รอรัก รอแค้น

    บทที่ 22 เรื่องราวในอดีต 7

    วันต่อมาอัครเดชตื่นไปปฏิบัติหน้าที่ตัวเองเหมือนเช่นทุกเช้า เขาเดินเคียงคู่ออกมากับทับทิม เมื่อออกมาเห็นกลิ่นแก้วกำลังนั่งเตรียมสำรับอาหารเหมือนเช่นทุกวันเขาปล่อยมือจากทับทิมเข้าไปกอดกลิ่นแก้ว พร้อมกับจูบศีรษะหญิงสาวเป็นการขอบคุณ“มันดูไม่งามเจ้าค่ะ”เขาแกล้งไม่สนใจ“วันนี้น้องทำอะไรให้พี่ หน้าตาน่ากินเชียว”“แกงมะรุม น้ำพริกปลากับผักสด แกงปรี ไส้อั่ว ของหวานเป็นขนมเทียนเจ้าค่ะ”“อาหารน้องน่ากินทุกอย่างจริงๆ อยู่กับน้องนานๆ พี่คงอวบอ้วนเข้าจนได้”กลิ่นแก้วไม่ได้พูดอะไรเพียงแค่ยิ้มรับเท่านั้น ทั้งสองสามีภรรยาลงมือรับประทานอาหารโดยมีทับทิมนั่งร่วมทานด้วย ทับทิมเธอรู้สึกอึดอัดที่ทั้งสองทำเหมือนมีกันอยู่แค่สองคนบนโลก เธอจึงพูดออกไปว่า“วันพรุ่งข้าขอแสดงฝีมือทำอาหารให้ท่านพี่บ้างนะเจ้าคะ ข้าอยากทำหน้าที่เมียที่ดีบ้าง” เธอนั้นที่คำว่าเมีย จ้องหน้ากลิ่นแก้วเหมือนเป็นการบอกว่าตัวเองก็เป็นเมียเหมือนกัน“ไม่ต้องหรอก เอ็งมีหน้าที่ต้องซ้อมรำ ต้องซ้อมวงอีกหลายอย่างหน้าที่นี้มันเป็นของข้าเอ็งอย่าลำบากเลย” เมื่อโดนหาเรื่องกลางๆ มีหรือกลิ่นแก้วจะไม่สวนกลับ ปากเธอยิ้มหวานให้เรากลับไม่มีอะไรแต่ดวงตาเธอแอบกัดจิกทับทิม“ขอให้ข้าได้ปรนนิบัติท่านเหมือนตอนที่เราอยู่ด้วยกันบ้างเถอะเจ้าค่ะมาอยู่ที่นี่ถ้าไม่ได้ทำอะไรเลยนอกมอบความสุขให้” ทับทิมยิ้มเย้ย“ปรนนิบัติเองก็ทำอยู่ไม่ใช่หรือทำอยู่ทุกคืน ข้าว่าเอ็งคงเหนื่อยมาทั้งคืนแล้วงานแบบนี้ให้ข้าทำเถอะ ข้าทำแบบเอ็งไม่เป็น”“พูดจาเช่นนั้นไม่งามเลยนะ หากน้องหญิงอยากทำน้องก็ทำไปเถิดอย่างไรเสีย พี่ก็ติดใจรสมือน้องหญิงมากกว่าใคร อย่าเอาเรื่องเพียงแค่นี้มาเป็นอารมณ์เลย” อัครเดชลูบหลังปลอบหญิงสาวเบา พร้อมส่งสายตาให้ทับทิมหยุดต่อจากนั้นทับทิมและกลิ่นแก้วเดินไปส่งผู้เป็นสามีของตัวเอง เมื่อผู้เป็นสามีเดินหายไปทางโรงพลอยสองสาวหันหน้ามาประชันกันสายตาไม่มีใครยอมใคร“ไหนว่าอยากทำอะไรก็ทำไงเจ้าคะ เรื่องแค่นี้ใยต้องโกรธด้วย”“ข้าแค่เพียงไม่ชอบให้ใครมาแย่งงาน ข้ากลัวว่าตัวเองจะสบายเกินไปและมีเวลามาคิดฝันไปทะเยอทะยานเกินตัว เอ็งทำหน้าที่ของเอ็งไปเถอะหน้าที่ใต้สะดือ ข้าหาได้เก่งเรื่องใต้สะดือเหมือนเอ็งไม่” พูดจบแล้วกลิ่นแก้วเดินกระแทกไหล่ทับทิมขึ้นบ้านไปทิ้งให้ทับทิมยืนกำหมัดแน่น“หยิ่งพยองไปเถอะมึงสักวันเงาหัวมึงจะไม่มี”นับแต่วันนั้นเป็นต้นมาทั้งสองสาวหาเรื่องจิกกัดกันทุกครั้งที่เจอกัน