“เพอเซโฟนี เ้าจะให้เกียรติไปไปงานเฉลองฤดูเก็บเกี่ยวกับข้าได้หรือไม่”
“ข้า...”
“ไม่มีวันเสียหรอก นอกจากนางจะได้รับการอนุญาตจากข้า”
ยังไม่ทันที่เพอเซโฟนีจะได้ตอบกลับเทพหนุ่มรูปงามที่ได้มาชวนนางไปงานเลี้ยงกับเขา ดีมิเทอร์ผู้เป็แม่ก็รีบกันท่าชายหนุ่มออกจากลูกสาวคนเดียวของตน
เมื่อเทพเ้าหนุ่มได้ฟังดีมิเทอร์ตอบกลับมาก็หันหลังเดินกลับไปอย่างเศร้าซึม
“เ้าไม่ควรให้เทพบุตรพวกนั้นมาเกี้ยว เพอเซโฟนี วันนี้พวกนั้นต่างบอกว่าจะรักเ้าจนวันตาย แต่พอวันรุ่งขึ้นก็ใช้คำหวานที่เคยพูดกับเ้ากับเทพีองค์อื่น พวกกะล่อน!”
“ข้ารู้ ท่านแม่ ท่านไม่ต้องเป็ห่วง อย่างไรเสียข้าก็้าจะถือครองพรหมจรรย์ดังท่านอาธีน่า อาธีมิส และท่าน เฮสเทียอยู่แล้ว”
“เช่นนั้นก็ดี ธิดาข้า”
ดีมิเทอร์ได้ฟังคำตอบของเพอเซโฟนีก็พอใจ นางใช้มือลูบเส้นผมอ่อนนุ่มสีทองดุจแสงอาทิตย์ของเพอเซโฟนีอย่างอ่อนโยน
“เ้าแน่ใจหรือ ว่าจะทำได้อย่างที่ปากว่า”
อโฟรไดท์ซึ่งเป็เทพีแห่งความรักได้ยินสิ่งที่เทพีสองแม่ลูกพูดคุยกันก็รู้สึกขัดใจจนต้องเข้ามาแทรก
“ท่านอโฟรไดท์...”
เพอเซโฟนีถอนสายบัวเพื่อทำความเคารพอโฟรไดท์ ก่อนจะพูดสิ่งที่ยิ่งทำให้นางรู้สึกขุ่นมัว
“ข้าตั้งมั่นอย่างแน่วแน่แล้วเพคะ ขอให้ท่านโปรดอย่าสงสัยในเื่นี้”
“หึ แล้วข้าจะคอยดู” อโฟรไดท์กระตุกยิ้มก่อนจะเดินจากไปหาลูกชายของนาง “เอียรอส”
“เ้าจงระวังนางไว้ให้ดี เพอเซโฟนี เทพีพรหมจรรย์เพียงสามองค์ก็ทำให้นางมิอาจทนทานได้แล้ว หากนางรู้ว่าเ้าจะถือครองพรหมจรรย์ด้วยอีกคน นางคงหาทางทำลายเ้า”
“ข้าทราบแล้ว ท่านแม่”
“เ้ากลับลงไปยังโลกเถิด การประชุมนี้ไม่มีเื่ใดที่เ้าจำเป็ต้องรู้ อยู่ไปเ้าก็จะเบื่อเสียเปล่าอีกทั้งพวกเทพบุตรก็จ้องจะแทะโลมเ้าอยู่เรื่อยไป รีบไปเถิดมื่อเสร็จการประชุมข้าจะรีบตามเ้าไป”
“เพคะ ท่านแม่”
“ดูแลตัวเองดีๆ ล่ะ”
อโฟรไดท์ที่เห็นเหตุการณ์ทุกอย่าง จึงคิดวางแผนร้ายไว้ในหัว นางได้เรียกเอียรอสบุตรชายของนางมา
“เ้าจงตามเพอเซโฟนีไป เอียรอส เมื่อสบโอกาสก็จงแผลงศรของเ้าเสีย”
“ข้ารับบัญชา ท่านแม่”
เพอเซโฟนีบินลงมายังโลกมนุษย์ด้วยปีกกว้างสีขาวบริสุทธิ์ ณ ป่าแห่งนี้ที่ซึ่งเป็ที่ที่ดีมิเทอร์และนางอาศัยอยู่ ดีมิเทอร์ได้ร่ายมนตร์ที่ทำให้มนุษย์ไม่สามารถพบเจอที่นี่ได้ อีกทั้งเทพบุตรและมนุษย์เพศชายก็ไม่อาจรุกล้ำเข้ามาที่นี่ได้เช่นเดียวกัน
