อันที่จริง
ลูกพลับถึงวัยที่จะต้องเข้าเรียนชั้นประถมปีที่สองแล้ว
แต่เด็กคนนี้ไม่ได้เรียนทั้งอนุบาลและทั้งประถมหนึ่งถ้าจะให้ลูกพลับเข้าเรียนตามหลักสูตรการศึกษาภาคบังคับฐานะของภานุวัฒน์เวลานี้ก็คงส่งเข้าได้แค่โรงเรียนในชุมชน
ในอนาคตผู้คนจะรู้ว่าการซื้อสังคมให้ลูกนั้นนับเป็เื่สำคัญมากโรงเรียนในชุมชนนั้นมีผู้คนหลากหลาย เพราะค่าเทอมถูก และค่าใช้จ่ายจิปาถะต่าง ๆก็ได้รับการช่วยเหลือจากรัฐ เข้าเรียนได้ง่ายแต่เพราะมีความหลากหลายของสถานะทางครอบครัว หากลูกของตนไปเจอเพื่อนที่ไม่ดีแล้วเด็ก ๆที่ไม่มีการกลั่นกรองในการเลือกคบคนได้เหมือนผู้ใหญ่ก็อาจจะถูกเพื่อนเ่าั้ชักจูงไปในทางที่ผิดได้โดยเฉพาะเ้าเด็กที่มีความเปราะบางทางจิตใจและมีจิตมารสิงสู่อยู่ในตัวแบบลูกพลับด้วยแล้ว
นอกจากนี้โรงเรียนในละแวกชุมชนบางชุมชนก็แค่เพียงพอให้เด็กๆ เข้าถึงการศึกษาขั้นพื้นฐานเท่านั้น แต่ในเื่ของสังคม นิสัย การอบรมบ่มเพาะโรงเรียนพวกนี้ไม่สามารถขัดเกลาเด็ก ๆ ได้เลยหากไปเจอครูไม่ดีที่ชอบกลั่นแกล้งเด็ก หรือหากไปเจอเพื่อนบูลลี่ลูกพลับตัวเล็กนิดเดียวทั้งยังมีแผลใจที่โดนทารุณกรรมมาแต่เด็กก็จะยิ่งหวาดกลัวผู้คนจนไม่สามารถเข้าสังคมกับคนอื่นๆ ได้ตามปกติ
เพราะพ่อแม่ที่ฐานะไม่ค่อยสู้ดีมักจะมีความคิดง่ายๆ เพียงแค่ว่า ทำงานหาเงินเลี้ยงปากท้องให้ลูกได้มีกินอิ่มก็พอหน้าที่การอบรมส่งเข้าโรงเรียนไปแล้วก็ให้เป็ของโรงเรียนโดยที่ไม่คิดเลยว่าสถาบันครอบครัวนั้นเป็สิ่งที่สำคัญที่สุดโรงเรียนให้ได้ก็แค่การศึกษา แต่ความอบอุ่นที่จะสามารถอบรมบ่มเพาะนิสัยของเด็ก ๆให้เป็คนดีขึ้นมาได้นั้นล้วนมาจากครอบครัว มาจากพ่อและแม่แทบทั้งสิ้น
เด็กพวกนี้ส่วนใหญ่จะโตมาเป็เด็กมีปัญหามีเงินใช้แต่ไม่มีพื้นฐานทางมารยาทที่ดี ความเห็นอกเห็นใจในคนอื่นก็ไม่มีอย่างตอนบวชภานุวัฒน์ก็เห็นอยู่บ่อย ๆ ว่า พวกวัยรุ่นที่ไปเป็เด็กแว้นสร้างปัญหาแทนที่พ่อแม่จะอบรมสั่งสอนและดูแลลูกกลับพาลูกที่สร้างปัญหามาวัดบอกให้หลวงตาเทศน์ให้เด็กมันฟังหน่อยลูกจะได้เป็คนดีขึ้นมาได้บ้าง
เอิ่ม…
วัดเป็ที่พึ่งของชาวบ้านก็จริงอยู่แต่พ่อแม่ควรจะรู้ด้วยไหมว่าตนเองนั่นแหละที่เป็ที่พึ่งของลูกไม่ใช่เอะอะก็ลากลูกมาให้หลวงตาสวดแล้วตัวเองก็ไปทำงานหาเงินโดยที่ไม่สนใจลูกเต้าเลยแบบนั้น