แต่ส่วนใหญ่ทับทิมจะเป็นฝ่ายเริ่ม กลิ่นแก้วก็สรรหาวิธีมาเอาคืนได้อย่างแสบสันภายใต้ใบหน้านิ่งๆ หากแต่ดูถูกดูแคลนอีกฝ่ายเหลือเกิน มารดาของทับทิมได้รู้ว่า ท่านอัครเดชมาหาลูกเธอเกือบทุกคืนเธอหน้าบาน ดีอกดีใจยกใหญ่คิดว่าลูกตัวเองได้รับความรักความลุ่มหลงจากท่าน ทำให้เธอได้ใจว่างอำนาจใหญ่โต วันนี้มารดาของทับทิมเข้ามาหาของกินในครัว“เอาของกินมาสิเว้ย เอามาเร็วๆ กูหิวจะตายอยู่แล้ว พวกมึงเร่งทำให้เร็ว” เธอเร่งจะกินทั้งที่ยังไม่ถึงเวลาอาหารเลย“อีพวกนี้นิทำอะไรกันชักช้ามีอะไรเอาออกมาให้กูกินเสีย กูหิวจะตายอยู่แล้วข้าวเที่ยงกูกินไปนิดเดียวเอง”บ่าวทั้งหลายยิ่งเร่งมือทำกันเป็นระวิงแต่เหมือนไม่ทันใจเธอเอาเสียเลยเธอจึงเดินไปเปิดตู้หาของกิน แล้วเธอก็ได้พบกับข้าวปุ้นน้ำเงี้ยว ที่ตักใส่สำหรับเอาไว้อย่างสวยงาม ข้าวปุ้นถูกพันเอาไว้เป็นกลีบดอกไม้หลายๆ กลีบ หลายดอกวางอยู่รวมกันเหมือนจะจัดเป็นช่อความสวยงามของมันยิ่งทำให้คนที่หิวอยู่แล้วน้ำลายสอเข้าไปอีก“ไหนบอกไม่มี!”“ไม่ได้ แม่แดงนี่มันเป็นของที่ท่านหญิงทำเอาไว้ให้กับท่าน หากแม่แดงกินข้าเกรงว่า….”“กูต้องกลัวอันใด ลูกกูได้รับความรักความโปรดปรานจากท่านมากกว่าอีท่านหญิงนั้นเป็นไหน”บ่าวเห็นทีจะห้ามไม่ได้เธอจึงรีบไปรายงานท่านหญิง กลิ่นแก้วจึงสั่งให้ไปตามมารดาของทับทิมมาโดยกำชับว่าตามมาให้ได้ถ้าหากไม่มาเธอจะไล่ออกจากบ้านทั้งแม่ทั้งลูก ทางมารดาของทับทิมได้ฟังแล้วก็โกรธหูตั้งรีบจ้ำไปหากลิ่นแก้วที่นั่งทอผ้าอยู่หลังบ้าน“มึงจะไล่พวกกูออกจากเรือนหรือมึงลืมไปแล้วหรือว่าลูกกูได้รับความโปรดปรานจากผัวมึงมากเพียงไร”“ได้รับความรัก ความโปรดปรานหรือข้าไล่ไปนอนกับลูกเอ็ง ข้าแค่เพียงให้ความสุขผัวของข้าไม่ได้ชั่วครั้งชั่วคราวก็เลยให้ลูกเอ็งทำหน้าที่แทน หลังข้าคลอดลูกคนนี้เมื่อไหร่ข้าจะทวงของของข้าคืน”“อีนี่มึงคงได้คลอดหรอก เตรียมของให้ลูกซะขนาดนี้มึงไม่รู้หรือว่าเตรียมของให้ลูกก่อนคลอดมันจะทำให้ลูกมึงตาย อีโง่!”“ความคิดเก่าๆ แก่ๆ โบราณคร่ำครึสมกับคนอย่างเอ็ง เอ็งรู้หรือไม่ว่าเส้นขนมจีนนั่นข้าใช้เวลาแรมเดือนนวดและดองเตรียมไว้ให้ผัวของข้า หากยังมีสามัญสำนึกของความเป็นคนอยู่บ้างก็ควรจะรู้ว่าเอ็งไม่ควรกิน”“มึงจะอะไรนักหนาแต่อีแค่ของกิน”“เอ็งคงไม่มีสามัญสำนึกของความเป็นคนจริงๆ ถึงคิดเรื่องนี้ไม่ได้ ข้าลืมไปคำว่าสามัญสำนึกมันคงเป็นคำศัพท์ที่สูงเกินกว่าระดับมันสมองชนชั้นอย่างเอ็งจะเข้าใจ ข้าแปลให้ก็ได้ อีควาย”“อีท่านหญิงมันจะมากไปแล้วนะกูอายุมากกว่ามึง