คำแก้ตัวอันแสนอ่อนหัดของเซี่ยจื่อเหว่ยนั้น มิอาจลบล้างภาพลักษณ์ “บ่างช่างยุ” ที่พี่ชายได้สวมมงกุฎให้เขาไปแล้วได้เลยแม้แต่น้อย เข่าทั้งสองข้างที่คุกเข่าอยู่บนพื้นหินอ่อนเย็นเฉียบนั้นเริ่มสั่นเทา เหงื่อกาฬไหลซึมออกมาตามไรผมด้วยความตื่นตระหนกและเจ็บใจ
เสนาบดีเซี่ยนั่งตัวตรงสงบนิ่งอยู่บนตำแหน่งประธาน เขากวาดสายตามองบุตรชายทั้งสองสลับกันไปมาอย่างช้าๆ ในแววตาอันลุ่มลึกนั้นยากจะอ่านอารมณ์ใดๆ ออก
เขามองไปยังเซี่ยหยาง...บุตรชายคนโตที่เคยอ่อนแอและสร้างแต่ความผิดหวังให้เขามาโดยตลอด บัดนี้กลับยืนสงบนิ่งอยู่กลางโถงประชุมด้วยท่วงท่าที่สุขุมและองอาจผิดหูผิดตา วาจาที่เอื้อนเอ่ยออกมานั้นคมคายและเปี่ยมด้วยหลักการยิ่งนัก
‘แม้จะเลือกทำผิดกฎ...’ เสนาบดีเซี่ยครุ่นคิดในใจ ‘แต่เจตนาที่ทำไปนั้น...ก็เพราะความเมตตาที่มีต่อสายเืเดียวกัน ทั้งยังรู้จักคิดถึงเกียรติภูมิของวงศ์ตระกูลเป็สำคัญ...การกระทำเช่นนี้...สมควรให้อภัย’
เป็ครั้งแรกในรอบหลายปี...ที่เขารู้สึกพึงพอใจในตัวบุตรชายคนนี้อย่างแท้จริง สายตาที่เคยมองอย่างดูแคลน บัดนี้ได้แปรเปลี่ยนเป็ความคาดหวังอยู่ลึกๆ...เขาเริ่มจะเชื่อแล้วว่า...บางที...บุตรชายคนนี้อาจจะสามารถคลี่คลายปัญหาใหญ่กับสกุลฉินที่กำลังค้ำคออยู่ได้จริงๆ ก็เป็ได้
จากนั้น...สายตาของเขาก็ตวัดกลับไปยังเซี่ยจื่อเหว่ย...บุตรชายคนรองที่เขามักจะชื่นชมในความฉลาดหลักแหลมมาโดยตลอด บัดนี้กลับดูโง่เขลาและคิดเล็กคิดน้อยอย่างน่าผิดหวัง
“เซี่ยจื่อเหว่ย” น้ำเสียงของเขาเรียบเฉย แต่กลับแฝงไว้ด้วยอำนาจที่ทำให้ผู้ฟังต้องหนาวเยือก “เ้าในฐานะน้องชาย เมื่อเห็นพี่ชายกระทำสิ่งใดที่ไม่เหมาะสม ก็ควรจะเข้าไปตักเตือนกันเป็การส่วนตัว หาใช่รีบวิ่งแจ้นมาฟ้องร้องบิดาเพื่อหวังจะเอาหน้าไม่...การกระทำของเ้าในวันนี้ แสดงให้เห็นว่าเ้ายังขาดคุณธรรมของความเป็พี่น้องอยู่มากนัก”
เขาหยุดไปชั่วครู่ ก่อนจะเอ่ยคำตัดสินที่ทำให้เซี่ยจื่อเหว่ยถึงกับหน้าถอดสี
“เพื่อเป็การขัดเกลาจิตใจของเ้า...ข้าขอสั่งให้เ้าไปคัด ‘ตำราเซี่ยวจิง’ (คัมภีร์ว่าด้วยความกตัญญู)...หนึ่งร้อยจบ..! ให้เสร็จภายในหนึ่งเดือน..! หากไม่เสร็จ...ก็ไม่ต้องออกจากเรือน!”