ในปี พ.ศ. 2538 นั้นแิของการศึกษาแบบโฮมสคูล[1]ยังไม่เป็ที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายเท่าที่จำได้กระทรวงศึกษายังไม่ออกการรับรองการเรียนแบบ home school เลยเสียด้วยซ้ำ ถ้าจำไม่ผิดแล้วเื่ของ home school น่าจะมาหลังจากปี พ.ศ. 2540 หรือเปล่าตรงนี้ไตเติ้ลก็ไม่แน่ใจนักแต่เขาก็ตัดสินใจแล้วว่าจะสอนหนังสือเ้าลูกพลับนี้ด้วยตัวเองเพื่อให้เด็กได้ใกล้ชิดกับครอบครัวมากที่สุด จะได้อบรมบ่มเพาะนิสัยของเ้าว่าที่ิญญาร้ายนี่อย่างไม่ให้ห่างสายตา
จนถึงเทียบเท่าลูกพลับอยู่ชั้นมัธยมต้นหรือมัธยมปลายแล้วการศึกษาแบบโฮมสคูลเริ่มเปิดกว้างมีให้จดทะเบียนรองรับกับสพฐ.[2]เมื่อไหร่ถึงเวลานั้นค่อยมาพิจารณาต่ออีกทีว่าจะให้ลูกเรียนในระบบ home school ต่อไปหรือจะให้สอบเทียบเข้าระบบการศึกษาในโรงเรียนตามปกติดี
สอนหนังสือลูกเสร็จก็เป็เวลาพลบตะวันตกดินแล้วภานุวัฒน์จึงจูงมือพาลูกชายเดินไปตลาดกลางคืนแถวบ้านเพื่อหาอาหารเย็นทาน
ตอนจะออกจากบ้านลูกพลับได้เงินติดตัวจากพ่อด้วยยี่สิบบาทเด็กน้อยดีอกดีใจมากป๊ะป๋าให้เหตุผลว่าเป็เพราะวันนี้ลูกพลับไปช่วยพ่อทำงานทั้งวันจึงได้รับค่าแรงด้วยยี่สิบบาท
ฟังป๊ะป๋าพูดแล้วเด็กชายก็รู้สึกงง ๆ เพราะลูกพลับแค่นั่งรถไปด้วยเท่านั้นแรงเด็กยกเพลทพิมพ์หนังสืออันใหญ่ไม่ไหวอยู่แล้ว แต่ถึงอย่างนั้นก็พยายามช่วยพ่อยกถุงกระสอบที่ใส่กระดาษตัดขอบบ้างแต่มันก็ยังหนักมาก ถุงกระสอบพวกนั้นใหญ่กว่าตัวของลูกพลับเสียด้วยซ้ำ ลูกพลับยกไม่ไหวเลยกลายเป็ว่าไม่ได้ช่วยยกของอะไรเลยแบบนี้ป๊ะป๋าก็ถือว่าลูกพลับช่วยงานด้วยเหรอ?
“เฮียฮั้วบอกว่าลูกพลับถูกถุงยกมากกว่าที่ลูกพลับยกถุงอีกตอนที่ล้มแล้วก็ลงไปนอนทับถุงใส่กระดาษอันนั้นก็ถือว่าเป็การช่วยงานด้วยเหรอครับ?” เด็กน้อยถามตาแป๋ว
“อ่า... ช่วยสิครับ นั่นน่ะ ช่วยได้มากสุด ๆ เลยนะครับ”
ภานุวัฒน์ตอบเสียงจริงจัง แต่ในใจก็แอบต่อประโยคว่าช่วยคลายเครียดให้เขากับเฮียฮั้วได้หัวเราะจนท้องแข็งได้เป็อย่างดีเลยเชียวละ
“ล้มทับถุงก็ช่วยเหรอครับ?” ลูกพลับขมวดคิ้วเอียงคอไปมาด้วยหน้าตาสงสัย
“ช่วยครับ ลูกพลับล้มทับถุงกระสอบแล้วก็กลายเป็ไปนอนกอดกระสอบอันใหญ่ตาแป๋ว ๆ แบบนั้นน่ะ น่ารักมาก ๆ เลยครับลูกพลับทำให้ป๊ะป๋าอารมณ์ดี เป็กำลังใจให้ป๊ะป๋าแบกเพลทหนัก ๆ ได้ไหว เก่งมาก ๆเลยครับ”
ชายหนุ่มตอบพร้อมขยี้หัวเ้าตัวเล็ก...
