รักแท้หรือจะแพ้ซัคคิวบัส

    Act1 Ch1 2 เพื่อนและแขกที่ไม่คาดคิ

    เสียงหนึ่งดังแทรกเข้ามาจากด้านซ้ายพอดีกับที่ทั้งคู่กำลังจะเลี้ยวลงบันไดไปทางโรงอาหาร ผู้หญิงผมสั้นประบ่าสีเข้มเดินเข้ามาหยุดตรงหน้าอย่างไม่รีบร้อน ดวงตามีแววแบบคนที่เพิ่งดูละครจบฉากสำคัญแล้วไม่มีทางปล่อยให้ตัวละครหลักเดินหนีไปง่ายๆ
    “เมื่อกี้ผู้หญิงมองซันเพราะหล่อและฉลาด ผู้ชายมองอาเรียเพราะสวยและเก่ง” มิวขยับแก้วในมือขึ้นเหมือนใช้นับหัวข้อ “แล้วคนทั้งหมดก็มองพวกแกพร้อมกันเพราะโลกไม่แฟร์กับมนุษย์ธรรมดามาตั้งแต่แรก”
    “เปิดปากมาก็หาเรื่องเลยนะ”
    อาเรียยกคิ้ว
    “นี่คือการรายงานสถานการณ์” มิวสวนกลับหน้าตาเฉย “ฉันคอยฟังอยู่ใกล้ๆ ตั้งแต่แรก จนถึงประโยค ‘ผมจะไปกินข้าวกับแฟน’ เพราะฉะนั้นถ้าจะเถียง ช่วยเถียงด้วยข้อมูลที่แน่นกว่านี้หน่อย”
    ซันปรายตามองอาเรียแวบหนึ่งเหมือนจะถามเงียบๆ ว่านี่เพื่อนเธอจริงๆ ใช่ไหม อาเรียอ่านออกเลยยักไหล่
    “ทำหน้าแบบนั้นใส่ฉันก็ไม่ช่วยหรอก”
    “เห็นไหม แค่นี้ยังหวานจนคนข้างๆ ปวดฟันแล้ว พวกแกยังจะทำเหมือนไม่มีอะไรอีก”
    มิวถอนหายใจ
    “เราไม่ได้หวาน”
    ซันตอบทันที
    “ใช่ เราแค่คุยกันปกติ”
    อาเรียรับต่อเร็วพอๆ กัน
    มิวมองหน้าพวกเขาสลับกัน ก่อนหัวเราะเสียงเดียวสั้นๆ
    “นี่แหละที่ฉันชอบที่สุด พวกแกสองคนจะจริงจังกับเรื่องอื่นแทบทุกอย่าง แต่พอเป็นเรื่องตัวเองทีไร กลับพร้อมใจกันแกล้งโง่” เธอหันปลายถาดไปทางซัน “นายตอนอยู่ในคลาสพูดเรื่องรหัสแสงเหมือนหายใจทิ้ง แต่พอประกาศว่าจะไปกินข้าวกับแฟน ดันทำเป็นเหมือนพูดประโยคธรรมดา”
    “มันก็เป็นประโยคธรรมดา”
    ซันตอบเรียบๆ
    “ไม่ธรรมดาเลยสักนิด อย่างน้อยก็ไม่ธรรมดาสำหรับคนที่เพิ่งทำให้ทั้งห้องรู้สึกโง่ลงเล็กน้อย แล้วห้านาทีต่อมาก็ทำให้คนที่เข้ามาถามเลิกหวังแบบสุภาพที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้”
    อาเรียหลุดหัวเราะเบาๆ
    “ฟังดูโหดกว่าความจริงไปหน่อย”
    “ไม่หรอก ฉันยังพูดซอฟต์แล้วด้วยซ้ำ” มิวย้ายถาดมาถืออีกข้าง “แล้วสรุปเธอมาหาเรื่องหรือมาหาข้าวกิน”
    “มาทั้งสองอย่าง” มิวตอบอย่างภูมิใจในความซื่อสัตย์ของตัวเอง “แต่หลักๆ มาขอให้พวกแกช่วยเหลือสังคมด้วยการเบาลงกันหน่อย ซัน นายเป็นคนประเภทที่ยิ่งตอบสั้น คนยิ่งประทับใจ ส่วนอาเรีย เธอยืนเฉยๆ ก็ทำให้คนอื่นรู้สึกว่าควรสำรวจตัวเองก่อนเข้ามาเกินระยะ พอพวกแกเดินคู่กัน มันเลยไม่มีทางธรรมดาได้”
    “เธอสังเกตละเอียดเกินไปแล้ว”
    อาเรียมองเพื่อนด้วยแววตาครึ่งหมั่นไส้ ครึ่งยอมรับว่าโดนจับผิดตรงเกินไป
    “แน่นอนสิ ฉันเป็นเพื่อนเธอ ไม่ใช่คนผ่านทาง” มิวชี้ที่ซันก่อน “ของนายนี่เย็นและกด คนอื่นเลยอยากมองแต่ไม่กล้าเข้ามาง่ายๆ” แล้วเลื่อนนิ้วมาที่อาเรีย “ส่วนของอาเรียมันตรงกว่าแรงกว่า คนมองแล้วรู้เลยว่าถ้าเข้าผิดจังหวะมีสิทธิ์โดนเฉือน”
    “ฟังเหมือนเธอกำลังชม”
    อาเรียว่า
    “ฉันกำลังบ่นอยู่ แต่ปัญหาคือสิ่งที่ฉันบ่นดันเป็นข้อดีของพวกแกทั้งหมด”
    ทั้งสามคนเริ่มเดินไปทางบันไดพร้อมกัน พอมิวเข้ามาแทรกกลางระหว่างเขากับอาเรีย จังหวะของบรรยากาศก็เปลี่ยนไป จากความค้างบางอย่างหลังประโยคเมื่อครู่ กลายเป็นความวุ่นวายแบบมหา’ลัยที่มีคนสามคนเดินไปกินข้าวด้วยกันจริงๆ ถึงอย่างนั้น ซันก็ยังรู้สึกได้ว่าทั้งข่าวเช้า เรื่องในคลาส และสายตาของคนรอบข้าง ไม่ได้หายไปไหน พวกเขาแค่ถอยออกไปหนึ่งก้าว
    โรงอาหารช่วงเที่ยงแน่นกว่าที่ซันหวังไว้ แต่ยังพอมีที่นั่ง มิวเล็งโต๊ะว่างได้ก่อนแล้วเดินนำไปอย่างรวดเร็ว
    “ฉันขอสิทธิ์นั่งฝั่งนี้” เธอประกาศพลางวางถาดลง “เพื่อกันไม่ให้พวกแกหันไปคุยกันเองจนลืมว่ามีมนุษย์คนที่สามอยู่ด้วย”
    “เธอชอบพูดเหมือนเราจะทำอะไรเกินเหตุทั้งที่ยังไม่ได้เริ่ม”
    อาเรียนั่งลงก่อนเป็นคนแรก
    “นั่นเพราะฉันรู้จักเธอดี แล้วฉันก็เริ่มไม่อยากรู้จักซันขึ้นเรื่อยๆ ด้วย”
    “ฟังดูไม่น่าใช่คำชมเลยนะครับ”
    ซันดึงเก้าอี้ออกนั่งอย่างไม่รีบร้อน
