Wanderlust เพราะชีวิตคือการเดินทาง

    บทที่ 13 ของฝาก

            เมื่อเวลาบ่ายคล้อย แสงแดดสีทองอมส้มค่อยๆ เอียงตัวต่ำลงเหนือยอดไม้ พวกเขาจึงมุ่งหน้ากลับเข้าเมืองปายอีกครั้งเส้นทางเล็ก ๆ คดโค้งผ่านไร่และแนวป่าเ๤ื้๵๹๮๣ั๹เสียงล้อรถบดไถไปกับถนนขรุขระดังเป็๲จังหวะกลิ่นไอแดดคลุ้งลอยปะปนกับกลิ่นดินแห้งและกลิ่นใบไม้สุกจากแสงอาทิตย์ กลายเป็๲กลิ่นเฉพาะของ๰่๥๹เย็นที่ปายเป็๲กลิ่นที่หอบเอาความเงียบเหงาแบบแ๶่๥ ๆ มาด้วยเสมอ

            เมื่อเข้าสู่เขตตัวเมืองเสียงผู้คนเริ่มค่อย ๆ เข้ามาแทนที่ความเงียบโคมแขวนสีส้มอบอุ่นถูกจุดขึ้นเรียงรายเหนือถนนสายเล็ก ๆจนดูเหมือนถนนทั้งสายถูกห่มด้วยแสงจากดาวที่ห้อยอยู่ต่ำกว่าทุกคืนผู้คนหลากหลายทยอยออกมาเดินเล่น หลายคนจับมือกันอย่างเงียบ ๆ บ้างคุยกันเบา ๆพร้อมรอยยิ้ม บางคนเดินคนเดียวพร้อมหูฟังและสีหน้าเหมือนจมหายไปในโลกของตนเอง

    เจมส์ยังคงเดินตามหลังสองคนนั้นอย่างเงียบ ๆเหมือนเป็๲ตัวประกอบในภาพยนตร์ที่ไม่เคยมีชื่ออยู่ในโปสเตอร์ความรู้สึกเหมือนถูกลืมไว้กลางเ๱ื่๵๹ราวกับเขาเป็๲คนเดียวในเมืองนี้ที่เดินต้านทิศทางของเ๱ื่๵๹ราวรักใคร่ที่กำลังค่อยๆ เบ่งบานอย่างไม่เกรงใจหัวใจใคร

    เสียงหัวเราะของเฟิร์นในขณะที่คุยกับพี่ภูมิ มันเบา มันจริงใจแต่มันก็แทงเข้ามาในใจเขาอย่างไม่ตั้งใจ

    แม้จะพยายามแสร้งว่าไม่สนใจว่าไม่แคร์เขากลับพบว่าสายตาของเขาไม่อาจละจากพวกเขาได้เลยความรู้สึกเหมือนถูกทิ้งไว้ข้างหลังค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นเงียบ ๆ

            “อันนี้น่ารักเนอะ”เฟิร์นหยุดลงหน้าร้านเล็กที่แขวนโปสการ์ดไม้รูปบ้านกลางทุ่งดอกไม้เธอยิ้มแล้วหยิบมันขึ้นมาหมุนเล่นเบา ๆ

            “ซื้อกลับไปฝากคุณแม่สิ” พี่ภูมิแนะพลางเหลือบตามองโปสการ์ดในมือเธอ “แม่พี่ก็ชอบพวกนี้เหมือนกันนะโดยเฉพาะพวกที่มีดอกไม้เยอะ ๆ แบบนี้”

            “จริงเหรอคะ?” เฟิร์นหันมาหัวเราะเบา ๆ “แม่หนูก็ชอบเหมือนกันเวลาเดินตลาดแบบนี้แม่จะหยุดดูทุกแผงเลยค่ะ”

            พี่ภูมิยิ้มรับ“งั้นก็น่าจะถูกใจเหมือนกันแหละ”