เอ่อ... ถึงตอนนี้จะไม่มีผมให้ขยี้ แต่หนามผมผุดใหม่เป็ตอสั้นๆ แบบนี้ก็จึก ๆ ฝ่ามือ ขยี้สนุกดีอยู่เหมือนกัน
อันที่จริงชายหนุ่มจะให้เงินลูกพลับโดยบอกว่าเป็ค่าขนมไปเลยก็ได้แต่ที่บอกอ้อมหาเหตุผลในการให้เงินขนาดนี้ก็เพราะเขา้าให้ลูกพลับรู้สึกถึงความสำคัญของตนเองว่าการที่มีลูกพลับอยู่ใกล้ป๊ะป๋านั้นเด็กชายไม่ได้ไร้ประโยชน์แต่ลูกพลับได้ช่วยงานเขา ได้เป็กำลังใจให้เขา มีคุณค่าแล้วก็มีความสำคัญที่จะอยู่กับเขาจริง ๆ
เพราะลูกพลับไม่เหมือนกับเด็กอื่น ๆ ทั่วไป่ที่คอยเลี้ยงดูเ้าตัวเล็กตอนยังบวชเรียนไตเติ้ลก็สังเกตอยู่ว่าลูกพลับว่านอนสอนง่ายเกินเด็กปกตินอกจากจะขี้กลัวคนแปลกหน้าแล้วก็ยังไม่เคยเห็นจะยอมขัดใจคนอื่นเลย
เด็กตัวเล็กขนาดนี้ส่วนใหญ่มักจะเอาแต่ใจไม่ได้อะไรอย่างใจก็จะงอแงร้องไห้ผิดกับลูกพลับที่ต่อให้น้ำตาคลอเบ้าออกมาแล้วแต่ถ้าเขาสั่งให้เงียบเพียงแค่คำเดียวเด็กชายก็จะเงียบกริบทันที
ตอนแรกก็คิดว่าเด็กแบบนี้เลี้ยงง่าย พูดจาภาษาคนรู้เื่ดูแลง่ายดี แต่พออยู่ด้วยกันนาน ๆ สังเกตไปเรื่อย ๆ แล้วไตเติ้ลจึงได้เข้าใจว่าจริง ๆ แล้วลูกพลับพยายามทำตัวให้เป็เด็กที่ว่านอนสอนง่ายกับผู้ใหญ่...
โดยเฉพาะกับพ่อ สั่งอะไรก็จะได้อย่างนั้นต่อให้เป็เื่ที่ยากเกินอายุเด็ก แต่ลูกพลับก็จะพยายามทำตามที่พ่อบอกให้ได้ทั้งหมดทั้งสิ้นนั้นเป็เพราะเด็กน้อยกลัวที่จะถูกพ่อตี กลัวที่จะถูกเกลียดกลัวว่าตนเองจะไม่เป็ที่รักของพ่อ
เด็กที่ถูกเลี้ยงดูด้วยลำ(หน้า)แข้งมาโดยตลอดส่วนใหญ่แล้วจะเป็แบบนี้สินะขาดความมั่นคงทางจิตใจกลัวว่าจะไม่ได้รับความรักอยู่ตลอดเวลาจนถึงกับฝืนตัวเองพยายามทำสิ่งต่าง ๆเพื่อเอาใจผู้ใหญ่แบบนี้
เพราะอย่างนั้นตอนที่ให้เงินค่าขนมกับลูกพลับภานุวัฒน์จึงเจตนาไม่บอกว่านี่เป็เงินค่าขนมเพื่อให้เด็กชายรู้สึกว่าตนเองเป็ภาระที่ป๊ะป๋าพร้อมจะเขี่ยทิ้งแต่นี่น่ะ!เป็เงินช่วยงานที่ลูกพลับทำตัวมีประโยชน์ คอยช่วยงานป๊ะป๋าลูกพลับเป็เด็กที่มีความสำคัญ มีประโยชน์ ไม่ได้เป็ภาระและป๊ะป๋าก็จะไม่ทิ้งลูกพลับอย่างแน่นอน
ลูกพลับมองแบงก์ยี่สิบในมือป๊ะป๋าตาปริบ ๆเด็กชายยังสับสนอยู่เล็ก ๆ ว่าการที่มีลูกพลับอยู่ใกล้ ๆนั้นเป็กำลังใจให้ป๊ะป๋าขยันทำงาน ทำให้ป๊ะป๋าอารมณ์ดี แบบนี้ก็ถือเป็การช่วยงานที่สำคัญอย่างหนึ่งในฐานะของลูกได้ด้วยเหรอ?
