ฝนปลายฤดูใบไม้ผลิพรำลงบนกระจกหน้าต่างรถไฟชินคันเซ็นเป็สายบางๆ หยดน้ำแต่ละเม็ดไหลรวมกันช้า ๆ ก่อนแตกตัวออกอีกครั้งเมื่อขบวนรถพุ่งผ่านทุ่งสีเขียวที่ทอดยาวอยู่เบื้องล่าง
คุโรคาวะมาซาอากิ นั่งอยู่ริมหน้าต่างโดยไม่เปิดโน้ตบุ๊ก ไม่หยิบเอกสารขึ้นมาอ่านไม่เช็กอีเมล ไม่แม้แต่จะมองโทรศัพท์มือถือที่วางคว่ำหน้าอยู่บนโต๊ะพับเล็ก ๆตลอดยี่สิบปีที่ผ่านมา เขาแทบไม่เคยปล่อยให้ตัวเองว่างเกินห้านาทีแต่วันนี้เป็ครั้งแรกที่เขาไม่รู้ว่าควรทำอะไรต่อเสียงล้อรถไฟเสียดรางดังเป็จังหวะสม่ำเสมอ
กึกกัก
กึกกัก
กึกกัก
คล้ายหัวใจที่ยังเต้นอยู่เพราะหน้าที่ไม่ใช่เพราะความ้า ชายวัยสี่สิบห้าปีถอนหายใจยาวเงาสะท้อนบนกระจกทำให้เขาเห็นใบหน้าของตัวเองชัดกว่าปกติ รอยย่นบาง ๆ ตรงหางตา ผมที่เริ่มมีสีเทาปะปนแว่นกรอบสีดำที่ใช้มาหลายปีและดวงตาที่ดูเหนื่อยล้าเกินวัยเขาเคยเป็คนที่กระตือรือร้นกว่านี้อย่างน้อยก็เคยคิดว่าตัวเองเป็แบบนั้น
เสียงประกาศสถานีดังขึ้นจากลำโพงเหนือศีรษะมาซาอากิหลับตาลงชั่วครู่ เมื่อเปิดตาขึ้นอีกครั้งอาคารสูงของโตเกียวก็หายไปแล้วเหลือเพียงูเา ท้องฟ้า และพื้นที่ว่างกว้างใหญ่ภาพเ่าั้ควรทำให้เขารู้สึกโล่งใจ แต่ความจริงกลับไม่เป็เช่นนั้น ความว่างเปล่าข้างนอกกำลังสะท้อนบางอย่างที่อยู่ข้างในบางอย่างที่เขาพยายามหลบหนีมาตลอดหลายเดือน
โทรศัพท์บนโต๊ะสั่นขึ้นหน้าจอสว่างวาบ "อิชิดะ" ชื่ออดีตลูกน้องคนสนิทปรากฏขึ้น มาซาอากิจ้องอยู่ครู่หนึ่งปล่อยให้เครื่องสั่นจนเงียบ
ไม่กี่วินาทีต่อมาข้อความใหม่ก็เด้งขึ้นมา หัวหน้าครับ ลูกค้าถามเื่แคมเปญฤดูร้อนอีกแล้ว ช่วยดูหน่อยได้ไหมครับชายวัยกลางคนมองข้อความนั้นอยู่พักใหญ่ ก่อนกดปิดหน้าจอ ครั้งแรกในรอบยี่สิบปีเขาไม่ได้ตอบกลับ
...
