เมื่อกล่าวธุระปะปังจนสิ้นความท่านเ้ากรม์ก็ขยับกายลุกขึ้นยืน รอยยิ้มอารมณ์ดีเมื่อครู่เลือนหายไปเปลี่ยนเป็สีหน้าเคร่งขรึมปานขุนนางผู้ถือกฎอัยการศึกท่านสะบัดมือเพียงครั้งเดียว ม้วนผ้าไหมสีทองอร่ามก็พุ่งออกมาสถิตอยู่กลางหัตถ์
"เทพธิดาจันทรา... รับโองการ์!"ท่านเ้ากรมประกาศก้องด้วยสุรเสียงอันทรงพลัง
วินาทีนั้นเองจ้อยที่แอบซุ่มดูอยู่หลังพุ่มไม้ พอได้ยินคำว่า "รับโองการ" ปุ๊บเขาก็สับเกียร์หมาสี่เท้าโกยอ้าวหนีเข้าถ้ำไปแบบไม่คิดชีวิตไม่แม้แต่จะหันกลับมามองด้วยซ้ำ!
ท่านเ้ากรม์ถึงกับยืนค้างไปชั่วขณะด้วยความงงงวยท่าทางลนลานของเ้าสัตว์ขนฟู (ที่แกปักใจเชื่อว่าเป็สุนัขหูยาว)มันช่างขัดกับบรรยากาศอันศักดิ์สิทธิ์เสียเหลือเกิน
ส่วนนายหญิงรีบขยับกายลงคุกเข่าประนมมือด้วยกิริยาชดช้อย"หม่อมฉันเทพธิดาจันทรา ขอน้อมรับโองการ์ ท่านเ้ากรมโปรดอย่าถือสาเลยจ้อยเขาเติบโตมาในที่ห่างไกลบนดวงจันทร์นี้ไม่เคยได้เรียนรู้ขนบธรรมเนียมประเพณีของสรวง์นัก"
เ้ากรม์ได้สติจึงพยักหน้าเบาๆแม้จะรู้สึกตะหงิดๆ ใจว่าไอ้เ้าตัวขาวนั่นไม่ได้ทำไปเพราะไม่รู้ความ แต่มันตั้งใจ"หนีงาน" ชัดๆ แต่ในเมื่อท่านต้องรีบกลับไปรายงานผลเบื้องบนจึงไม่อยากถือสากับสัตว์หน้าขนให้เสียเวลา "ช่างเถอะ...เช่นนั้นเ้าจงฟังโองการ"
ทันใดนั้นม้วนผ้าไหมในมือก็ลอยขึ้นสู่เบื้องบนแล้วคลี่ออกเองอย่างอัศจรรย์!
ชั่วพริบตานั้นจ้อยซึ่งแอบอุดอู้อยู่ลึกสุดของถ้ำกลับรู้สึกได้ถึงแรงกดดันมหาศาลที่พุ่งมาจากฟากฟ้า!มันเป็รัศมีอำนาจที่รุนแรงปานจะกดทุกสรรพสิ่งให้จมลงดินแม้จะหลบอยู่ในถ้ำหินหนาแค่ไหนรังสีความเหี้ยมหาญนั้นก็ยังตามมาบีบคั้นร่างกายเล็กๆ ของเขาให้ทรุดลงกองกับพื้น!
"เฮ้ย! ระบบเ้าขุนมูลนายชัดๆ!" จ้อยกัดฟันกรอด แอบด่าในใจ"ผมอุตส่าห์เผ่นหนีมาถึงนี่แล้ว ยังจะส่งคลื่นความดันตามมาบดขยี้กันอีกเหรอ!คนอย่างผมจะคุกเข่าให้ก็แค่พ่อแม่ครูบาอาจารย์เท่านั้นแหละต่อให้เป็จอมเทพผู้ยิ่งใหญ่แค่ไหน ก็อย่าหวังจะมาบดบังหัวใจขบถของผมได้!"