ดีจังเลย! ลูกมีหน้าที่อยู่กับป๊ะป๋านี่เอง!
งานของลูกก็คือการอยู่กับป๊ะป๋า อ้อนป๊ะป๋าทำให้ป๊ะป๋าอารมณ์ดีทำแบบนี้แล้วนอกจากป๊ะป๋าจะรักลูกพลับมากขึ้นแล้วลูกพลับยังได้เงินค่าทำงานอีกด้วยกำไรชะมัด!
ป๊ะป๋าภาคหลังสึกคนนี้ใจดีที่สุดเลย คอยดูนะลูกพลับจะอ้อนป๊ะป๋าเยอะ ๆ คอยเป็กำลังใจให้ป๊ะป๋าทำงานทุกวันป๊ะป๋าจะได้รักลูกพลับที่สุดในโลกไปเลย ต่อให้ไม่ได้เงินค่าทำงานแต่ว่าป๊ะป๋าใจดีลูกพลับก็จะอ้อนป๊ะป๋าแบบนี้ทุกวัน ๆ ๆ ๆ ๆ เลยคอยดู!
แต่ว่าได้เงินมาก็ดีกว่า ลูกพลับจะได้มีเงินเป็ของตัวเองจะได้ใช้เงินที่ลูกพลับทำมาหาได้ด้วยตัวเอง เด็กชายตั้งใจว่าจะซื้อขนมที่อยากทานหนึ่งอย่างส่วนเงินที่เหลือก็จะหยอดกระปุกเก็บไว้ซื้อของเล่นที่อยากได้ กำเงินออกจากบ้านมาด้วยเจตนาที่แน่วแน่แต่พอเดินผ่านไปถึงแผงขายหนังสือเ้าเด็กน้อยก็หยุดชะงักแล้วจ้องมองหนังสือแบบเรียนคัดภาษาอังกฤษอยู่นานมาก
หนังสือแบบเรียนคัดภาษาอังกฤษเล่มละสิบห้าบาท ลูกพลับอยากฝึกเรียนภาษาอังกฤษบ้างวันนี้ตอนที่ป๊ะป๋าแยกกระดาษได้สอนศัพท์ภาษาอังกฤษให้ลูกพลับหลายคำ เช่น paper, color แต่ไม่ได้สอนเขียนและสอนตัวสะกดถ้าซื้อหนังสือเล่มนี้เด็กชายก็จะได้ฝึกคัดภาษาอังกฤษได้ด้วย
แต่ถ้าซื้อหนังสือเล่มนี้ไปสิบห้าบาทลูกพลับก็จะเหลือเงินอีกแค่ห้าบาทถ้าซื้อขนมเงินก็จะหมดเกลี้ยงเลย ไม่เหลือพอหยอดกระปุกเด็กชายจึงลังเลตัดสินใจไม่ถูกว่าจะทำอย่างไรดี
สุดท้ายแล้วกลายเป็ว่าอยู่ดี ๆป๊ะป๋าก็คว้าหนังสือแบบเรียนภาษาอังกฤษเล่มนั้นและหนังสือสอนคณิตศาสตร์กับวิทยาศาสตร์อีกอย่างละเล่มทั้งยังมีหนังสือการ์ตูนเด็กอีกสี่ห้าเล่มทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษเอาไปจ่ายเงินอย่างหน้าตาเฉย
บ้านเราไม่มีเงินไม่ใช่เหรอ?