สองเดือนก่อน
ห้องประชุมชั้นสามสิบสองของบริษัทเต็มไปด้วยแสงไฟสีขาวเย็นโปรเจกเตอร์กำลังฉายตัวเลขยอดขายบนจอขนาดใหญ่ ผู้บริหารสิบกว่าคนนั่งเรียงกันรอบโต๊ะอากาศเย็นจัดจากเครื่องปรับอากาศแต่เม็ดเหงื่อกลับซึมอยู่บนต้นคอของทุกคนลูกค้ารายใหญ่ที่สุดของบริษัทเพิ่งยกเลิกสัญญามูลค่าหลายร้อยล้านเยนไม่มีใครกล้าพูดอะไร
จนกระทั่งประธานบริษัทเอ่ยขึ้น“ใครจะรับผิดชอบเื่นี้”
ความเงียบปกคลุมทั่วห้องสายตาทุกคู่ค่อย ๆ หันมาทางเขา “คุโรคาวะ มาซาอากิ ผู้อำนวยการฝ่ายวางกลยุทธ์”คนที่เคยได้รับรางวัลพนักงานยอดเยี่ยม คนที่เคยแก้ปัญหาได้ทุกอย่างและคนที่ครั้งนี้...แก้ไม่ได้
หลังจากนั้นทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็วการประชุม การสอบสวนภายใน แรงกดดัน เสียงโทรศัพท์ อีเมลนับร้อยฉบับ คืนที่กลับบ้านตีสองเช้าที่ออกจากคอนโดตอนหกโมง วนซ้ำเหมือนเครื่องจักร
จนกระทั่งคืนหนึ่งเขานั่งอยู่คนเดียวในห้องทำงานมองวิวโตเกียวที่สว่างไสวอยู่ใต้ตึกแล้วจู่ ๆก็รู้สึกว่าถ้าพรุ่งนี้เขาหายไปบริษัทคงหาคนมาแทนได้ภายในไม่กี่สัปดาห์ความคิดนั้นน่ากลัวกว่าความล้มเหลวเสียอีกเพราะมันหมายความว่าตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมาเขาอาจใช้ชีวิตผิดวิธี
...
รถไฟชะลอความเร็วลงสถานีเล็ก ๆ ปรากฏขึ้นกลางหุบเขา ผู้โดยสารส่วนใหญ่ลุกขึ้นเตรียมลง มาซาอากิคว้ากระเป๋าเดินทางใบเดียวที่พกมาน้ำหนักเบาจนน่าแปลก เสื้อผ้าบางส่วน หนังสือไม่กี่เล่ม กล้องถ่ายรูปเก่าและชีวิตที่เหลือเพียงเท่านั้น
เมื่อก้าวลงจากขบวนรถลมเย็นพัดปะทะใบหน้าทันทีกลิ่นดินเปียกฝนลอยมากับอากาศต่างจากกลิ่นคอนกรีตและควันรถในเมืองหลวงโดยสิ้นเชิง สถานีมีขนาดเล็กจนมองเห็นปลายชานชาลาทั้งสองด้านพร้อมกัน
ไม่มีเสียงโฆษณา
ไม่มีจอLEDขนาดใหญ่
ไม่มีฝูงชนเร่งรีบ
มีเพียงเสียงนกร้องอยู่ไกลๆ และเสียงลมพัดผ่านยอดไม้
มาซาอากิยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่งไม่แน่ใจว่าตัวเองควรรู้สึกอย่างไร รถแท็กซี่เพียงคันเดียวจอดรออยู่หน้าอาคารสถานี
คนขับเป็ชายชราร่างเล็กเขาเปิดประตูให้พลางถาม
“มาจากโตเกียวหรือครับ”
“ครับ”
“มาเที่ยว?”
มาซาอากิเงียบไปนิดก่อนตอบ“น่าจะมาพักยาว”
ชายชราหัวเราะเบาๆ “ส่วนใหญ่คนโตเกียวก็บอกแบบนั้น”
“แล้ว?”
