจ้างยอดฝีมือขั้นต้นมาคอยช่วยเหลือเอาไว้แล้ว พวกเรายึดถือกฏปฏิบัติต่อลูกค้าอย่างเท่าเทียม ไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิง ต่อให้ทำผิด พวกเราไม่ละเว้นอย่างแน่นอน แม่นางโปรดวางใจและชมการแสดงให้สนุกเถิด”
จี๋ฮ่าวตัดสินใจหยิบเหรียญเงินออกมา 20 เหรียญเงินจ่ายให้กับเขาไป ก่อนจะร่ายมนต์ปิดบังอำพลางกลิ่นอายของตนเองอีกชั้นหนึ่ง และเดินเข้าประตูผ้าผ่านเข้าไปในกระโจม
เมื่อเข้ามาก็พบว่าภายในดูครื่นเครงและกว้างขวางเป็นอย่างมาก ต่างจากที่นางคิดเอาไว้ลิบลับ ทุกที่จะประดับด้วยโคมไฟนับไม่ถ้วน ทำให้ภายในกระโจมส่องสว่างทั่วบริเวณ ตรงกลางเป็นเวทีขนาดใหญ่ถูกยกพื้นให้ขึ้นสูงเกือบเท่าหัวคน ตัวเวทีมีม่านสีแดงกั้นเอาไว้อีกชั้นหนึ่งคั่นเอาไว้ ส่วนด้านล่างก็เป็นพื้นไม้ที่ปูอย่างเรียบง่าย พร้อมกับโต๊ะตั้งกับพื้นเอาไว้หลายอีกหลายที่
นางหันไปมองรอบ ๆ อย่างสังเกตุ เห็นบางคนก็จับกลุ่มนั่งโต๊ะเดียวกัน ดื่มกินพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน บางคนก็เลือกนั่งตรงที่ไม่มีโต๊ะ เพราะมันกว้างขวางกว่า จี๋ฮ่าวสอดสายตามองหาที่นั่งอยู่ชั่วครู่ จนกระทั้งมีชายหนุ่มคนหนึ่งเดินยิ้มเข้ามาทักทาย
“สวัสดีแม่นาง หากท่านยังหาที่นั่งเหมาะ ๆ ไม่ได้ ให้ข้านำทางดีหรือไม่ อีกสักครู่การแสดงจะเริ่มแล้ว”
“งั้นก็รบกวนท่านแล้ว” จี๋ฮ่าวตอบกลับและเดินตามเขาไป
ชายผู้นี้เดินนำเข้ามาด้านในสุด เป็นโต๊ะที่มีกลุ่มชายหญิงชาวบ้านนั่งด้วยกัน ที่แปลกที่สุดก็คือมีแม่นางผู้หนึ่งที่สวมชุดปลอมตัวเป็นบุรุษ นั่งกระดกเหล่าอย่างดุเดือด ไม่พูดไม่จากับใครอยู่ด้วยคนหนึ่ง
“ทุกท่าน ๆ รบกวนฝากดูแลแม่นางผู้นี้หน่อยก็แล้วกัน ข้าจะให้ไปนั่งที่อื่นก็คงจะไม่เหมาะ มีแต่พวกขี้เหล้าและพวกหยาบกร้าน อยู่กับพวกท่านคงจะดีที่สุดแล้ว” ชายที่นำทางมา ดูเหมือนจะเป็นคนของคณะละครเหลียนจื่อ กล่าวกับทุกคนบนโต๊ะ
ทันใดนั้นก็มีชายโต๊ะข้าง ๆ ตะโกนขึ้นมาว่า “นี่เหล่าเย่ ถึงข้าจะหน้าเหมือนโจร แต่ข้าก็อ่อนโยนต่อจุดซ่อนเร้นนะ ฮ่าฮ่าฮ่า”
จากนั้นก็มีป้าคนหนึ่งที่นั่งอยู่โต๊ะเดียวกับจี๋ฮ่าวตะโกนกลับไปอย่างคนคุ้นเคยว่า “หุบปากไปเลยต้ากุ่ย ไอ้เจ้าเด็กบ้า!!” จากนั้นทุกคนที่ได้ยินก็หัวเราะร่าเสียงดัง และแล้วทุกคนบนโต๊ะก็เรียกจี๋ฮ่าวลงนั่งร่วมโต๊ะอย่างเป็นมิตร
“แม่นางอย่าไปถือสามันเลยนะ พอเหล้าเข้าปากทีไรก็เป็นอย่างนี้ทุกที แต่ว่ามันจิตใจดีนะ ไม่มีอะไรหรอก มานั่งเถอะ”
จี๋ฮ่าวจึงพยักหน้าให้อีกฝ่าย และนั่งลงอย่างว่าง่าย ทุกคนบนโต๊ะต่างก็แนะนำตัวกันกับนางจนได้ความว่ามีทั้งชาวบ้าน นักท่องเที่ยวและนักผจญภัยปะปนกันไป
“เกร๊ง!!”
