จิ่งเยี่ยนกุยลูบจมูกเบาๆ ่นี้คุณฟางชอบมาหยอดคำหวานใส่เธออยู่เรื่อยๆ จนเธอรู้สึกว่าตัวเองจะรับมือไม่ไหวแล้ว
ฟางเสียนจือมองเธอด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะยื่นมือออกมา “ขาฉันเจ็บ ลุกไม่ไหว ช่วยดึงฉันขึ้นหน่อยได้ไหม?”
คำพูดของเขานั้นอ่อนโยน ประกอบกับขาที่เจ็บเพราะปกป้องเธอ ทำให้เธอปฏิเสธไม่ลงจริงๆ จึงเดินเข้าไปพยุงเขาขึ้นมา
เมื่อเขาลุกขึ้นได้ก็เอื้อมมือไปจับตะกร้าที่เธอสะพายอยู่ การกระทำนั้นเหมือนกับว่าเขากำลังโอบเธอไว้ในอ้อมแขน แต่ปากกลับเอ่ยขึ้นว่า “พวกนี้เป็ยาจีนทั้งหมดเลยเหรอ?”
ทั้งสองอยู่ใกล้กันมาก จิ่งเยี่ยนกุยสามารถััได้ถึงมวลบางอย่างของเพศชายอันเด่นชัดที่แผ่ออกมาจากตัวเขา ใจของเธอจึงเต้นแรงจนรู้สึกไม่เป็ตัวของตัวเอง
เธอที่รู้สึกอึดอัดเล็กน้อยหันหน้าหนีไปทางอื่นแล้วพูด “ค่ะ”
ฟางเสียนจือพูดเสียงอบอุ่น “ไม่แปลกใจว่าทำไมฉันถึงรู้สึกว่าขามีอาการดีขึ้นมากหลังจากที่เธอนวดให้ ที่แท้เธอก็รู้วิชาหมอจริงๆ”
จิ่งเยี่ยนกุยหัวเราะแห้งๆ แล้วพูดว่า “ไม่ได้รู้อะไรมากหรอกค่ะ แค่สนใจด้านนี้ รู้จักพืชสมุนไพรบ้างนิดหน่อย”
เธออยากจะยอมรับเหลือเกินว่าเธอเป็หมอ แต่กลับไม่มีข้ออ้างและเหตุผลที่จะพูดออกไป
ฟางเสียนจือรู้สึกว่าความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาทั้งสองต้องค่อยเป็ค่อยไป วันนี้ก็คงพอแล้ว เขาจึงถอยหลังไปอีกก้าวหนึ่ง แต่กลับมองไปที่กระติกน้ำของเธอแล้วถามว่า “ในนั้นยังมีน้ำเหลืออยู่ไหม?”
“มีค่ะ” จิ่งเยี่ยนกุยหยิบฝากระติกขึ้นมาเพื่อจะเทให้เขาดื่ม แต่นึกไม่ถึงว่าเขากลับคว้ากระติกน้ำจากมือเธอไป แล้วดื่มจากปากกระติกทันที
ทันทีที่จิ่งเยี่ยนกุยเห็นเขาทำแบบนั้นก็ถึงกับพูดไม่ออก แล้วใครๆ ต่างก็บอกว่า การทำแบบนี้ถือว่าเป็การจูบทางอ้อมไม่ใช่เหรอ?
ในเมื่อเขาดื่มไปแล้ว เธอคงไม่สามารถแย่งกระติกน้ำคืนมาได้ จึงทำได้แค่เงยหน้าขึ้นมองฟ้า
ฟางเสียนจือดื่มเสร็จก็ถามด้วยความแปลกใจ “เธอเอาน้ำนี้มาจากไหน? หวานจัง!”
จิ่งเยี่ยนกุยถึงนึกขึ้นมาได้ว่าน้ำที่เธอเอามาจากบ้านตอนเช้าดื่มหมดไปนานแล้ว เพราะอากาศร้อนมาก ส่วนน้ำในกระติกที่เธอเติมคือน้ำจากลำธารในมิติ
เธอเอื้อมมือไปแย่งกระติกจากฟางเสียนจือ แล้วมองค้อนเขาไปหนึ่งที “ก็แค่น้ำบ่อธรรมดา หวานที่ไหนกัน!”
ฟางเสียนจือมองสายตาของเธอแล้วหัวเราะออกมา บางทีอาจจะเป็เพราะเธอเคยดื่มน้ำจากกระติกนี้ เลยทำให้รู้สึกว่ามันหวานเป็พิเศษก็ได้!
จิ่งเยี่ยนกุยเห็นเขาหัวเราะแบบนั้นก็รีบเบือนหน้าหนีไปทางอื่น แล้วบอกตัวเองว่า เธอจะไม่มีวันหลงเสน่ห์เขาเด็ดขาด! เธอไม่เห็นอะไรทั้งนั้น!