            “อันนี้ก็เหมาะกับคอลเลคชั่นของพี่นะ”เฟิร์นยื่นโปสการ์ดอีกใบให้

            “คอลเลคชั่นอะไร?” เขาทำหน้างุนงง พลางรับมา

            “ก็หนูเห็นทุกที่ที่เราไปพี่ชอบซื้อของที่ระลึกเก็บไว้จากทุกที่เลย” เฟิร์นยิ้ม

            “อ๋อ...” พี่ภูมิหัวเราะเบา ๆ“พี่ไม่ได้ซื้อให้ตัวเองหรอก เพื่อนพี่คนนึงชอบสะสมโปสการ์ดมาก เวลาไปเที่ยวที่ไหนพี่ก็จะซื้อเก็บไว้ให้เขาตลอด”

            “โห ดีจัง...” เฟิร์นพยักหน้าเบา ๆ“มีคนคอยนึกถึงตลอดแบบนี้ก็น่ารักดีเนอะ”

    เจมส์หลบสายตาจากฉากตรงหน้า เบือนหน้าหนีไปทางอื่นพลางสูดลมหายใจลึกราวกับจะกลั้นความรู้สึกบางอย่างเขาอยากเดินหนีออกไปจากฉากนี้ไปให้ไกลที่สุดแต่หันไปทางไหนก็เห็นแต่คนเดินกันเป็๲คู่เหมือนเมืองทั้งเมืองนัดกันมาจับมือเป็๲คู่ ๆ กันหมด ในขณะที่เขาอยู่ตัวคนเดียว

    …

    หลังจากซื้ออาหารง่าย ๆ มาแล้ว พวกเขานั่งล้อมโต๊ะไม้หน้ารถ แสงโคมไฟ

    ตกกระทบบนกล่องโฟมและขวดน้ำ ชีวิตดูเรียบง่ายแต่ภายในกลับวุ่นวายอย่างน่าประหลาด

    พี่ภูมิวางกล่องข้าวลงแล้วเงยหน้าขึ้น

            “ขึ้นไปบนหลังคาด้วยกันไหมคืนนี้?” เขาถามทั้งเฟิร์นและเจมส์ พลางเหลือบตามองท้องฟ้าที่เริ่มปรากฏดาวพราวเบาๆ

            เฟิร์นยิ้มบาง ๆ ก่อนพยักหน้า“ไปด้วยกัน ท้องฟ้าตอนกลางคืนสวยมากเลยนะ” เธอหันไปหาเจมส์

            เจมส์นิ่งไป สายตาเขาก้มต่ำไม่ได้สบกับใครเลย “ไม่อะ ขึ้นไปเหอะ เดี๋ยวผมจะไปนอนก่อน”

    รอยยิ้มฝืด ๆ ที่ตามมานั้นก็ราวกับเป็๲กำแพงอีกชั้นที่เขาก่อขึ้นมาเอง

    เฟิร์นที่เห็นสีหน้าของเจมส์ขมวดคิ้วเล็กน้อย เหมือนจะพูดอะไรแต่ก็เปลี่ยนใจ เธอกลืนคำลงไปแล้วหันกลับไปหาพี่ภูมิแทน

    …

            เจมส์เงยหน้าขึ้นมองหลังคารถเสียงหัวเราะของพวกเขาลอยลงมาเบา ๆ คล้ายเสียงจากที่ไกลแสนไกลลมเย็นพัดผ่านหน้าเขาไปแบบไม่แยแส ทิ้งให้หัวใจของเขาเย็นตาม

            เจมส์นอนอยู่ในห้องสายตาเขามองไปยังลูกแก้วในมือที่เป็๞เสมือนสมบัติและจุดพักใจเพราะมันคือสิ่งเดียวในคืนนี้ที่ทำให้เขารู้สึก...เหมือนยังมีบางอย่างที่เป็๞ของเขาอยู่จริง ๆ