เสียงแก้วเหล้าหล่น ได้ไม่นาน จี๋ฮ่าวก็รู้สึกได้ว่าก้นตนเองรู้สึกเปียก ๆ เลยหันไปมองทางต้นเสียง เป็นสตรีบ้าบิ่นที่นั่งกระดกเหล้าเมาจนทำแก้วสุราหกใส่ แถมยังโผเข้ามากอดตนเองอีก
“จี๊” จี๋ฮ่าวทำเสียงไม่สบอารมย์ พลางกำหมัดแล้ว แต่ก็สงบสติตนเองเอาไว้
เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายนั้นเป็นสตรีและอยู่ในอาการเมาจริงจัง ดูแล้วคล้ายกับคนอดอยากเหล้ามาจากไหนก็ไม่รู้ เป็นสตรีผมยาว สวมชุดสีดำรัดรูป ดูก็รู้ว่านางพยายามจะปลอมตัวเป็นบุรุษ แต่หน้าตาของนางมันปิดอะไรไม่ได้เลย เพราะงามหยดย้อยเสียขนาดนั้น
ทันใดนั้นก็มีเสียงสัญญาณเหมือนกับว่าละครจะเริ่มขึ้น ทุกคนจึงหยุดคุยและหันไปชมนักร้องและฟังดนตรีบนเวทีแทน จากนั้นไม่นานก็มีพนักงานเดินเข้ามาเสิร์ฟกับแกล้มและสุราเพิ่มให้บนโต๊ะของจี๋ฮ่าว ก่อนจะรีบไปเสิร์ฟโต๊ะอื่น ๆ ต่อ
จี๋ฮ่าวทำทีเป็นมองละครบนเวที แต่แท้จริงตนเองลอบสังเกตุผู้คนและบรรยากาศรอบข้างอยู่ตลอด นางมองออกว่าพนักงานบางคนและนักแสดงของคณะละครแห่งนี้เป็นปีศาจที่แปลงกายเป็นมนุษย์ ส่วนใหญ่เพิ่งจะมีตบะได้แค่ 5-7 ร้อยปีเท่านั้น แต่นางก็ไม่ได้กระโตกกระตากไป เพียงแค่เฝ้าระวังดูพวกเขาอย่างเงียบ ๆ เพราะพวกเขาทำตัวดูปกติและตนเองก็สัมผัสจิตมุ่งร้ายของพวกเขาไม่ได้
จู่ ๆ สตรีที่ปลอมตัวเป็นบุรุษสวมชุดสีดำ เงยหน้าที่แดงก่ำมามองและจับไหล่จี๋ฮ่าวเอาไว้ นางหรี่ตามองและเอ่ยด้วยสภาพมึนงงว่า“แหม่นางช้างสวยเหลือเกิน หมาดื่มเหล้ากับข้าโหน่ยย มา มา” ไม่พูดเปล่า นางเทเหล้าใส่จอกของตนเองก่อนจะยื่นให้กับจี๋ฮ่าว
จี๋ฮ่าวได้แต่ส่ายหน้าปัดมือปฏิเสธ “ไม่ ข้าไม่ดื่มสุรา”
“ถ่านรางเกียดข้าเร๋อ? ช่ายยซี้...ครายครายก็รางเกียดข้า ผีสาวข้าก็ไม่รักข้าา” นางพูดไปก็น้ำตาใหลไป รูปปากบิดเบี้ยวเพราะกำลังกลั้นน้ำตาเอาไว้สุดฤทธิ์
“ผีสาวบ้าอะไรกัน พูดจาไม่รู้เรื่อง ดูสิยังจะมาทำหน้าเป็นเด็กน้อยอีก” จี๋ฮ่าวส่ายกล่าว
ดูไปแล้วก็เหมือนเด็กน้อยที่กำลังเบะปากไม่มีผิด พร้อมสะอื้นร่ำไห้ไม่เก็บรั้งไว้ ทำให้หลายคนต่างรำคาญ บางคนก็หัวเราะเยาะกัน เห็นเป็นเรื่องปกติของคนเมา
ที่จริงใจหนึ่งจี๋ฮ่าวก็นึกรำคาญเหมือนกัน แต่เมื่อคิดดูดี ๆ แล้ว การที่เด็กสาวคนหนึ่งจะเมามายได้ขนาดนี้ อีกทั้งยังร้องไห้เป็นเผาเต่าจนน่ารำคาญ ก็พอจะคาดเดาได้ว่านางคงมีเรื่องทุกข์ใจไม่น้อย อีกทั้งคาดว่าคงอัดอั้นไว้นาน จึงขยับกายเข้าไปใกล้แล้วลูบหลังเธอเบา ๆ กลายเป็นว่าอีกฝ่ายรีบโผ่เข้ามากอดเอวตนเองและร้องไห้หนักกว่าเก่า
