[อ้อแอ้อู้โอ้ว!] พ่อของข้าคือผู้กล้าอันดับหนึ่ง!

    บทที่ 12 มุ่งสู่ถ้ำพญามังกร


    error loaded
    “ข้าคิดว่าเสื้อตัวนี้เหมาะกับฟานมากเลยนะซือหลิน เจ้าลองดูซิ!”เพตราเสนอแนะต่อซือหลิน ก่อนจะลองหยิบเสื้อหนาแขนยาวสำหรับเด็กทารกขึ้นมาพิจารณา ในขณะที่อัศวินหญิงกำลังยืนเลือกหาซื้อเสื้อผ้า ภายในร้านใจกลางตลาดแผงลอยแห่งหนึ่งของหมู่บ้านวายุพิรุณ ย่านพักอาศัยซึ่งเป็นจุดพักรถม้าก่อนขึ้นภูเขาซุยซานเป้าหมายปลายทาง... “ข้าว่ามันดูลวดลายเยอะไปซักหน่อย ว่าแต่ราคาเท่าไรนะ?”ซือหลินกล่าวขณะกระเตงฟาน เด็กน้อยวัยทารกผู้กำลังมันเขี้ยวของตน เธองับบ่าของผู้เป็นพ่ออยู่ไม่ขาดช่วง “ข้าแลกสกุลเงินเป็นต้าจินมาแล้ว ยังไงก็ต้องแตกเศษเหรียญเอาไว้ใช้อยู่ดี เจ้าไม่ต้องกังวลเรื่องเงินหรอก เสื้อตัวนี้ข้าออกเงินให้เองนะ”เพตราตอบอย่างรวดเร็ว เธอควักหยิบถุงเงินใส่เศษเหรียญออกมา แล้วมอบเงินค่าเสื้อให้แก่แม่ค้าหญิงวัยชราซึ่งอยู่ใกล้ตน “ไม่ได้นะ ข้าจะพึ่งพาเงินเจ้าทำไมกัน? เสื้อของลูกสาวข้า ข้าออกเงินเองได้!”ซือหลินแย้ง ก่อนพยายามควักเศษเหรียญต้าจินเพื่อคืนใส่ในกระเป๋าอัศวินหญิง ทว่าอีกฝ่ายร้องห้ามพลางรีบเก็บถุงใส่เงินในทันที “ไม่ต้องเกรงใจข้าหรอก! ฟานเป็นลูกสาวเจ้า เธอก็เหมือนหลานสาวข้าคนหนึ่งนั่นแหละ จะให้ข้าซื้อของให้หลานสาวไม่ได้หรือไง?”เพตราตอบ อัศวินหญิงหันศีรษะมายังเด็กชายนักบวชที่อยู่ใกล้ตัว“เดี๋ยวข้าซื้อให้เจ้าด้วยนะเวทิน ใส่ไว้จะได้อบอุ่น” “ขอบคุณในความกรุณาเป็นอย่างยิ่งครับ ท่านเพตรา”เวทินยิ้มรับพลางก้มศีรษะ เด็กชายหันไปมองรอบตัวในสถานที่อันน่าตื่นตาแห่งใหม่ หมู่บ้านวายุพิรุณ จัดเป็นหมู่บ้านขนาดใหญ่และมีความเจริญอย่างยิ่งกว่าที่ตัวเวทินคาดคิดนัก ตอนแรกก่อนมาถึง เด็กชายคาดว่าที่นี่จะไม่ต่างจากหมู่บ้านก่อนๆที่เคยผ่านมา ห่างไกลรกร้างผู้คนและเต็มไปด้วยหิมะหนาโพลน ทว่าภาพตรงหน้า กลับตรงกันข้ามกับสิ่งที่จินตราการเอาไว้มากโข หมู่บ้านใหญ่ใกล้ภูเขาสูงแห่งนี้ อุดมไปด้วยประชากรหลายหลากเชื้อชาติ ส่วนมากล้วนเป็นชาวต้าจินและศวาติปะปนกันไป