ราวกับถูกสายฟ้าฟาดลงกลางกระหม่อม! ตนอุตส่าห์นำความผิดของคนอื่นมาฟ้องบิดา...แต่กลับกลายเป็ตนเองที่ถูกลงโทษแทน! เซี่ยจื่อเหว่ยรู้สึกเจ็บใจจนแทบกระอักเืออกมา ทั้งเสียหน้า...ทั้งอัปยศ.!
เขาก้มหน้าโขกศีรษะรับคำสั่งเสียงสั่น “ขอ...ขอรับ...ท่านพ่อ” ก่อนจะรีบขอตัวลุกขึ้นแล้วเดินออกจากโถงประชุมไปอย่างรวดเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ราวกับ้าจะหนีจากสายตาทุกคู่ที่กำลังมองมาที่เขา
เซี่ยหยางยืนตัวตรงสง่า...ชูคอระหงดุจพญาหงส์...เขาเพียงแค่แอบเหล่มองร่างของน้องชายต่างมารดาที่เดินจากไปด้วยหางตา...ในสายตาของนางพญาหงส์เช่นเขาแล้ว...อีกฝ่ายก็เป็ได้เพียงแค่นกกระจิบกระจอกผู้ต่ำต้อย ที่ริอาจจะมาท้าทายพญาหงส์เช่นนาง
เมื่อคลื่นลมสงบลงแล้ว เสนาบดีเซี่ยจึงหันไปกล่าวตำหนิฮูหยินใหญ่ของตนด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงเล็กน้อย “เห็นความผิดพลาดของตนเองแล้วหรือยัง? ดีที่ครั้งนี้มีหยางเอ๋อร์ช่วยเ้าเอาไว้...หากเื่ของยายหนูเจ็ดถูกแพร่งพรายออกไปสู่ภายนอก...จวนเซี่ยจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน! ดีนะ...ที่ หยางเอ๋อร์ของข้าแก้ไขปัญหานี้ไว้ได้ทันท่วงที”
คำเรียกขานที่เปลี่ยนจาก “เซี่ยหยาง” เป็ “หยางเอ๋อร์” นั้นบ่งบอกถึงอารมณ์ที่ดีขึ้นของประมุขแห่งบ้านได้อย่างชัดเจน
ฮูหยินใหญ่รีบยอบกายรับผิดอย่างนอบน้อม “เป็ความผิดของข้าเองเ้าค่ะท่านพี่ ที่ดูแลความเป็ไปในเรือนหลังได้ไม่ทั่วถึง” นางรู้ดีว่าเวลานี้นายท่านเซี่ยกำลังอารมณ์ดี จึงไม่ควรเอ่ยวาจาใดให้ขัดใจ
เสนาบดีเซี่ยหันกลับมาหาบุตรชายคนโตอีกครั้ง “แล้วเ้า...จะทำอย่างไรกับน้องเจ็ดของเ้าต่อไป?”
เซี่ยหยางยืนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวออกมาอย่างนอบน้อม “พรุ่งนี้...ผู้บุตรก็จะต้องออกเดินทางแล้ว คงต้องรบกวนท่านแม่และท่านพี่หญิงใหญ่ ช่วยเป็ธุระดูแลน้องหญิงเจ็ดแทนผู้บุตรไปก่อน หากเป็ไปได้...ผู้บุตรอยากจะขอให้นำนางมาพักอาศัยอยู่ที่เรือนของท่านแม่ หรือเรือนของท่านพี่หญิงใหญ่เป็การชั่วคราว...สภาพแวดล้อมที่ดีขึ้น อาจจะช่วยให้สภาพจิตใจของนางดีขึ้นได้บ้างขอรับ”
นี่คือการเดินหมากที่ชาญฉลาดอีกครั้ง...การนำหลิงหลันมาไว้ที่เรือนประธาน ก็เท่ากับเป็การทำลาย “กฎของจวน” ที่เพิ่งเป็ประเด็นไปเมื่อครู่นี้...แต่เป็การทำลายโดยใช้ “คำอนุญาต” ของประมุขแห่งบ้านเอง..!
เสนาบดีเซี่ยพยักหน้าช้าๆ “ความคิดของเ้าไม่เลว...เอาตามที่เ้าว่า” เขากล่าวอนุญาตอย่างง่ายดาย
เมื่อเื่ราวทั้งหมดจบลงด้วยดี ฮูหยินใหญ่ก็รีบเข้าไปประคองแขนสามีแล้วเดินออกจากห้องโถงไป ทิ้งให้สองพี่น้อง...เซี่ยหยางและเซี่ยอวี้เหวิน...ได้อยู่กันตามลำพัง
………..