แล้วถ้าป๊ะป๋าซื้อหนังสือไร้ประโยชน์ไปมากขนาดนี้แล้วจะเอาเงินที่ไหนกินข้าวกันล่ะ?
หนังสือพวกนี้เป็ของไม่มีประโยชน์นอกจากเอาไว้ชั่งกิโลขายลูกพลับจำได้ว่าพ่อเดชเคยบอกเอาไว้แบบนั้น ตอนเด็ก ๆ ที่เด็กกว่านี้เ้าตัวเล็กเคยเห็นหนังสือการ์ตูนก็วิ่งเข้าใส่เหมือนกันเพราะมีภาพน่ารักแต่พ่อเดชบอกว่ามันไม่มีประโยชน์แล้วก็จับลูกพลับมาตีจนเกือบตายหลังจากนั้นลูกพลับจึงไม่คิดอยากได้หนังสือการ์ตูนอีกเลย เพราะมันไม่มีประโยชน์ และถ้าเอาเงินไปซื้อของไร้ประโยชน์ลูกพลับก็จะต้องโดนพ่อตีแน่ๆ
"ถ้าลูกพลับอยากจะได้หนังสือก็บอกป๊ะป๋านะครับป๊ะป๋าซื้อให้ได้โดยที่ไม่ต้องยุ่งกับเงินค่าแรงช่วยงานของลูกพลับเลยครับ"ไตเติ้ลพูด
มือใหญ่ตบหัวเด็กน้อยเบา ๆ ทั้งยังหัวเราะเอ็นดูเมื่อเห็นว่าเ้าตัวเล็กแสดงสีหน้าประหลาดเหมือนจะดีใจแต่ก็ไม่เต็มที่ทั้งยังทำตาละห้อยด้วยความเสียดายเงินออกมาอย่างชัดเจนอีก
"แต่ก่อนพ่อเคยบอกว่าหนังสือไม่มีประโยชน์"ลูกพลับถามด้วยความสงสัย
ง่า…เวรกรรมจากไอ้พ่องเดชเริ่มทำงานอีกแล้วสิเนี่ยตัวเองโง่ไม่คิดจะเรียนหนังสือแล้วเสือกสั่งสอนให้ลูกโง่ตามเนี่ยนะไอ้สวะสังคมเอ๊ย
"ก็ถ้าเราซื้อมาแล้วไม่อ่านมันก็ไม่มีประโยชน์น่ะสิครับแต่ก่อนลูกพลับอ่านหนังสือไม่ออกใช่ไหมล่ะหนังสือมันก็ไม่มีประโยชน์กับคนที่อ่านมันไม่ได้หรอกแต่ตอนนี้ลูกพลับพอจะอ่านหนังสือได้แล้ว และป๊ะป๋าก็ยังจะสอนคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ให้กับลูกพลับด้วยเพราะฉะนั้นหนังสือเหล่านี้จึงมีประโยชน์กับลูกพลับมากเลยละครับ" ป๊ะป๋าอธิบาย
"หนังสือการ์ตูนด้วยเหรอครับ" เด็กชายซัก
"ก็ถ้าลูกพลับรู้จักอ่านไม่เอาแต่ดูภาพอย่างเดียวหนังสือการ์ตูนก็มีประโยชน์มากเลยนะครับ"ไตเติ้ลว่า
หนังสือการ์ตูนที่เขาเลือกหยิบมานั้นเป็การ์ตูนนิทานภาพสำหรับเด็กที่มีประโยคภาษาไทยและภาษาอังกฤษทั้งท้ายเล่มยังมีการยกเอาคำศัพท์ที่สำคัญในเื่มาอธิบายถึงวิธีการใช้งานด้วยเป็เนื้อหาอันยากเกินไปสำหรับเด็กที่พึ่งฝึกเรียนภาษาอังกฤษเบื้องต้นในตอนนี้แต่ถ้าเ้าลูกพลับอ่านซ้ำไปซ้ำมาหลาย ๆ รอบเข้าจากที่เคยไม่เข้าใจก็จะเริ่มซึมซับและเข้าใจไปได้เอง