“อยู่ได้ไม่ถึงเดือนก็กลับ” คนขับออกรถอย่างสบายอารมณ์
ถนนสายแคบทอดผ่านทุ่งและสวนผลไมู้เาสูงล้อมรอบหมู่บ้านราวกับกำแพงธรรมชาติ ท้องฟ้ากว้างจนดูไม่คุ้นตา มาซาอากิหันไปมองวิวข้างทางต้นแอปเปิลเรียงเป็แถวสุดสายตาใบไม้สีเขียวสั่นไหวตามแรงลม บางต้นยังมีดอกสีขาวอมชมพูเหลืออยู่
“สวยใช่ไหมครับ” คนขับพูดขึ้น
“ครับ”
“แต่คนที่อยู่ที่นี่ทุกวันกลับไม่ค่อยสังเกต” ชายชราหัวเราะอีกครั้ง “มนุษย์เราชอบแบบนี้แหละ”
ประโยคนั้นทำให้มาซาอากินึกถึงตัวเองตลอดหลายปีที่ผ่านมา เขาอยู่ท่ามกลางโตเกียวที่หลายคนใฝ่ฝัน แต่กลับไม่เคยมองเห็นมันเลย
รถเลี้ยวเข้าสู่ถนนเล็กๆ ที่ตัดผ่านหมู่บ้าน บ้านไม้หลังเตี้ยเรียงรายอยู่สองข้างทาง เด็กสองคนปั่นจักรยานผ่านไปพร้อมเสียงหัวเราะหญิงชราคนหนึ่งกำลังกวาดใบไม้หน้าบ้านทุกอย่างดูเรียบง่ายและช้าจนแทบไม่น่าเชื่อว่าอยู่ในประเทศเดียวกับชิบูย่า
ท้ายที่สุดรถก็มาหยุดหน้าบ้านไม้สองชั้นหลังหนึ่งป้ายเล็ก ๆ แขวนอยู่ใต้ชายคา "บ้านพักโฮตารุ" มาซาอากิจ่ายค่าโดยสารก่อนลากกระเป๋าลงจากรถ ลมเย็นพัดผ่านอีกครั้ง คราวนี้มีกลิ่นดอกไม้จาง ๆปะปนมาด้วย
เขาเงยหน้ามองท้องฟ้าเมฆฝนกำลังค่อยๆ แยกตัว แสงแดดอ่อน ๆ ส่องผ่านช่องว่างระหว่างก้อนเมฆ
เป็ภาพธรรมดา
ธรรมดาจนคนเมืองส่วนใหญ่อาจไม่หยุดมองแต่ด้วยเหตุผลบางอย่างเขากลับยืนดูมันอยู่นาน นานกว่าที่เคยยืนดูอะไรในรอบหลายปีและในตอนนั้นเอง เขายังไม่รู้เลยว่าหมู่บ้านเล็กๆ แห่งนี้กำลังจะเปลี่ยนชีวิตที่เหลือทั้งหมดของเขาตลอดไป
แสงแดดยามบ่ายคลี่ตัวลงบนหลังคาไม้เก่าของบ้านพักโฮตารุเสียงกระดิ่งลมที่แขวนอยู่ใต้ชายคาดังกรุ๋งกริ๋งเบา ๆ ตามแรงลมจากูเา มาซาอากิยืนอยู่หน้าประตูครู่หนึ่งก่อนเลื่อนมันออกกลิ่นไม้เก่าอ่อน ๆ ลอยออกมาต้อนรับ ไม่ใช่กลิ่นอับ แต่เป็กลิ่นของบ้านที่ผ่านฤดูกาลมานับสิบปี
“ยินดีต้อนรับค่ะ” เสียงผู้หญิงดังมาจากด้านใน หญิงวัยประมาณหกสิบปลาย ๆเดินออกมาจากหลังเคาน์เตอร์ไม้เธอสวมผ้ากันเปื้อนลายดอกไม้และมีรอยยิ้มอบอุ่นแบบที่หาได้ยากในเมืองใหญ่
