บทที่ 23 ค่ารักษาอันสูงลิ่ว
“นายท่านเถียน ก่อนอื่นขอให้คนมาย้ายกระถางเหมยห้าสีในห้องนอนของคุณหนูออกไปด้วย" จ้าวผิงกล่าว
“เหมยห้าสีงั้นหรือ?” เถียนฟู่ไห่ตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นจึงนึกถึงบางสิ่งขึ้นมาได้ ก่อนพูดด้วยอาการสงสัย “หมอจ้าว ปัญหาเกิดจากกระถางเหมยห้าสีนั้นหรือ?”
“ถูกต้อง” จ้าวผิงพยักหน้าพลางเอ่ยว่า "มันคือสาเหตุของโรค"
"แค่ย้ายออกไป ก็จะทำให้อาการป่วยของคุณหนูบรรเทาลงครึ่งหนึ่งแล้ว"
“สาเหตุของโรค?” เถียนฟู่ไห่กลับยิ่งสับสน
จ้าวผิงอธิบายได้เพียงว่า “แม้เหมยห้าสีจะงดงาม แต่มันก็มีพิษเช่นกัน การคลุกคลีเป็เวลานานอาจทำให้เกิดอาการแพ้ได้ง่าย”
“ข้าสังเกตเห็นมันตอนที่กำลังวินิจฉัยอาการของคุณหนูเมื่อวานนี้ ซึ่งอาการป่วยส่วนใหญ่ของนางเกิดจากเหมยห้าสี"
“เป็เช่นนั้นหรอกหรือ?” เถียนฟู่ไห่ตื่นใเป็อย่างยิ่ง
เขาหันกลับไปจ้องมองเฝิงจวิ้นเหริน ก่อนจะเอ่ยเสียงเ็า "เฝิงจวิ้นเหริน หากข้าจำไม่ผิด นั่นคือกระถางเหมยห้าสีที่เ้ามอบให้ลูกสาวข้าใช่หรือไม่?"
ตุบ!
เฝิงจวิ้นเหรินรีบคุกเข่าลงกับพื้น ก่อนพูดด้วยความตื่นตระหนก "ท่านลุงเถียนมีความจำเป็เลิศ แต่หลานชายเพียงได้ยินว่าคุณหนูชอบดอกไม้ จึงจัดหาเหมยห้าสีมาให้นางได้เพลิดเพลินเป็พิเศษ แต่ข้าไม่รู้ว่าเหมยห้าสีกลับมีพิษเช่นนี้"
"หากรู้มาก่อน แม้ว่าข้าจะมีความมั่นใจเต็มร้อย ก็ไม่แม้แต่จะกล้ามอบกระถางเหมยห้าสีให้คุณหนูเป็อันขาด"
เฝิงเจิ้งชูยังช่วยอธิบายด้วยว่า "พี่เถียน เื่นี้ข้าสามารถเป็พยานได้ แม้แต่ข้าก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเหมยห้าสีสามารถทำให้เกิดโรคได้ ยิ่งไปกว่านั้นคือเ้าลูกสุนัขก็ไม่ได้มีความรู้ด้านการแพทย์ด้วย”
“เฮอะ!”
