คุณหนูในห้องหอ

    บทที่64 :นางพยัคฆ์คืนรัง 64-2

    บุคคลในตำแหน่งที่ถูกเอ่ยถึงสีหน้าซีดเผือด ในขณะที่ทุกสายตาหันไปจับจ้องพวกเขาด้วยความเคลือบแคลงสงสัย พวกเขาหันมองหน้ากัน ไฉนเหตุการณ์ถึงได้กลับตาลปัตรเช่นนี้ไปได้ หมดกันจากเดิมที่วางแผนอย่างดี ว่าจะใช้แผนการปลุกระดมความแค้นของทหาร ล้างแค้นคนสกุลอู๋ให้สิ้นซาก ทว่าต่อมาพวกเขากลับกลายเป็นคนทรยศเสียเอง แม่ทัพกองหน้าโกรธหลานชายมาก ยกเท้าถีบตรงหน้าอกไปหนึ่งครั้ง จนเจ้าเมืองผงะ หมวกประจำตำแหน่งหลุดกระเด็นออกจากศรีษะ

    “หลานอกตัญญู เสียแรงที่ข้าอบอรมสั่งสอนเจ้าให้เจ้าเป็นคนมีคุณธรรม ค่ายพยัคฆ์ขาวทุ่มเทปกป้องอิงหยางจากคนชั่วจนได้รับการยอมรับจากชาวเมือง แต่เจ้ากลับทำเอาแต่สร้างความเสื่อมเสียมาให้ สมคบคิดโจรถ่อยยังไม่พอ ยังคิดข่มเหงสตรีที่ไม่ใช่ภรรยา อามู่ครั้งนี้ข้าจะไม่ปกป้องเจ้าอีกแล้ว ความผิดครั้งนี้เจ้าต้องชดใช้ด้วยตัวเอง ข้าขอสั่ง...”

    “ช้าก่อน”แม่ทัพกองหน้ากล่าวยังไม่ทันจบก็ถูกขัดจังหวะ ทุกคนมองไปเจ้าของเสียง อู๋ฮวนยิ้ม“ท่านแม่ทัพ ท่านลืมไปแล้วหรือว่า เวลานี้ทายาทตระกูลกัวกลับมาแล้ว นางคือผู้สืบทอดตำแหน่งหัวหน้าใหญ่ของที่นี่ นางคือผู้บัญชาการที่นี่ ดังนั้นผู้ที่มีอำนาจตัดสินความผิดได้มีเพียงนางเท่านั้น”

    “จริงด้วย เชิญคุณหนูตัดสิน”หัวหน้ากองงานหลายคนพยักหน้าอย่างเห็นด้วย ทำให้แม่ทัพกองหน้าเสียหน้า จนไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ใด

    จางหลินถงเหลือบมอบไปทางหัวหน้าผู้คุมกฎ พลางกล่าวน้ำเสียงราบเรียบ“หัวหน้าผู้คุมกฎ ในฐานะที่ท่านดำรงตำแหน่งนี้ ท่านต้องรู้เรื่องกฎทหารตระกูลกัวเป็นอย่างดีแน่ ข้าอยากรู้ว่าโทษฐานที่สมคบคิดกับพวกโจร ข่มเหงสตรี วางแผนสังหารทายาทของตระกูลกัวจะต้องได้รับโทษอย่างไร”

    “เรียนคุณหนู ลูกหลานค่ายพยัคฆ์ขาวสมคบคิดกับโจรนอกค่าย ข่มเหงสตรี วางแผนสังหารทายาทตระกูลกัว มีความผิดร้ายแรง ต้องถูกปลดออกจากทุกตำแหน่ง โบยจนตาย และโยนร่างให้เป็นอาหารเสือขอรับ”หัวหน้าผู้คุมกฎกัดฟันกล่าว ในดวงตาของชายสูงวัยแดงก่ำ จะไม่ให้โกรธได้อย่างไร เขามีความสัมพันธ์อันดีกับแม่ทัพกองหน้ามาช้านาน ทว่าถูกสตรีโอหังยืมมือใช้ทำลายคนพวกเดียวกัน แม่ทัพกองหน้าต้องไม่พอใจเขามากแน่

    จางหลินถงอมยิ้มสีหน้าพึงพอใจมาก แม้พวกเขาจะมีความผิดที่พยายามสังหารนาง แต่นางมาที่นี่เพื่อสืบทอดตำแหน่งที่ท่านยายและท่านตาทิ้งไว้เท่านั้น ไม่ได้มาเพื่อสังหารใคร โดยเฉพาะแม่ทัพอาวุโสเหล่านั้น เพราะนางยังต้องพึ่งพาพวกเขา แต่สำหรับหวางมู่นางไม่อภัยให้อย่างแน่นอน