กระนั้นก็เห็นชาวอาคเนย์อยู่ชัดเจน พวกเขามีผิวสีแทน บางคนมีหูสัตว์เดินสัญจรอยู่ด้วย ตรงตลาดผ้าที่คณะของพวกเขายืนอยู่ จะมองเห็นการก่อสร้างป้อมปราการอย่างชัดเจน หอคอยและกำแพงล้อมรอบสูงหลายสิบเมตร ด้านล่างจะมีเส้นทางธารน้ำ ด้วยนวัตกรรมชลประทานของต้าจิน จึงทำให้มีน้ำไหลผ่านตลอดแม้ช่วงฤดูหนาว มองไปข้างตลาด มีสถานราชการหลายแห่ง กระทั้งศาสนจักรนิยายศวาติก็มีอยู่ที่นี่ด้วยเช่นกัน “แหม เป็นครอบครัวพ่อแม่ลูกที่น่ารักจังเลยนะจ๊ะ มาซื้อของด้วยกันน่าเอ็นดู!”หญิงชราเจ้าของร้านเสื้อผ้าเด็กพูดขึ้นเบาๆกับเพตรา หลังรับเงินของเธอมานับเสร็จแล้ว เธอทำสีหน้ากรุ่มกริ้มพร้อมยกมือป้องปากพร้อมหัวเราะคิกคัก “ไม่ใช่นะคะคุณยาย ข้าไม่ได้เป็นครอบครัวพ่อแม่ลูกนะคะ เขาเป็นเพื่อนของข้าต่างหากค่ะ!”เพตราแย้ง เธอเขินหน้าแดงเล็กน้อย ชำเลืองมองซือหลิน ดูเหมือนเจ้าตัวจะไม่ได้ยินเพราะกำลังพยายามอุ้มหนูฟานอยู่ ถ้าจะได้ยินคงเป็นเวทินเท่านั้นเอง “แหม ไม่ต้องเขินไปหรอกจะ เดี๋ยวยายจะลดราคาให้คุณแม่เป็นพิเศษนะจ๊ะ แหม ยังสวยยังสาว อุตส่าห์พาครอบครัวมาช่วงงานเทศกาลแบบนี้ทั้งที ต้องพิเศษกันเสียหน่อย” “ไม่ใช่คุณแม่ค่ะ!”เพตราย้ำจุดยืน“ข้าเป็นอัศวินต่างหากค่ะ!” “เอ่อ ขอโทษนะครับ กำลังจะมีงานเทศกาลอะไรเหรอครับคุณยาย”เวทินซึ่งอยู่ใกล้และบังเอิญได้ยินบทสนทนาทั้งหมด เดินมาถามเพื่อคลายความสงสัย “โอ้โห! เป็นเด็กชายที่น่ารักจัง พูดจาก็สุภาพ ลูกชายคนโตหรือจ๊ะหนู? แหมๆ ลูกสองคนช่วยกันเลี้ยง น่ารักจริงนะจ๊ะ” “ไม่ใช่ค่ะคุณยาย!”เพตราตอบอย่างรวดเร็ว ใบหน้าของเธอเริ่มแดงระเรื่อขึ้น เกือบจะเท่ากับสีผมของตนเอง เธอเริ่มเหนื่อยหน่ายใจกับการรับมือกับคำหยอกเย้าของคุณยายร้านเสื้อผ้าเข้าให้แล้ว เวทินได้แต่หัวเราะแห้งๆ ก่อนถามเจ้าของร้านสูงวัยอีกครั้ง“ตกลงว่ากำลังจะมีงานฉลองขึ้นที่นี่หรือครับคุณยาย?” เจ้าของร้านสูงวัยฉีกรอยยิ้มจริงใจ“ถูกต้องแล้วจ๊ะพ่อหนุ่ม! สังเกตรึเปล่า? ว่าที่นี่ปูถนนกับสร้างอาคารใหม่เต็มไปหมดเลย” เวทินมองรอบๆเพื่อสังเกตรายละเอียดของถนนและอาคารเพิ่ม