    “ก็ไม่ใช่ แต่ปัญหาคือฉันเริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมคนอื่นถึงชอบมองนาย” มิวมองหน้าพวกเขาสลับกัน ก่อนถอนหายใจออกมาเหมือนคนที่ทนเก็บประโยคนี้มานานเกินควร “ฉันขอสรุปนะ พวกแกชอบทำท่าเหมือนไม่ได้หลงกันขนาดนั้น แต่พออีกฝ่ายหยอดอะไรนิดหน่อย หน้าก็ออกกันหมดแล้ว”
    “ฉันไม่ได้หลงซันขนาดนั้นสักหน่อย”
    อาเรียเลิกคิ้ว
    “ไม่เชื่อ โม้ ลืมไปแล้วหรือไงว่าฉันเป็นหนึ่งในพยานตอนพวกเธอสารภาพรักกัน แล้วตั้งแต่นั้นเธอก็ทำตัวเหมือนคนที่ชอบบ่นแฟนทุกเรื่อง แต่บ่นไปยิ้มไปตลอด”
    “ฉันพูดตามความจริงต่างหาก” อาเรียขมวดคิ้ว “พอคบกันแล้วก็เลยรู้ว่าซันมีข้อเสียเต็มไปหมด อย่างเมื่อเช้า เขาทอดไข่ให้ฉันแท้ๆ แต่ยังจัดจานซะเป็นระเบียบเหมือนกำลังเตรียมโต๊ะรับแขกสำคัญจากอีกประเทศ ไข่ต้องวางมุมนี้ ขนมปังต้องอยู่ระยะนี้ ผลไม้ต้องไม่ล้ำเส้นกันสักชิ้น แถมยังอร่อยอีก จนคนกินรู้สึกอึดอัดว่าจะทำเศษขนมปังหล่นไม่ได้”
    มิวเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนหันไปมองซันด้วยสีหน้าหมดคำจะด่า
    ซันยกแก้วน้ำขึ้นจิบช้าๆ เหมือนยอมให้ข้อกล่าวหานั้นผ่านไป แล้วค่อยวางลง
    “เธอเองก็ไม่ได้ดีไปกว่ากันหรอก เป็นคนประเภทที่ต่อให้นั่งกินข้าวเฉยๆ ก็ยังทำเหมือนกำลังบุกยึดพื้นที่ แล้วพอหงุดหงิดขึ้นมา ก็ไม่เริ่มจากการพูดดีๆ แต่ใช้สายตากดดันให้คนอื่นเดาเอาเองว่าควรสำนึกผิดเรื่องอะไร ที่หนักกว่านั้นคือชอบใช้กำลังกับผมเกินเหตุ กดผมไว้บนเตียงทั้งที่ผมก็แค่มาปลุก”
    มิวค่อยๆ วางช้อนลง แล้วเอามือกุมขมับจริงๆ
    “พวกแกนี่สุดยอดมากนะ แล้วทั้งคู่ยังกล้าทำหน้าจริงจังเหมือนนี่เป็นการวิจารณ์อย่างสุจริตอีก”
    อาเรียหลุดหัวเราะ ก่อนหันกลับไปหาซันด้วยแววตาทั้งท้าทายทั้งพอใจ
    “นายนั่นแหละผิด ใครใช้ให้ทำตัวเหมือนเหยื่อที่น่าแกล้งขนาดนั้น”
    มิวชี้ช้อนสลับไประหว่างทั้งคู่
    “นี่แหละที่ฉันหมายถึง พวกแกบ่นกันทีไรเหมือนกำลังออกข้อร้องเรียนทางแพ่ง แต่ฟังดีๆ แล้วทุกประโยคคือจีบกันอ้อมๆ ชัดๆ”
    “ไม่ใช่คำชม”
    ซันกับอาเรียพูดพร้อมกัน
    “งั้นฉันถามใหม่” มิวโน้มตัวมาข้างหน้า “ถ้าพวกแกหมั่นไส้กันขนาดนี้ จะคบกันไปทำไม แล้วจะมีสีหน้าพอใจทุกครั้งที่อีกฝ่ายสวนกลับได้ทำไม”
    ทั้งโต๊ะเงียบลงครู่หนึ่ง
    “มันก็แน่อยู่แล้ว”
    ทั้งสองพูดขึ้นพร้อมกัน
    “ก็มันสร้างความลำบากให้ไอ้หมอนี่”“ก็มันสร้างความลำบากให้กับยัยนี่”
    มิวหมดคำจะพูดจริงๆ แล้ว
    ซันวางช้อนลงอย่างไม่รีบร้อน แล้วพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่เรียบเกินไปจนยิ่งฟังชัด
    “เธอตรงไปตรงมา ดื้อแบบไม่ผ่อน และเก่งพอจะทำให้ผมต้องเอาจริงทุกครั้ง เพราะงั้นต่อให้ผมทำให้เธอลำบากบ่อยแค่ไหนก็ไม่เป็นไร ผมเลยเลือกคบกับเธอ”
    มิวมองทั้งคู่ค้างอยู่สองวินาที ก่อนพิงพนักแล้วเงยหน้าขึ้นเหมือนขอความช่วยเหลือจากเพดานโรงอาหาร
    “โอเค ฉันผิดเองที่ถาม แล้วมันมาจบตรงนี้ได้ยังไงเนี่ย”
    “เขาพูดเกินไปนิดหนึ่ง”
    อาเรียเม้มปากเหมือนอยากขำแต่ยังอยากรักษาฟอร์ม
    “เธอก็เหมือนกัน เมื่อกี้เธอบ่นผมยาวขนาดนั้น แต่ครึ่งหนึ่งคือชมล้วนๆ”
    ซันสวนกลับ
    “ไม่ใช่ครึ่งหนึ่งหรอก เกินครึ่งตั้งนานแล้ว” มิวเริ่มไม่ไหว “คนหนึ่งจำได้หมดว่าแฟนตัวเองจัดอาหารเช้ายังไง อีกคนรู้ละเอียดเกินเหตุว่าแฟนตัวเองใช้สายตาแบบไหนเวลาจะหาเรื่องเอาชนะ”
    “เธอนี่น่ารำคาญจริง”
    อาเรียหลุดหัวเราะ
    “ฉันรู้ แต่ฉันน่ารำคาญในแบบที่ช่วยให้พวกแกฟังดูเหมือนคนปกติขึ้นนิดหน่อย”
    “เธอไม่ได้ทำให้เราปกติขึ้น เธอแค่เสียงดังกว่า”
    ซันส่ายหน้าช้าๆ ก่อนหยิบช้อนขึ้นมาใหม่
    “ขอบคุณที่ยอมรับพรสวรรค์ของฉัน”
    อาเรียใช้ปลายช้อนแตะขอบจานตัวเองเบาๆ
    “เอาเข้าจริง ฉันว่ามิวพูดถูกอยู่ครึ่งหนึ่งนะ เรื่องที่นายยิ่งตอบสั้นแต่ได้ใจความ คนยิ่งชอบ วันนี้ในคลาสนายก็เป็นแบบนั้น ตอนอธิบายให้พวกนั้นฟังก็เป็นแบบนั้น นายพูดน้อย แต่ทุกคนกลับฟังมากขึ้น”
    “นั่นไม่ใช่ความผิดของผมซักหน่อย”
    ซันถอนหายใจเบาๆ
    ไม่ได้สู้หรือหาเรื่องแท้ๆ แต่ทำไมรู้สึกเหมือนตัวเองแพ้เลยแฮะ... มิวได้แต่นึกในใจ
