8 : เทอมใหม่สุดวุ่น
เนียร์เชื่อว่าตัวเองก็พยายามไม่แพ้มันแล้วนะ ทั้งๆที่เพียรสวดมนตร์ขอร้องทุกคืนว่าอย่าให้มันทำได้สำเร็จ แล้วทำไมเ้าบ๊อกถึงฝึกได้กัน!
“เย้! ดีใจด้วยบ๊อก พรุ่งนี้แกก็ได้ไปโรงเรียนกับพวกเราแล้ว” ทินจับขาหน้าของสัตว์เลี้ยงมาเขย่าหลังจากเนียร์จำใจประกาศผลสรุปใน่อาหารเย็นวันสุดท้ายของการปิดเทอม ส่วนบ๊อกก็แยกเขี้ยวโชว์ฟันที่คงเป็การยิ้มของมันให้ดู
ส่วนสันที่ร่วมโต๊ะด้วยกัน ได้ยินแบบนั้นก็แทบจะพ่นข้าวออกมาแบบเดียวกับลูกสาว ทำท่าเหมือนจะพูดแต่กลับอึกๆ อักๆอยู่อย่างนั้นเหมือนคนติดอ่าง ส่วนกุลเห็นแบบนั้นจึงเข้าไปพูดราวกับรู้ใจคนเป็สามี
“อย่าเป็ห่วงเลยค่ะ ฉันให้ทินฝึกเป็อย่างดีแล้ว” กุลพูดให้เขาคลายกังวล
สันมองกุลด้วยสายตาราวกับจะถามว่า ‘คุณเองเหรอที่เป็คนต้นคิดเื่นี้’ นึกอยากทักท้วงใจจะขาด แต่ไฉนเลยสามีจะกล้าขัดผู้เป็ภรรยาได้
แล้วนี่ ลูกสาวอย่างเนียร์จะกล้าขัดผู้เป็แม่ได้รึเปล่านะ... แอบหวังลึกๆ
เช้าวันต่อมามาถึงเร็วกว่าที่คิด เนียร์ยืนมองตัวเองตรงหน้ากระจกด้วยท่าทีหดหู่เมื่อคิดว่าวันนี้จะต้องเอาสัตว์ประหลาดไปโรงเรียนด้วย แต่ชุดนักเรียนที่ไม่ได้ใส่มาเป็เดือน ช่วยกระตุ้นอารมณ์ตื่นเต้นขึ้นมาเล็กน้อย
เครื่องแบบนักเรียนของผู้หญิงเป็เสื้อเชิ้ตสีขาวแขนสั้น ผูกเนคไทสีตามคณะสีของตัวเอง เพราะห้องม.4/3 ที่เนียร์อยู่นั้นอยู่สีฟ้า มันจึงเป็สีฟ้าเข้ม กระโปรงก็ยาวคลุมเข่าตามระเบียบพอดีเป๊ะ
ส่วนเื่ทรงผม ทางโรงเรียนไม่ได้เคร่งมากนักอยากทำอะไรมาก็ได้ ไม่อย่างนั้นทินที่ไปทำสีผมคงถูกตัดคะแนนความประพฤติไปแล้ว แต่เนียร์ไม่อยากวุ่นวาย จึงแค่ไว้ให้ยาวเฉยๆ
พอลงมาถึงข้างล่าง เธอก็เจอทินที่แต่งตัวเสร็จแล้วกำลังยืนพิงบันไดรอไปโรงเรียนพร้อมกัน
ชุดของผู้ชายจะคล้ายกับของผู้หญิงแต่ของผู้ชายจะมีเสื้อนอกสีดำคลุมทับด้วย และสวมกางเกงขายาวสีดำ ส่วนเนคไทที่เขาผูกนั้นเป็สีม่วงเข้มที่เกือบจะกลายเป็สีน้ำเงินอยู่แล้ว แน่นอนว่าไม่ว่าจะอยู่ในชุดไหน ทินก็ยังสามารถดูดีได้อยู่วันยังค่ำ
ส่วนคำทักทายคำแรกของเด็กหนุ่มที่เห็นเธอลงมาน่ะเหรอ
“ช้าจริง ยัดกระโปรงไม่เข้ารึไง”
เนียร์แอบกุมขมับ ถึงหมอนี่จะเท่ยังไง ปากก็ยังกวนส้นแบบไม่มีวันเปลี่ยน...เธอคิด
“จำไว้นะบ๊อก ถ้าออกมาข้างนอกก่อนฉันอนุญาตละก็ วันหลังจะไม่พาไปด้วยแล้ว” เนียร์เตือนบ๊อกที่ยืนนิ่งอยู่ในเป้ของเธอ และได้รับเสียงครางเป็การตกลง