เถียนฟู่ไห่เอ่ยเสียงเ็า "แต่ท่านเฝิงเจิ้งชูเป็หมอ ร้ายดีอย่างไรก็ยังเป็เ้าหน้าที่ทางการ ส่วนข้าเถียนฟู่ไห่เป็เพียงพ่อค้า ไม่อาจเอื้อมไปใกล้ชิดครอบครัวของพวกท่านได้"
“เช่นนั้นคำเรียกหลานชายหรือท่านลุง คราวหน้าอย่าเรียกอีกจะดีกว่า เพื่อป้องกันผู้อื่นเข้าใจผิดด้วย”
“โจวอัน ส่งแขก”
แม้เขาจะรู้ว่าเฝิงจวิ้นเหรินไม่มีเจตนาทำผิด แต่เขาจะให้อภัยทั้งสองคนนี้ได้อย่างไร ในเมื่อบุตรสาวของเขาต้องทนทุกข์ทรมานเช่นนี้
การที่ไม่ได้เอาผิดอีกฝ่าย เพียงเพราะที่นี่คือเขตปกครองของอำเภออวิ๋นอัน ซึ่งเป็ถิ่นของตระกูลเฝิง ถ้าเปลี่ยนเป็เมืองจวิ้น ป่านนี้ทั้งสองคงถูกสับเป็ชิ้น ๆ แล้ว
เฝิงจวิ้นเหรินยังอยากจะพูดต่อ ทว่าก็ถูกบิดาดึงออกไปเสียก่อน
จ้าวผิงก็คาดไม่ถึงว่าเื่นี้จะเกี่ยวข้องกับตระกูลเฝิงโดยตรง ถ้าเช่นนั้นก็ไม่ต้องเสียเวลาคิดแผนจัดการทั้งสองให้มากอีก
หลังจากที่จ้าวผิงนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็พูดว่า “นายท่านเถียน มีเพียงไม่กี่คนที่ทราบเื่พิษโดยธรรมชาติของเหมยห้าสี นายน้อยเฝิงอาศัยอยู่ในเขตเล็ก ๆ เช่นอำเภออวิ๋นอัน จึงเป็เื่ปกติที่เขาจะไม่รู้”
“เหตุใดเราไม่ให้เขารับผิดชอบค่ารักษาของคุณหนูแทน ถือได้ว่าเป็การชดเชยความผิด และท่านควรหยุดตำหนิเขาได้แล้ว"
“ถูกต้อง ๆ นายท่านเถียน ข้าจะรับผิดชอบค่ารักษาทั้งหมดของคุณหนูเอง” เฝิงเจิ้งชูรีบตอบรับทันทีทันใด
มิหนำซ้ำยังนึกชื่นชมจ้าวผิงมากขึ้น
เถียนฟู่ไห่มองจ้าวผิงลึกซึ้งกว่านั้น สมกับเป็อัจฉริยะเสียจริง เพราะกังวลว่าหากเขาจากไปแล้วก็จะตกเป็เป้าหมายของตระกูลเฝิง เขาจึงแสร้งขอความเมตตาแทน ทั้งยังเป็การไว้หน้ากันด้วย
แต่ถ้าจะฆ่าก็ยังฆ่าได้
เถียนฟู่ไห่พยักหน้าและพูดว่า “เนื่องจากท่านหมอจ้าวช่วยขอร้องแทนพวกเ้า เช่นนั้นก็ลืมมันเสียเถอะ"
“บุตรสาวของข้าต้องทนทุกข์เพราะพวกเ้า เช่นนั้นก็ชดใช้มาเพียงห้าร้อยตำลึงก็พอ"
เฝิงเจิ้งชูพลันรู้สึกเ็ปไปทั้งร่าง แต่เขาต้องฝืนยิ้มและยอมรับผล “ขอบคุณสำหรับความมีน้ำใจของนายท่านเถียน ข้าจะรีบกลับบ้านไปเอาเงินมาเดี๋ยวนี้”
ทว่าก่อนที่พวกเขาจะจากไป จ้าวผิงก็พูดขึ้นมาว่า “นายท่านเถียน เกรงว่าเงินห้าร้อยตำลึงจะไม่เพียงพอน่ะสิ”
“เพราะเหตุใด?”
เฝิงเจิ้งชูและเฝิงจวิ้นเหรินต่างตกตะลึงทั้งคู่
แม้แต่เถียนฟู่ไห่ก็ยังตกตะลึง
เงินห้าร้อยตำลึงยังไม่เพียงพอสำหรับจ้าวผิง เป็ไปได้หรือไม่ว่าเขา้าทำให้ตระกูลเฝิงสิ้นเนื้อประดาตัว
หรือแท้จริงแล้วเขาไม่ได้กำลังขอความเมตตา แต่กลับลงโทษสองคนนี้ด้วยวิธีที่แตกต่างกัน
เถียนฟู่ไห่ถามด้วยรอยยิ้มว่า "ท่านหมอจ้าว ตัวยาของท่านทำจากทองคำหรือไม่ เหตุใดจึงมีราคาแพงนัก?"
“แม้ว่ามันไม่ได้ทำจากทองคำ แต่มันมีค่ายิ่งกว่าทองคำ"
จ้าวผิงกล่าวด้วยความหนักแน่น "ต้องทราบก่อนว่าคุณหนูป่วยเป็โรคภูมิแพ้ และไม่ได้มีผื่นที่ใบหน้าเท่านั้น แต่ยังมีผื่นขึ้นทั่วร่างกาย ซึ่งผื่นเหล่านี้เกิดการอักเสบมากเสียแล้ว ถ้าหากไม่ได้รับการรักษาที่ดี ในอนาคตก็จะกลายเป็แผลเป็ทั่วร่างกายแน่”
“ท่านลองคิดดูสิ สาวงามที่มีผิวกายละเอียดอ่อนเช่นนี้ หากร่างกายของนางเกิดมีแผลเป็ประดับไปทั้งตัว แล้วใครจะอยากแต่งงานกับนาง?"