    คาบบ่ายของวิชาเลือกภาคปฏิบัติย้ายมาที่ลานฝึกของคณะ พื้นที่เปิดโล่ง ปูวัสดุกันแรงกระแทกสีเทาเข้ม มีวงเวทป้องกันจางๆ เรืองอยู่ตามขอบสนามเหมือนเส้นบางๆ ที่คอยเตือนว่าในนี้อนุญาตให้เกิดอะไรได้มากกว่าข้างนอก
    ซันไม่ได้ลงวิชานี้ เขาแค่หาที่นั่งริมสนามตรงม้านั่งยาวด้านที่แดดส่องไม่ถึง ตั้งใจจะรออาเรียจนหมดคาบ — จนกระทั่งอาจารย์ประจำวิชาเดินมาหยุดกลางลาน
    “พวกเธอคงเห็นข่าวกันมาบ้างแล้วว่าช่วงนี้มีนักศึกษาพลังเวทปั่นป่วนหลายที่ จะเป็นโรค จะเป็นปีศาจอาละวาด หรืออะไรก็ยังไม่มีใครฟันธง” เขากวาดตามองทั้งคลาส “แต่นั่นแหละคือเหตุผลที่วิชานี้ยังจำเป็น ความรู้ช่วยให้เธอเข้าใจโลก แต่เวลาโลกมันเอาคืนแบบไม่ทันตั้งตัว สิ่งที่ช่วยเธอได้คือร่างกายที่ขยับเป็น” เขาทิ้งจังหวะ ก่อนผ่อนน้ำเสียงลง “เอาล่ะ เดี๋ยวเราจะบรรยายกันสักยี่สิบนาที ใครอยากพูดอะไรก่อนไหม”
    อาเรียยกมือขึ้น
    อาจารย์เงียบไปครึ่งวินาที สีหน้าของคนที่รู้ว่ากำลังจะต้องรับมือกับอะไรสักอย่าง
    “อา... ออโรเรีย มีอะไรหรือเปล่าครับ”
    “คือฉันคิดว่า ถ้าให้ฉันช่วยสาธิตอะไรสักหน่อยจะดีไหมคะ” เธอตอบหน้าตาเฉย “หนูเองก็พอเก่งอยู่บ้าง”
    จากม้านั่งริมสนาม ซันได้แต่ถอนหายใจในใจ พอเก่งอยู่บ้าง — เขารู้ดีว่าประโยคนั้นแปลว่าอะไรเวลาออกจากปากอาเรีย อาจารย์เองก็รู้ เหงื่อบางๆ เริ่มผุดที่ขมับ เพราะเขาเพิ่งสอบผ่านเป็นจอมเวทแรงค์ B มาได้ไม่นาน ส่วนเด็กที่ยกมืออยู่ตรงหน้าคือชื่อที่เขาเห็นในรายชื่อแล้วอยากบ่นดังๆ ว่ามาลงคลาสเลือกนี้ทำไม
    “กะ... ก็ดีนะครับ”
    เขาตอบในที่สุด
    เสียงกระซิบเริ่มไหลไปทั่วสนาม
    “รุ่นพี่คนนั้นทำไมมั่นใจขนาดนั้น”
    “ไม่รู้หรือไง ก็นั่นไง สัตว์ประหลาดแห่งสนามฝึก ที่บอกว่าเป็นแรงค์ A ตอนอายุสิบห้า แล้วมีฝีมือเทียบแรงค์ S”
    อาเรียลงไปยืนกลางลานเหมือนเป็นที่ของเธอมาตั้งแต่แรก พอหันกลับมามองคลาส แววตาก็เปลี่ยนจากนักศึกษาคนหนึ่งเป็นคนที่คุมพื้นที่ตรงนั้นได้เต็มมือ
    “งั้นมาคุยกันหน่อยดีกว่า ฉันอยากสุ่มคนมาเป็นคู่สาธิต”
    สายตาเธอกวาดไปตามแถวอย่างจงใจให้ทุกคนลุ้น ก่อนหยุดนิ่งตรงม้านั่งที่ซันนั่งอยู่
    “ซัน มานี่หน่อย”
    ซันเงยหน้าขึ้นช้าๆ
    “มันสุ่มยังไงเนี่ย”
    “ก็สุ่มตามความอยากของฉันไง ถามได้”
    เด็กหนุ่มได้แต่กรอกตา มีเสียงหัวเราะแผ่วๆ ดังขึ้นในคลาส อาจารย์เปิดปากเหมือนจะทักท้วง แต่พอเห็นว่าเป็นอาเรีย ก็แค่ถอยไปครึ่งก้าว ปล่อยให้เป็นเรื่องของคนสองคน ซันมองอาจารย์ครั้งหนึ่งเหมือนขอความช่วยเหลือ อาจารย์เบือนหน้าหนีอย่างเป็นมืออาชีพ
    สุดท้ายเขาก็ลงไปยืนกลางลาน ห่างจากเธอประมาณสองก้าว ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าจบยังไง — เพราะถ้ายอมนั่งเฉยให้เธอลากไม่ได้ตั้งแต่แรก เขาก็ไม่ใช่ตัวเอง
    “กติกา”
    เขาถาม
    “ยืนให้ได้เกินสิบวิ” อาเรียย่อเข่าลงเล็กน้อย “ฉันใจดีกับมือใหม่”
    ซันยังไม่ทันสวน เธอก็พุ่งเข้ามา เขาเห็นจังหวะ — เห็นจริงๆ ด้วย — แต่เห็นกับขยับทันเป็นคนละเรื่อง ข้อมือถูกปัดออก เท้าที่ลงน้ำหนักถูกเกี่ยวหลุดในจังหวะเดียว แล้วโลกก็เอียงวูบ หลังของเขาฟาดลงบนพื้นกันกระแทกดังตึบจนลมในอกสะดุดไปชั่วขณะ
    เสียงฮือดังขึ้นทั้งสนาม
    อาเรียถอยออกหนึ่งก้าว ปล่อยให้เขานอนหายใจอยู่กับพื้น แล้วหันกลับไปทางคลาสอย่างคนที่ถือว่าจบแล้ว
    “เห็นไหม ต่อให้คู่ต่อไหวพริบดีแค่ไหน จุดที่ตัดสินคือใครทำให้อีกฝ่ายเสียหลักก่อน พอคู่ต่อสู้ลงไปกองแล้ว เวลาที่เธอมีคือ—”
    เธอพูดไม่จบ
    เพราะตอนที่น้ำหนักความสนใจของเธอเทไปทางคลาสหมด ซันที่ยังนอนอยู่กับพื้นก็เหวี่ยงขากวาดเข้าหาข้อเท้าที่เธอลงน้ำหนัก จังหวะเดียว แม่นพอดี
    อาเรียเสียหลักโซเซไปข้างหน้า และก่อนที่เธอจะตั้งตัว ซันก็พลิกตัวขึ้นทับ ใช้น้ำหนักทั้งหมดกดไหล่เธอลงกับพื้น ไม่ได้สวย ไม่มีเวทอะไรทั้งนั้น และเขาก็ไม่ได้แรงกว่าเธอแม้แต่นิด มีแค่จังหวะที่จับได้พอดีตอนที่เธอเผลอ กับน้ำหนักที่ทุ่มลงถูกที่ถูกเวลา
    ลานฝึกเงียบกริบไปครึ่งวินาที ก่อนจะระเบิดเป็นเสียงฮือที่ดังกว่าเดิมหลายเท่า
    “สัตว์ประหลาดโดนกดเหรอวะ”
    “คนที่ไม่ได้ลงเรียนด้วยนะนั่น!”