ในขณะที่เพอเซโฟนีเต้นรำไปรอบๆ ป่า และเสกดอกไม้ขึ้นมา เอียรอสก็คอยจับตาดูนางอย่างเงียบๆ เพื่อหาโอกาสแผลงศรรัก
เพอเซโฟนีเดินชมป่าไม้และสัตว์ป่าไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งมาหยุดอยู่ที่ริมน้ำแห่งหนึ่ง นางเรียกสหายของนางซึ่งเป็นิมฟ์ประจำแม่น้ำแห่งนี้ออกมา
“ไซยานี ออกมาเถิด ข้ากลับมาแล้ว”
เมื่อได้ยินเสียงเรียกของเทพี นางนิมฟ์ก็ปรากฎตัวออกมา
“เพอเซโฟนี เ้าหายไปตั้งหลายวัน การประชุมเทพเป็อย่างไรบ้างหรือ”
“น่าเบื่อเหลือทน ไซยานี ข้าอยากจะกลับมาเล่นกับเ้าใจจะขาด โชคดีที่เทพซูสอนุญาตให้เทพที่ยังด้อยประสบการณ์กลับมาก่อนได้ ข้าคิดว่าจะต้องติดอยู่บนโอลิมปัสอีกวันเสียแล้ว”
“ฮ่าๆๆ เ้านี่แปลกจริงเพอเซโฟนี เทพและเทพีทุกองค์ล้วน้าอยู่บนโอลิมปัส เหตุใดเ้าจึงอยากจะมาอยู่บนโลกมนุษย์นักเล่า”
เพอร์เซโฟนีได้ฟังคำถามของ”ไซยานีก็ได้แต่ทอดถอนใจ นางนั่งกอดเข่าพลางเด็ดดอกนาร์ซิสซัสเล่นอย่างเหม่อลอย
“ข้าไม่ชอบ ที่บนนั้นมีแต่คน้าเกี้ยวข้าทั้ง ๆ ที่รู้ดีอยู่แล้วว่าข้า้าถือครองพรหมจรรย์ อีกทั้งท่านอโฟรไดท์ยังไม่ชอบข้าอีก และที่ยิ่งไปกว่านั้นนะไซยานี บนเขาโอลิมปัสน่ะ ไม่มีต้นไม้ลำธารของจริงหรอกนะ มีเพียงสิ่งปลูกสร้างที่ทำมาจากปูนแข็งน่าเกลียดกับทัศนียภาพที่ท่านซูสสร้างขึ้นมาเท่านั้นเอง”
“ไม่ต้องเสียใจไปเพอเซโฟนี อย่างไรเสียเ้าก็มีข้าและเทพีดีมิเทอร์อยู่ข้างๆ แถมป่านี้ก็เป็ของเ้า อย่าเศร้าไปเลยนะ”
นางนิมฟ์เห็นใบหน้างดงามเศร้าหมองลงและมีน้ำตาเอ่อท่วม ก็ปลอบประโลมเพื่อนรัก สัตว์ป่าทั้งหลายต่างมายืนล้อมรอบร่างของนางเป็เชิงปลอบใจ
ทุกคราที่นางเศร้าสร้อยเสียใจ ดอกไม้ใบหญ้าในป่าก็ดูเหี่ยวเฉาไม่งดงามอย่างที่ควรคล้ายกับพวกมันรับรู้ถึงจิตใจอันเศร้าโศกของนาง
ณ ที่ประชุมเหล่าทวยเทพบนเขาโอลิมปัส เมื่อใกล้ถึงฤดูเก็บเกี่ยว ซูสจะอัญเชิญเทพทุกองค์ขึ้นมาเพื่อรับฟังกำหนดการและหน้าที่ภารกิจต่างๆ ที่เทพแต่ละองค์ต้องจัดการ
“เมื่อไรซูสจะเลิกเชิญเทพแห่งความตายมาเสียทีนะ ข้าเหม็นกลิ่นความตายจะแย่อยู่แล้ว!”