ทั้งสองเดินไปทางหมู่บ้านอย่างช้าๆ ฟางเสียนจือก็ไม่รู้ว่าเป็เพราะความรู้สึกทางใจหรืออะไร เขารู้สึกว่าวันนี้ขาของเขาเบาขึ้นมากกว่าปกติ ขาที่เคยเจ็บเมื่อออกแรง ตอนนี้กลับรู้สึกดีขึ้นไม่น้อย เขาคิดว่านี่อาจเป็มนต์เสน่ห์ของความรักตามคำเล่าขานก็ได้!
เขาลอบคิดว่าต่อไปถ้ามีเวลาว่างจะมาหาเธออีก ขาของเขาจะได้หายไวขึ้น
หากจิ่งเยี่ยนกุยรู้ความคิดในใจของเขา คงจะกลอกตาพลางชมว่าเขาคิดถูกแล้ว
ตอนนี้เธอสะพายตะกร้าท่ามกลางแดดร้อน คิดอยากจะรีบกลับบ้านโดยเร็วที่สุด แต่เขากลับเดินช้าเพราะขาเจ็บ เธอจึงต้องเดินช้าตามเขาไปด้วย
ระหว่างทาง ฟางเสียนจือพูดขึ้นว่า “ได้ยินว่าพ่อของเธอกลับมาบ้านเมื่อวานนี้ ส่วนสินสอดของบ้านฉันก็เตรียมไว้เกือบหมดแล้ว อีกสองสามวันนี้จะให้คนไปสู่ขอที่บ้านเธอนะ”
การแต่งงานในยุคนี้เป็เื่ที่ค่อนข้างดั้งเดิม ถึงแม้ชายหญิงจะมีอิสระในการรักกัน ก็ยังต้องหาแม่สื่อในหมู่บ้านไปทาบทามก่อน แล้วหลังจากนั้นค่อยเป็เื่การส่งสินสอด
จิ่งเยี่ยนกุยถึงได้เข้าใจว่าทำไมหลายวันนี้ตระกูลฟางถึงไม่มาสู่ขอที่บ้าน เป็เพราะรอให้จิ่งเจี้ยนกั๋วกลับมาก่อน
ตามความเข้าใจของจิ่งเยี่ยนกุยที่มีต่อจิ่งเจี้ยนกั๋ว เมื่อหลิวชุนฮวาแต่งเื่ยุยงไปแล้ว เขาคงจะไม่ยอมให้มีการแต่งงานระหว่างคนทั้งคู่แน่นอน
แต่เธอพูดเื่นี้ต่อหน้าฟางเสียนจือไม่ได้ ทำได้แค่ไอเบาๆ แล้วเงยหน้ามองฟ้า
ฟางเสียนจือคิดว่าเธอกำลังเขินอาย จึงยิ้มบางๆ รอให้คนไปสู่ขอเรียบร้อย ทั้งสองก็จะได้หมั้นและกลายเป็คู่หมั้นกันแล้ว
ทั้งสองเดินมาจนใกล้ถึงบ้านเก่า ฟางเสียนจือมองหน้าเธอแล้วถามว่า “ให้ฉันไปส่งข้างในไหม?”
จิ่งเยี่ยนกุยส่ายหน้าพัลวัน “ไม่ต้อง ไม่ต้องค่ะ ฉันกลับเองได้ คุณขาเจ็บ เดินช้าๆ นะคะ”
ฟางเสียนจือยิ้มแล้วพยักหน้า “ได้ ฉันจะรอจนเธอเข้าไปข้างในก่อนค่อยไป”
จิ่งเยี่ยนกุยเดินไปได้สิบกว่าก้าวก็เห็นเขายังยืนนิ่งอยู่ที่เดิม จึงรู้ว่าวันนี้เขาจะไม่ยอมไปจนกว่าเธอจะเข้าไปในบ้านเสียก่อน เธอถอนหายใจ รู้สึกยังคุ้นชินกับเขาในแบบที่ดูเ็ามากกว่า
เธอจึงเข้าไปในบ้านเก่าเหมือนก้มหน้ารับชะตากรรม แต่พอเดินเข้ามาแค่ไม่กี่ก้าวก็รู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างผิดปกติ เธอยังไม่ทันได้ตั้งตัว ไม้ท่อนหนึ่งก็ฟาดเข้าที่ศีรษะจนรู้สึกมึนงง เธอส่งเสียงร้องออกมา และล้มลงกับพื้นทันที
จิ่งเจี้ยนกั๋วถือไม้พลางะโเสียงดัง “แกมันเด็กชั่วร้าย นึกไม่ถึงว่าจะเหยียบเท้าน้องสาวแกจนหัก! ยังกล้าไปแหย่ให้ย่าตีน้องชายของแก แล้วด่าแม่ตัวเองอีก! วันนี้ฉันจะตีแกให้ตาย!”