“คุณคุโรคาวะใช่ไหมคะ”
“ครับ”
“ฉันฮาราดะ ซาเอโกะ เ้าของที่นี่” เธอโค้งศีรษะเล็กน้อย
“เดินทางเหนื่อยไหมคะ”
“นิดหน่อยครับ”
“นิดหน่อยของคนโตเกียวกับนิดหน่อยของคนบ้านนอกไม่เหมือนกันนะคะ”
มาซาอากิกะพริบตาก่อนจะเห็นรอยยิ้มขำ ๆ บนใบหน้าของอีกฝ่าย เขาหลุดหัวเราะออกมาเบา ๆ เป็เสียงหัวเราะจริงๆ ครั้งแรกในรอบหลายวัน
“งั้นคงเหนื่อยพอสมควรครับ”
“แบบนั้นแหละค่ะ” เ้าของบ้านพักยิ้มพอใจ
“ห้องอยู่ชั้นสอง มองเห็นูเาด้านตะวันออกถ้าพรุ่งนี้อากาศดีจะเห็นพระอาทิตย์ขึ้นสวยมาก”
เธอส่งกุญแจให้“อาหารเย็นหกโมงตรงนะคะ”
“ขอบคุณครับ”
“แล้วก็...” หญิงสูงวัยหยุดนิดหนึ่ง
“ที่นี่ไม่มีใครเรียกคุณว่าผู้อำนวยการ ไม่มีใครสนใจตำแหน่งงานไม่มีใครถามรายได้”
เธอชี้ไปทางหน้าต่าง“คนที่นี่สนใจแค่ว่าพรุ่งนี้ฝนจะตกไหม”
มาซาอากิมองเธอเงียบๆ ไม่รู้ว่าควรตอบอะไร
ซาเอโกะหัวเราะเบาๆ “พักผ่อนเถอะค่ะ คุณดูเหมือนคนที่ไม่ได้พักมานานแล้ว”
...
ห้องพักเรียบง่ายกว่าที่เขาคิด
เสื่อทาทามิโต๊ะเตี้ย ตู้ไม้ หน้าต่างบานใหญ่ที่มองเห็นูเาไกลสุดสายตา
ไม่มีโทรทัศน์จอใหญ่ไม่มีเครื่องเสียง ไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกหรูหรา
มีเพียงความเงียบ
มาซาอากิวางกระเป๋าลงข้างผนังก่อนทรุดตัวนั่งบนทาทามิ ความนุ่มของเสื่อทำให้เขารู้สึกแปลก เขาไม่ได้นั่งพื้นแบบนี้มานานแค่ไหนแล้วนะห้าปี?สิบปี? หรือมากกว่านั้น
โทรศัพท์มือถือสั่นอีกครั้งเขาหยิบขึ้นมาดู อีเมลใหม่สิบสองฉบับ ข้อความใหม่ห้าข้อความ สายที่ไม่ได้รับสามสายทุกอย่างยังวิ่งต่อไป ทั้งที่เขาหยุดแล้ว มาซาอากิจ้องหน้าจออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกดปุ่มปิดเครื่องหน้าจอดับลง ห้องทั้งห้องเงียบสนิท
ไม่มีเสียงแจ้งเตือน
ไม่มีเสียงสั่น
ไม่มีใครตามตัว
เขารู้สึกเหมือนเพิ่งถอดกระเป๋าหนักหลายสิบกิโลออกจากบ่าแต่ขณะเดียวกันก็รู้สึกเหมือนกำลังสูญเสียอะไรบางอย่างเช่นกัน
...