เขาพบว่าเมื่อเทียบกับเหล่าหมู่บ้านในภูมิภาคจะมีสภาพแวดล้อมที่สะอาดตา กระทั้งพื้นท้องถนนก็ได้รับการดูแลกวาดถูทำความสะอาดเป็นอย่างดี เวทินพยักหน้าตอบรับ“สังเกตครับ เหมือนเพิ่งจะสร้างเสร็จไม่นานเท่าไรเลยด้วยครับ” “เรากำลังจะสร้างปรับขยายหมู่บ้านเป็นเมืองใหม่ยังไงล่ะ”คุณยายขายเสื้อเล่าอย่างตั้งใจก่อนพูดเสริมต่อ“ทางการกำลังหมายมั่นปั้นมือ ตั้งใจพัฒนาที่ดินบริเวณนี้มาตั้งแต่สมัยยายยังสาวๆอยู่เลย เพื่อก่อสร้างเป็นเมืองใหม่ให้เทียบเท่าเมืองชายแดน เพราะหมู่บ้านวายุพิรุณของยาย ตั้งอยู่ระหว่างที่ราบกับเส้นทางขึ้นไปสู่ภูเขาซุยซาน แต่กว่าจะได้สร้างจริงก็หลังสงครามไม่นานนี้เอง ผู้คนทยอยแวะเวียนมาที่นี่บ่อยขึ้นมากเลยเชียว ก็สมควรแก่เวลาที่จะพัฒนาได้เสียทีนะ” เพตราซึ่งฟังอยู่ก็เอ่ยถามต่อ“ข้าเคยได้ยินมาว่าซุยซาน เป็นภูเขาน้ำแข็งแห่งความหนาวเหน็บ เป็นทั้งปราการธรรมชาติที่กว้างไกลสุดลูกหูลูกตา พร้อมได้ชื่อว่าเป็นภูเขาสูงที่สุดของจักรวรรดิต้าจินใช่ไหมคะ?” “ใช่แล้วจ้ะ”หญิงชราเห็นพ้อง“กระนั้นสำหรับชาวต้าจินเรา ก็กล่าวขานว่าเป็นดินแดนของเทพเจ้าและแหล่งท่องเที่ยวที่สวยงามแห่งหนึ่ง ดังนั้นเราเลยจะเฉลิมฉลองเมืองใหม่ พร้อมกับวันเทศกาลพญามังกรเฮอเหลียวแห่งซุยซานด้วยยังไงล่ะ” “เทศกาลวันพญามังกรเฮอเหลียวหรือครับ?”เวทินถามด้วยความอยากรู้ “ใช่แล้วพ่อหนุ่มน้อย แต่ที่นี่จัดไม่เหมือนทางการในเมืองหลวงหรอก เราถือเอาช่วงต้นสัปดาห์ที่สามของเดือนสิบเอ็ด เป็นช่วงเวลาเฉลิมฉลองมงคลที่ท่านเทพพญามังกรเฮอเหลียวมายังดินแดนแห่งนี้ ซึ่งท่านเทพมังกรคอยปกป้องคุ้มครองเผ่ามนุษย์จนมีต้าจินทุกวันนี้ยังไงล่ะหลาน” “ได้ยินว่าเมืองหลวงต้าจินก็มีวันพญามังกรเหมือนกัน”เพตราพยักหน้า “เป็นเดือนสิบสองน่ะ ที่ท่านอาจารย์ไปช่วยสร้างเมืองหลวง”ซือหลินกล่าว เขาอุ้มฟานที่ลองสวมเสื้อกันหนาวอย่างดีมาแล้ว“เอาล่ะฟาน ลองเสื้อได้แล้วต่อไปก็ดูผ้าอ้อมกัน” “เอ๊ะ เดี๋ยวซิ! ถ้าอย่างนั้นเอาตัวนี้!...กับตัวนี้! อืม!! เอาตัวนี้ด้วย!”