มึงควรจะมีความเคารพยำเกรงในตัวกูบ้าง”“แล้วเอ็งเล่า ข้าป็นท่านหญิงเป็นนายของเอ็ง เอ็งยังไม่เคยมีความเคารพยำเกรงในตัวของข้าว่าร้ายข้าอยู่ตลอดทั้งที่ปากตัวเองรับปากข้าแล้วว่าจะไม่ทำ”“ปากดีนักนะมึง ขอตบปากดีๆ สักทีสองทีเถอะ” พูดจบฝ่ามือของมารดาทับทิมฟาดลงไปบนหน้ากลิ่นแก้วอย่างแรงจนหัน ยังไม่ทันทีกลิ่นแก้วจะหันกลับมาฝ่ามืออีกข้างฟาดลงไปบนหน้ากลิ่นแก้วจนเกิดเป็นรอยแดงทั้งสองข้าง กลิ่นแก้วหันกลับมามองมารดาทับทิมช้าๆ แต่เป็นสายตาที่เรากลับมาจุดราดกำลังจะมาพรากชีวิตของหญิงสูงวัยตรงหน้า“โกรธหรือเอาสิตบกูเลย”“กูไม่ตบให้เสียมือหรอก นางบัวให้คนเฆี่ยนมันสามสิบไม้ หลังเฆี่ยนเสร็จเอ็งอย่าลืมทำแผลให้มันโดยการเอาน้ำเกลือราด”มารดาของทับทิมได้ฟังแล้วถึงกับขาอ่อน เธอพยายามหนีแต่ไม่สำเร็จ บ่าวไพร่หลายคนก็สามารถรวบตัวเธอมามัดติดกับเสาพร้อมกับใช้ไม้หวายตีเธอครั้งแล้วครั้งเล่าทางทับทิมเห็นแม่ไปนานเธอจึงออกมาตามและเห็นท่านหญิงกำลังสั่งคนเฆี่ยนตีแม่ตัวเองจนเลือดออกไปทั้งแผ่นหลัง“ท่านหญิงท่านทำอะไรรังแกแม่ข้าด้วยเหตุใด”“ไปถามแม่เอ็งดูสิ” พูดจบแล้วกลิ่นแก้วเดินหนีขึ้นบ้าน ทับทิมเดินตามไป“อีกลิ่นแก้วกูสั่งให้มึงปล่อยแม่กู”“กูเป็นนายมีหน้าที่ลงโทษบ่าวหากบ่าวทำผิด จะเป็นแม่ใครกูก็ไม่สนทั้งนั้น”“แม่กูทำผิดจริงหรือไม่ใช่เพราะมึงอิจฉาริษยากูแล้วทำอะไรกูไม่ได้จึงมาลงที่แม่กูหรือ”“กูเกลียดมึงเกลียดเหมือนเช่นที่เกลียดกิ้งกือไส้เดือนและของอาจม หาได้เกลียดด้วยความอิจฉาริษยาไม่มึงไม่มีอะไรที่กูต้องอิจฉาชาติตระกูลก็ต่ำ สันดานก็ต่ำไม่ต่างกับแม่มึง กูต้องอิจฉามึงด้วยเหตุอันใด”“อีกลิ่นแก้วกูเริ่มทนไม่ไหวแล้วนะ”“แล้วมึงคิดว่ากูทนมึงไหวหรือ กลิ่นแก้วผลักทับทิมล้มลงพื้นแล้วจะเดินหนีไปสงบจิตสงบใจในห้อง หากแต่ทับทิมกระชากกลิ่นแก้วกลับมาก่อน ด้วยความไม่ตั้งตัวทำให้กลิ่นแก้วจะล้มเท้าเธอเหยียบเพียงแค่หมิ่นบันไดชั้นบนสุดของเรือน ทับทิมที่ทั้งโกรธทั้งเกลียดในตัวกลิ่นแก้วซ้ำยังคิดเสมอว่ากลิ่นแก้วคือเสี้ยนหนามความรักจึงไม่พลาดโอกาสนี้เธอยิ้มชัยชนะพร้อมกับเหวี่ยงร่างกลิ่นแก้วลงจากบันไดร่างของกลิ่นแก้วร่วงลงมาหยุดที่พื้นหน้าบันไดเธอรู้สึกเจ็บปวดไปทั้งตัวจนไม่สามารถขยับร่างได้ ตอนนี้เธอรู้สึกเจ็บปวดทรมานเหลือเกินโดยเฉพาะบริเวณท้องเธอเฝ้าภาวนาให้ลูกยังอยู่กับเธอ ดวงตาของเธอมองหญิงที่ยืนยิ้มกริ่มอยู่บนบันไดขั้นบนสุด
    เราพยายาม พยายามมากที่จะลงให้ได้ ในที่สุดสำเร็จ น้ำตาจะไหว