    ซันก้มลงมองเธอ หายใจยังไม่ทันเข้าที่
    “ส่วนสำคัญเลยคือ” เขาพูด เสียงไม่ดังแต่ชัดพอให้ทั้งสนามได้ยิน “ถ้าศัตรูยังไม่สิ้นฤทธิ์ ห้ามประมาทเด็ดขาด เพราะตอนที่คิดว่าตัวเองชนะแล้ว มักเป็นตอนที่ประมาทที่สุด”
    อาเรียที่ถูกกดอยู่กับพื้นมองเขานิ่งไปครู่หนึ่ง แล้วก็ยิ้ม มันไม่ใช่ยิ้มของคนแพ้
    “พูดถูก”
    เธอเอ่ยรับ น้ำเสียงราบเรียบเกินกว่าคนที่เพิ่งโดนกดอยู่กับพื้น
    ในวินาทีถัดมา ประกายสีรุ้งจางๆ บนปลายผมสีทองขาวของเธอเข้มขึ้นทันตา ดวงตาสีน้ำเงินคมวาบเหมือนท้องฟ้าค่ำที่จู่ๆ ดาวก็พร้อมใจกันสว่าง ซันรู้สึกถึงแรงใต้มือตัวเองเปลี่ยนไปทั้งหมด จากร่างที่เขากดไว้ได้ กลายเป็นอะไรบางอย่างที่เขายันไม่อยู่อีกต่อไป
    อาเรียพลิกข้อมือเดียว โลกหมุนกลับ
    คราวนี้เป็นหลังของซันที่ราบลงกับพื้น มือทั้งสองข้างถูกรวบขึ้นไปกดไว้เหนือหัว เธอคร่อมทับอยู่ด้านบนในระยะที่เขาขยับไปไหนไม่ได้เลยสักนิด — ท่าเดียวกับเมื่อเช้าเป๊ะ ต่างกันแค่ตรงนี้คือกลางลานฝึกที่มีคนดูเป็นสิบ
    “ถูกต้องตามนั้น” อาเรียพูด น้ำเสียงเรียบแต่พอใจจนปิดไม่มิด “เวลาจัดการศัตรู ต้องบดขยี้อีกฝ่ายให้สิ้น ทั้งทางร่างกาย” เธอก้มลงต่ำอีกนิด จนเงาของเธอบังแดดบนหน้าเขาทั้งหมด “หรือทางจิตใจ”
    ความร้อนวิ่งขึ้นข้างแก้มซัน เขาหันหน้าหนีเล็กน้อย แต่ในท่านี้ไปได้ไม่ไกล
    “นี่มันสาธิตการต่อสู้ หรือสาธิตอะไร”
    “ทั้งสองอย่าง” อาเรียตอบหน้าตาเฉย “เป็นไงล่ะ อายไหม”
    ในคลาส บางคนหันไปกระซิบกัน บางคนถึงกับเอามือปิดปาก เพราะภาพตรงหน้ามันชัดเกินกว่าจะเรียกว่าแค่ 'คาบเรียนภาคปฏิบัติ' ได้เต็มปาก จากตรงทางเข้าลานฝึก เสียงปรบมือช้าๆ สามทีก็ดังขึ้น
    “ขอสรุปนะ” มิวที่มายืนดูอยู่ตั้งแต่ตอนไหนไม่มีใครรู้ ประกาศเสียงดังฟังชัด “ค่าเทอมวิชาต่อสู้ของคณะนี้ จริงๆ แล้วพวกเธอจ่ายไปเพื่อดูคู่นี้จีบกันระหว่างต่อสู้”
    อาเรียถึงค่อยยอมปล่อยมือเขา ลุกขึ้นยืนทั้งที่ยังยิ้มอยู่ ส่วนซันนอนนิ่งอยู่กับพื้นอีกครู่ มองท้องฟ้า แล้วถอนหายใจยาว อาจารย์กระแอมหนึ่งที พยายามดึงคาบเรียนกลับคืน
    “...สรุปได้ดีมากครับ ทั้งคู่”
    หลังเสียงหัวเราะซาลง เขาก็ประกาศว่าครึ่งคาบหลังเป็นช่วงฝึกอิสระ ให้หยิบดาบฝึกไปคนละเล่ม
    นักศึกษาเริ่มแยกย้ายไปหยิบดาบแล้วจับคู่กัน บ้างฟันลมเบาๆ ให้คมดาบเรืองแสงขึ้นตามเวทที่ป้อน ซันถือโอกาสเดินเลี่ยงกลับไปทางม้านั่งริมสนาม
    เขาไปไม่ถึง
    “จะไปไหน”
    ดาบฝึกเล่มหนึ่งถูกโยนมาให้เขารับเต็มมือ อาเรียยืนถืออีกเล่มอยู่กลางลาน
    “ผมไม่ได้ลงวิชานี้ แล้วผมก็เพิ่งโดนเธอกดไปรอบนึงแล้ว”
    ซันตอบ
    “นั่นมันสาธิต อันนี้ฝึก คนละเรื่อง” เธอวางดาบพิงไหล่ “มาเร็ว ฉันจะใจดี ไม่ใช้ดาบ ไม่ใช้เวท แค่มือ”
    “นั่นไม่ได้แปลว่าใจดี นั่นแปลว่าเธอมั่นใจว่าแค่มือก็พอ”
    “เห็นไหม นายเข้าใจฉันดีจะตาย งั้นก็ไม่ต้องอธิบายเยอะ”
    สุดท้ายเขาก็ถอนหายใจ เดินกลับลงไปกลางลาน ดาบในมือยังเป็นแค่โลหะเย็นๆ ไม่มีแสงเวทเรืองขึ้นเหมือนของคนอื่น เพราะเขาไม่ได้ป้อนพลังเข้าไปสักนิด และไม่คิดจะทำ มีเสียงกระซิบลอยมาจากขอบสนาม คนที่ไม่รู้จักเขาเริ่มเอาภาพดาบที่มืดสนิทไปต่อกับข่าวเช้า
    “นั่นใช่อาการที่เป็นข่าวไหม โรคพลังเวทบกพร่องน่ะ”
    “มิน่าถึงไม่ได้ลงวิชานี้ ปล่อยเวทไม่ออกนี่เอง”
    "ทำไมถึงไปคบกับคนแบบนั้นได้ล่ะ"
    ซันได้ยินครบทุกคำ แต่ไม่คิดจะแก้ คนเดาเรื่องตัวเขาผิดมาตลอดอยู่แล้ว และบางครั้งการปล่อยให้คนอื่นเดาไปทางที่ไกลจากความจริง ก็ง่ายกว่าการอธิบายความจริงเสียอีก อาเรียเห็นทุกอย่าง แต่ไม่พูดถึง เธอรู้ดีว่าดาบที่มืดสนิทนั้นไม่ได้เกี่ยวอะไรกับข่าวเช้าเลย เธอแค่กวักมือเรียกเบาๆ
    “เอาเลย ตามสบาย”
    ซันก้าวเข้าฟันเฉียงช้าๆ ไม่ได้หวังโดน แค่หยั่งเชิง อาเรียเอียงตัวหลบสบายๆ เหมือนรู้ทางตั้งแต่ก่อนดาบจะออก พอปลายดาบผ่านพ้นไป นิ้วเธอก็แตะที่ข้างคอเขาเบาๆ หนึ่งที จังหวะนั้นบอกชัดว่าหมายถึงอะไร
    ซันตั้งหลักใหม่ ฟันอีกครั้งเร็วกว่าเดิม แล้วก็เร็วกว่าเดิมอีก แต่ไม่ว่าจะเปลี่ยนมุมยังไง อาเรียก็อยู่นอกวิถีดาบเสมอ ราวกับเธออ่านออกตั้งแต่เขายังคิดไม่จบ คราวนี้พอหลบเสร็จ เธอใช้นิ้วดีดที่หน้าผากเขาแทน
    “แตะคอแปลว่าเตือน” อาเรียตอบหน้าตาเฉยก่อนเขาจะถาม แล้วใช้สันนิ้วเขี่ยใต้คางเขาขึ้นเบาๆ “ดีดหน้าผากแปลว่าฉันถูกใจ ส่วนเขี่ยคาง... แปลว่าวันนี้นายแพ้สวยมาก”
    “เก็บสถิติเก่งกว่าตอนเช้าอีกนะ”
    “ตอนเช้าฉันมีแค่เตียง ตอนนี้ฉันมีสนามให้เล่นด้วย”
    เสียงใหม่แทรกเข้ามาตรงนั้นพอดี
    “ขอแทรกหน่อยได้ไหมครับ”
    ซันหันไปก่อน เป็นผู้ชายรูปร่างดี ท่าทางมั่นใจ ถือดาบฝึกที่เรืองแสงเวทนิ่งสนิทอยู่แล้วในมือ คุมพลังได้ดีกว่าคนส่วนใหญ่ในสนามเห็นๆ รอบข้างมีเสียงกระซิบ