อัศวินหญิงรีบหยิบเสื้อเด็กสามสี่ตัวไปให้คุณยายเจ้าของคิดเงินทันที จนซือหลินตะลึงงัน “เดี๋ยวก่อนคุณผู้หญิง! ซื้อเสื้อเยอะไปแล้วหรือเปล่า?”ผู้กล้าสูงวัยถาม เมื่อเห็นสารพัดเสื้อผ้าตรงหน้า “จะซื้อเสื้อผ้าเด็กก่อนขึ้นภูเขาที่ทั้งหนาวทั้งสูง ก็ต้องซื้อเผื่อไว้ซิ!”ผู้กล้าสาวผมแดงแย้งตอบ “มันก็ได้ ว่าแต่ราคาเท่าไรกัน?” “เจ้ากังวลเรื่องเงินมากไปแล้ว!” เมื่อเห็นทั้งสองโต้คารม เวทินจึงเข้ามาห้ามทัพ“เอ่อ ผมคิดว่าน้องฟานน่าจะหนาว เมื่อขึ้นไปบนภูเขา ซื้อเตรียมเสื้อผ้าที่ทำให้อบอุ่นเพิ่มไว้เผื่อหน่อย น่าดีกว่านะครับท่านซือหลิน” “มันก็ใช่เวทิน แต่จะซื้อเสื้อผ้าก็ควรดูที่ราคาด้วยนะ แล้วก็ต้องดูคุณภาพ ความเหมาะสมด้วย” “ข้าบอกแล้วว่าออกเงินเอง แล้วที่ข้าเลือกไว้มันไม่มีคุณภาพหรือไม่เหมาะสมตรงไหนล่ะ?”เพตราแย้งพลางจ้องซือหลินด้วยแววตากลมโตของเธอ “จะซื้อเสื้อเด็กต้องดูขนาดตัวด้วยซิ ต้องซื้อเผื่อโตด้วย”ซือหลินตอบ พลางเอาชุดตัวอื่นไปวางแทนตัวที่อัศวินหญิงเลือกไว้ “เฮ้! หยิบเสื้ออะไรของเจ้ามาเนี่ย! เสื้อเชยไม่มีรสนิยมเลย! จะให้ลูกสาวเจ้าใส่แบบนี้จริงหรือ?” “แล้วเจ้าล่ะ ชุดฟูฟ่องลูกไม้นั่นมันอะไรกัน ลูกสาวฟานตัวน้อยของข้าจะขึ้นเขาสูงนะ ไม่ใช่ไปงานเลี้ยงขุนนางไฮโซบนยอดปราสาท” “เจ้าจะไปเจอท่านอาจารย์ไม่ใช่เหรอ? แต่งตัวให้ลูกสาวฟานดูดีหน่อยซิ! ไม่ใช่ปล่อยตัวมอซอแบบพ่อ!” “ข้ามอซอตรงไหน?” ขณะที่ทั้งสองกำลังฟาดฟันด้วยวาจา คุณยายเจ้าของร้านที่มองอยู่นานก็อมยิ้มแล้วเอ่ย “แหมๆ เป็นคู่พ่อแม่ลูกที่สนิทกันเหลือเกิน น่ารักจังเลยนะคะ คิกคิก!” “ไม่ใช่นะ!”ทั้งสองตอบพร้อมกัน



    การขึ้นเขาซุยซานเป็นการเดินทางที่ยากลำบาก ยิ่งถ้าใช้ม้าในการเดินทางจะไม่เหมาะ เพราะสภาพอากาศที่หนาวจัดและลู่ทางที่ค่อนข้างกันดาร
    ดังนั้นคณะของซือหลินจึงเลือกที่จะฝากม้าพวกเขาเอาไว้ที่โรงม้าแห่งหนึ่งในหมู่บ้านวายุพิรุณ สัมภาระจำเป็นทั้งหลายจึงตกมาอยู่กับเจ้าลมกรด ล่อพาหนะคู่ใจของซือหลินนั่นเอง การใช้ล่อเป็นสัตว์พาหนะถือเป็นตัวเลือกอันเหมาะสม ยิ่งเป็นเจ้าลมกรดในยามนี้ มันค่อนข้างอึดและเดินเร็วขึ้นมาก คงเป็นผลมาจากการดูแลเป็นอย่างดีของเพตราและเวทิน