พูดจบก็ง้างไม้ขึ้นสูง หน้าของเขาบิดเบี้ยวด้วยโทสะ ไม่หลงเหลือความซื่อๆ ที่เคยมีอีกต่อไป กลับกลายเป็ความโหดร้ายไร้สิ่งใดเปรียบ
จิ่งเจี้ยนกั๋วกลับมาถึงบ้านเมื่อวานก็ได้ยินหลิวชุนฮวาบอกว่า จิ่งเยี่ยนกุยผลักจิ่งเสี่ยวเยวี่ยตกลงไปในนาข้าว แล้วยังเหยียบข้อเท้าของจิ่งชิวหงจนหัก เมื่อวานยังยุให้หยางหว่านซิ่วตีจิ่งหลิวหยางจนหน้ามีแต่รอยแผล แล้วหลอกให้หยางหว่านซิ่วด่าหลิวชุนฮวาอีก
หลิวชุนฮวาและลูกๆ ทั้งสามคนใส่สีตีไข่เื่ของจิ่งเยี่ยนกุยให้จิ่งเจี้ยนกั๋วฟังมากมาย เมื่อวานเขาโกรธมากจนอยากจะมาจัดการ แต่หลิวชุนฮวากลับห้ามไว้ โดยอ้างว่ามีหยางหว่านซิ่วคอยปกป้องอยู่ อีกอย่างเขาก็เป็ลูกกตัญญู ถ้าต้องมาผิดใจกับหยางหว่านซิ่วเพราะเื่ของยายนั่นก็คงไม่ดี
จิ่งเจี้ยนกั๋วได้ฟังแล้วก็เห็นด้วย เขาเป็คนกตัญญูมาแต่ไหนแต่ไร ไม่กล้าขัดคำพูดของหยางหว่านซิ่ว แต่ก็รู้สึกว่านางนี่ควรโดนลงโทษ
หลิวชุนฮวาจึงเสนอความคิดให้จัดงานเลี้ยงที่บ้าน และเรียกบรรดาน้องชายของจิ่งเจี้ยนกั๋วมาร่วมกินข้าว แล้วค่อยเรียกหยางหว่านซิ่วมาเพื่อกล่าวขอบคุณต่อหน้าด้วย
จากนั้นก็ให้เขาหาข้ออ้างไปหาจิ่งเยี่ยนกุยที่บ้านเก่า เพื่อที่จะได้สั่งสอนเสียให้เข็ด
เมื่อหยางหว่านซิ่วกับจิ่งจงอี้เห็นลูกชายคนโตกลับมาต่างพากันดีใจ เพราะไม่ได้เจอกันมาครึ่งปีแล้ว ถึงแม้หลิวชุนฮวาจะเป็ตัวสร้างปัญหา แต่ตอนนี้หยางหว่านซิ่วก็ไม่อยากจะถือสาสะใภ้คนนี้แล้ว ตั้งใจไว้ว่ารอให้ทานข้าวเสร็จแล้วค่อยคุยกับจิ่งเจี้ยนกั๋วเื่ที่หลิวชุนฮวาทำเมื่อวานนี้
หลังจากจิ่งเจี้ยนกั๋วมาเรียกพวกเขาไปทานข้าว พวกเขาก็ไปที่บ้านตระกูลจิ่ง
จิ่งเยี่ยนกุยรู้ว่าถ้าจิ่งเจี้ยนกั๋วกลับมา หลิวชุนฮวาต้องยุให้เขามาจัดการเธอแน่ๆ แต่เธอก็ไม่คิดว่าจะลงมือโหดร้ายกับเธอขนาดนี้
ตอนนี้หยางหว่านซิ่วกับจิ่งจงอี้ไม่อยู่ที่บ้านเก่า จึงไม่มีใครช่วยห้ามปรามได้เลย!
จิ่งเยี่ยนกุยรู้สึกว่ามีเืไหลจากศีรษะผ่านหางตา ตอนนี้เธอมองไปทางจิ่งเจี้ยนกั๋ว เขาช่างดูไม่ต่างกับปีศาจผู้โเี้
เธอมองท่อนไม้ที่เขาเงื้อขึ้นด้วยความรู้สึกสิ้นหวังที่แผ่เข้ามาในอก หากเขาฟาดไม้ลงมาเต็มแรง ถึงเธอไม่ตายก็ต้องาเ็สาหัส และตอนนี้ เธอก็ไม่มีแรงแม้จะต่อต้าน