หลังเก็บของเรียบร้อยมาซาอากิออกมาเดินเล่นในหมู่บ้าน อากาศเย็นสบาย เมฆฝนเริ่มสลายตัวจนเห็นท้องฟ้าสีน้ำเงินถนนคอนกรีตสายเล็กทอดยาวผ่านบ้านเรือน ไม่มีสัญญาณไฟจราจร ไม่มีเสียงแตรรถ แม้แต่ร้านสะดวกซื้อก็ยังห่างออกไปหลายร้อยเมตร
เขาเดินเรื่อยๆ โดยไม่มีจุดหมาย ผ่านลำธารเล็ก ๆ ผ่านสะพานไม้ ผ่านแปลงผักหลังบ้านหลายหลัง บางครั้งก็มีคนในหมู่บ้านยิ้มให้ทั้งที่ไม่รู้จักกัน ในโตเกียวคนจำนวนมากเดินผ่านกันทุกวันโดยไม่เคยมองหน้า แต่ที่นี่แม้แต่คนแปลกหน้าก็ยังสบตาเื่เล็กน้อยนั้นกลับทำให้เขารู้สึกประหลาด
หลังจากเดินมาเกือบยี่สิบนาทีถนนเริ่มไต่ระดับขึ้นเนินสองข้างทางกลายเป็สวนแอปเปิลต้นไม้เรียงเป็ระเบียบสุดลูกหูลูกตาลมพัดผ่านใบไม้เกิดเสียงซู่ซ่าเบาๆ มาซาอากิหยุดมองภาพตรงหน้าสวยงามอย่างเรียบง่ายเขาไม่เคยคิดมาก่อนว่าการมองต้นไม้หลายร้อยต้นจะทำให้รู้สึกสงบได้ขนาดนี้
แล้วในจังหวะนั้นเองเสียงหัวเราะก็ดังขึ้นสดใสและมีชีวิตชีวามาจากที่ไหนสักแห่งในสวน มาซาอากิหันไปตามเสียงไกลออกไปไม่มากนักหญิงสาวคนหนึ่งกำลังยืนอยู่บนบันไดไม้กล้องถ่ายรูปห้อยอยู่ที่คอ เธอกำลังเงยหน้าถ่ายภาพดอกแอปเปิลที่เหลืออยู่บนกิ่งสูงลมพัดชายกระโปรงสีอ่อนปลิวไหว เส้นผมยาวสีเข้มสะบัดไปด้านหลัง
“อีกนิดเดียว...” เสียงของเธอลอยมาเบา ๆ หญิงสาวเขย่งตัว ยื่นแขนขึ้นสุดดูเหมือนพยายามถ่ายอะไรบางอย่าง
“ได้แล้ว!” เธอร้องอย่างดีใจ
แต่ทันใดนั้นบันไดก็โยก“อ๊ะ!” ร่างบางเสียหลัก
มาซาอากิแทบไม่ทันคิดเขาก้าวเร็วๆ เข้าไปแต่หญิงสาวกลับะโลงมาเองอย่างคล่องแคล่ว ยืนได้อย่างปลอดภัยก่อนหัวเราะออกมา
“เกือบไปแล้ว” เธอบ่นกับตัวเอง
จากระยะนั้นเขาเห็นใบหน้าของเธอไม่ชัดนักรู้เพียงว่าเธอยังเด็กมากเด็กเกินกว่าที่เขาจะมีเหตุผลเข้าไปคุยด้วย
มาซาอากิจึงหยุดอยู่ตรงนั้นไม่ได้ส่งเสียงเรียก ไม่ได้เดินเข้าไป เพียงมองอยู่เงียบ ๆ
หญิงสาวยกกล้องขึ้นดูภาพที่เพิ่งถ่ายรอยยิ้มค่อย ๆ ปรากฏบนใบหน้า เป็รอยยิ้มที่จริงใจอย่างประหลาด
ไม่ใช่รอยยิ้มเพื่อมารยาท
ไม่ใช่รอยยิ้มทางธุรกิจ
ไม่ใช่รอยยิ้มที่ถูกฝึกมา
แต่เป็รอยยิ้มของคนที่กำลังมีความสุขจริงๆ ภาพนั้นทำให้มาซาอากินิ่งไปชั่วขณะ เพราะเขาจำไม่ได้แล้วว่าครั้งสุดท้ายที่ตัวเองยิ้มแบบนั้นคือเมื่อไร
ลมพัดมาอีกระลอกหญิงสาวหันไปอีกทางเหมือนกำลังมองหาอะไรบางอย่างก่อนจะเดินลึกเข้าไปในสวน
ไม่นานก็หายไปจากสายตาเหลือเพียงเสียงใบไม้ไหวและความเงียบ
มาซาอากิถอนหายใจเบาๆ ก่อนเดินต่อโดยไม่รู้เลยว่าผู้หญิงคนนั้นจะกลายเป็คนสำคัญที่สุดในชีวิตของเขาในอนาคต
...