ซือหลินแอบคิดในใจว่าเจ้าลมกรดมันดูสนิทสนมกับทั้งคู่ มากกว่าเจ้าของเสียอีก ทั้งสี่เริ่มเดินทางขึ้นภูเขาในเช้าวันถัดมา เพราะการพักผ่อนร่างกายอย่างเต็มที่จะเป็นผลดีต่อการขึ้นเขา ในช่วงรุ่งเช้าซือหลินก็ตัดสินใจออกเดินทาง ท่ามกลางสภาพอากาศอันเหมาะสม ช่วงเวลานี้ไม่มีลมแรงจนเกินไป
    หลังจากไปตลาด ผู้กล้าวัยกลางคนก็เลือกซื้อรองเท้าหนาสำหรับปีนเขาให้แก่ทุกคนและตระเตรียมอุปกรณ์ไปเท่าที่จำเป็นเท่านั้น ได้แก่ยาและผ้า ด้วยเป็นการปีนเขาสูง เพตราซึ่งพอมีความรู้ในมนตรารักษาจึงร่ายอาคมคุ้มครองตัวเวทินและฟานเอาไว้ เพื่อไม่ให้ทั้งสองอึดอัด ยามที่ขึ้นที่สูง อากาศก็จะน้อยลง ซึ่งส่งผลกระทบด้วยอาการต่างๆ เช่น การปวดหัว อาการคลื่นไส้อาเจียนและปฏิกิริยาตัดสินใจจะช้าลง “อ๊ะ!”เพตราร้อง เธอเซเพราะพื้นที่ขรุขระ ซือหลินประคองรับเธอไว้ทันท่วงที “ระวังหน่อยเพตรา ถ้าล้มไปจะลำบากนะ” “ขะ ขอบใจ”เพตราตอบด้วยสีหน้าอมชมพู เธอตั้งสติและเดินต่ออย่างรวดเร็ว
    error loaded
    เนื่องจากต้องขึ้นเขา ฟานจึงอยู่ในการคุ้มครองของเวทินซึ่งนั่งบนเจ้าลมกรด ทั้งสี่เดินไปเรื่อยๆ แวะหยุดพักทานอาหารบ้าง ผสมกับเปลี่ยนผ้าอ้อมดูแลฟานไปพลาง เวลาผ่านไปจนพระอาทิตย์ขึ้นกลางศีรษะ บัดนี้ถึงช่วงเที่ยงตรงแล้ว
    “อ้อแอ้!”ฟานตะโกน เสียงของเธอดังกังวานไปทั่วขุนเขา “เราใกล้จะถึงแล้ว”ซือหลินพ่นลมหายใจเฮือกใหญ่ ตอนนี้พวกเขาอยู่ตรงยอดเขาลูกหนึ่ง พวกเขามองเห็นทิวทัศน์อันกว้างขวางของภูเขาซุยซานแทบจะทั้งหมด ท้องฟ้าสีครามสดใส เมฆลอยอยู่ราวกับสามารถเอื้อมมือไปจับได้ แสงแดดสดใส “เจ้ารู้ได้อย่างไรกัน”เพตราถาม เธอเหลือบมองรอบด้าน พบเห็นแต่เพียงวิวทิวเขาเท่านั้น ไม่เห็นถ้ำหรือที่พักของพญามังกรเฮอเหลียวแต่อย่างใด “ดาบของข้าบอก เราอยู่ในอาณาเขตของท่านอาจารย์แล้ว”ซือหลินตอบ เวลานี้ดาบของเขากำลังสั่นเมื่อเขามาในเขตของพญามังกร ซือหลินกุมดาบไว้แน่นแล้วมองรอบด้าน… เวทินซึ่งอุ้มฟานอยู่ก็ช่วยมองด้วย ก่อนจะเอ่ยถามผู้กล้าวัยกลางคน“เราจะหาท่านพญามังกรได้อย่างไรครับ? ท่ามกลางอากาศหนาวเหน็บเช่นนี้” “ขี้แกล้งเหลือเกิน!...เราต้องเรียกให้เขาออกมา!” คำตอบของซือหลินทำให้เพตราหันมองหน้า“เรียกให้ออกมาเหรอ?” ซือหลินกางขาของตนออก มือประสานที่ปากแล้วจึงตะโกนสุดเสียง