เนียร์พยักหน้าพอใจก่อนจะรูดซิปปิด เว้นช่องเล็กน้อยพอให้มีอากาศเข้าไป แต่ทันทีที่ยกขึ้นสะพายก็ถึงกับเซถลาไปเกาะผนังช่วยพยุงไว้
“หวา ตัวหนักเป็บ้าเลย” เธอกระชับสายเป้ให้เข้าที่
“เนียร์รีบไปเร็ว เดี๋ยวไม่ทันรถเมล์นะ” ทินเร่ง ทำให้เนียร์ต้องกัดฟันฮึดพร้อมออกไปเผชิญกับภายนอก เพราะวันนี้เป็วันเปิดเทอมภาคเรียนที่สอง เด็กนักเรียนต้องเยอะเต็มคันรถแน่ เนียร์นึกภาพตัวเองแบกเป้ท่ามกลางคนเยอะขนาดนั้นแล้ว ความรู้สึกหดหู่ก็เวียนกลับมาอีกครั้ง
หลังจากต้องทนยืนโหนรถประจำทางหลายนาที ในที่สุดพวกเนียร์ก็มาถึงโรงเรียนมัธยมปลายหฤทัยเสียที ที่แค่ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าโรงเรียนนี้มีแต่เด็กม.ปลายเท่านั้น
“เฮ้อ ค่อยยังชั่วหน่อย” เนียร์พูดกับตัวเองขณะถอดเป้วางไว้บนโต๊ะม้าหินอ่อนใกล้กับสนามบาส ที่ตอนนี้มีนักเรียนชายต่างระดับชั้นหลายคนกำลังเล่นกัน แม้แต่ทินเองที่เพิ่งมาถึงก็เข้าไปร่วมเล่นด้วยอย่างรวดเร็ว
ขณะนี้เด็กนักเรียนก็มากันเยอะแล้ว จึงไม่แปลกที่โต๊ะม้าหินอ่อนตัวอื่นๆจะถูกจับจองกันหมด เสียงคุยกันดังไปทั่วทุกสารทิศเนื่องจากไม่ได้เจอกันนาน แต่กระนั้นเนียร์ก็ยังมองหาเพื่อนของตัวเองไม่เจอเลยสักคน
เนียร์ตัดสินใจฟุบหลับลงกับโต๊ะเพื่อรอเพื่อน ไม่ใช่ว่าง่วงจนทนไม่ไหว แต่จริงๆแล้วคือไม่้าเงยหน้าขึ้นมามองสิ่งรอบตัวเท่าไหร่ เพราะถ้าไปเจอสีดำ-แดงเข้าละเป็เื่
เธอฟุบลงไปนานเท่าไหร่ไม่รู้ รู้แต่รู้สึกตัวอีกทีก็ตอนเสียงแหลมๆของผู้หญิงคนหนึ่งดังขึ้นเหนือหัว
“สวัสดีค่ะนิศาชล รัตนากุล ่ปิดเทอมเป็ไงบ้างคะ” เสียงทักใกล้ตัว ทำให้เนียร์รู้ว่าสมาชิกในกลุ่มคนหนึ่งมาแล้ว และคนที่จะมาเรียกชื่อเต็มแบบกวนๆอย่างนี้เป็ใครไปไม่ได้นอกจาก
“อ้าว เพียว หวัดดี”
คนถูกทักทำหน้าบูดใส่ทันที เพียวหรือเอลิดา นี่เอง ่ปิดเทอมที่ผ่านมาไม่ทำให้เพื่อนคนนี้เปลี่ยนไปเลยแม้แต่น้อย
ผมสั้นสีน้ำตาลไหม้ได้รับการซอยมาเป็อย่างดี ซอยเป็ทรงขนาดที่ว่าหากคุณไม่เปรี้ยวพอก็อย่าทำเลย แต่มันกลับเข้ากันกับทั้งหน้าและนิสัยของเพียวเป็อย่างดี ส่วนหุ่นก็ยังผอมบางสมฉายาเหมือนเดิม
เพียวกระแทกกระเป๋าขณะนั่งลงตรงข้าม พร้อมกับตวาดใส่ “ไม่ได้เจอกันตั้งเดือน ทักแค่นั้นเองเหรอ ‘เพียว หวัดดี’ แบบนี้มันมากเกินไปมั้ง รึแกไม่คิดถึงฉันบ้างเลย”