    “ทหารค่ายพยัคฆ์ขาวฟังข้า ข้าขอปลดเจ้าเมืองหวางมู่ออกจากตำแหน่งทุกตำแหน่ง โบยจนตายและโยนซากศพให้เสือกินเป็นอาหาร! ส่วนแม่ทัพกองหน้า แม่ทัพกองหลัง หัวหน้ากองค้าขาย หัวหน้ากองผู้คุมกฎ โทษฐานที่ปลุกระดมทหารทำให้เกิดความวุ่นวาย สมคบคิดสังหารทายาทตระกูลกัวมีความผิดร้ายแรง แต่พวกเขาทำไปเพราะต้องการล้างแค้นแทนท่านแม่ทัพกัวเหวินเซิน และพี่น้องทหารค่ายพยัคฆ์ขาวให้ลดโทษลงครึ่งหนึ่ง ไม่ถูกปลดจากตำแหน่ง แต่ต้องรับโทษโบยตามกฎทหารหนึ่งร้อยครั้ง”

    “ข้าไม่ยอม เจ้ามีสิทธิ์อะไรมาสั่งข้าปลดข้า พวกเขาก็ร่วมมือกับข้า เหตุใดที่มีแต่ข้าที่ต้องตาย”หวางมู่ตาแดงก่ำจ้องมองจางหลินถงอย่างโกรธแค้น

    “นั่นเป็นเพราะเจ้ามีใจคิดชั่วโดยสันดาน หวางมู่เจ้าวางยาสลบข้า คิดใช้แผนสกปรกกับข้าเพื่อหวังขึ้นเป็นใหญ่แทนข้า เจ้ามีความทะเยอทะยานไม่ใช่เรื่องผิด แต่ผิดที่เจ้าคิดรังแกข้า ข้าเมตตาให้เจ้าตายครบสามสิบสอง ไม่ตัดส่วนนั้นของเจ้าก็ดีเท่าใดแล้ว คิดให้ข้าปรนนิบัติเจ้าบนเตียง รอชาติหน้าเถอะ ทหารนำตัวเขาไปลงโทษ”สิ้นเสียงจางหลินถงก็มีเสียงฮือฮาดังทั่วห้องประชุม ด้วยคาดไม่ถึงว่าหวางมู่จะทำเรื่องต่ำช้าไร้ศีลธรรมกับสตรีที่มีคู่หมั้นแล้วได้

    หวางมู่โกรธมาก ก่อนหน้านี้เขาไม่เข้าใจ แต่ตอนนี้เข้าใจแล้ว ที่นางจึงตัดสินให้เขาตายอย่างอนาถ ก็เพราะต้องการใช้การตายของเขาสั่งสอนคนอื่นในค่ายให้ยำเกรงนาง นางจะได้กลับขึ้นตำแหน่งผู้บัญชาการใหญ่ได้อย่างสง่างาม ตั้งแต่เจอนางจนกระทั่งตอนนี้ เขาถูกใช้เป็นหมากมาโดยตลอด หวางมู่ยิ้มเยือกเย็น เกลียดชังสตรีนางนี้นัก ที่ข้อเท้าซ้ายมีมีดสั้นอยู่หนึ่งเล่ม ตอนที่กลับมาถึงค่ายเขาถูกปล่อยตัวแล้ว จึงสามารถเคลื่อนไหวได้สะดวก เขาดึงมีดสั้นออกมาและลุกขึ้นก่อนจะพุ่งเข้าไปหาจางหลินถง

    “นางสารเลว ข้าจะฆ่าเจ้า!”

    “อาหลิน”อู๋ฮวนตาไวเห็นเงาสีเงินวาววับสะท้อนเข้าตา ชายหนุ่มลุกขึ้นแล้วดึงหญิงสาวลงไปหลบด้านหลัง นางจึงรอดพ้นจากปลายมีดสั้นอันแหลมคม ในชั่วขณะนั้นอู๋ฮวนก็สะดุ้งหนึ่งครั้ง ก่อนจะตั้งสติและถีบยอดอกหวางมู่ออกไป“ทหารอารักขาผู้บัญชาการค่ายพยัคฆ์ขาว”

    “พี่ฮวน”จางหลินถงเห็นที่ปลายมีดในมือของหวางมู่มีคราบเลือดติดอยู่ ก็รู้ทันทีว่าอู๋ฮวนบาดเจ็บเพราะช่วยนาง หญิงสาวประคองชายหนุ่ม“จวิ้นอ๋องบาดเจ็บ อารักขาจวิ้นอ๋อง องค์รัชทายาท อู๋อ๋อง อู๋สี่”

    “นายท่าน”เซินสี่พุ่งขึ้นไปช่วยจางหลินถงประคองอู๋ฮวน  ทหารหน่วยพยัคฆ์ขาวบางส่วน ที่จงรักภักดีต่อกัวเหวินเซินหันอาวุธไปทางหวางมู่ ขณะที่ผู้คุ้มกันกระจายตัวอารักขาองค์รัชทายาท อู๋อ๋อง อู๋สี่ ไห่เถิงลุกจากเก้าอี้เดินเข้าไปหาอู๋ฮวนด้วยอีกคน

    หวางมู่เห็นว่าอู๋ฮวนบาดเจ็บก็หัวเราะด้วยความสะใจ “จวิ้นอ๋องมีดของข้าก็เคลือบยาพิษเช่นกัน ถ้าข้าตาย ท่านก็ต้องตายด้วย คุณหนูเห็นทีว่าคุณหนูอาจจะต้องเป็นหญิงหม้ายเสียแล้ว ฮ่าๆ”