“ไม่มีทางเสีย! หากเขาไม่เชิญมาก็จะเป็การลบหลู่เกียรติอีก”
เสียงซุบซิบนินทาดังขึ้นตามหลังของเฮดีสเทพแห่ง ใต้พิภพ แม้เฮดีสจะได้ยินสิ่งที่เทพเหล่านี้พูดแต่เขาก็ไม่ได้ให้ค่า
“เริ่มการประชุมเดี๋ยวนี้!”
เมื่อซูสประกาศเริ่มการประชุม เทพทุกองค์ต่างก็เงียบเสียงลงทันใด
“ฤดูเก็บเกี่ยวปีนี้จะต้องเป็ไปอย่างราบรื่นดังเช่นปีที่ผ่านมา ขอให้เทพทุกองค์รู้หน้าที่ของตัวเอง และปฏิบัติอย่างแข็งขันด้วย” ซูสกล่าวกับเทพทั้งหลาย “ทว่าในตอนนี้มีเื่ที่อาจทำให้เกิดผลเสียในฤดูกาลนี้...”
เทพทั้งหลายฮือฮา ไม่มีปีไหนที่ฤดูเก็บเกี่ยวไม่ราบลื่นทุกองค์ล้วนสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่
“ในตอนนีู้เาไฟเอ็ดน่าได้ปะทุขึ้นมาแล้ว พวกปีศาจและิญญาร้ายที่ข้าได้ผนึกเอาไว้ต่างหลุดออกมาสร้างความปั่นป่วนในโลกมนุษย์ และทำลายความสมดุลของมนตร์ศักดิ์สิทธิ์ที่เหล่าเทพร่ายไว้ ข้าจึงอยากถามความสมัครใจกับเทพทั้งหลายว่ามีใครจะยินดีจัดการปัญหานี้หรือไม่”
เทพทุกองค์เงียบกริบ ไม่มีใคร้าย่างกรายไปในพื้นที่โสมม แต่แล้วก็มีเสียงเทพองค์หนึ่งร้องะโเสนอแก่ซูส
“ส่งท่านเฮดีสไปดีหรือไม่ ในเมื่อเขาเป็เทพแห่งความตายที่ต้องจัดการกับพวกิญญาอยู่เป็นิจ”
เกิดเสียงฮือฮาขึ้นอีกระลอก ตามด้วยเสียงะโแสดงความเห็นด้วยแก่มหาเทพ
“ส่งเขาไปเถิด เขาเหมาะที่สุดแล้วในหน้าที่นี้!”
“ใช่ๆ ข้าเห็นด้วย”
เสียงะโโห่ร้องปนกับความเย้ยหยันลอยมาเข้าหูของเฮดีส เฮดีสไม่ยินดียินร้ายกับเสียงเ่าั้ เขาหวังเพียงแค่ไปจากโอลิมปัสสู่ใต้พื้นพิภพโดยเร็วที่สุด
“เ้าจะยอมรับภารกิจในครั้งนี้หรือไม่ เฮดีส”
“ซูสหันมาถามเทพแห่งความตาย”
เฮดีสรู้ตัวว่าไม่อาจปฏิเสธได้จึงจำต้องตอบตกลง “ข้ายอมรับ”
“ดี เช่นนั้นข้าขอจบการประชุมเพียงเท่านี้ ไปทำภารกิจที่ได้รับมอบหมายได้”
ซูสจบการประชุมแล้วเดินลงจากบัลลังก์ ในขณะที่เทพองค์อื่นต่างแยกย้ายไปทำหน้าที่ของตนเอง
เฮดีสลงมายังแดนมนุษย์เพื่อเดินทางไปสู่หุบเขาเอ็ดน่า เขาใช้เวลาเพียงไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงก็จัดการรวบรวมิญญาร้ายที่หลุดออกไปได้สำเร็จ
เทพแห่งความตายมองปีศาจเ่าั้ด้วยความเดียดฉันท์ แล้วออกสำรวจโลกมนุษย์ต่อ
เฮดีสไม่เคยชอบโลกมนุษย์ พวกมนุษย์ไม่เคยทำตามกฎ นิสัยที่สอดรู้สอดเห็นส่งผลให้พวกมันพบกับหายนะอยู่เรื่อยไป แต่เทพเ้าทั้งหลายต่างยังคอยดูแลพวกเบาปัญญานี้อยู่เรื่อยไป แม้แต่ตอนที่อีฟกินต้นแห่งความสำนึกเข้าไปทั้งๆ ที่ได้รับการเตือนแล้ว