    “อาจารย์ นี่ข้าเอง ซือหลิน! อาจารย์เฮอเหลียววววว” ซือหลินตะโกนด้วยเสียงอันดังก้อง เพตราอ้าปากค้างเล็กน้อยด้วยความตกใจ ก่อนจะไถ่ถามด้วยความรวดเร็ว“เจ้าจะเรียกพญามังกรด้วยวิธีแบบนี้นะหรือ? ซือหลิน?” “เขาเห็นแล้วว่าพวกเรามาที่นี่”ซือหลินตอบก่อนกลับไปตะโกนอีกครั้ง “เลิกแอบแล้วออกมาได้แล้วววว ข้ารู้ว่าท่านอาจารย์มองพวกเราอยู่ ออกมานะโว้ยยยยยย” เมื่อเห็นซือหลินเริ่มตะโกนถ้อยคำรุนแรง เพตราก็รีบห้ามปราม“เดี๋ยว! ใจเย็นก่อนซือหลิน ไม่สุภาพเลยนะ!” “อาจารย์เขาชอบแบบนี้ เชื่อข้า ป่านนี้หัวเราะท้องแข็งอยู่แน่”ซือหลินกระซิบก่อนตะโกนต่อ “เฮ้! ท่านมังกรผู้เฒ่า! ถ้าท่านยังขี้เล่นไม่ออกมา ข้าจะแฉความลับท่านนนนนน” อัศวินมองเพื่อนผู้กล้าด้วยความสงสัย“เจ้ากำลังขมขู่อาจารย์ตัวเองเหรอ?”
    เปรี้ยง! ฟ้าผ่าลงมา
    “อ้อ แอ๊!”ฟานร้องขึ้นพลางชี้ไปที่ท้องฟ้า หลังฟ้าผ่าประหลาด พลันเกิดหมู่เมฆค่อยๆรวมตัวกันบนท้องฟ้า ฉับพลันก็บังเกิดเงาสีดำทอดตัวลงมาพร้อมหิมะโปรยปราย
    ร่างของพญามังกรเฮอเหลียวปรากฏกายขึ้นบนอากาศ

    เป็นตัวตนสมสง่าดังเช่นคำว่าเทพมังกร ลักษณะของเทพผู้นี้มีหัวคล้ายจระเข้และม้า เขาคล้ายกวาง มีลำตัวยาวเหมือนงูขนาดใหญ่มหึมา ดวงตาสีท้องนภายามเช้า เขี้ยวแหลมคมขนาดใหญ่อยู่ที่บริเวณขากรรไกร หนวดยาวลักษณะเหมือนกับเถาวัลย์สีดำ และมีแผงคอสีขาวฟูฟ่องอยู่บนปลายคาง ตามตัวมีเกล็ดสีเงินไปทั่วทั้งบริเวณลำตัว
    “ฮ่าฮ่าฮ่า ข้ามีความลับอันใดให้เจ้าแฉ เจ้าลูกศิษย์ของข้า!?”พญามังกรเอ่ยด้วยเสียงอันดังอย่างขบขัน “จี้ชะมัดเลยเจ้าบ้าเอ้ย เจ้าทำให้ข้าตลกเสมอ”
    เวทินซึ่งมองอยู่อุทานด้วยความตกใจ“มังกรเฮอเหลียว…พญามังกรตัวจริง” “อ้อแอ้!”
    "ฮืม?"พญามังกรเอียงคอ มองทั้งสี่อย่างตั้งใจครู่หนึ่ง แล้วจึงเอ่ยพร้อมชูสองนิ้ว“โอ้โห! พ่อแม่ลูกสองซินะ?”