แต่ในความเป็จริง...ร่างกายของเขาสั่นพะเยิบพะยาบเพราะต้านแรงกดดันไม่ไหว จ้อยเลยตัดสินใจใช้ท่าไม้ตาย"หน้าด้าน" เสียเลย ในเมื่อยืนไม่ไหวเขาก็แผ่หลาสี่เท้าแนบไปกับพื้นดินเสียดื้อๆ ก้นกระดกขึ้นฟ้าหางพวงฟูแกว่งไปมาเล็กน้อย ท่าทางเหมือนคนี้เีสันหลังยาวนอนอาบแดดมากกว่าจะเป็การคุกเข่าแสดงความเคารพ
เขาพยายามจะเงยหน้าดูว่าข้างนอกเกิดอะไรขึ้นแต่กลับพบว่าแม้แต่คอก็แทบจะขยับไม่ได้แรงกดดันนั้นหนักอึ้งราวกับเอาเขาพระสุเมรุมาวางทับไว้บนหัว!
‘นี่น่ะเหรอคือบารมีของจอมเทพผู้ปกครองวิมาน...แค่ราชโองการฉบับเดียว ยังสำแดงฤทธิ์เดชได้ถึงขนาดนี้!’ จ้อยนึกหวั่นอยู่ในใจ
....
ทางด้านนอกเ้ากรม์ร่ายมนต์เสียงกังวานใส "จอมเทพมีพระบัญชา...ให้เทพธิดาจันทราเดินทางไปยังวิมานม่วง์ ในวันเพ็ญเดือนแปดเพื่อเข้าร่วมงานสโมสรสันนิบาตทิพย์และขอให้เ้าจัดเตรียมการร่ายรำชุดพิเศษเพื่อถวายเป็การส่วนพระองค์...จบโองการ!"
นายหญิงน้อมรับคำสั่งด้วยใบหน้าที่นิ่งสงบเมื่อรังสีอำนาจจางหายไป เ้ากรม์ก็ลดระดับลงมานั่งสนทนาตามเดิมพร้อมกับเอ่ยถามอย่างมีเมตตาว่ามีสิ่งใด้าให้ช่วยเหลือหรือไม่
นายหญิงนิ่งคิดครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงกังวล "งานฉลองครั้งนี้...ข้าขออนุญาตพาจ้อยติดตามไปด้วยได้หรือไม่ท่านเ้ากรม?"
จ้อยที่แอบฟังอยู่หูผึ่งทันที‘โอ้โห นายหญิงรักเราจริง! ถ้าได้ไปเที่ยว์ก็น่าจะดีเหมือนกันจะได้ไปดูว่าไอ้พวกเทวดามันกินอะไรกันบ้างมีไก่ทอดรสเลิศกว่าที่ตาเฒ่าคนนี้แทะทิ้งไว้หรือเปล่า!’
เ้ากรม์หัวเราะเบาๆ"อันที่จริงข้าเองก็ไม่มีอำนาจจะเชิญคนนอกเข้าร่วมงานสำคัญเช่นนี้หรอกนะ...แต่ทว่า บรรดาทวยเทพทั้งหลายเวลาไปงาน มักจะนำเด็กรับใช้ สัตว์พาหนะหรือสัตว์เลี้ยงคู่ใจติดสอยหามตามไปด้วยเสมอเพื่อไว้คอยปรนนิบัติและให้พวกมันได้เปิดหูเปิดตาซึ่งพระแม่เ้าเองก็มิได้ทรงตำหนิติเตียนอะไร จนกลายเป็ธรรมเนียมปฏิบัติที่รู้กันในหมู่เทพ"
ท่านเ้ากรมหยิบพู่กันทองคำออกมาสะบัดมือเขียนอักขระลงในใบอัญเชิญ"ข้าจะลงชื่อเ้าสุนัขตัวนี้ไว้ให้เป็กรณีพิเศษก็แล้วกัน"
นายหญิงรีบกล่าวขอบคุณด้วยความซาบซึ้งใจแต่เมื่อนางรับใบอัญเชิญมาเปิดดู กลับพบว่ามันว่างเปล่า "เอ๊ะ... ทำไมไม่มีตัวอักษรเลยล่ะคะ?"
จ้อยที่แอบดูอยู่ถึงกับควันออกหูในใจ‘นั่นไง! ว่าแล้วเชียว ตาเฒ่านี่มันหลอกกันชัดๆ! เอากระดาษเปล่ามาให้นายหญิงเหรอ?!’