    “สารเลว!”ไห่เถิงสบถและรีบลงมือสะกดจุดสกัดพิษไว้ก่อน เขาได้ยินว่าอู๋ฮวนมักพกยาแก้พิษร้อยชนิดติดตัว จึงถือวิสาสะล้วงเข้าไปในอกเสื้อของอู๋ฮวนค้นหาขวดยา เมื่อเจอก็รีบเอาออกมาดึงฝากจุกออกและดมกลิ่น ก่อนจะเทใส่ฝ่ามือหนึ่งเม็ด ครั้นจะเอายาป้อนเข้าปากอู๋ฮวนกลับพบสายตาพิฆาตจ้องอยู่แล้ว “จวิ้นอ๋อง ท่านถูกพิษต้องรีบถอนพิษ”

    “พี่ฮวน รีบกินยาก่อนเถอะ”จางหลินถงบอกชายหนุ่มด้วยความเป็นห่วง อู๋ฮวนได้ยินจางหลินถงเรียกเขาด้วยถ้อยคำหวานหู จึงยอมเปิดปากกินแก้ยาพิษและกลืนลงท้อง ไม่ติดใจเอาความกับไห่เถิงอีก

    จางหลินถงเห็นอู๋ฮวนกินยาแล้วนางก็เบาใจ นางฝากให้ไห่เถิงและเซินสี่ดูแลเขา มือดึงกระบี่ของเซินสี่ออกจากฝัก และก้าวเข้าไปหาหวางมู่สีหน้าถมึงทึง

    “คุ้มกันนาง” สิ้นเสียงอู๋ฮวนทหารหลายคนขึ้นไปอารักขา แต่ถูกนางตะเพิดใส่เสียงดัง

    “ไม่ต้องมายุ่ง พวกเจ้าอยู่อารักขาจวิ้นอ๋องและพวกเขา เรื่องนี้ข้าจะจัดการเอง หากแค่เขาคนเดียวข้ายังเอาไม่อยู่ ข้าจะไม่ขอรับตำแหน่งนี้อีกเด็ดขาด”นางกล่าวอย่างเฉียบขาด ไหนๆวันนี้ก็เล่นละครมาทั้งวันแล้ว จะเล่นละครต่ออีกหน่อยจะเป็นไรไป

    “หวางมู่ในเมื่อเจ้าไม่ยอมตายดีๆ ก็อย่าโทษว่าข้าใจดำ ไป๋ไป๋จัดการ”นางออกคำสั่งกับไป๋ไป๋ เจ้าเสือขาวดุจหิมะตัวนั้นดวงตาพลันแดงก่ำ มันรอโอกาสมานานมาก มันร้องคำรามเสียงดัง แยกเขี้ยว และกระโดดเข้าหาหวางมู่

    หวางมู่เองก็ใช่จะไร้ความสามารถ เขาเค้นพลังภายในสีแดงออกมา เมื่อเห็นเสือขาวดวงตาสีโลหิตเข้ามาใกล้ เขาปล่อยพลังภายในสีแดงออกไปกระแทกเข้าที่กลางอกไป๋ไป๋ เสือขาวดุจหิมะกระเด็นกลับไปกระแทกใส่โต๊ะประชุม ทำให้ผู้คนผวาดลุกจากเก้าอี้ วิ่งหนีไปหลบด้านหลังทหาร แม้แต่แม่ทัพกองหน้า แม่ทัพกองหลัง หัวหน้ากองค้าขาย หัวหน้ากองผู้คุมกฎยังต้องหลบออกจากลานต่อสู้

    ไป๋ไป๋ตั้งหลักได้ สะบัดหน้าคราหนึ่งก่อนจะเดินมาหยุดข้างจางหลินถงเตรียมจู่โจมอีกครั้ง แต่จางหลินถงเห็นว่าอีกฝ่ายใช้ปราณโลหิตอัคคี นางกลัวไป๋ไป๋จะบาดเจ็บหนักถึงชีวิต จึงหันไปสั่งให้มันถอยไปคุ้มกันอู๋ฮวนที่ด้านหลัง

    “แม่สาวน้อย เตรียมตัวเป็นหม้ายเถอะ ฮ่าๆ”หวางมู่ลำพองใจ แม้เขาจะถูกพิษของนางก็จริง แต่ทันทีที่เขาใช้ปราณโลหิตอัคคีกำลังของเขาก็แข็งแกร่งขึ้นมาก“คิดจะขึ้นเป็นนายใหญ่ค่ายพยัคฆ์ขาว เจ้ายังมีคุณสมบัติไม่พอ เจ้าเด็กน้อย เจ้าไม่รู้หรือว่าเหตุใดแม่ทัพกัวถึงไม่ยอมขึ้นแทนตำแหน่งแม่ทัพใหญ่รั่วหวา เจ้าคงไม่รู้สินะว่าเหตุใดเขาจึงยังเป็นแค่แม่ทัพกองหลักเพื่อรักษาตำแหน่งไว้ และออกตามหาพวกเจ้า”