    “คินนี่หว่า”
    แทรกขึ้นมาบางๆ
    “พี่อาเรียครับ” เขายิ้มอย่างคนเคยซ้อมหน้ากระจกมาแล้ว “ผมดูพี่ฝึกอยู่พักนึง คิดว่าถ้าพี่อยากได้คู่ซ้อมที่ขยับตามทัน ผมพอช่วยได้นะครับ” สายตาเขาเลื่อนมาหยุดที่ดาบในมือซันที่ยังมืดสนิท รอยยิ้มยังอยู่ แต่เนื้อในเปลี่ยนไป “ดีกว่าซ้อมกับคนที่ดาบยังไม่ติดเวทน่ะครับ หรือว่าติดไม่ได้กันแน่ ช่วงนี้ได้ข่าวว่าโรคพลังเวทบกพร่องกำลังระบาด ผมก็แค่เป็นห่วงน่ะครับ ว่าจะเรียกว่าซ้อมได้ยังไง ในเมื่ออีกฝ่ายไม่ได้อยู่ในวิชานี้ แถมอาจปล่อยเวทไม่ออกด้วยซ้ำ”
    ความเงียบจางๆ แผ่ออกในรัศมีรอบตัวพวกเขา
    “ว่าแต่” คินหันมาทางซันเต็มตัว “คุณพอจะลองฝึกกับผมสักตั้งไหมครับ จะได้รู้กันว่าคนที่ควรยืนข้างพี่อาเรียควรขยับเป็นแบบไหน”
    ซันมองเขานิ่งอยู่วินาทีเดียวก็เข้าใจเกมทั้งหมด คินไม่ได้อยากซ้อม คินอยากได้เวทีพิสูจน์ว่าตัวเองเหนือกว่าคนที่ยืนข้างอาเรีย และอยากให้ซันเป็นบันไดให้เหยียบขึ้นไป
    “ผมว่าคุณถามผิดคนแล้ว” ซันพูดเรียบๆ แล้ววางดาบที่มืดสนิทลงกับพื้นอย่างไม่รีบร้อน “คำถามแบบนี้ ผมไม่ใช่คนที่ควรตอบหรอกครับ... แต่ไม่ต้องห่วง เดี๋ยวคุณก็คงได้คำตอบเองอยู่ดี”
    เขาไม่ได้หันไปมองอาเรียเลยสักครั้ง เพราะไม่จำเป็น เขารู้อยู่แล้วว่าเธอไม่มีทางยืนเฉยให้เรื่องแบบนี้ผ่านไปเงียบๆ
    “ถูกของนาย”
    เสียงอาเรียมาจากด้านข้าง เธอก้าวเข้ามายืนแทนที่ซันพอดี แต่แววตาที่มองคินเปลี่ยนไปจากตอนเล่นกับซันคนละเรื่อง
    “เพราะคนที่จะรังแกซันได้มีแค่ฉันคนเดียว นายจะมาแย่งสิทธิ์นั้นไม่ได้ แต่ถ้าอยากซ้อมกับฉัน ฉันรับคำท้า”
    คินยิ้มได้อีกครั้ง เหมือนได้สิ่งที่ต้องการ เขายกดาบขึ้นเข้าท่า
    “ขอบคุณครับ งั้นผมจะไม่ออม...”
    “ไม่ต้องออมมือ” อาเรียโยนดาบของตัวเองลงกับพื้นเบาๆ แล้วยกมือขึ้นมาแค่ข้างเดียวระดับอก ส่วนมืออีกข้างไขว้ไพล่ไว้ข้างหลังอย่างสบายอารมณ์ “แต่ฉันขอใช้แค่มือเดียว อีกข้างขอเก็บไว้ก่อนนะ เดี๋ยวจะหาว่าฉันเอาเปรียบ”
    รอยยิ้มคินแข็งไปนิด ก่อนพุ่งเข้าจริง
    คินฟันลงมาเต็มแรงในจังหวะแรก หวังจบให้เร็ว แต่อาเรียแค่เอียงตัวหลบไปเฉียดฉิว แล้วใช้หลังมือข้างเดียวปัดข้อมือที่ถือดาบของเขาให้เบนออกเบาๆ เหมือนปัดแมลงวัน คมดาบเรืองแสงผ่านพ้นไหล่เธอไปไม่ถึงคืบ
    เขาตั้งหลักใหม่ ฟันซ้ำ เร็วขึ้น หนักขึ้น เปลี่ยนมุมเข้าไปเรื่อยๆ แต่ไม่ว่าจะเข้าทางไหน อาเรียก็อยู่นอกวิถีดาบเสมอ — ก้าวเฉียง บิดตัว ย่อหลบ อาศัยความเร็วล้วนๆ มือที่ไขว้อยู่ข้างหลังไม่ขยับลงมาช่วยแม้แต่ครั้งเดียว และทุกครั้งที่ดาบของเขาผ่านพ้นไป ปลายนิ้วของเธอก็ตีเขาด้วยความรุนแรง — ไหล่ ท้อง ข้อมือ ราวกับกำลังบอกเงียบๆ ว่าตรงนี้ก็เปิด ตรงนี้ก็เปิด ถ้าฉันอยากจบ ฉันจบไปนานแล้ว
    แล้วเธอก็เริ่มเล่นหนักขึ้น พอคินทุ่มน้ำหนักฟันลงมาอีกครั้ง อาเรียก้าวสวนเข้าหาในระยะประชิด ใช้หลังมือดันข้อมือเขาให้เสียวิถี แล้วเอาหัวไหล่กระแทกที่กลางอกเขาหนึ่งทีในจังหวะที่พอดีเป๊ะ จนเขาเซถอยหลังไปสองก้าว ลมในอกสะดุดหายไปชั่วขณะ ก่อนเธอจะถอยกลับเข้าระยะเดิมอย่างไม่รีบร้อน ยืนรอให้เขาตั้งหลักใหม่ — แล้วเริ่มใหม่อีกรอบ
    มันไม่ใช่การต่อสู้อีกต่อไป มันคือการสาธิตให้คนทั้งสนามเห็นว่าระยะห่างระหว่างสองคนนี้มันกว้างแค่ไหน คินรู้ตัวว่ากำลังถูกเล่น แต่ยิ่งรู้ก็ยิ่งหยุดไม่ได้ เพราะหยุดเมื่อไรก็เท่ากับยอมรับต่อหน้าทุกคนว่าแพ้ เขาเลยได้แต่พุ่งเข้าไปครั้งแล้วครั้งเล่า หายใจหอบขึ้นทุกที เหงื่อชุ่มหลัง ในขณะที่อาเรียยังหายใจปกติ ปลายผมแทบไม่กระเทือน มืออีกข้างยังไขว้อยู่ข้างหลังเหมือนเดิม
    เสียงในสนามค่อยๆ เปลี่ยนไป จากตื่นเต้น เป็นกระซิบ เป็นเสียงหัวเราะที่บางคนกลั้นไม่อยู่ ทุกครั้งที่คินพลาด ทุกครั้งที่เขาโดนตีด้วยปลายนิ้วเหมือนเด็กที่ถูกผู้ใหญ่หยอกเล่น ใบหน้าเขาก็แดงขึ้นอีกระดับ ทั้งที่จังหวะยังไม่ถึงขั้นต้องหอบเพราะเหนื่อย
    กว่าอาเรียจะยอมให้มันจบ คินก็แทบหมดแรง พอเขาเหวี่ยงดาบครั้งสุดท้ายด้วยความสิ้นหวังมากกว่าหวังจะโดน อาเรียก็ปัดข้อมือเขาให้เบนออกด้วยหลังมือเป็นครั้งสุดท้าย แล้วใช้ฝ่ามือเดียวกันนั้นกระแทกกลับเข้าที่กลางอกเขาเบาๆ — แต่ตรงจุด ตรงจังหวะ จนคินเสียศูนย์ทรุดลงคุกเข่ากับพื้น ดาบหลุดมือกระเด็นไปกองอยู่อีกฝั่งของลาน
    ทั้งหมดจบโดยที่อาเรียไม่ได้แตะดาบสักเล่ม ไม่ได้ใช้เวทแม้แต่นิดเดียว และไม่เคยเอามืออีกข้างออกมาจากด้านหลังเลยสักครั้ง
    พอคินคุกเข่าอยู่กับพื้น ลานฝึกก็เงียบลงครึ่งวินาที ก่อนเสียงฮือจะระเบิดขึ้นดังกว่าเดิม อาเรียก้มลงเก็บดาบของคินขึ้นมาส่งคืนถึงมือ