    “ไม่ใช่!”เพตราตะโกน ทำเอาพญามังกรหัวเราะออกมา “อย่าแกล้งหยอกพวกข้าเลยท่านอาจารย์”ซือหลินเอ่ย ก่อนที่พญามังกรใหญ่จะเอื้อมอุ้งมือของตนมา
    “บันเทิงใจดีแท้ที่เจ้ามา ฮ่าฮ่า มาซิ จะพาไปถ้ำของข้า”
    จากนั้นทั้งสี่และล่อหนึ่งตัวที่สั่นงกๆก็ถูกพญามังกรพาไปยังถ้ำ ณ ยอดสุดของภูเขาซุยซานในทันที


    ถ้ำพญามังกรเป็นถ้ำน้ำแข็งที่งามวิจิตร เต็มไปด้วยผลึกแก้ว หินงอกหินย้อยสวยงาม และมีพื้นที่กว้างขวางสบายตา ข้างในอบอุ่นเหมือนอยู่ในพื้นราบ เฮอเหลียววางเหล่าคณะซือหลินลงบนพื้นก่อนจะเอ่ย
    “คุยในร่างมนุษย์แบบพวกเจ้าคงสะดวกกว่า"
    พูดจบพญามังกรยักษ์ก็กลายร่างเป็นดังมนุษย์เพศหญิงผู้เลอโฉม อายุราวประมาณสามสิบปี ผิวสีเนื้ออมเทาคล้ายเกร็ด ผมสีเทายาวสลวยแวววาวลู่ลม สวมอาภรณ์สตรีที่ดูสบาย ทั้งทีอากาศหนาวเหน็บ ทว่าร่างมนุษย์นี้ยังคงไว้ซึ่งเขาและหางมังกรของตนเอาไว้
    error loaded
    “ท่านเทพมังกรเป็นผู้หญิง?”เวทินถาม เมื่อเห็นร่างมนุษย์ของเทพมังกร นางยิ้มเล็กน้อยก่อนตอบ
    “ร่างจริงข้าดูน่าสะพรึงกลัวไปหรือเปล่าเด็กน้อย? ฮุฮุ"เทพมังกรหัวเราะ เธอเดินไปแตะตัวลูกศิษย์ของตน"แล้วมีธุระอันใดกับข้ากันล่ะ เจ้าลูกศิษย์ซือหลิน? แหม ไม่เจอกันนาน สบายดีไหม? นอกจากไม่มาเยี่ยมแล้วยังแก่งอมไปเยอะเลยนะ แล้วนั่นลูกเหรอ ขออุ้มได้ไหม เด็กผู้ชายหรือ?”
    มังกรหญิงถามอย่างใคร่รู้เป็นกันเองจนเพตรารู้สึกไม่อยากเชื่อว่าเธอเป็นพญามังกรที่มีอายุนับพันปีในตำนาน
    “ท่านอาจารย์เฮอเหลียว ท่านช่วยซ่อมดาบให้ข้าได้ไหมครับ”ซือหลินถามอย่างขึงขัง จนพญามังกรดวงตาเบิกโพลง ก่อนจะทำหน้าเศร้าหมองติดตลก
    "เฮ้อ! เจ้าเนี่ยน่า โพล่มาก็ใช้งานอาจารย์อยู่เรื่อย"พญามังกรถอนหายใจ"ดาบของขวัญที่ข้ามอบให้ทำอีท่าไหนถึงหักแบบนี้ เจ้าใช้งานมันหนักเหรอ? เจ้าไปทำอีท่าไหนกัน?”
    “คราวสู้กับจอมมารฑิคาน่ะครับ ว่าแต่ท่านพอจะซ่อมได้ไหมครับ?”
    "ให้ตายเถอะ สงครามไร้สาระ!"พญามังกรหรี่ตามองซือหลิน ก่อนถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง"จะเอาไปปกป้องผู้คน ปกป้องโลกอีกแล้วล่ะซิ?"
    ซือหลินยกมือขึ้นอย่างอ่อนน้อมและคารวะ"ใช่ครับท่านอาจารย์ ข้าต้องพึ่งพลังของท่านอีกครั้งแล้ว ขอท่านเมตตาด้วย!"