    เสียงกล่าวของหวางมู่ทำให้ผู้คนเงียบ หยุดส่งเสียง คนในค่ายพยัคฆ์ขาวหลายคนเริ่มมีท่าทีเปลี่ยนไป หวางมู่เห็นเช่นนั้นก็หัวเราะลั่น

    “รู้หรือไม่ว่าค่ายพยัคฆ์ขาวมีค่ายกลปกป้อง หากไม่ใช่เพราะเปิดค่ายกล มีหรือพวกเจ้าจะมองเห็นที่นี่และเข้ามาได้ ที่สำคัญค่ายกลนั้นต้องใช้ปราณโลหิตอัคคีในการเปิด-ปิด เดิมทีมีไข่มุกไฟหนึ่งเม็ดมันเก็บสะสมพลังปราณของแม่ทัพใหญ่รั่วหวาไว้ มันทำหน้าที่แทนแม่ทัพใหญ่รั่วหวา เพราะแม่ทัพใหญ่รู้ว่าแม่ทัพกัวไม่ใช่ลูกหลานเผ่าหั่วจู จึงไม่สามารถฝึกปราณโลหิตอัคคีได้ แต่ต่อมามารดาของเจ้าหนีออกจากค่ายและขโมยมันไป เพราะแม่ของเจ้าโง่เง่า อ่อนแอ ไร้ความสามารถ ที่นี่จึงถูกเปิดเผยจนเกือบถูกชนเผ่าหนันโจมตีหนึ่งครั้ง ถึงแม้ตาของเจ้านำกำลังปราบชนเผ่าหนันได้ แต่ไม่สามารถเปิดใช้ค่ายกลได้ เขาถึงต้องขอให้ข้าช่วย” หวางมู่ร่ายยาว

    “ดังนั้นเจ้าก็เลยคิดจะขึ้นเป็นใหญ่แทนตาของข้า ท่านตารู้ทันเจ้าถึงได้ไปรอรับข้าที่เตียวฮุย เพื่อจะมอบป้ายคำสั่งให้ข้าก่อนที่จะถูกเจ้าช่วงชิงไปสักวัน”จางหลินถงเริ่มเดาเหตุการณ์ต่อจากนั้นได้

     “เขารู้แต่เขาต้องพึ่งปราณโลหิตอัคคีของข้าจึงทำอะไรข้าไม่ได้ เด็กน้อย...ข้าจะบอกความลับของค่ายพยัคฆ์ขาวให้เจ้ารู้ ที่จริงแล้วค่ายพยัคฆ์ขาวไม่ใช่กองกำลังของตระกูลกัว แต่เป็นกองกำลังของเผ่าหั่วจู แม่ทัพใหญ่รั่วหวาพยายามปกป้องคนในเผ่าหั่วจู ด้วยการแต่งงานกับคนต้าอู๋ สร้างกองกำลังในนามตระกูลกัว ถึงแม้นางช่วยปฐมฮ่องเต้รวบรวมแผ่นดินก็จริง แต่เป็นแค่ละครฉากหนึ่งเพื่อปกปิดเบื้องหลังเท่านั้น ที่จริงแล้วทหารที่นี่กว่าครึ่งคือคนในชนเผ่าหั่วจู ที่รอดตายจากการโดนสกุลอู๋กวาดล้าง นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมทหารหน่วยพยัคฆ์ขาวจึงไม่จากไปที่อื่น แต่ยังคงอยู่ที่นี่ในฐานะทหารของตระกูลกัว เพราะบ้านของพวกเขาอยู่ที่นี่ ที่อิงหยาง”

    คำกล่าวของหวางมู่ทำให้องค์รัชทายาท อู๋อ๋อง และอีกหลายคนตกใจมีเสียงฮือฮาดังขึ้นอีกครั้ง ในขณะที่จางหลินถงและอู๋ฮวนสงบนิ่งไม่ได้มีท่าทีตื่นตระหนก

    “ที่จริงแล้วเราอยู่เพื่อหาทางล้างแค้นสกุลอู๋ ทวงคืนทุกสิ่งของเผ่าหั่วจูกลับคืน หลายปีมานี้ชาวเมืองอิงหยางจึงทวงคืนบ้านเดิมของพวกเขา ต่อต้านกฎหมายต้าอู๋ ปกครองตนเอง ข้าจะบอกให้เจ้ารู้ไว้ ทหารค่ายพยัคฆ์ขาวคนเป็นคนของเผ่าหั่วจู มิใช่ทหารของตระกูลกัวและมิใช่อยู่เพื่อช่วยคนสกุลอู๋ ดังนั้นป้ายคำสั่งนั้นที่แม่ทัพใหญ่มอบให้แม่ทัพกัวจึงเป็นของชั่วคราว ที่นางมอบอำนาจเพื่อรักษาหน้าให้เขาเท่านั้น ตาของเจ้าถูกแม่ทัพใหญ่รั่วหวาหลอกใช้มาครึ่งชีวิต เขารู้แต่เขาจะทำอะไรได้ เด็กน้อยข้าเท่านั้นที่มีคุณสมบัติที่จะขึ้นเป็นนายใหญ่ของที่นี่ หากเจ้ายอมเป็นภรรยาข้า ข้าอาจจะไว้ชีวิตเจ้า และเห็นแก่เจ้า ข้าจะทำให้จวิ้นอ๋องตายอย่างไม่ทรมาน”หวางมู่ยิ้มหยัน