่เย็น
เขากลับมาที่บ้านพักอาหารค่ำเป็ปลาย่าง ซุปมิโสะ และผักสดจากหมู่บ้าน เรียบง่ายแต่รสชาติอบอุ่นอย่างน่าประหลาดหลังอาหารเขาออกมานั่งที่ระเบียงหน้าบ้าน ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนเป็สีส้ม ูเาไกล ๆถูกย้อมด้วยแสงอาทิตย์อ่อนโยน ไม่มีตึกสูงบดบังขอบฟ้า ไม่มีป้ายโฆษณาขนาดั์ มีเพียงธรรมชาติและความเงียบ
มาซาอากินั่งมองจนดวงอาทิตย์ค่อยๆ ลับหลังูเา สีส้มกลายเป็สีแดงจากนั้นเปลี่ยนเป็ม่วงแล้วค่อย ๆ มืดลง เขานึกขึ้นได้ว่าตัวเองไม่ได้ดูพระอาทิตย์ตกมาหลายปีแล้วไม่ใช่เพราะไม่มีเวลาแต่เพราะไม่เคยคิดจะมอง
สายลมเย็นพัดผ่านใบหน้าชายวัยกลางคนเอนตัวพิงเสาไม้ก่อนหลับตาลงช้าๆ เสียงลำธาร เสียงแมลงยามค่ำ เสียงลมบนูเา ค่อย ๆผสมกันเป็ท่วงทำนองแปลกประหลาด และเป็ครั้งแรกในรอบหลายเดือนที่เขาไม่คิดถึงยอดขายไม่คิดถึงลูกค้า ไม่คิดถึงการประชุม ไม่คิดถึงความล้มเหลว เขาเพียงนั่งอยู่ตรงนั้นปล่อยให้ค่ำคืนค่อย ๆโอบล้อมตัวเองโดยไม่รู้ว่าเช้าวันพรุ่งนี้โชคชะตาจะพาเขาไปพบหญิงสาวเ้าของรอยยิ้มในสวนแอปเปิลอีกครั้งและนั่นจะเป็จุดเริ่มต้นของเื่ราวทั้งหมดที่เปลี่ยนชีวิตของทั้งสองคนไปตลอดกาล
คืนนั้นอุณหภูมิลดลงเร็วกว่าที่มาซาอากิคาดไว้เมื่อกลับเข้าห้องพัก เขาเลื่อนหน้าต่างปิดครึ่งหนึ่งเพื่อกันลมเย็นจากูเาก่อนนั่งลงบนทาทามิพร้อมถ้วยชาร้อนที่เ้าของบ้านพักนำมาให้ ไอน้ำลอยขึ้นบาง ๆ กลิ่นชาอ่อนโยนจนแทบไม่มีตัวตนด้านนอก เสียงแมลงกลางคืนเริ่มดังขึ้นทีละน้อย เขายกถ้วยขึ้นจิบ รสชาติเรียบง่ายแต่กลับทำให้หัวใจสงบอย่างประหลาด
มาซาอากิทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่างหมู่บ้านทั้งหมู่บ้านกำลังค่อย ๆ หลับใหล บ้านแต่ละหลังเปิดไฟสีส้มอ่อนอยู่หลังม่านไม่มีแสงนีออน ไม่มีป้ายโฆษณา ไม่มีเสียงไซเรน ไม่มีเฮลิคอปเตอร์ข่าวบินผ่านกลางดึก