อย่างน้อยภาพการ์ตูนของมันก็น่ารักเรียกความสนใจจากเด็กวัยนี้ได้ดีอยู่
ถึงตรงนี้เขาเริ่มนึกถึงสมุดภาพระบายสีที่เหมาะสมกับวัยของเด็กแล้วก็คิดว่าควรหาซื้อสมุดภาพแบบนั้นมาให้ลูกพลับเล่นบ้างเสียแล้ว
เด็กคนนี้โดนพ่อสมองเสื่อมสั่งสอนแบบผิด ๆ มานานกลายเป็เด็กที่จะทำอะไรก็ไม่กล้าทำ คิดถึงแต่เื่สมควรหรือไม่สมควรทำมีประโยชน์หรือไม่มีประโยชน์ ของแบบนี้ไม่ควรมีอยู่ในหัวของเด็กวัยเจ็ดปีมากจนเกินไปควรต้องมีเื่ไร้สาระและจินตนาการโละเละอยู่บ้างเด็ก ๆจึงจะมีสุขภาพจิตที่ดีสมวัย
ว่าแล้วต่อไปเดี๋ยวหาซื้อสมุดภาพระบายสีกับชุดปั้นดินน้ำมันมาให้เ้านี่ได้ฝึกจินตนาการบ้างดีกว่าลูกพลับจะได้มีพัฒนาการที่ดีไม่เติบโตขึ้นมาเป็ิญญาร้ายดังที่นักเขียนนิยายใจร้ายกำหนดเอาไว้ให้เป็
"แล้วเราจะมีเงินพอกินข้าวไหมครับซื้อหนังสือไปมากขนาดนี้" ลูกพลับถามอย่างเป็กังวล
"ลูกพลับก็เห็นว่าวันนี้ป๊ะป๋าขายของได้เงินเยอะเงินส่วนที่ต้องเก็บออมเราก็เก็บเอาไว้แล้วในธนาคารเงินที่ป๊ะป๋ามีอยู่ในตอนนี้มีให้ลูกพลับกินจนเกินอิ่มเลยล่ะครับ"
พูดแล้วก็ขยี้หัวเ้าตัวเล็กเบา ๆอีกครั้งอย่างนึกเอ็นดู หัวที่เป็ตอ ๆแบบนี้ขยี้แล้วมันสนุกมือสุด ๆ ไปเลยวุ้ย
ถึงตอนนี้เด็กชายก็เริ่มยิ้มแล้วหัวเราะหน้าบานออกมา
ป๊ะป๋าตอนที่เลิกเหล้าแล้วคนนี้เป็คนใจดีที่สุดในโลกเลยลูกพลับทั้งไม่โดนตบตี ทั้งได้เรียนหนังสือกับป๊ะป๋าทั้งซื้อหนังสือที่ลูกพลับอยากได้ให้แล้วยังเก็บเงินเอาไว้ให้ลูกพลับกินข้าวจนอิ่มด้วยถ้ารู้ว่าป๊ะป๋าภาคผ่านการบวชมาแล้วจะเป็คนใจดีมากขนาดนี้
ลูกพลับคงจะยุให้ป๊ะป๋าบวชไปตั้งนานแล้วเนี่ย.
[1]Homeschool หรือการเรียนที่บ้าน โดยมีพ่อแม่เป็คนออกแบบจัดการเรียนการสอนโดยจะเน้นความสนใจของเด็กเป็หลัก โดยให้เด็กเรียนรู้จากประสบการณ์ตรงเปรียบเสมือนบ้านเป็ฐานความรู้ที่เชื่อมโยงกับวิถีชีวิต สิ่งแวดล้อมและสังคมรอบตัว เปิดโอกาสให้เด็กได้ค้นหาตัวเองแล้วพัฒนาไปเรื่อย ๆ ด้วยตัวเอง HomeSchool โดยส่วนมากนั้นจะมีผู้ปกครองเป็ผู้สอนเอง หรือ จ้างครูมาสอนเฉพาะก็ได้
[2]สพฐ.สำนักงานการศึกษาพื้นฐาน