    “ขอบคุณเจ้ามากที่อยู่ปกป้องค่ายพยัคฆ์ขาวไว้ให้ข้า แต่ตอนนี้ข้ากลับมาแล้ว ภาระหลังจากนี้ข้าจะรับช่วงต่อจากเจ้าเอง อ้อ...ข้าจะบอกความลับให้เจ้ารู้หนึ่งข้อ นับตั้งแต่ข้าเกิดมา ข้าก็มีปานอักษร‘หู่’ติดตัวมาแล้ว อีกอย่างเจ้าไม่ต้องกังวลเรื่องปราณโลหิตอัคคี เพราะมันก็ติดตัวข้ามาตั้งแต่กำเนิดเช่นกัน”กล่าวจบดวงตาจางหลินถงก็เปลี่ยนเป็นสีโลหิต ในขณะนั้นรอบกายของนางก็มีปราณสีแดงเข้มข้นโอบล้อมรอบตัว

    “ไม่จริง เป็นไปไม่ได้ เจ้าจะมีทั้งสองอย่างได้อย่างไร” หวางมู่ตกตะลึง“ตามตำนานในบันทึกโบราณ ผู้มีความพิเศษทั้งสองอย่างตั้งแต่เกิด มีเพียงปฐมประมุขของเผ่าหั่วจูเท่านั้น เจ้ามาอย่ามาเล่นกลใส่ข้า”

    จางหลินถงอมยิ้ม หันให้หวางมู่ได้เห็นปานที่หลังใบหูซ้าย ซึ่งกำลังเกิดความร้อนและมีแสงสีแดงพอดี หวางมู่ขาอ่อนตัวเซ ในขณะที่ทหารหน่วยพยัคฆ์ขาวหลายคน ที่เคยพยายามต่อต้านจางหลินถงเปลี่ยนใจมาเข้าเป็นฝ่ายเดียวกันกับนางอย่างไม่ลังเล

    “หวางมู่ไหนๆเจ้าก็จะตายแล้ว ข้าขอถามเจ้าสองคำถาม คำถามแรกเจ้ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการตายของมารดาข้าหรือไม่”

    “ฮ่าๆเจ้าฉลาดไม่เบา มารดาของเจ้าเกือบถูกข้าฆ่าตายแล้วหนหนึ่งตอนที่นางเพิ่งหนีออกจากค่าย ตอนนั้นนางหลบอยู่ในขบวนพ่อค้าจากต่างแคว้น แต่น่าเสียดายที่ตอนนั้นนางกับเด็กอีกคนหนีรอดไปได้ ข้าจึงคลาดกับนางหานางไม่เจออีก”หวางมู่กล่าวด้วยน้ำเสียงไม่สะทกสะท้าน

    ดวงตาไห่เถิงเปล่งประกายวาบขึ้น ตอนนั้นเขาและกัวซือซินกลัวแทบตาย ขณะเฝ้ามองบิดาและคนในคาราวานค้าขายซึ่งถูกฆ่าอย่างโหดเหี้ยม ที่แท้ผู้บงการก็อยู่ที่นี่เอง ไห่เถิงหรี่ตามองหวางมู่คนผู้นี้มีอายุไล่เลี่ยกับเขา ในตอนนั้นตอนที่เกิดเรื่องเขามีอายุสิบสามปี เช่นนั้นก็หมายความว่า หวางมู่ผู้นี้เป็นผู้มีจิตใจเหี้ยมโหดมาตั้งแต่เด็ก และมีผู้บงการอยู่เบื้องหลัง คนผู้นั้นจะเป็นใครไปไม่ได้หากไม่ใช่ญาติใกล้ชิด

    “ที่แท้ก็เป็นเจ้านี่เอง ที่ฆ่าบิดาข้าและคนของข้า”ไห่เถิงลุกขึ้นหยิบพัดออกมาถือ พลางก้าวมาหยุดข้างจางหลินถง

    “เจ้าเป็นใคร”หวางมู่ไม่รู้จักไห่เถิง เขาจำไม่ได้เพราะเป้าหมายของเขามีแค่กัวซือซินและไข่มุกเท่านั้น

    “ข้าก็คือเด็กที่หนีรอดพร้อมกับนางในตอนนั้น กัวซือซินคือสหายร่วมตายของข้า”ไห่เถิงกล่าวน้ำเสียงเยือกเย็น ใบหน้างดงามราวอิสตรีเคร่งขรึม“ในตอนนั้นข้าอายุสิบสาม อายุของเจ้าก็ไม่ห่างจากข้าเท่าใด หมายความว่ายังมีคนบงการเบื้องหลังเจ้าอยู่อีก”

