บทที่ 1 ชีวิตสามแม่ลูกอันแสนขมขื่น
ดวงอาทิตย์ที่ร้อนระอุแผดเผาพื้นดินและต้นไม้จนเกิดเสียงกรีดร้องหวีดหวิวออกมา
อุณหภูมิสูงตลอดทั้งวันทำให้ผู้คนหงุดหงิด และไม่มีใครย่างกรายออกไปบนถนนแม้เพียงคนเดียว แต่จะมีก็เพียงแค่เสียงสะอื้นไห้แ่เบาที่ดังมาจากลานเล็ก ๆ ของตระกูลเหยียน… หญิงผอมแห้งอ่อนแอผู้หนึ่งที่กำลังคุกเข่าลงกับพื้น ร่างกายและใบหน้าของนางเปรอะเปื้อนไปด้วยดินโคลน ส่วนลำคอก็ปรากฏรอยแดงอย่างเห็นได้ชัด
เมื่อเหยียนอี้กลับมาจากแม่น้ำพร้อมแบกถังน้ำมาด้วย ก็เห็นมารดาคุกเข่าอยู่บนพื้น หญิงสาวรีบวางถังน้ำลง ก่อนจะก้าวไปข้างหน้าพลางถามว่า “ท่านแม่ เกิดเหตุใดขึ้น รีบลุกขึ้นเร็วเถิด”
“ท่านพี่ ทะ… ท่านพ่อทุบตีท่านแม่อีกแล้ว ครานี้ท่านพ่อบีบคอท่านแม่ด้วย!” เหยียนจื่อ น้องสาววัยสิบขวบปาดน้ำตาขณะพูดกับเหยียนอี้ด้วยน้ำเสียงอู้อี้
เหยียนอี้รีบช่วยพยุงมารดากลับเข้าไปในห้อง ซึ่งภายในมีเตียงไม้ขึ้นรา และโต๊ะสี่เหลี่ยมขาหักพิงผนัง อีกฟากมีชามเล็ก ๆ สองใบสำหรับดื่มน้ำ เหยียนอี้เทน้ำใส่ชามแล้วยื่นให้มารดา เมื่อมองดูรอยฟกช้ำที่คอของผู้เป็แม่ ความรู้สึกไม่พอใจพลันตีตื้นขึ้นมา
นี่ก็ปาเข้าไปสามสิบห้าวันแล้วที่เหยียนอี้ทะลุมิติที่นี่ นางนับวันเวลาอยู่ทุกขณะ ใน่เวลานี้ เหยียนอี้ค่อย ๆ รับรู้ถึงสถานการณ์ภายในบ้านอย่างแจ่มแจ้ง
พ่อผู้ขี้ขลาดชอบทุบตีภรรยาเป็พี่คนโตในตระกูลเหยียนและเป็ที่รักของแม่เฒ่าหลี่เป็พิเศษ พ่อเฒ่าหรือท่านปู่ได้จากไปนานแล้ว มีเพียงแม่เฒ่าหลี่เท่านั้นที่เลี้ยงดูลูกชายทั้งหลายจนเติบใหญ่ หลังจากแยกครอบครัว แม่เฒ่าหลี่ก็อาศัยอยู่กับ ‘เหยียนฟู่กุ้ย’ หรือเหยียนจอมขี้ขลาดผู้เป็พ่อของนาง
ลุงสี่ได้ตบแต่งเข้าตระกูลจางที่อยู่ในเมืองและกลายเป็ลูกเขยของตระกูลนั้น เขาไม่จำเป็ต้องกลับมาบ้านเกิดเดือนละครั้งเลยด้วยซ้ำ และลุงห้ากำลังเล่าเรียนอยู่ที่ต่างแดนเพื่อทำตามความฝันที่จะสอบในเมืองหลวงเท่านั้น ส่วนลุงรองและลุงสามนั้นเสียชีวิตไปนานแล้ว
แม่เหอคือแม่ผู้ให้กำเนิดนางกับเหยียนจื่อผู้เป็น้องสาว ั้แ่แม่เหอแต่งงานกับเหยียนฟู่กุ้ย ทางครอบครัวของฝ่ายหญิงก็ไม่เคยมาเยี่ยมเยียนเลยสักครั้ง เหยียนอี้ค่อย ๆ เรียนรู้ซึมซับบางสิ่งจากแม่เหออย่างช้า ๆ
ตระกูลเหอมีลูกชายเพียงคนเดียวและลูกสาวหนึ่งคนคือแม่เหอ พวกเขาอาศัยอยู่ทางทิศบูรพาของหมู่บ้าน หลังจากที่แม่เหอแต่งออกไป ทั้งลุง ปู่ ย่า ตา และยายก็ถูกทิ้งให้อยู่ด้วยกัน พึ่งพาเพียงลุงของนางที่เป็ลูกและหลานคนโตคนเดียวในตระกูล ชีวิตทางนั้นเองก็ลำบากไม่น้อย