เนียร์คาดการณ์เอาไว้ในใจแล้วว่าเหตุการณ์ทำนองนี้ต้องเกิดขึ้น เธอทายนิสัยเพื่อนตัวเองไม่ผิดหรอก
“คิดถึงสิ ทำไมจะไม่คิดถึง หรืออยากให้ฉันทักว่า ‘โอ้เพียว ฉันคิดถึงแกม้ากมากเลย วันไหนกินก๋วยเตี๋ยวนะ ยิ่งคิดถึงเลย’ กันล่ะ” เนียร์กวนโอ๊ยใส่ แน่นอนว่าเพียวร้องกรี๊ดจนคนแถวนั้นหันมามองทันที
“หน็อย! วันไหนฉันกินหมูสับก็คิดถึงแกเหมือนกันนั่นแหละ นังหมูอ้วน” เพียวโพล่งฉายาของเธอออกมาจนได้ เพราะอ้วนที่สุดในบรรดาสามคนที่เหลือ...แถมยังเป็ฉายาที่คอยตอกย้ำถึงส่วนสูงที่เตี้ยที่สุดในกลุ่มด้วย เนียร์แอบเ็ปเล็กน้อย
ระหว่างที่ทั้งสองคนกำลังเถียงปนด่า สมาชิกในกลุ่มอีกคนก็เดินเข้ามา
โม หรือวสุนธรา ผมสีดำบ็อบสั้นไว้หน้าม้า แต่หัวยังดูยุ่งเหมือนไม่ได้หวีมาอีกตามเคย ตากลมๆ สองข้างมองเพื่อนสองคนโต้วาที สู้ฝีปากไม่หยุดหย่อนจนไม่รู้ว่าจะหาเวลาไหนแทรกเข้าไปดี
“พวกเธอจะเลิกทะเลาะกันได้รึยัง!” เสียงห้ามดังมาแต่ไกล ทำให้ทั้งสามคนหันไปมองสมาชิกคนสุดท้ายของกลุ่ม
อนิล หรือ เอล แม่พระประจำกลุ่ม ผมสีดำยาวไปถึงกลางหลังเป็ลอนนิดๆตรงปลายให้ความรู้สึกอ่อนหวาน ดวงตากลมโตเป็ประกายสดใส ปากได้รูปสีแดงโดยไม่ต้องมีอะไรไปแต่งแต้ม กับสีผิวขาวนวลอมชมพูโดยธรรมชาติ ทำให้อดนึกสงสัยในใจไม่ได้ว่า ต้องทำบุญขนาดไหนกันถึงจะเกิดมาได้แบบนี้บ้าง
ทั้งเนียร์และเพียวมองตากันก่อนจะสะบัดหน้าไปคนละทางเป็อันจบเื่จบราวกันไป ส่วนเอลและโมก็เข้าไปนั่งตรงเก้าอี้ที่เหลือ
“พวกเธอนี่นะ เจอกันปุ๊ปก็หาเื่ทะเลาะกันปั๊ป” เอลมองทั้งสองคนสลับกัน
“ก็ เนียร์/เพียวเริ่มก่อนนี่นา!” ทั้งคู่พูดพร้อมกัน
“น่าๆใจเย็นก่อนสิ ไม่ได้เจอกันตั้งนานอย่าเพิ่งอารมณ์เสียไปเลยนะ” โมพูดให้ทั้งคู่ใจเย็นๆ
“หุบปากไปเลยยัยปากมาก!” เนียร์กับเพียวพร้อมใจกันหันมาตวาดใส่ ทำเอาโมร้องโฮเดือดร้อนเอลต้องเข้าไปปลอบ
“แล้ว...ปิดเทอมเป็ไงกันบ้างล่ะ สนุกมั้ย” เอลถามทุกคน
“ได้ไปเที่ยวทะเล ก็สนุกดี” เพียวตอบเป็คนแรก ส่วนโม...
“สุดๆ เลยละ ไปเที่ยวกับญาติ แล้วก็ได้ไปเล่นเกมด้วยโคตรมันเลย แล้วก็ยังได้ไป...”
นั่นแหละ ถ้าหากทำให้เธอเก็บกด เวลาปล่อยออกมามันจะยืดยาวแบบนี้เลย สักสิบนาทีได้กว่าโมจะพูดจบ ทีนี้ทุกคนก็หันมองมาที่เนียร์ที่เป็คนสุดท้าย
ตอนนี้เธอกำลังคิดอยู่ว่าจะตอบไปว่า
‘อืม ก็ดี ฉันได้เลี้ยงสัตว์มาใหม่ด้วย หน้าตาแบบพวกสุนัขหมาป่าเลย วันนี้ฉันพกมาด้วยสนใจดูกันมั้ย’
หรือ...