“แม้ว่าตระกูลเถียนจะใช้อำนาจบีบบังคับให้คนมาแต่งกับคุณหนูได้ก็เถอะ แต่นางจะยอมรับการถูกหลอกได้หรือไม่ จะกล้าออกไปพบปะผู้คนได้อย่างไร?"
คำพูดเหล่านี้ทำให้เถียนฟู่ไห่ใมาก เขาก้าวไปข้างหน้าและคว้ามือของจ้าวผิงพลางเอ่ยด้วยความไม่สบายใจ “ท่านหมอจ้าวมีวิธีรักษาหรือไม่?”
“ฮ่า ๆ นายท่านเถียนไม่ต้องกังวล” จ้าวผิงเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ในเมื่อข้ากล้ามาที่นี่แล้ว ข้าจะรักษาคุณหนูได้อย่างสมบูรณ์แบบเอง”
“เพื่อป้องกันไม่ให้ทิ้งรอยแผลเป็ไว้ในอนาคต ข้าจึงใช้ไข่มุกพิเศษจากหนานไห่ และใช้ตัวยาอันล้ำค่าหลายชนิด เช่น โสมแดงตะวันตก และเกสรบัวหิมะูเาน้ำแข็งเพื่อเตรียมยานี้ขึ้นมา"
“ยังไม่ต้องพูดถึงเื่อื่น แค่ตัวยาที่ใช้รักษานี้ก็มีมูลค่ามากกว่าสองพันตำลึงแล้ว"
“แต่ข้าเป็คนใจกว้าง ดังนั้นในฐานะสหาย ข้าจะเรียกเก็บเงินค่ารักษาจากนายท่านเถียนเพียงสองพันตำลึงเท่านั้น”
เถียนฟู่ไห่ยังต้องสูดหายใจเข้าลึก เพราะสองพันตำลึงเทียบเท่ากับรายได้ต่อปีของตระกูลเถียนได้เลย
จ้าวผิงกล้าที่จะเรียกร้องเกินเหตุจริง ๆ
สำหรับใครก็ตามที่มีสายตาเฉียบแหลม จะสามารถเห็นได้ว่าเขากำลังต้อนสองพ่อลูกตระกูลเฝิงไปสู่ทางตัน
“จ้าวผิง คนสำมะเลเทเมาแบบเ้าคิดจะทำอันใดกัน?"
เฝิงจวิ้นเหรินทนไม่ไหว จึงเริ่มะโด่าทอ “ข้าได้ตรวจสอบตัวตนและภูมิหลังของเ้าแล้ว ั้แ่เด็กจนโต เ้าไม่เคยออกจากอำเภออวิ๋นอัน แล้วเ้าได้ไข่มุกหนานไห่มาได้อย่างไร ไหนจะยังมีโสมแดงตะวันตกนั่นอีก?"
“หรือเ้าคิดหลอกลวงนายท่านเถียน”
“เ้าแอบสืบเื่ข้าหรือ?” สีหน้าของจ้าวผิงพลันมืดลง ก่อนพูดเสียงเ็าว่า “ทำไมต้องแอบสืบประวัติข้าด้วย?”
“ข้า ข้า...” เฝิงจวิ้นเหรินไม่สามารถให้เหตุผลได้
จ้าวผิงถามย้ำอีกครั้ง "ข้าลืมตาดูโลกมาได้ยี่สิบกว่าปีแล้ว ในทุก ๆ วันข้าต้องเผชิญกับสิ่งต่าง ๆ มากมาย ไม่ว่าจะกิน นอนหรือเข้าห้องน้ำ ข้าได้พบใคร ได้มีปฏิสัมพันธ์กับใคร เ้าได้ไปตามสอบถามพวกเขาทั้งหมดเลยหรือ?"
“เ้าตามสืบเื่ข้าได้ชัดเจนขนาดนั้นเชียว?”