    แม่ทัพกองหน้าถูกเปิดโปงเดินมาหยุดข้างหลานชาย“ไม่ผิดเป็นข้าที่วางแผนปูทางให้เขาแต่งบุตรสาวแม่ทัพกัว เพื่อรักษาสายเลือดเผ่าหั่วจูให้บริสุทธิ์ แต่นางไหวตัวทันหนีไปก่อน เพื่อไม่ให้นางแต่งกับคนนอกเผ่าจึงต้องส่งคนสังหารนาง”

    จางหลินถงได้ยินคำตอบหัวใจนางเต้นแรงมาก นางหลับตาข่มความแค้นไว้ในอกเพื่อรอเวลาสะสางครั้งเดียว“เช่นนั้นข้าขอถามอีกหนึ่งคำถาม แม่ทัพกองหน้า และอดีตเจ้าเมืองหวางมู่มีความเกี่ยวข้องกับอดีตธิดาเทพเผ่าหั่วจูหรือไม่”

    “ธิดาเทพจอมปลอมนั่นหรือ อย่าได้เอานางมาเปรียบเทียบกับข้า นางก็ทรยศเผ่าเช่นเดียวกับเจ้า นางไม่เพียงแต่งให้คนสกุลอู๋เหมือนเจ้า แต่ยังทรยศเผ่าพันธุ์เพียงเพื่อตำแหน่งฮองเฮา และส่งคนมากวาดล้างพวกเดียวกันเพื่อเอาใจคนสกุลอู๋ เจ้าก็คงเหมือนนาง เพราะเหตุนี้ข้าถึงไม่ยอมรับคนสกุลอู๋ และคิดสังหารเจ้าตั้งแต่รู้ว่าเจ้าหมั้นหมายกับคนสกุลอู๋”แม่ทัพกองหน้ากล่าวอย่างคับแค้นใจ“มีสิ่งหนึ่งที่ข้าสาบานได้ ข้าไม่เคยคิดทรยศแม่ทัพใหญ่ ทั้งยังให้ความเคารพแม่ทัพกัวในฐานะสามีของแม่ทัพใหญ่ แต่ที่ข้าทำไปทั้งหมดก็เพราะต้องการล้างแค้นและปกป้องคนที่เหลืออยู่เท่านั้น หากเจ้ายอมยกเลิกการแต่งงานกับคนสกุลอู๋ ข้าก็ยินดีติดตามรับใช้ตลอดชีวิต แต่หากยังดึงดัน ข้าจำเป็นต้องตั้งตัวเป็นศัตรูกับเจ้า”

    “หมายความว่าหากข้าไม่ยอมยกเลิก พวกท่านก็จะฆ่าข้าให้ได้” ไม่ว่าอย่างไรคนเหล่านี้ก็ไม่คิดให้ที่พักพิงแก่คนสกุลอู๋ แม้แต่อู๋ฮวนก็ไม่ได้รับโอกาส แต่นางเปิดเผยฐานะที่แท้จริงของอู๋ฮวนไม่ได้

    “ถูกต้อง”แม่ทัพกองหน้ากล่าวอย่างตรงไปตรงมา

    “ถึงข้ายอมยกเลิกพวกท่านก็ไม่ปล่อยพวกเขาอยู่ดี จวิ้นอ๋องเป็นมากกว่าคู่หมั้นของข้า ตลอดเวลาหนึ่งปีที่ผ่านมาเขาปกป้องคุ้มครองข้าให้พ้นจากอันตราย หากไม่มีเขา ข้าก็คงไม่ได้รู้ชาติกำเนิดของตนเอง หากไม่มีเขา ข้าก็คงไม่ได้พบท่านตา หากไม่มีเขา ข้าก็คงมาไม่ถึงที่นี่ ข้าเองก็เกลียดชังคนสกุลอู๋ไม่ด้อยไปกว่าพวกท่าน แต่ข้าแยกแยะได้ว่าเรื่องในอดีต พวกเขาไม่ได้มีส่วนรู้เห็น ดังนั้นเมื่อพวกเขาเดือดร้อน ข้าถึงพาเขามาที่นี่ ท่านแม่ทัพอาวุโส อดีตเจ้าเมืองหวางมู่ หรือใครก็ตามที่คิดสังหารผู้มีพระคุณของข้า ก็ต้องเป็นศัตรูกับข้า”คิดข่มขู่นางฝันไปเถอะ

    “ดี ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าก็ต้องผิดคำสัญญาที่ให้ไว้กับท่านแม่ทัพใหญ่และแม่ทัพกัวแล้ว! ทหารกองหน้าจงฟัง นางเป็นคนทรยศสมคบคิดกับสกุลอู๋ มีข้าต้องไม่มีนาง มีนางต้องไม่มีข้า ใครที่สามารถตัดหัวนางและคนสกุลอู๋ให้ข้าได้ ข้าจะให้พวกเจ้าเป็นแม่ทัพ!”