ทันทีที่แผ่นหลังของเซี่ยจื่อเหว่ยพ้นออกจากประตูโถงประชุม รอยยิ้มเสแสร้งและท่าทีนอบน้อมที่แสดงต่อหน้าบิดาก็มลายหายไปในทันที ถูกแทนที่ด้วยใบหน้าที่บิดเบี้ยวด้วยเพลิงโทสะอันรุนแรง
สองมือกำแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด ดวงตาคมคายที่เคยเปี่ยมด้วยความทะเยอทะยาน บัดนี้กลับลุกโชนไปด้วยความเจ็บใจและความอัปยศอดสู เขาสาวเท้าเดินอย่างรวดเร็วจนแทบจะกลายเป็วิ่งไปตามระเบียงทางเดินยาว บ่าวไพร่ที่เดินสวนมาต่างรีบหลีกทางแล้วก้มหน้าลงต่ำ ไม่มีผู้ใดกล้าสบตากับคุณชายรองที่กำลังแผ่รังสีอำมหิตออกมาทั่วสรรพางค์กาย
‘เซี่ยหยาง! เ้าคนอ่อนแอ! เ้าคนไร้ค่า!’ เขาก่นด่าพี่ชายอยู่ในใจทุกย่างก้าวที่เดิน ‘เ้ากล้าดียังไงมาทำใหข้าต้องขายหน้าเช่นนี้! เ้าใช้เล่ห์กลอันใดมาเป่าหูท่านพ่อ! ได้! ข้าจะจำไว้!’
“ฝากไว้ก่อนเถอะเซี่ยหยาง...คอยดูเถิด...วันใดที่เ้าพลาดพลั้งล้มลง...ข้าผู้นี้จะเป็คนแรกที่จะบดขยี้เ้าให้จมดิน!”
เขากระทืบเท้าลงกับพื้นไม้ครั้งสุดท้าย ก่อนจะผลักประตูเรือนบุปผาโปรยอันเป็ที่พำนักของมารดาเข้าไปอย่างแรง!
ปัง..!
เสียงถ้วยชากระเบื้องเคลือบชั้นดีที่ถูกกวาดลงจากโต๊ะไม้จันทน์หอมแตกกระจายเกลื่อนพื้นดังลั่น!
เพล้ง..!
บ่าวหญิงที่กำลังจัดดอกไม้อยู่ในเรือนถึงกับสะดุ้งสุดตัว รีบวางทุกอย่างในมือแล้วคุกเข่าลงกับพื้นด้วยความหวาดกลัว
“จื่อเหว่ย! ใจเย็นๆ ก่อนลูกแม่!”
เสียงหวานราวน้ำผึ้งเดือนห้าดังขึ้น พร้อมกับการปรากฏตัวของหวังอี๋เหนียงในอาภรณ์ผ้าไหมปักลายโบตั๋นสีสด นางไม่ได้มีท่าทีใแม้แต่น้อย แต่กลับเดินอย่างนวยนาดเข้ามาหาบุตรชายด้วยรอยยิ้มที่เปี่ยมด้วยความเข้าใจ
นางค่อยๆ ประคองร่างที่สั่นเทาด้วยความโกรธของบุตรชายให้นั่งลงบนเก้าอี้บุเบาะนุ่ม ก่อนจะหยิบพัดด้ามจิ้วขึ้นมาพัดวีให้เขาอย่างแ่เบา “เกิดเื่อันใดขึ้น เหตุใดลูกแม่จึงได้โมโหโทโสถึงเพียงนี้เล่า?”