    “ซ้อมได้ดีนะ” เธอบอกอย่างสุภาพเกินจริง “ไว้ให้ทักษะการตอบสนองดีกว่านี้แล้วค่อยมาใหม่ ก็นะ ให้ได้ครึ่งของซันก่อนเถอะค่ะ”
    คินรับดาบกลับด้วยรอยยิ้มที่พยายามประกอบขึ้นใหม่
    “ครับ ขอบคุณที่สอน”
    แต่ตอนที่เขาเงยหน้าขึ้น มีบางอย่างวาบผ่านดวงตาเร็วเกินกว่าจะเรียกว่าแค่เสียหน้า เย็นกว่านั้น นิ่งกว่านั้น เหมือนคนที่กำลังจดจำบางอย่างเอาไว้เงียบๆ ก่อนจะกลบมันด้วยรอยยิ้มเดิมแล้วหันหลังเดินจากไป
    ซันมองตามอยู่ครู่หนึ่ง เขาคิดแค่ว่า คนแพ้ไม่เป็นก็มีถมไป
    “นายไม่ช่วยฉันสักนิดเลยนะ”
    อาเรียเดินกลับมาหาเขา เก็บดาบฝึกสองเล่มไปคืนชั้น
    “ช่วยอะไร เธอจัดการเองได้ตั้งแต่ก่อนผมพูดจบ ผมแค่ไม่อยากเป็นบันไดให้ใครเหยียบ”
    “แล้วทำไมถึงมั่นใจว่าฉันจะเข้ามารับแทน”
    “เพราะผมรู้จักเธอ”
    อาเรียนิ่งไปนิดหนึ่ง ก่อนรอยยิ้มจะกลับมาในแบบที่ต่างจากตอนแกล้งคินคนละโลก
    “...ตอบแบบนี้ ฉันให้คะแนนเยอะกว่าตอนเช้าอีก”
    เธอใช้สันนิ้วเขี่ยใต้คางเขาขึ้นเบาๆ อีกที
    “นั่นแปลว่าอะไรนะ”
    แฟนหนุ่มเอ่ยถาม ทั้งที่น้ำเสียงไม่ได้อยากรู้ขนาดนั้น
    “แปลว่ารอบนี้นายชนะ”
    วันนั้นยาวเกินกว่าจะเรียกว่าวันธรรมดา และพอกลางคืนมาถึง ทั้งคู่ก็กลับมาที่ห้องเดิม ห้องที่เมื่อเช้าซันเป็นฝ่ายโดนกดคาเตียง
    ห้องนอนตอนกลางคืนเงียบกว่าตอนเช้า ผ้าม่านบางถูกรูดปิดเกือบสุด เหลือแค่แสงไฟเมืองเล็ดลอดเข้ามาเป็นเส้นจางๆ พาดบนพื้น เตียงก็เตียงเดิม แต่บรรยากาศที่ลอยอยู่ในห้องไม่เหมือนเมื่อเช้าเลยสักนิด
    อาเรียเพิ่งอาบน้ำเสร็จ เดินมานั่งบนเตียงพลางเช็ดปลายผมสีทองขาวที่ยังหมาด ประกายออโรร่าจางๆ บนเส้นผมดูนวลลงในแสงสลัว เธอเหลือบมองซันที่นั่งพิงหัวเตียงอยู่ก่อนแล้ว ก่อนยิ้มแบบที่เขารู้ดีว่าแปลว่าอะไร
    “รู้ไหมว่าเมื่อเช้าฉันยังค้างอยู่” เธอว่า ทิ้งผ้าเช็ดผมลงข้างๆ แล้วขยับเข้ามา “นายจะปลุกฉันด้วยการหอมแก้ม แต่ดันโดนฉันกดซะก่อน วันนี้เลยยังไม่ได้นับว่าใครเริ่ม”
    เธอเอื้อมมือมาที่ข้อมือเขา จังหวะเดียวกับเมื่อเช้าเป๊ะ
    แต่คืนนี้ซันไม่ปล่อยให้จับ
    เขาเห็นมือเธอตั้งแต่ยังไม่ทันขยับ เหมือนที่เห็นจังหวะเปลี่ยนมือของเธอในลานฝึก ต่างกันแค่คราวนี้เขาขยับทัน เขาพลิกข้อมือหลบ อาศัยจังหวะที่เธอเสียศูนย์ไปข้างหน้านิดเดียว ดึงเธอเข้ามาแล้วกดลงกับที่นอนแทน
    อาเรียกะพริบตาหนึ่งที เหมือนยังไม่อยากเชื่อว่าตำแหน่งมันสลับกันได้
    “...นายทำอะไรน่ะ”
    “ก็เธอบอกเองว่ายังไม่ได้นับว่าใครเริ่ม” ซันมองลงมา น้ำเสียงเรียบแต่มีอะไรอยู่ข้างใต้ที่ทำให้เธอเงียบไปนิด “คืนนี้ผมเริ่มเอง”
    อาเรียไม่ใช่คนยอมง่าย เธอออกแรงจะพลิกกลับทันที และแรงของเธอก็มากกว่าเขาจริง ถ้าเป็นการวัดกำลังกันตรงๆ เขาไม่มีทางกดเธอไว้ได้เลยสักวินาที
    แต่ซันไม่ได้เล่นเกมกำลัง
    ตอนที่เธอเกร็งตัวจะดันขึ้น เขาก็ก้มลงไปแนบที่ข้างคอเธอ ไซร้เบาๆ ตรงจุดที่รู้ว่าเธอไวเป็นพิเศษ แรงที่กำลังจะออกสะดุดลงทันที พอเธอชะงัก เขาก็เลื่อนขึ้นไปที่ติ่งหู เอ่ยอะไรบางอย่างเบาๆ ก่อนปลายลิ้นจะแตะที่นั่น
    อาเรียหายใจเข้าแรงหนึ่งที มือที่กำลังจะดันเขากลับกลายเป็นกำผ้าปูแทน
    “นี่มัน... ขี้โกง”
    เสียงเธอเริ่มไม่นิ่งเหมือนตอนคุมเกมในลานฝึก
    “ไม่ได้โกง” ซันตอบตรงหู มือเลื่อนช้าๆ ไปตามแนวข้างลำตัวเธอ “ผมแค่หาสนามที่ไม่ต้องใช้กำลัง ไม่ต้องใช้เวท แล้วก็ยังชนะเธอได้”
    เขาเงยขึ้นมามองเธอตรงๆ ดวงตาน้ำเงินคู่นั้นที่ปกติคมและคุมเกมได้ทุกอย่าง ตอนนี้เริ่มมีอะไรบางอย่างที่อ่อนลง
    “จำที่เธอพูดในลานฝึกได้ไหม” ปลายปากเขาขยับขึ้นนิดเดียว “ว่าเวลาจะจัดการใครต้องบดขยี้ให้สิ้น ทั้งกายและใจ ครั้งนี้ผมจะบดขยี้เธอทั้งทางร่างกายและจิตใจเอง”
    อาเรียมองเขาค้าง รู้ทันว่าเขากำลังจะทำอะไร เธออยากสวนกลับ อยากพลิกเกมคืนเหมือนเมื่อเช้า แต่คราวนี้เธอเลือกที่จะไม่ ไม่ใช่เพราะสู้ไม่ได้ เธอสู้ได้เสมอถ้าอยาก แต่จิตใจกลับไม่สามารถทำได้ ก็เป็นความพ่ายแพ้อีกแบบที่เธอไม่เคยยอมให้ใครเห็น
    “...ก็ได้” เธอพูดเบาๆ มือที่กำผ้าปูค่อยๆ คลายออกแล้วเลื่อนไปเกี่ยวที่ต้นคอเขาแทน “ลองดูสิว่าจะทำได้จริงไหม ไอ้กระจอกเอ้ย”
    “โห อย่ามาร้องขอชีวิตแล้วกัน”
    ซันยิ้มก่อนจะก้มลงไป แสงไฟเมืองยังเล็ดลอดผ่านผ้าม่านเป็นเส้นจางๆ เหมือนเดิม ทาบลงบนปลายผมสีทองขาวที่ประกายออโรร่าเรืองขึ้นช้าๆ — คราวนี้ไม่ใช่เพราะเธอเป็นฝ่ายคุมเกม แต่เพราะตรงกันข้าม แล้วหลังจากนั้นก็ไม่มีใครในห้องสนใจมันอีก
    วันรุ่งขึ้น ที่ร้านกาแฟใกล้คณะ มิวมาถึงตามที่อาเรียนัด นั่งลงตรงข้าม ยังไม่ทันได้จิบเครื่องดื่มของตัวเองก็ต้องวางลง เพราะประโยคแรกของเพื่อน
    “ฉันมีเรื่องจะบ่น เกี่ยวกับแฟนที่แสนรังเกียจของฉัน”