ความเงียบแผ่กว้างจนเขาได้ยินเสียงนาฬิกาบนผนังเดินติ๊ก ติ๊ก ติ๊ก เขาเพิ่งรู้ตัวว่าไม่ได้ยินเสียงแบบนี้มานานแล้ว ที่โตเกียวต่อให้ปิดหน้าต่างทุกบาน เสียงเมืองก็ยังลอดเข้ามาเสมอ รถไฟ รถพยาบาล เครื่องปรับอากาศผู้คน ชีวิตที่ไม่เคยหยุดเคลื่อนไหว
แต่ที่นี่...เหมือนโลกหมุนช้าลงหรืออาจเป็ตัวเขาเองที่เพิ่งหยุดวิ่งโทรศัพท์มือถือยังวางอยู่บนโต๊ะ ปิดเครื่องสนิท มาซาอากิจ้องมันอยู่ครู่หนึ่งแล้วหัวเราะในลำคอตลกดี เมื่อก่อนเขากลัวแบตเตอรี่เหลือต่ำกว่ายี่สิบเปอร์เซ็นต์ กลัวไม่มีสัญญาณ กลัวพลาดสายสำคัญกลัวคนติดต่อไม่ได้ แต่คืนนี้....เขากลับรู้สึกโล่งใจที่ไม่มีใครตามเจอ
ชายวัยกลางคนลุกขึ้นดับไฟห้องตกอยู่ในความมืดมีเพียงแสงจันทร์บาง ๆ ที่ส่องผ่านช่องหน้าต่าง เขานอนลงบนฟูกดึงผ้าห่มขึ้นคลุมถึงอกและพยายามหลับแต่ความเคยชินของคนทำงานหนักมาหลายสิบปีไม่ยอมปล่อยเขาง่ายๆ สมองยังคงทำงานต่อเหมือนเครื่องจักรที่ลืมวิธีหยุด ภาพการประชุมผุดขึ้นมา เสียงลูกค้าเสียงตำหนิ ตัวเลขสีแดงบนรายงาน กำหนดส่งงาน ใบหน้าของพนักงานที่รอคำสั่ง ทุกอย่างไหลวนอยู่ในหัวมาซาอากิพลิกตัว ถอนหายใจ หลับตาอีกครั้ง
...
เขาฝันในฝัน เขายืนอยู่กลางสี่แยกชิบูย่า ผู้คนหลายพันคนเดินผ่านไปมา หน้าจอขนาดั์ส่องแสงเหนือศีรษะเสียงโฆษณาดังแข่งกัน ไฟจราจรเปลี่ยนสี คลื่นมนุษย์เคลื่อนตัว ไม่มีใครมองหน้าใคร ไม่มีใครหยุดไม่มีใครรอ เขาพยายามเดินสวนทางแต่ยิ่งเดินก็ยิ่งถูกผลักเหมือนกระแสน้ำเชี่ยวเหมือนเมืองทั้งเมืองกำลังกลืนเขาเข้าไป
"คุโรคาวะซัง!" มีคนเรียก เขาหันไป ไม่มีใคร
"คุโรคาวะซัง!" เสียงดังขึ้นอีกใกล้กว่าเดิมแต่ยังหาไม่เจอว่าใครเป็คนเรียก
จากนั้นทุกอย่างก็พร่าเลือนตึกสูงเริ่มบิดเบี้ยว เสียงผู้คนกลายเป็เสียงรบกวนไร้ความหมาย แล้วจู่ ๆ
ทุกอย่างก็ดับลงเหลือเพียงความมืด
...
