เมื่อเวลาบ่ายคล้อย แสงแดดสีทองอมส้มค่อยๆ เอียงตัวต่ำลงเหนือยอดไม้ พวกเขาจึงมุ่งหน้ากลับเข้าเมืองปายอีกครั้งเส้นทางเล็ก ๆ คดโค้งผ่านไร่และแนวป่าเื้ัเสียงล้อรถบดไถไปกับถนนขรุขระดังเป็จังหวะกลิ่นไอแดดคลุ้งลอยปะปนกับกลิ่นดินแห้งและกลิ่นใบไม้สุกจากแสงอาทิตย์ กลายเป็กลิ่นเฉพาะของ่เย็นที่ปายเป็กลิ่นที่หอบเอาความเงียบเหงาแบบแ่ ๆ มาด้วยเสมอ
เมื่อเข้าสู่เขตตัวเมืองเสียงผู้คนเริ่มค่อย ๆ เข้ามาแทนที่ความเงียบโคมแขวนสีส้มอบอุ่นถูกจุดขึ้นเรียงรายเหนือถนนสายเล็ก ๆจนดูเหมือนถนนทั้งสายถูกห่มด้วยแสงจากดาวที่ห้อยอยู่ต่ำกว่าทุกคืนผู้คนหลากหลายทยอยออกมาเดินเล่น หลายคนจับมือกันอย่างเงียบ ๆ บ้างคุยกันเบา ๆพร้อมรอยยิ้ม บางคนเดินคนเดียวพร้อมหูฟังและสีหน้าเหมือนจมหายไปในโลกของตนเอง
เจมส์ยังคงเดินตามหลังสองคนนั้นอย่างเงียบ ๆเหมือนเป็ตัวประกอบในภาพยนตร์ที่ไม่เคยมีชื่ออยู่ในโปสเตอร์ความรู้สึกเหมือนถูกลืมไว้กลางเื่ราวกับเขาเป็คนเดียวในเมืองนี้ที่เดินต้านทิศทางของเื่ราวรักใคร่ที่กำลังค่อยๆ เบ่งบานอย่างไม่เกรงใจหัวใจใคร
เสียงหัวเราะของเฟิร์นในขณะที่คุยกับพี่ภูมิ มันเบา มันจริงใจแต่มันก็แทงเข้ามาในใจเขาอย่างไม่ตั้งใจ
แม้จะพยายามแสร้งว่าไม่สนใจว่าไม่แคร์เขากลับพบว่าสายตาของเขาไม่อาจละจากพวกเขาได้เลยความรู้สึกเหมือนถูกทิ้งไว้ข้างหลังค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นเงียบ ๆ
“อันนี้น่ารักเนอะ”เฟิร์นหยุดลงหน้าร้านเล็กที่แขวนโปสการ์ดไม้รูปบ้านกลางทุ่งดอกไม้เธอยิ้มแล้วหยิบมันขึ้นมาหมุนเล่นเบา ๆ
“ซื้อกลับไปฝากคุณแม่สิ” พี่ภูมิแนะพลางเหลือบตามองโปสการ์ดในมือเธอ “แม่พี่ก็ชอบพวกนี้เหมือนกันนะโดยเฉพาะพวกที่มีดอกไม้เยอะ ๆ แบบนี้”
“จริงเหรอคะ?” เฟิร์นหันมาหัวเราะเบา ๆ “แม่หนูก็ชอบเหมือนกันเวลาเดินตลาดแบบนี้แม่จะหยุดดูทุกแผงเลยค่ะ”
พี่ภูมิยิ้มรับ“งั้นก็น่าจะถูกใจเหมือนกันแหละ”
“อันนี้ก็เหมาะกับคอลเลคชั่นของพี่นะ”เฟิร์นยื่นโปสการ์ดอีกใบให้
“คอลเลคชั่นอะไร?” เขาทำหน้างุนงง พลางรับมา
“ก็หนูเห็นทุกที่ที่เราไปพี่ชอบซื้อของที่ระลึกเก็บไว้จากทุกที่เลย” เฟิร์นยิ้ม
“อ๋อ...” พี่ภูมิหัวเราะเบา ๆ“พี่ไม่ได้ซื้อให้ตัวเองหรอก เพื่อนพี่คนนึงชอบสะสมโปสการ์ดมาก เวลาไปเที่ยวที่ไหนพี่ก็จะซื้อเก็บไว้ให้เขาตลอด”
“โห ดีจัง...” เฟิร์นพยักหน้าเบา ๆ“มีคนคอยนึกถึงตลอดแบบนี้ก็น่ารักดีเนอะ”
เจมส์หลบสายตาจากฉากตรงหน้า เบือนหน้าหนีไปทางอื่นพลางสูดลมหายใจลึกราวกับจะกลั้นความรู้สึกบางอย่างเขาอยากเดินหนีออกไปจากฉากนี้ไปให้ไกลที่สุดแต่หันไปทางไหนก็เห็นแต่คนเดินกันเป็คู่เหมือนเมืองทั้งเมืองนัดกันมาจับมือเป็คู่ ๆ กันหมด ในขณะที่เขาอยู่ตัวคนเดียว
…
หลังจากซื้ออาหารง่าย ๆ มาแล้ว พวกเขานั่งล้อมโต๊ะไม้หน้ารถ แสงโคมไฟ
ตกกระทบบนกล่องโฟมและขวดน้ำ ชีวิตดูเรียบง่ายแต่ภายในกลับวุ่นวายอย่างน่าประหลาด
พี่ภูมิวางกล่องข้าวลงแล้วเงยหน้าขึ้น
“ขึ้นไปบนหลังคาด้วยกันไหมคืนนี้?” เขาถามทั้งเฟิร์นและเจมส์ พลางเหลือบตามองท้องฟ้าที่เริ่มปรากฏดาวพราวเบาๆ
เฟิร์นยิ้มบาง ๆ ก่อนพยักหน้า“ไปด้วยกัน ท้องฟ้าตอนกลางคืนสวยมากเลยนะ” เธอหันไปหาเจมส์
เจมส์นิ่งไป สายตาเขาก้มต่ำไม่ได้สบกับใครเลย “ไม่อะ ขึ้นไปเหอะ เดี๋ยวผมจะไปนอนก่อน”
รอยยิ้มฝืด ๆ ที่ตามมานั้นก็ราวกับเป็กำแพงอีกชั้นที่เขาก่อขึ้นมาเอง
เฟิร์นที่เห็นสีหน้าของเจมส์ขมวดคิ้วเล็กน้อย เหมือนจะพูดอะไรแต่ก็เปลี่ยนใจ เธอกลืนคำลงไปแล้วหันกลับไปหาพี่ภูมิแทน
…
เจมส์เงยหน้าขึ้นมองหลังคารถเสียงหัวเราะของพวกเขาลอยลงมาเบา ๆ คล้ายเสียงจากที่ไกลแสนไกลลมเย็นพัดผ่านหน้าเขาไปแบบไม่แยแส ทิ้งให้หัวใจของเขาเย็นตาม
เจมส์นอนอยู่ในห้องสายตาเขามองไปยังลูกแก้วในมือที่เป็เสมือนสมบัติและจุดพักใจเพราะมันคือสิ่งเดียวในคืนนี้ที่ทำให้เขารู้สึก...เหมือนยังมีบางอย่างที่เป็ของเขาอยู่จริง ๆ