    มิวเหลือบไปทางขวาของอาเรีย ที่ซันนั่งอยู่อย่างสงบ จิบกาแฟเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นในโลก
    “...เรื่องอะไรอีกล่ะ แล้วทำไมคนที่เธอจะบ่นถึงนั่งอยู่ตรงนี้ด้วย”
    “ไม่ต้องใส่ใจหรอก” อาเรียตอบหน้าตาเฉย “เมื่อคืนซันทำตัวน่ารำคาญมาก”
    “ผมทำอาหารเย็นให้ด้วยซ้ำน้า”
    ซันวางแก้วลงเบาๆ
    “นั่นไม่ใช่เรื่องที่ฉันจะบ่น แค่เขาดันชนะฉันขาดลอย”
    “ชนะอะไร”
    อาเรียเงียบไปครึ่งวินาที มิวจ้องเธอ ก่อนหันไปจ้องซันที่ยังหน้านิ่ง แล้วภาพในหัวก็ค่อยๆ ต่อกันติด สีหน้าเธอเปลี่ยนเป็นประเภทคนที่เพิ่งรู้ว่าตัวเองถามผิดคำถาม
    “...ฉันไม่ถามต่อแล้ว”
    “ดี”
    ซันกับอาเรียพูดพร้อมกัน
    “ทำไมพวกแกถึงพร้อมเพรียงกันตอนที่ไม่ควรพร้อมเพรียงด้วยเนี่ย”
    มิวเอามือกุมขมับ
    “ประเด็นคือ” อาเรียยังไม่ยอมปล่อย หันกลับมาหาซัน “เมื่อวานนายแพ้ฉันทั้งตอนสาธิตและตอนซ้อม ฉันเก็บแต้มได้เป็นกอง แล้วนายมาเอาคืนทีเดียวตอนกลางคืนแบบนี้ มันไม่แฟร์”
    “เธอเป็นคนสอนเองว่าตอนที่คิดว่าตัวเองชนะแล้ว มักเป็นตอนที่ประมาทที่สุด”
    ซันตอบเรียบๆ
    อาเรียอ้าปากจะเถียง แล้วก็หุบลง เพราะนั่นเป็นประโยคของเธอเองเป๊ะ
    มิวมองความเงียบนั้น แล้วถอนหายใจยาวอย่างคนยอมแพ้
    “เข้าใจแล้ว เธอไม่ได้เรียกฉันมาบ่น เธอเรียกฉันมาอวดว่าแฟนตัวเองเอาคืนเก่ง”
    “ฉันไม่ได้อวด”
    “เธอยิ้มอยู่นะตอนพูด”
    อาเรียรีบเก็บรอยยิ้มทันที แต่ไม่ทัน ซันจิบกาแฟต่ออย่างสงบ
    “อย่างน้อยวันนี้สกอร์ก็เริ่มขยับเข้าใกล้เสมอแล้ว”
    “ยังไม่เสมอ คืนเดียวไม่พอหักลบทั้งวัน”
    อาเรียค้านทันที
    “งั้นคืนนี้ฉันเก็บเพิ่มก็ได้”
    มิวลุกขึ้นยืนทันที
    “โอเค ฉันกลับก่อน ขอบคุณที่ชวนมาเลี้ยงกาแฟ แล้วก็ขอร้อง อย่าชวนฉันมาเป็นพยานเรื่องแบบนี้อีก”
    อาเรียคว้าข้อมือเพื่อนไว้
    “ยังไม่ให้ไป ฉันยังบ่นไม่จบ”
    “เธอบ่นจบตั้งแต่ประโยคแรกแล้ว ที่เหลือคืออวด”
    ซันมองสองคนนั้นเถียงกัน แล้วเผลอยิ้มมุมปากเหมือนเช้าเมื่อวาน ไร้สาระ เขาคิดแบบนั้น เหมือนทุกครั้ง แต่ก็ยังยิ้มอยู่ดี
    มิวยังพยายามสะบัดข้อมือออกจากอาเรียไม่สำเร็จ — เงาก็ทอดลงมาคลุมโต๊ะทั้งโต๊ะเสียก่อน เงานั้นใหญ่พอจะบังแดดที่ส่องผ่านกระจกร้านได้ทั้งบาน
    ซันไม่ต้องเงยหน้าก็รู้ว่าเป็นใคร เพราะคนทั้งร้านกาแฟเงียบลงพร้อมกันในจังหวะเดียว แบบที่คนธรรมดาเดินเข้ามาทำไม่ได้ บางโต๊ะหันมามอง บางโต๊ะรีบก้มหน้าหนีเหมือนกลัวสบตาผิดคน
    ชายร่างสูงใหญ่ในเสื้อเชิ้ตเรียบๆ ยืนอยู่ข้างโต๊ะ ผมสั้นเริ่มมีสีดอกเลา ใบหน้าขึงขังแบบคนที่ไม่ต้องทำหน้าดุก็ดูน่าเกรงขามอยู่แล้ว เขาถือแก้วกาแฟร้อนในมืออย่างสบายอารมณ์ ราวกับแวะเข้ามาในร้านประจำ ไม่ใช่เดินเข้ามาในที่ที่ทุกคนกลั้นหายใจรอ
    มิวที่กำลังจะลุก ค่อยๆ หย่อนตัวกลับลงเก้าอี้ ดวงตาเบิกกว้างขึ้นทีละนิด ปากขยับเหมือนอยากพูดอะไรแต่เสียงไม่ออก ส่วนซันแค่ดึงจานเค้กของอาเรียเข้ามาใกล้ตัวเองอีกนิด ตัดชิ้นพอดีคำด้วยส้อม แล้วยื่นไปให้เธอเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
    “นั่งสิครับลุง” เขาพูดโดยไม่เงยหน้า “ยืนบังแดดคนทั้งร้านทำไม”
    ลุงนากหัวเราะในลำคอเบาๆ ก่อนดึงเก้าอี้ออกมานั่งลงตรงข้าม
    “นานๆ เจอที ทักทายกันแบบนี้เลยเหรอ”
    “ลุงไม่ได้มาเพราะคิดถึงผมอยู่แล้ว” ซันยื่นเค้กคำที่สองให้อาเรีย เธอก้มลงรับไปกินอย่างเป็นธรรมชาติเหมือนทำกันมาทุกวัน “มาเพราะมีเรื่องให้ใช้มากกว่า”
    “ก็ไม่ผิด”
    ลุงนากยอมรับหน้าตาเฉย
    มิวที่นั่งเงียบมาตั้งแต่เงาทอดลงโต๊ะ ในที่สุดก็กระตุกแขนเสื้ออาเรียเบาๆ แล้วกระซิบด้วยเสียงที่พยายามคุมให้นิ่งแต่ไม่สำเร็จ
    “เดี๋ยว...นั่นลุงนากตัวจริงใช่ไหม จอมเวทแรงค์ S สายสืบสวนน่ะ คนที่อยู่ในข่าวดังเมื่อหลายปีก่อน—”
    “ใช่”
    อาเรียตอบสั้นๆ ระหว่างเคี้ยวเค้ก
    มิวหันกลับมาหาซันทันที เสียงกระซิบเปลี่ยนเป็นเสียงตำหนิ
    “แล้วนายพูดกับเขาแบบนั้นได้ยังไง เขาเป็นถึงแรงค์ S นะซัน คนระดับนั้นทั้งประเทศมีไม่กี่คน นายควรจะเกรงใจกว่านี้หน่อย”
    ซันวางส้อมลง มองลุงนากอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตอบมิวด้วยน้ำเสียงเรียบเหมือนกำลังรายงานข้อเท็จจริง
    “ลุงคนนี้น่ะ ก็แค่เก่งเรื่องสืบสวน ถ้าให้สู้กันจริงๆ แกสู้อาเรียยังไม่ได้ด้วยซ้ำ ที่ได้แรงค์ S มาน่ะ ครึ่งหนึ่งเพราะโชค ที่บังเอิญไปอยู่ในเหตุการณ์เมื่อห้าปีก่อนพอดี”
    “นาย—”
    มิวอ้าปากค้าง
    “คนที่รับมือตัวจริงในวันนั้นมีคนอื่นที่ทำมากกว่าแก...” ซันเสริมต่อ น้ำเสียงยังเรียบ แต่มีอะไรบางอย่างเย็นลงไปนิดที่ปลายประโยค “อา ช่างมันเถอะ...”