“ท่านแม่ ดื่มน้ำก่อนเถิด” เหยียนอี้เอ่ยเบา ๆ และปัดดินที่อยู่บนร่างของผู้เป็แม่ออกอย่างแ่เบา
“แค่ก ๆ ๆ”
“ช้าลงหน่อยสิท่านแม่ ประเดี๋ยวจะสำลักหมด” เหยียนอี้ลูบหลังแม่ของตนที่มีร่างกายผ่ายผอม
แม่เหอเอนตัวลงบนเตียงอย่างเฉื่อยชา พร้อมหลั่งน้ำตาไหลรินลงมาที่หางตาเป็สาย… เหยียนอี้ทอดสายตามองผู้เป็แม่ ในหัวใจพลันเ็ปรวดร้าว
เวลาล่วงเลยมาเกือบจะเที่ยงวัน คนที่ไปทำงานในทุ่งนาต่างกลับบ้านพร้อมจอบพาดบ่า ส่งเสียงดังเหมือนจักจั่นอยู่ด้านนอก ช่างน่ารำคาญนัก แม่เหอเช็ดน้ำตาด้วยแขนเสื้อที่ขาดรุ่งริ่ง ลุกขึ้นเตรียมตัวเตรียมใจพร้อมกับกล่าวเสียงอ่อน “แม่คงต้องไปก่อน… ต้องไปเตรียมทำอาหาร ไม่เช่นนั้นอีกไม่นานท่านย่าของเ้าได้โวยวายอีกแน่”
เมื่อเห็นท่าทางและร่างกายที่อ่อนแอโรยราของสตรีตรงหน้า เหยียนอี้ก็รีบพยุงมารดาอย่างรวดเร็ว หญิงสาวพยักหน้าให้เหยียนจื่อน้อย ๆ และพูดว่า “ท่านแม่นั่งลงเถิด… ข้าจะไปทำเอง”
หลังจากพูดจบ เหยียนอี้สวมรองเท้าและวิ่งตรงไปยังห้องครัว ผมเปียที่ด้านหลังศีรษะสั่นไหวไปมาตามแรงวิ่ง ต่างจากเด็กสาวตัวเล็ก ๆ ของครอบครัวอื่นที่มักจะเกล้าผมด้วยเชือกสีแดงบนศีรษะ เด็กน้อยทั้งหลายต่างดูดีมีสกุล แต่ถึงกระนั้นแม่เฒ่าหลี่ก็ตระหนี่ขี้เหนียว ซ้ำยังชอบเด็กผู้ชายมากกว่าเด็กผู้หญิง…
ก่อนเข้าครัว หญิงสาวได้ยินเสียงแม่เฒ่าหลี่ดุด่าอย่างโกรธจัด “นังเด็กบ้า แม่เ้าี้เีแกล้งตายอีกแล้วหรือไร! ไปเรียกให้นางมาทำอาหารเร็ว ๆ เข้า คิดจะให้หญิงชราอย่างข้าอดตายไปเลยใช่หรือไม่!”
“ท่านย่าเ้าคะ ท่านแม่ของข้าร่างกายอ่อนเพลีย วันนี้ข้าจะเป็คนทำเอง ท่านย่านั่งพักเถิดเ้าค่ะ” เหยียนอี้หันหลังกลับมา พับแขนเสื้อขึ้นแล้วพุ่งเข้าครัวสำหรับล้างผักและเตรียมหม้ออาหาร
แต่แม่เฒ่าหลี่ไม่อยากยอมแพ้ จึงใช้ไม้ค้ำในมือจิ้มลงไปที่พื้นหมายจะทำให้พื้นเป็รูโหว่
เมื่อเห็นว่าเป็เช่นนี้ แม่เฒ่าหลี่ก็ดุด่าแม่เหอเสียงดังกร้าว “เหนื่อยนิดหน่อยอย่างนั้นหรือ ตอนเช้าเ้าทำอะไรบ้าง? แค่ซักเสื้อผ้าและให้อาหารหมู เมื่อวานก็ไม่มาเปิดประตู สมควรแล้วที่จะโดนทุบตี ตีให้ตายเสียยังจะดีเสียกว่า! ในเมื่อให้กำเนิดลูกชายไม่ได้ก็คอยดูแลตระกูลเหยียนซะ… แต่นี่อะไร ป่วยออด ๆ แอด ๆ ทุกวี่ทุกวัน ช่างไร้ประโยชน์เสียจริง!”