“ข้า ...” เฝิงจวิ้นเหรินสำลักน้ำลาย พูดอะไรไม่ออก
จ้าวผิงหันไปพูดกับเถียนฟู่ไห่อีกครั้ง “นายท่านเถียนมีสายตากว้างไกล โปรดบอกข้าทีว่าสิ่งที่ข้าพูดเป็ความจริงหรือไม่”
“หมอจ้าว ข้าเกรงว่าตระกูลเฝิงจะไม่สามารถหาเงินสองพันตำลึงได้จริง ๆ"
เถียนฟู่ไห่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดว่า “เอาละ ในเมื่อเฝิงจวิ้นเหรินส่งเหมยห้าสีมา เขาจึงต้องมีส่วนในการรับผิดชอบ เช่นนั้นให้ตระกูลเฝิงจ่ายครึ่งหนึ่ง นั่นก็คือหนึ่งพันตำลึง”
“ส่วนอีกหนึ่งพันตำลึงนั้นตระกูลเถียนของข้าจะจ่ายเอง”
แม้ว่าเถียนฟู่ไห่้าลงโทษสองพ่อลูกตระกูลเฝิง ทว่าอำเภออวิ๋นอันก็เป็ถิ่นของพวกเขา
หากทำให้ตระกูลเฝิงขุ่นเคือง แล้วยิ่งฝ่ายตนก็เดินทางมาด้วยความเร่งรีบ จึงนำองครักษ์มาด้วยเพียงสิบนายเท่านั้น จึงไม่แน่ใจว่าอาจเป็การยากหากจะออกจากอำเภออวิ๋นอันโดยสวัสดิภาพ
เขาจึงไม่อยากเสี่ยง
นั่นเป็เหตุผลที่ยอมถอยให้สองพ่อลูกตระกูลเฝิงหนึ่งก้าว
ก่อนที่จ้าวผิงจะทันได้พูดอะไร เฝิงเจิ้งชูก็โพล่งขึ้นมาว่า "ขอบคุณนายท่านเถียนที่เข้าใจ ข้าจะกลับไปหาเงินที่บ้าน และสัญญาว่าจะมอบให้เมื่อพวกท่านเดินทางออกจากอำเภออวิ๋นอัน"
“หากพวกท่านกลับไปก่อน ข้าจะมอบเงินให้กับหมอจ้าว”
“ตกลง”
เถียนฟู่ไห่พยักหน้า
เขาแค่อยากจะรักษาลูกสาว ส่วนความบาดหมางระหว่างจ้าวผิงและตระกูลเฝิงนั้น เขาเป็คนนอก ไม่อาจเข้าไปยุ่งได้
เฝิงเจิ้งชูรู้สึกเหมือนได้รับการอภัยโทษแล้ว เขาจึงพาเฝิงจวิ้นเหรินออกจากคฤหาสน์เฉียนด้วยความเร่งรีบ
“ท่านพ่อ นั่นเป็เงินหนึ่งพันตำลึงไม่ใช่หรือ หมายความว่าเราจ่ายให้ตระกูลเถียนโดยสูญเปล่าใช่หรือไม่?"
เมื่อออกจากประตูแล้ว เฝิงจวิ้นเหรินก็พูดด้วยความโกรธ
“สูญเปล่าได้อย่างไร?”
“นั่นคือเถียนฟู่ไห่ พ่อค้าผู้มั่งคั่งจากเมืองจวิ้นเชียวนะ" เฝิงเจิ้งชูกล่าว "แม้แต่สาขาของตระกูลขุนนางในเมืองจวิ้นยังต้องไว้หน้าเถียนฟู่ไห่ ดังนั้นเราไม่อาจทำให้ขุ่นเคืองได้เช่นกัน”
“เฮ้อ! เงินหนึ่งพันตำลึงนี้ ครอบครัวของเราต้องใช้เวลาเก็บหอมรอมริบตั้งกี่ปี มาตอนนี้กลับหายวับไปกับตาเสียแล้ว เมื่อข้านึกถึงมันแล้วก็รู้สึกเศร้าใจ" เฝิงจวิ้นเหรินกล่าวด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย
“รู้สึกเศร้าทำไม? ไม่ใช่ว่าจะเอามันกลับมาไม่ได้เสียหน่อย" เฝิงเจิ้งชูกล่าว
“เอาคืนมาได้จริงหรือ?”