    อาเรียหยุดเคี้ยวไปชั่ววินาที เหลือบมองซันจากด้านข้าง เธอรู้ดีว่าซันกำลังพูดถึงใคร ลุงนากก็รู้ แต่ทั้งสองคนไม่มีใครพูดออกมา ลุงนากเป็นฝ่ายตัดความเงียบนั้นเอง เขายักไหล่อย่างคนไม่ถือสา แล้วยกกาแฟขึ้นจิบ
    “ขอโทษแล้วกันนะ ที่ฉันมันไม่ใช่พวกสัตว์ประหลาดที่ละเมิดสามัญสำนึกของจอมเวท ฉันก็แค่คนธรรมดาที่ดวงดีพอจะรอดมาได้ แล้วก็ขยันพอจะไม่ตายในงานต่อๆ มา เท่านั้นเอง”
    “...เดี๋ยวนะ ฉันงง แรงค์ S มันไม่ได้แปลว่าเก่งที่สุดเหรอ”
    มิวมองหน้าทั้งสามคนสลับกัน
    “ไม่เกี่ยวกันเลย” ลุงนากตอบ น้ำเสียงกลับเป็นครูขึ้นมาทันที “ความเก่งเรื่องต่อสู้น่ะ เป็นแค่เงื่อนไขขั้นต่ำ ด่านแรกที่ต้องผ่านเฉยๆ แรงค์ A ที่ผ่านเงื่อนไขนั้นมีเป็นร้อย ทุกคนแข็งแรงพอจะเป็นแรงค์ S ได้ทั้งนั้นถ้าวัดกันแค่ฝีมือ”
    “แล้วอะไรเป็นตัวตัดสินล่ะคะ”
    มิวถาม
    “ผลงาน ชื่อเสียง แล้วก็การเมือง” ลุงนากตอบตรงๆ อย่างคนไม่คิดจะปั้นภาพให้ตัวเอง “อย่างลุงเนี่ย ที่ได้แรงค์ S มาก็เพราะหลังเหตุการณ์เมื่อห้าปีก่อน รัฐบาลอยากให้ประชาชนรู้สึกว่าเรื่องความมั่นคงยังมีคนคุมอยู่ เลยต้องดันคนจากแผนกสืบสวนขึ้นมาให้เป็นหน้าเป็นตา ลุงก็บังเอิญอยู่ในจังหวะนั้นพอดี”
    “อย่างไอ้ที่เขาเรียกกันว่าแรงค์ S อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ก็เหมือนกัน” ซันเสริมขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเรียบ “คนนั้นได้มาเพราะตระกูลที่ทำการค้าอุปกรณ์เวทดันขึ้นมา เอาไว้เป็นแบรนด์ให้ตระกูลแค่นั้นแหละ”
    “เดี๋ยว ทินกร นภาเทพเนี่ยนะ คนนั้นก็การเมืองด้วยเหรอ ฉันนึกว่าเป็นอัจฉริยะตัวจริง”
    มิวเบิกตา
    “ก็เป็นอัจฉริยะจริง แต่การเป็นอัจฉริยะกับการได้แรงค์ S มันคนละเรื่องกัน” ซันรับ ก่อนพูดต่อเหมือนยอมรับความจริงอีกด้าน “ถึงอย่างนั้น ในแรงค์ S ก็มีพวกปีศาจจริงๆ อยู่ พวกที่เก่งจนสมาคมต้องยอมรับเองโดยไม่ต้องมีใครดัน ไม่เกี่ยวกับการเมืองสักนิด” เขาเหลือบมองลุงนาก “แค่ลุงไม่ใช่หนึ่งในนั้น”
    “เจ็บแต่จริง” ลุงนากหัวเราะเสียงใหญ่ ก่อนหันไปทางมิว “อย่างเพื่อนเธอที่นั่งอยู่นี่ไง ถ้าวัดพลังต่อสู้ดิบๆ อาเรียเกินแรงค์ S หลายคนไปแล้ว ที่ยังไม่ได้ก็เพราะยังเด็ก ยังไม่มีผลงานให้สมาคมไว้ใจ พวกนี้แหละที่ทำให้ระบบแรงค์ดูเป็นเรื่องตลก” เขาเหลือบมองอาเรียแวบหนึ่ง แล้วเหลือบมองซันอีกแวบ เหมือนกำลังคิดในใจว่า “พวกปีศาจจริงๆ”
    ที่ว่านั้น นั่งอยู่ตรงไหนของโต๊ะนี้บ้าง
    มิวจับจังหวะสายตานั้นไม่ทัน
    ลุงนากวางแก้วกาแฟลง แล้วเอนหลังพิงเก้าอี้ ท่าทีสบายๆ เปลี่ยนไปนิดหนึ่ง ไม่ได้จริงจังขึ้นแบบน่ากลัว แต่เป็นแบบคนที่กำลังจะเข้าเรื่องที่ตั้งใจมา
    “เอาจริงๆ ลุงไม่ได้มากวนเวลาหวานของพวกเธอหรอกนะ มีเรื่องอยากให้ช่วยดูหน่อย คดีนี้ไม่ใหญ่หรอก...แต่ชวนปวดหัว”
    ซันที่กำลังจะตัดเค้กคำต่อไปให้อาเรีย หยุดมือไปนิดหนึ่ง
    “ปวดหัวแบบไหน”
    “แบบที่พวกเธอคงเห็นในข่าวกันมาบ้างแล้วล่ะ” ลุงนากตอบ “เรื่องเด็กมหาลัยที่อยู่ๆ พลังเวทก็พร่องผิดปกติน่ะ”
    บรรยากาศบนโต๊ะเปลี่ยนไปทันที อาเรียวางส้อมลงช้าๆ ส่วนมิวที่เพิ่งหายตื่นเต้นเรื่องแรงค์ S ก็เงียบลงอีกรอบ คราวนี้ด้วยเหตุผลคนละแบบ
    ซันไม่ได้ตอบอะไรในทันที เขาแค่มองลุงนากนิ่งๆ เหมือนกำลังต่อภาพบางอย่างในหัวที่เริ่มไม่ชอบมาตั้งแต่เช้าวันก่อน แล้วเขาก็ตัดเค้กคำนั้นยื่นให้อาเรียต่อ เหมือนไม่มีอะไร
    “เล่ามาให้หมดก่อน” ซันบอก “แล้วค่อยว่ากันว่าผมจะรับหรือเปล่า”