"ใจเย็นก่อนเทพธิดา..." เ้ากรม์อธิบายยิ้มๆ"อักขระบนใบอัญเชิญนี้ถูกสะกดไว้ด้วยมนต์พรางตา มีเพียงเหล่าขุนพลเทพที่เฝ้าประตูวิมานสี่ทิศเท่านั้นที่จะรู้มนต์คลายกำบังเพื่อตรวจสอบรายชื่อทั้งนี้ก็เพื่อป้องกันพวกปีศาจหรือผู้ไม่หวังดีปลอมแปลงตัวเข้าไปในงานข้ารู้วิธีเขียน แต่ข้าเองก็ไม่รู้วิธีเปิดอ่านเหมือนกัน สบายใจได้"
....
ในขณะที่ทั้งสองกำลังสนทนาพาทีกันอย่างออกรสจ้อยที่แอบดูอยู่ก็เริ่มมีแผนร้ายผุดขึ้นมาในหัวเขามองเห็นท่านเ้ากรม์โน้มตัวลงคุยกับนายหญิงอย่างสนิทสนมเกินเหตุ(ในสายตาของกระรอกขี้หวง)
"หนอย... มาแทะไก่ใส่หน้าผมไม่พอยังจะมานั่งตื้อคุยกับนายหญิงไม่ยอมไปอีกนะตาเฒ่า! ได้... ในเมื่ออยากนั่งนานๆผมจะจัด 'การต้อนรับ' แบบพิเศษใส่ไข่ให้ท่านเอง!"
จ้อยย่องกลับเข้าไปในส่วนลึกของถ้ำเขามองหาก้อนหินขนาดกำลังดีขึ้นมาหนึ่งก้อนก่อนจะแยกเขี้ยวขาววับที่เพิ่งได้รับการเสริมพลังจากวิชากายาเหล็กไหลขั้นที่สามมาหมาดๆ
"เคร้ง! เคร้ง!"
จ้อยใช้ฟันหน้าสุดแข็งแกร่งเจาะและแทะก้อนหินเหมือนแทะถั่วไม่นานนักหินก้อนใหญ่ก็ถูกขุดจนเป็โพรงลึก กลายเป็อ่างน้ำขนาดย่อมๆเขาใส่ดอกกัลปพฤกษ์ลงไปกำมือใหญ่ ตามด้วยน้ำสะอาดจนเต็ม
"อา... น้ำชาดอกไม้กลิ่นหอมชื่นใจ ต้อนรับแขกผู้มีเกียรติ..."จ้อยยิ้มเ้าเล่ห์ แววตาเริ่มซุกซน เขามองเห็นถ้วยไม้ห้าใบที่วางอยู่มุมถ้ำ(ซึ่งไม่รู้ว่านายหญิงไปหามาจากไหนในดินแดนแร้นแค้นนี้)เขารินน้ำชาใส่ถ้วยให้นายหญิงอย่างประณีตหนึ่งใบ
แต่สำหรับถ้วยของท่านเ้ากรม...จ้อยหันซ้ายหันขวา เมื่อเห็นว่าไม่มีใครมอง เขาก็ขยับกายไปนั่งยองๆบนอ่างหินใสนั้น แล้วส่งแรงเบ่งจากพุงกะทิเล็กน้อย...
แปะ... แปะ...
วัตถุสีน้ำตาลขนาดเล็กกะทัดรัดสองสามเม็ดร่วงหล่นลงในน้ำชาดอกไม้ดังจ๋อม!
จ้อยใช้กิ่งไม้เล็กๆคนจนมันละลายหายไปกับน้ำชาที่เริ่มเปลี่ยนสีเข้มขึ้นเล็กน้อย พร้อมกับหัวเราะหึๆในลำคอ "น้ำชานี้ผมตั้งใจปรุงสุดฝีมือเลยนะท่านเ้ากรม ผมขอตั้งชื่อมันว่า 'น้ำชาดาวล้อมเดือนสูตรยาเม็ดพลังช้างสาร' รับรองว่าดื่มเข้าไปแล้วท่านจะได้ััถึงรสชาติที่ลืมไม่ลงไปชั่วกัลปาวสานเลยเชียวล่ะ... ฮิๆๆ!"
จ้อยจัดแจงยกถาดไม้ที่มีแก้วน้ำชาสองใบเดินเตาะแตะออกไปหาแขก์ด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสปานกามนิตยอดรักโดยที่ไม่มีใครรู้เลยว่าะเิเวลาในถ้วยน้ำชากำลังจะทำงานในอีกไม่ช้า!