มาซาอากิลืมตาขึ้นหัวใจเต้นแรง ห้องยังมืดอยู่ แต่ไม่ใช่ความมืดในฝัน เป็ความมืดก่อนรุ่งสาง เขาหายใจลึกก่อนมองนาฬิกาตีสี่สี่สิบห้าเช้าเกินไปสำหรับคนเมืองแต่กลับไม่รู้สึกง่วงอีกแล้ว ชายวัยกลางคนลุกขึ้นจากที่นอนสวมเสื้อกันหนาวบาง ๆ แล้วเดินออกจากบ้านพัก อากาศยามเช้าเย็นจนปลายจมูกชา หมอกบางๆ ปกคลุมเหนือทุ่ง ยอดเขาที่อยู่ไกลออกไปยังถูกซ่อนอยู่หลังม่านสีขาว
มาซาอากิเดินไปเรื่อยๆ ตามถนนสายเดิม หมู่บ้านยังไม่ตื่น มีเพียงเสียงนกร้องประปรายและเสียงน้ำไหลจากลำธารเขาเดินขึ้นเนินโดยไม่รู้ตัวจนมาถึงบริเวณสวนแอปเปิลอีกครั้ง ต้นไม้หลายร้อยต้นยืนเงียบอยู่ท่ามกลางหมอกภาพนั้นสวยงามจนเหมือนภาพวาดเขาหยุดมอง ลมหายใจกลายเป็ไอสีขาว แล้วในตอนนั้นเองเสียงชัตเตอร์ก็ดังขึ้น
แชะ
มาซาอากิหันไปตรงปลายแถวต้นแอปเปิล หญิงสาวคนเดิมยืนอยู่ตรงนั้น คนที่เขาเห็นเมื่อวาน เธอสวมเสื้อไหมพรมสีครีมตัวหลวมมีผ้าพันคอสีอ่อนคล้องคอกล้องยังอยู่ในมือ เธอกำลังถ่ายภาพพระอาทิตย์ขึ้น แสงแรกของวันค่อย ๆสาดลงบนเส้นผมสีดำ ละอองหมอกลอยผ่านรอบตัว จนดูเหมือนฉากหนึ่งในภาพยนตร์
มาซาอากิไม่รู้ตัวว่ากำลังมองอยู่หญิงสาวยกกล้องขึ้นอีกครั้งกดชัตเตอร์แชะ แล้วจู่ ๆ เธอก็ลดกล้องลง
เงยหน้ามองท้องฟ้ารอยยิ้มเล็กๆปรากฏขึ้นบนใบหน้าเป็รอยยิ้มที่สงบกว่าวันก่อนเหมือนคนที่กำลังซาบซึ้งกับบางสิ่งไม่ใช่เพราะมีใครมองอยู่ไม่ใช่เพื่อให้ใครเห็นแต่เพราะเธอมีความสุขจริง ๆ กับ่เวลาตรงหน้า
มาซาอากิยืนนิ่งบางอย่างในอกสั่นไหวเบาๆ ไม่ใช่ความรักยังห่างไกลจากสิ่งนั้นมากเป็เพียงความรู้สึกประหลาดเหมือนกำลังเห็นสิ่งที่ตัวเองหลงลืมไปนานการมีความสุขกับเื่ธรรมดาแสงอาทิตย์ค่อย ๆ โผล่พ้นสันเขา หมอกเริ่มจางลง หญิงสาวเก็บกล้องก่อนเดินจากไปตามทางดินแคบๆระหว่างต้นแอปเปิลไม่นานก็หายลับจากสายตาอีกครั้งโดยที่ทั้งคู่ยังไม่ได้เอ่ยคำใดต่อกัน
มาซาอากิมองตามอยู่ครู่หนึ่งก่อนหันกลับไปมองพระอาทิตย์ขึ้นแสงสีทองกำลังสาดลงบนหมู่บ้านทั้งแห่ง
เป็เช้าวันใหม่เช้าวันแรกของชีวิตบทใหม่และแม้เขาจะยังไม่รู้แต่โชคชะตาได้เริ่มหมุนเฟืองของมันแล้ว
อย่างเงียบงันเพื่อพาเขาไปพบกับหญิงสาวคนนั้นอีกครั้งในไม่ช้า