    "เมตตา...เมตตา"หลังทั้งสองสบตากันอยู่สักพัก มังกรเฮอเหลียวก็ใจอ่อน“ฮืม...ซ่อมได้…ก็อยากจะพูดแบบนั้นแต่ว่ามันก็ลำบากนิดหน่อยนะเจ้าลูกศิษย์”
    ซือหลินนิ่วหน้าเล็กน้อย“ลำบากนิดหน่อยหรือครับท่านอาจารย์?”
    "หากมีเรื่องลำบากใจ ให้พวกข้าช่วยท่านนะเจ้าค่ะท่านมังกร"เพตราที่อ่านสถานการณ์อยู่เอ่ยขึ้น พร้อมก้มโค้งแสดงความเคารพต่อพญามังกร
    “ลำบากถึงสามข้อ แม่สาวอัศวินคนดี...”พญามังกรในร่างมนุษย์ตอบ“หนึ่ง การจะซ่อมดาบเล่มนี้ ต้องใช้วัสดุพิเศษยิบย่อย ค่อนข้างเยอะหน่อย คงต้องใช้เวลาสักเจ็ดวันเจ็ดคืนเห็นจะได้”
    "แล้วอีกสองข้อคืออะไรครับ?"คราวนี้เป็นเวทินที่ถาม พญามังกรสาวหันไปมองก่อนตอบกลับไป
    "เด็กน้อยน่ารัก...ข้อสอง ช่วงนี้มีสัตว์อสูรมาท้าทายอำนาจข้าอยู่ทุกวี่ทุกวัน พวกมันออกจากอาคมข้าไม่ได้ เลยคิดจะมาฆ่าข้า เพื่อไปทำลายหมู่บ้านข้างล่าง ข้าพ่นไฟเผาไล่มันไปหลายหนไม่รู้จักเข็ดหลาบเลยเชียว เพราะฉะนั้นต้องมีคนรับมือมันตอนข้าซ่อมดาบเล่มนี้”
    ตอนนั้นเองซือหลินก็พูดขึ้น“ถ้าพวกข้าช่วยปราบพวกมันสักเจ็ดวัน ก็สามารถซ่อมดาบได้ แค่นั้นซินะครับท่านอาจารย์”
    เฮอเหลียวกอดอกและพยักหน้า“ใช่! แค่นั้นเอง...”
    ยอดผู้กล้าวัยชราเอะใจก่อนถามต่อ“...แล้วหนึ่งในวัสดุยิบย่อยที่ว่า อาจารย์หมายถึงใช้กระดูกของอาจารย์ด้วยหรือเปล่า?”
    “มาช่วงพลัดเขี้ยวพอดีเลย โชคดีจริงนะเจ้าเนี่ย”มังกรเฮอเหลียวยิ้มแสยะให้เห็นฟันเขี้ยวของตนเล็กน้อย
    “เช่นนั้นไม่ต้องกังวล ท่านอาจารย์ ...ขอท่านเริ่มซ่อมอาวุธได้เลย แล้วพวกข้าจะคุ้มกันท่านให้เอง!”
    "นั้นแหละข้อที่สาม เจ้าลูกศิษย์ของข้า..."อาจารย์มังกรกล่าวพลางชี้มายังซือหลิน“มันจะลำบากตรงที่เจ้าไม่มีอาวุธ เจ้าแก่งั่กไปสู้อสูรกายมือเปล่า พร้อมกับกระเตงปกป้องลูกของเจ้านี่แหละ ข้าเป็นห่วงจุดนี้มากกว่า!”


    จบไปแล้วกับตอนที่12นะครับ ในที่สุดซือหลินก็ได้พบอาจารย์มังกรสามสิบ[คูณร้อย]ยังแจ๋วที่เป็นป๋าเบิร์ดซ่อมได้เสียที จะมีคู่ชิปกับอาจารย์ไหมหว่า ฮา ยังไงก็ตามหลังจะนี้จะพยายามอัพงานให้เร็วขึ้น ยังไงก็ติดตามกันด้วยนะครับผม^ ^ // ไรท์เบนนี่
    error loaded