    เมื่อได้ยินเช่นนั้นทหารหลายคนที่มีความโลภก็วิ่งเข้าหาจางหลินถง ไห่เถิงคลี่พัดปราดเข้าไปจัดการกับทหารพวกนั้น ในขณะที่ด้านหลังคนของอู๋ฮวนก็พุ่งขึ้นมาช่วยนาง ยามนี้ทหารในค่ายพยัคฆ์ขาวแตกออกเป็นสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งสนับสนุนจางหลินถง อีกฝ่ายหนึ่งสนับสนุนแม่ทัพกองหน้าและหวางมู่ ขณะนั้นแม่ทัพกองหลัง หัวหน้ากองค้าขาย หัวหน้ากองผู้คุมกฎ ที่ร่วมมือกับแม่ทัพกองหน้ามาตั้งแต่แรกก็ตัดสินใจได้ว่าจะเข้าข้างใคร

    พวกเขาดึงอาวุธออกมา และพุ่งเข้าไปเล่นงานอู๋ฮวน เซินสี่คว้ากระบี่ของทหารที่อยู่ใกล้ตัวมาตั้งรับ อู๋ฮวนบาดเจ็บแต่เขายังพอมีแรงอยู่บ้าง เขาคว้ากระบี่คู่กายชักออกมา และพุ่งเข้าจัดการกับคนพวกนั้นอย่างไม่ปรานี แม้คนเหล่านั้นโชกโชนสนามรบ แต่อู๋ฮวนก็ไม่ได้ไร้ความสามารถ เขามีพลังภายในที่แข็งแกร่งจากสกุลจ้าว จึงสามารถเล่นงานแม่ทัพกองหลังจนบาดเจ็บสาหัสได้ภายในหนึ่งเค่อ

    ขณะที่เซินสี่และผู้คุ้มกันคนอื่นร่วมมือกันจัดการพวกที่เหลือ หัวหน้ากองค้าขาย หัวหน้ากองผู้คุมกฎ แม้จะอยู่ในค่ายทหารเป็นวรยุทธ์อยู่บ้าง แต่ไม่ได้เชี่ยวชาญด้านต่อสู้ และไม่เคยออกรบจึงพลาดพลั้งให้กับคนของอู๋ฮวน โดนเล่นงานจนสลบภายในหนึ่งเค่อเช่นกัน หลังจากคนของอู๋ฮวนจัดการพวกนั้นจนล้มกองอย่างสิ้นท่าได้แล้ว จึงพุ่งขึ้นไปช่วยจางหลินถงและไห่เถิงต่อ

    ไห่เถิงกำลังรับมือกับแม่ทัพกองหน้า ผู้มีประสบการณ์ในการต่อสู้สูงมาก ไห่เถิงอ่อนเรื่องวรยุทธ์จึงถูกตีถอยหลายครั้ง ต่อมาอู๋ฮวน และเซินสี่เข้าไปช่วยจึงได้เปรียบ สามรุมหนึ่งในที่สุดแม่ทัพกองหน้าก็พลาดท่า ไห่เถิงฉวยโอกาสกดปุ่มที่ด้ามพัด ปล่อยใบมีดที่ซ่อนภายในออกมา แล้วลงมือตัดเส้นเอ็น ตามข้อต่อบนร่างกายของแม่ทัพกองหน้าอย่างไม่ปรานี เพราะแค้นที่แม่ทัพกองหน้าเป็นหนึ่งในกลุ่มคนที่บงการฆ่าครอบครัวของเขา ก่อนจะลงมีดปาดที่ลำคอของแม่ทัพกองหน้า คมมีดที่ซ่อนในพัดได้ตัดเส้นเลือดจนขาด

    อ้าก ! แม่ทัพกองหน้าร้องครางล้มลงนอนกองบนพื้นเอามือกดที่บาดแผล ดวงตาเบิกกว้าง หวางมู่หันมาเห็นลุงของเขาถูกสังหารเขาโกรธแค้นมาก เค้นพลังในกายทั้งหมดที่มีออกมา และพุ่งเข้าจู่โจมอู๋ฮวนหวังเอาถึงตาย จางหลินถงพุ่งเข้าขวาง นางจึงถูกหนึ่งฝ่ามือของหวางมู่เข้าที่กลางอกจนกระอักโลหิตคำใหญ่ กระบี่หลุดจากมือ

    เคร้ง! เห็นจางหลินถงบาดเจ็บ หวางมู่หัวเราะด้วยความลำพองใจ “เด็กน้อย...ยอมเป็นภรรยาข้าเถอะ ข้าจะปรนบัติเจ้าอย่างดี ให้ดียิ่งกว่าที่จวิ้นอ๋องปรนนิบัติเจ้า ดีหรือไม่ ฮ่าๆ”

    “บัดซบ เก็บความคิดต่ำทรามของเจ้าเอาไปใช้กับภูตผีในนรกเถอะ” อู๋ฮวนสบถ เขาโกรธจัดจนหน้าแดงก่ำ