หลังจากกล่าวเสร็จ แม่เฒ่าหลี่ก็ถ่มน้ำลายลงบนพื้น และเหยียบขยี้ด้วยเท้าจนร่องรอยน้ำลายเ่าั้จางหายไป
คำพูดเช่นนี้เป็เื่ธรรมดาสามัญ แต่แม่เหอที่อยู่ห้องด้านหลังได้ยินมามากมายก็ไม่เคยทำใจให้ชินได้ นางทำได้เพียงกำแขนเสื้อแน่นด้วยมือทั้งสอง เก็บมันไว้ในใจ และไม่กล้าแม้แต่จะร้องไห้…
“ท่านย่าเ้าคะ กลับไปพักผ่อนก่อนดีกว่า ่บ่ายอากาศร้อนมาก ประเดี๋ยวข้าจะไปเอาน้ำมาให้” ในเวลานี้เหยียนอี้แค่้าจะปิดปากแม่เฒ่าหลี่เท่านั้น หญิงสาวเดินไปที่ถังเก็บน้ำพร้อมกับกระบวยไม้ แล้วตักน้ำหนึ่งชามก่อนจะยื่นให้แม่เฒ่าหลี่เพื่อดับกระหาย
“ชาติที่แล้วข้าไปทำเวรกรรมอะไรไว้นักหนา พอแก่แล้วต้องมามีตัวซวยถึงสามตัว เห็นหน้าแล้วพาลรู้สึกแย่จนพะอืดพะอม ไสหัวไปให้พ้น!” หลังจากนั้นแม่เฒ่าหลี่ก็กลับบ้านพร้อมน้ำดื่มเพื่อพักผ่อน โดยไม่แม้แต่จะมองเหยียนอี้แม้แต่หางตา
ส่วนเหยียนฟู่กุ้ยนั้นจะไม่กลับบ้าน จนกว่าอาหารจะพร้อมจัดเรียงรายบนโต๊ะกินข้าว
เหยียนฟู่กุ้ยเป็บุรุษร่างสูงสง่าผ่าเผย ทุกครั้งที่กลับมาเสื้อผ้าของเขาจะยับยู่ยี่ อีกทั้งร่างกายยังเต็มไปด้วยกลิ่นเครื่องประทินโฉม ทันทีที่เหยียนอี้ได้กลิ่น ก็รู้ทันทีว่าเขาไปหาแม่ม่ายจางที่อยู่ทางเข้าหมู่บ้านอีกแล้ว และทุกคนในหมู่บ้านต่างก็รู้เื่นี้กันทั้งนั้น!
เหยียนฟู่กุ้ยนั่งลงและกินข้าวจนพอใจ จากนั้นก็ลุกขึ้นผลักประตูก้าวเดินออกไป ั้แ่ต้นจนจบไม่พูดจากับแม่เหอแม้เพียงครึ่งคำ ส่วนแม่เฒ่าหลี่ไม่ชอบอากาศร้อน นางจึงอยู่แต่ในห้องนอนหลังจากกินข้าวเสร็จ
หลังจากที่เหยียนอี้เก็บของเสร็จ แม่เหอก็ยังเอาแต่เงียบนิ่ง แทบจะไม่มีสิ่งใดตกสู่ท้องั้แ่่กลางวันที่ผ่านมา… เหยียนอี้จึงแอบเอาข้าวครึ่งชามที่นางเก็บไว้มาให้
“ท่านแม่ รีบกินเถิด หากท่านย่ามาเห็นจะแย่เอา” เหยียนอี้มองไปยังห้องแม่เฒ่าหลี่และเอ่ยกระซิบอย่างระแวดระวัง
แม่เหอถือชามข้าวไว้ ภายในเป็โจ๊กลูกเดือยครึ่งชามและโรยด้วยไข่ขาวสองสามแผ่นที่ตัดแบ่งจากไข่ทั้งฟอง ไม่น่าแปลกใจเลยที่แม่เฒ่าหลี่จะเอาแต่ะโเมื่อตอนเที่ยงว่าไข่มีขนาดเล็กเพียงใด…