เมื่ออยู่ต่อหน้ามารดาผู้ที่คอยตามใจเขาเสมอมา เซี่ยจื่อเหว่ยก็ระบายความอัดอั้นตันใจทั้งหมดออกมาจนหมดสิ้น เขาเล่าเหตุการณ์ในโถงประชุมด้วยน้ำเสียงเจือความเคียดแค้น ชี้ให้เห็นว่าตนเองเป็ผู้หวังดีที่คอยสอดส่องดูแลกฎระเบียบของบ้าน แต่กลับถูกพี่ชายใส่ความจนต้องกลายเป็ผู้รับโทษเสียเอง
หวังอี๋เหนียงรับฟังอย่างตั้งใจ พลางใช้ปลายนิ้วเรียวงามลูบแขนบุตรชายเบาๆ เป็เชิงปลอบประโลม
“โถ...ลูกแม่ช่างน่าสงสารนัก” นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่หวานหยดย้อยที่สุด “เ้าเซี่ยหยางนั่นนับวันยิ่งมารยาจัดขึ้นทุกที ท่านพ่อก็ช่างไม่ทันเล่ห์กลของมันเอาเสียเลย...แต่ไม่เป็ไรนะลูกนะ...คนมีความสามารถและกตัญญูเช่นเ้า สักวันท่านพ่อจะต้องมองเห็นได้อย่างแน่นอน”
นางประจบสอพลอ ยกยอบุตรชายจนความโกรธเกรี้ยวของเขาค่อยๆ ทุเลาลง ดวงตาของนางฉายแววร้ายกาจขึ้นมาวูบหนึ่งก่อนจะเลือนหายไป...นางรู้ใจบุตรชายผู้นี้ดีกว่าใครทั้งหมด...รู้ว่าสิ่งใดที่จะสามารถดับไฟโทสะของเขาได้อย่างชะงัดที่สุด
นางปรายตามองไปยังมุมห้อง ส่งสัญญาณที่มองไม่เห็นให้แก่บ่าวหญิงรูปโฉมงดงามนางหนึ่งที่ยืนรอรับใช้อยู่
บ่าวหญิงที่ชื่อว่า “ชุนเถา” ผู้นั้นรีบเดินนวยนาดเข้ามาหาคุณชายรองอย่างรู้งาน นางยอบกายลงอย่างชดช้อย กลิ่นกายหอมกรุ่นของนางลอยเข้าแตะจมูกของเซี่ยจื่อเหว่ยทันที
“คุณชายรองเ้าขา...” นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่หวานซึ้ง “โทสะนั้นบั่นทอนสุขภาพนะเ้าคะ...ให้บ่าวได้เข้าไปปรนนิบัติท่านในเรือนนอน...เพื่อช่วยท่านผ่อนคลายโทสะลงดีหรือไม่เ้าคะ?”
เซี่ยจื่อเหว่ยชะงักไปเล็กน้อย แม้ส่วนหนึ่งในใจจะยังคงคุกรุ่นไปด้วยความโกรธแค้น แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าสัญชาตญาณดิบของบุรุษเพศและความหมกมุ่นในเื่บนเตียงของเขานั้นถูกปลุกขึ้นมาอย่างง่ายดาย
เขาเหลือบมองมารดาแวบหนึ่ง...เห็นนางพยักหน้าให้เบาๆ พร้อมรอยยิ้มให้ท้าย...เขาจึงตัดสินใจลุกขึ้นยืนแล้วเดินตามร่างอรชรของชุนเถาเข้าไปในเรือนนอนแต่โดยดี
หวังอี๋เหนียงมองตามแผ่นหลังของบุตรชายที่ลับหายเข้าไปหลังม่านปักลายวิหคด้วยรอยยิ้มเ็า...รอยยิ้มของอสรพิษที่กำลังพอใจในแผนการของตน
‘โง่เขลานัก...จื่อเหว่ยลูกแม่’ นางคิดในใจพลางโบกพัดช้าๆ ‘โทสะของบุรุษ...ก็ไม่ต่างจากเปลวไฟ ต้องรู้จักใช้สายน้ำอันอ่อนหวานเข้าลูบไล้จึงจะควบคุมได้...ตราบใดที่แม่ยังคงควบคุมความปรารถนาของเ้าได้อยู่เช่นนี้...บัลลังก์คุณชายใหญ่แห่งสกุลเซี่ย...ก็จะต้องเป็ของเ้าในสักวันหนึ่งอย่างแน่นอน...’
ในเรือนบุปผาโปรยที่ดูงดงามและสดใสแห่งนี้...เล่ห์กลอันดำมืดและแผนการอันชั่วร้ายกำลังถูกถักทอขึ้นอย่างเงียบเชียบ...รอวันที่จะฉีกกระชากพญาหงส์ผู้โง่เขลาให้ร่วงหล่นลงมา...
หนึ่งคอมเม้น หนึ่งดวงหัวใจ คือกำลังใจสู่นักประพันธ์