    จางหลินถงหลังจากกระอักเลือดไปแล้ว ที่กลางอกของนางเกิดขุมความร้อนหมุนวนรุนแรง หน้ามืดไปชั่วขณะ อู๋ฮวนยื่นแขนโอบนางไว้ในอ้อมแขนข้างหนึ่ง มืออีกข้างหนึ่งกวัดแกว่งกระบี่ โรมรันเข้าใส่หวางมู่ เขาเล็งไปที่ส่วนล่างของร่างกายหวางมู่ หวังตัดมันให้ขาดสองท่อน ให้หวางมู่ได้ลิ้มรสชาติของการถูกตอนก่อนตาย คนผู้นี้นอกจากจิตใจชั่วช้า ยังมีความคิดต่ำทรามอย่างรุนแรง

    ทางด้านไป๋ไป๋เห็นว่าเจ้านายของมันได้รับบาดเจ็บ มันก็กระโจนเข้ามาหาหวางมู่ ช่วยอู๋ฮวนโจมตีฝ่ายตรงข้ามอีกแรง จางหลินถงตั้งหลักได้ นางรู้สึกว่าร่างกายของนางเบาขึ้นมาก ลมปราณเดินคล่องราวกับได้เกิดใหม่ นางผละออกจากอ้อมแขนอู๋ฮวนพุ่งเข้าโจมตีหวางมู่ ด้วยกรงเล็บหมัดมวยของเผ่าหั่วจู

    เซินสี่และไห่เถิงได้ยินคำหยาบคายจากปากหวางมู่ก็ทนไม่ได้เช่นกัน พวกเขาพุ่งเข้าหาหวางมู่ อีกฝ่ายชะงักเขาถูกสี่คนและเสืออีกหนึ่งตัวรุมเล่นงานจึงรับมือไม่ถูก เปิดช่องโหว่ให้จางหลินถงพุ่งเข้าประชิดตัวจากด้านหลัง นางปล่อยปราณสีแดงผ่านฝ่ามือ เล่นงานเข้าที่จุดตายจุดบนกายฝ่ายตรงข้าม

    ที่ทับดอกไม้ หน้าอกและใต้ลิ้นปี่ถูกจางหลินถงโจมตีด้วยความไว หวางมู่เจ็บปวดจนหายใจลำบาก ขณะดวงตาพร่าเลือน ขาอ่อนจนทรุดลงนอนกองพื้น พลางกระอักโลหิตข้นเหนียวอย่างสิ้นท่า

    “เจ้า...” เขาชี้นิ้วใส่ศัตรูด้วยความโกรธแค้น

    “อาหลินคนผู้นี้ล่วงเกินเจ้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า จะให้อภัยมันไม่ได้เด็ดขาด”อู๋ฮวนเงื้อกระบี่หวังจะฟังลงที่กลางกายหวางมู่ แต่จางหลินถงยื่นมือไปคว้ามือเขาไว้

    “พี่ฮวนข้าคือผู้เสียหาย ให้ข้าลงมือเองเถอะ”

    อู๋ฮวนได้ยินน้ำเสียงหวานหูจึงพยักหน้าให้นาง จางหลินถงได้กระบี่มาแล้วก็หยุดมองหน้าหวางมู่ครู่หนึ่ง พลางเงื้อกระบี่ขึ้นและฟันฉับลงไปที่ตรงนั้น ตรงส่วนสำคัญของบุรุษ หวางมู่สะดุ้งเฮือก พูดไม่ออก ผงกหน้ามองที่หว่างขาเห็นโลหิตทะลัก เขารีบเอามือกุมไว้ “เจ้า เหตุใดเจ้าถึงโหดเหี้ยมนัก”

    “ก็เพราะเจ้ามีส่วนบงการสังหารมารดาข้า ตอนแรกข้าคิดจะให้เจ้าตายครบสามสิบสอง แต่ว่าเจ้าทำให้ข้าโมโหเอง ใต้เท้าหวางเกรงว่าลงนรกไป ก็ไม่มีอะไรให้ใช้กับภูตผีในนั้นแล้ว ทหารจับคนทรยศที่เข้าร่วมกับคนทรยศ คิดสังหารข้าทั้งหมดไปลงโทษโบยให้ขาหัก ไม่ต้องถึงตายแล้วโยนไปเสือกิน” ดวงตาจางหลินถงแข็งกร้าว คนเหล่านี้ต้องทำให้หวาดกลัวจนถึงที่สุดถึงจะสาแก่ใจ

    “ขอรับ” ทหารค่ายพยัคฆ์ขาวรับคำสั่งนายใหญ่คนใหม่แล้วจับกุมตัวคนทรยศไว้ได้จำนวนมาก ก่อนจะนำคนเหล่านั้นไปลงโทษ โบยจนขาหัก และโยนลงไปให้กลุ่มเสือหิวโหย ที่หวางมู่เคยเตรียมไว้ใช้กับกลุ่มของจางหลินถงก่อนหน้านี้กินเป็นอาหาร เสียงร้องโหยหวนดังระงมนานนับชั่วยาม ก่อนที่ทุกอย่างจะเงียบสงบ

    ไห่เถิงหายใจอย่างโล่งอก หลังจากคนที่บงการสังหารครอบครัวของเขาตายไป ความแค้นในใจของเขาก็คลายลงได้ในที่สุด

    “ท่านพ่อข้าแก้แค้นให้ท่านได้แล้ว”

     

    ****************************************************************************