“เอิ่ม...” จี๋ฮ่าวส่ายหน้ามองเพื่อนร่วมโต๊ะที่หัวเราะและส่งยิ้มมาให้กับจี๋ฮ่าว
นางจึงทำได้แค่ปล่อยให้อีกฝ่ายร้องไห้ต่อไปอย่างนั้น ก่อนจะหันไปสนใจดนตรีบนเวทีและบรรยากาศรอบด้าน ซึ่งสตรีขี้เมาผู้นี้ก็จะร้องไห้พักหนึ่ง หยุดเงียบพักหนึ่ง และดื่มเหล้าเพิ่ม สลับกันไปแบบนี้เป็นระยะ ๆ จนจี๋ฮ่าวและคนรอบข้างเริ่มจะชินเสียแล้ว
และแล้วช่วงเวลาก็ผ่านไปไวเหมือนโกหก ในที่สุดการแสดงก็เสร็จสิ้น ทุกคนต่างก็ชื่นชมกันเป็นเสียงเดียวกันว่าสนุกจริง ๆ ในตอนท้ายนักแสดงประกาศอีกว่าพรุ่งนี้จะแสดงเรื่องใหม่ด้วย หากทุกคนชอบก็ให้มาชมกันอีกครั้งในวันพรุ่งนี้
ทุกคนพากันทยอยลุกขึ้นกลับออกไป เหลือเพียงไม่กี่โต๊ะที่ยังนั่งจับกลุ่มคุยกันอยู่ บ้างก็เป็นพวกขี้เมาที่นอนนิ่งอยู่กับที่ ส่วนจี๋ฮ่าวนั่งรอให้ทุกคนลุกออกไปกันก่อน เพราะไม่อยากไปเบียดเสียดกับผู้อื่น
จี๋ฮ่าวหันไปมองสตรีขี้เมาคราหนึ่ง ก่อนจะปลุกให้นางตื่นขึ้น “กลับบ้านได้แล้ว ลุกลุก” จี๋ฮ่าวไม่ได้ปลุกธรรมดา ยังฉุดร่างของนางขึ้นมายืนอีกด้วย
นางค่อย ๆ เดินโซซัดโซเซไปได้ไม่กี่ก้าว ก็สะดุดล้มลงจนหน้าฟาดกับพื้นดัง “ปั้ง!!” นอนนิ่งสนิทไปทั้งอย่างนั้น
จี๋ฮ่าวแกล้งทำเป็นมองไม่เห็นอยู่นาน แต่นางดูเหมือนจะไม่ได้ลุกขึ้นมา อีกทั้งยังมีอาการเหมือนคนหายใจไม่ออก จนจี๋ฮ่าวทนไม่ไหวกลัวว่านางจะตายเสียก่อน จึงลุกขึ้นใช้เท้าเขี่ยร่างนางให้หงายหน้าขึ้นมา
จมูกของนางแดงช้ำและมีเลือดใหล แถมหน้าผากก็แดงก่ำและบวมเป่ง จี๋ฮ่าวมองดูในใจก็คิดไปว่า
‘ไม่ได้แกล้งเมาสินะ’
ทางพนักงานหญิงคนหนึ่งเดินเข้ามาถามด้วยความเป็นห่วง “มีอะไรให้ข้าช่วยไหม”
จี๋ฮ่าวหันไปเห็นเป็นปีศาจจิ้งจอกขาวแปลงกายเป็นมนุษย์ เดินเข้ามาถาม ตนเองคิดอยู่ครู่หนึ่งก็ส่ายหน้าตอบกลับไป
“ไม่เป็นไร ปล่อยนางนอนไปอย่างนี้แหละ เดี๋ยวก็ตื่น”
หนักงานสาวใช้สายตามองดู พลันยิ้มเหยเก๋ กล่าวตอบกลับมาว่า “ดูจากสภาพไม่น่าจะตื่นง่าย ๆ”
แต่แล้วพนักงานสาวผู้นี้ก็ต้องตื่นตกใจ กับการกระทำของจี๋ฮ่าว เพราะจี๋ฮ่าวหยิบแก้วของตนเองที่มีสุราอยู่เต็มจอก ขึ้นมาเทลงบนใบหน้าของอีกฝ่าย ที่นอนเมาไม่ได้สติอยู่บนพื้น
เมื่อเห็นว่าจอกแรกนางยังไม่ตื่น คราวนี้จึงหยิบมาทั้งไหเทใส่ปาก จนนางสำลัก ตัวเด้งลุกขึ้นมาทันที ก่อนจะหันไปพูดกับพนักงานสาวที่อ้าปากค้างอยู่
“เห็นไหม นางตื่นแล้ว เจ้าไปทำงานของเจ้าเถอะ...”