กระทั่งตอนที่พวกมันมาถึงนรก ก็ยังมีหน้ามาต่อรองบทลงโทษที่ตนได้รับอย่างขาดความรับผิดชอบ พวกนี้มีอะไรดีนักหนาจึงทำให้ทวยเทพคอยโอบอุ้มอยู่เช่นนี้กัน
เฮดีสใช้ปีกสีดำสนิทบินสำรวจผืนป่าไปเรื่อยๆ พลางนึกรังเกียจพวกมนุษย์ จนกระทั่งได้บินเข้ามาในป่าแห่งหนึ่งที่ซึ่งกำแพงเวทมนต์ฉีกขาด
เฮดีสได้ยินสียงหัวเราะกังวาลใสน่าฟังจึงเดินไปทางต้นเสียง
เมื่อได้พบกับเ้าของเสียงใส เฮดีสก็เหมือนถูกต้องมนตร์สะกด
เขามองใบหน้างดงามของเทพีที่กำลังเล่นไลร์อยู่กับนางนิมฟ์ ผมสีทองของนางต้องแสงตะวันเปล่งประกายเป็สีทองแบบที่เฮดีสไม่เคยพบเห็นมาก่อน สัตว์ป่าทั้งหลายต่างเต้นรำอยู่รอบตัวของนาง ทุกครั้งที่นางหัวเราะ ดอกไม้ทุกดอกก็พากันเบ่งบานส่งกลิ่นหอมออกมา เฮดีสตื่นตะลึงกับความงดงามและพลังที่สามารถทำให้ดอกไม้พากันเบ่งบานอย่างพร้อม้พรียงของนาง เขายืนหลบหลังต้นไม้เพื่อแอบดูเพอเซโฟนี เฮดีสไม่สามารถละสายตาออกจากนางได้แต่ก็มิอาจเข้าไปทักทายด้วยเกรงว่านางจะรังเกียจกลิ่นอายความตายที่ติดตัวเขาอยู่
เอียรอสที่เห็นเหตุการณ์ั้แ่ต้นก็ได้แต่แสยะยิ้มออกมาอย่างยินดี
“เทพแห่งความตายกับเทพีแห่งฤดูใบไม้ผลิหรือนี่ ช่างเป็คู่ที่เหมาะสมเสียจริง”
เอียรอสพึมพำกับตัวเองก่อนจะง้างคันศรของเขาแล้วเล็งไปที่เฮดีส เมื่อศรได้พุ่งไปปักที่กลางใจของเฮดีส ฤทธิ์ของมันก็เริ่มปรากฏ
เฮดีสลุ่มหลงเพอเซโฟนีอย่างโงหัวไม่ขึ้นจนเขาไม่อาจทำได้เพียงยืนมองนางอีกต่อไป เขารู้ในทันทีที่เดินออกจากหลังต้นไม้ว่าเอียรอสได้แผลงศรใส่ตน แต่มารู้ตัวตอนนี้ก็ทำอะไรไม่ได้แล้ว
เฮดีสเดินปรี่เข้าไปหาเพอเซโฟนีอย่างรวดเร็ว สัตว์ป่าเมื่อได้กลิ่นของเทพแห่งนรกก็พากันวิ่งหนี ต้นไม้ใบหญ้าต่างเหี่ยวเฉาเมื่อเฮดีสเดินผ่าน
“ท่านเทพ...”
เพอเซโฟนีลุกขึ้นด้วยความใกลัว เนื่องจากบุรุษไม่สามารถเข้ามาในที่แห่งนี้ได้
เฮดีสอุ้มเพอเซโฟนีขึ้น แล้วแหวกพื้นพิภพออกเพื่อพาเทพีในอ้อมแขนลงไปกับตน เทพีสาวไม่อาจสู้แรงเขาได้จึงต้องลงไปภายใต้พื้นพิภพอย่างไม่เต็มใจ
นางนิมฟ์ไซยานีเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็ใกลัวสุดขีดหายตัวลงไปในแม่น้ำ ผืนป่ากลับมาอยู่ในสภาพปกติอีกครั้งเสมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ขาดแต่เพียงเทพีแสนสวยที่หายลงไปพร้อมกับกลิ่นอายของความตายเท่านั้น