เฝิงจวิ้นเหรินถามด้วยความใ "ท่านพ่อ ก็ท่านบอกว่าห้ามทำให้เถียนฟู่ไห่ขุ่นเคืองไม่ใช่หรือ เมื่อเงินเข้ากระเป๋าเขาแล้ว อีกฝ่ายยังคิดจะคืนให้พวกเราอีกหรือ?"
“เขาย่อมไม่เต็มใจแน่นอน แต่จะมีคนอื่นทำแทน"
เฝิงเจิ้งชูอธิบายว่า "เมื่อครู่เ้าไม่ได้ฟังที่จ้าวผิงพูดหรือ เงินนั่นเป็ค่ารักษา และเมื่อพิจารณาจากนิสัยของเถียนฟู่ไห่แล้ว เขาจะไม่เก็บมันไว้เองเด็ดขาด หลังจากที่จ้าวผิงรักษาเถียนโหรวแล้ว เขาจะมอบเงินให้จ้าวผิงแน่นอน”
“แล้วมอบให้มากกว่าสองพันตำลึงเสียด้วยซ้ำ”
“เมื่อตระกูลเถียนออกจากอำเภออวิ๋นอันก็จะเหลือแค่จ้าวผิงอันธพาลข้างถนนคนนั้น หากอยากจัดการเขา จะทำไม่ได้เชียวหรือ?"
“ท่านพ่อเฉียบแหลมมาก ข้านับถือ”
“เ้าจงเรียนรู้จากข้าให้ดี เพราะในอนาคตตระกูลเฝิงยังต้องพึ่งพาให้เ้าสานต่อความสำเร็จ"
“ขอรับท่านพ่อ”
ทางด้านจ้าวผิงหาได้รู้ไม่ว่าสองพ่อลูกกำลังวางแผนกันขณะที่เขากำลังรักษาเถียนโหรว
แท้จริงแล้วตามข้อจำกัดทางการแพทย์สมัยราชวงศ์ต้าเว่ย โรคภูมิแพ้นี้ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้
แม้ในยุคอนาคตที่เทคโนโลยีทางการแพทย์ก้าวหน้าไปมาก ก็ยังยากที่จะลดอาการแพ้ลงได้อย่างสมบูรณ์
โชคดีที่เถียนโหรวมีอาการแพ้ทางิัเท่านั้น เมื่อกำจัดสารก่อภูมิแพ้แล้ว ค่อยใช้ยาทาแก้อักเสบและบรรเทาอาการคัน
เป็เช่นนั้นจริง เพราะในเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วยาม เถียนโหรวก็ไม่รู้สึกคันอีกต่อไป
เถียนฟู่ไห่ถอนหายใจด้วยความโล่งอก รู้สึกขอบคุณจ้าวผิงอย่างสุดซึ้ง จึงคว้ามือของจ้าวผิงเอาไว้ ก่อนเชิญไปที่ห้องโถงใหญ่ ทั้งยังให้เกียรติเขานั่งที่หัวโต๊ะด้วยซ้ำ
จ้าวผิงจะกล้าได้อย่างไร
และเขาก็ไม่้ามีปฏิสัมพันธ์กับเถียนฟู่ไห่มากเกินไปด้วย
หลังจากมีพิธีรีตองใส่กันสักพัก จ้าวผิงก็หาข้ออ้างเตรียมตัวจะออกไป
“นายท่านเถียน ข้ายังมีธุระให้ทำอีกมาก คงไม่สามารถอยู่ที่นี่ได้นานนัก" จ้าวผิงหยิบห่อยาออกมาแล้วยื่นให้
“นี่คือยาสำหรับอีกสามวันข้างหน้าของคุณหนู กินวันละสามครั้ง ครั้งละหนึ่งห่อ จากนั้นนำใบอ่อนของเหมยห้าสีสองใบมาเติมน้ำลงไปสองช้อนชา แล้วบดเข้าด้วยกันให้ละเอียด จากนั้นคั้นน้ำออกมาแล้วใช้ทาบริเวณที่มีอาการคัน ภายในสามวันก็จะหายเป็ปกติ”
“ท่านหมอจ้าวโปรดรอสักครู่ ข้าสั่งลูกน้องไปหยิบเงินมาแล้ว”
เถียนฟู่ไห่รับห่อยามาแล้วเอ่ยว่า “รอหยิบเงินมาก่อน คงไม่สายเกินไปที่หมอจ้าวจะออกไปพร้อมค่ารักษา”