‘โหดมากเลยล่ะ ฉันเผลอปล่อยสัตว์เลี้ยงออกไปฆ่าคนตายตั้งแปดคนแน่ะ’
แต่คิดไปคิดมา ตอบแบบนี้ดีกว่า
“แหะๆ ก็เรื่อยๆ ไม่ค่อยได้ทำอะไร กินๆ นอนๆแล้วก็ดูทีวี” เนียร์พยายามตอบแบบกว้างๆ
“ก็เหมือนชีวิตประจำวันของพวกหมูๆเลยไม่ใช่รึไง” เพียวได้โอกาสหันมากัด
เนียร์กะจะเถียงต่อถ้าไม่เห็นว่าเป้ของเธอตรงพื้นมันขยับเองได้ แถมตรง่ซิบที่เว้นเอาไว้ บ๊อกเอาหัวดันเหมือนพยายามจะออกมา
ปึก!
เนียร์เตะเป้ไปทีหนึ่ง จะเอามันออกมาน่ะได้อยู่ แต่ไม่ใช่ต่อหน้าผู้คนมากมายแบบนี้
“อะไรเหรอ” เอลถาม
“หือ อะไรเหรอ” เนียร์หันไปยิ้มให้เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“เห็นเธอเตะเป้”
“อะ..อ๋อ ฉันเห็นมันเอนเหมือนจะล้มน่ะ ก็เลย...เตะให้มันเข้าที่เฉยๆ แหะๆ” เธอรีบหัวเราะกลบเกลื่อน เอลพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ ก่อนจู่ๆ จะลุกพรวดทำเอาคนในกลุ่มใไปตามๆ กัน
“ขอไปเข้าห้องน้ำแป๊ปนึงนะ” พูดจบก็รีบวิ่งไปทันทีจนเกือบไปชนนักเรียนคนอื่นเข้า
“จะรีบขนาดนั้นทำไมนะ” เพียวสงสัย ขณะสายตายังมองไปที่เอลซึ่งอยู่ลิบๆ แล้ว
“สงสัยท่อจะแตกแล้วมั้ง” โมดึงสายตาทุกคนกลับมาพร้อมเรียกเสียงหัวเราะของเพื่อนที่เหลือได้เป็อย่างดี
เนียร์เหลือบมองดูเป้ตัวเองซึ่งตอนนี้สงบดีเหมือนเดิมแล้ว เธอลอบถอนหายใจ...ยังไงก็ตามคงให้พวกนี้เห็นบ๊อกไม่ได้เด็ดขาด ไม่งั้นได้เกิดเื่ใหญ่แน่
บริเวณห้องน้ำนักเรียนหญิง นักเรียนส่วนหนึ่งก็มาทำผมกันตรงหน้ากระจก บางส่วนก็ยืนรอต่อแถวเข้าห้องน้ำกันอยู่ แต่เอลที่เพิ่งมาถึงกลับแทรกตัวเข้าไปก่อนโดยไม่สนถึงคิว
“ขอโทษนะคะ คือ...กลั้นจะไม่อยู่แล้วค่ะ” เอลอ้างแค่นั้น ทิ้งให้ผู้หญิงคนอื่นๆ ได้แต่ยืนอึ้งกิมกี่
ส่วนเอลเมื่อเข้ามาแล้ว กลับยืนเฉยๆไม่ทำธุระที่ควรจะทำภายในห้องน้ำ แต่กลับมองไปตรงกระเป๋าเสื้อของตัวเองพร้อมเอ็ดมันด้วยเสียงกระซิบ
“เป็อะไรไปน่ะ อิวจู่ๆ ก็ดิ้นเหมือนจะออกมา” คงแปลกที่คนจะตั้งชื่อกระเป๋าเสื้อตัวเองเหมือนสัตว์เลี้ยง แต่เอลกลับล้วงบางอย่างในนั้นออกมา และเมื่อได้มองชัดๆแล้วก็พบว่ามันเป็สิ่งมีชีวิตอย่างหนึ่ง
สัตว์ประหลาดรูปร่างคล้ายสุนัขหมาป่า มันคือบ๊อกชัดๆ เพียงแต่สีขนของมันเป็สีเขียวมรกตแทน และตัวเล็กกว่าบ๊อกครึ่งหนึ่งได้ ขนาดพอที่จะเอาใส่กระเป๋าเสื้อได้สบายๆ และดูสงบเสงี่ยมกว่าอีกตัวมาก
สัตว์ที่ถูกเรียกว่า อิว ไต่ขึ้นไปบนไหล่ เอลใช้นิ้วชี้ลูบหัวมันเบาๆ
“ก็เข้าใจอยู่หรอกว่าอยากออกมา แต่ว่าจะให้พวกนั้นหรือใครๆเห็นตัวไม่ได้เด็ดขาดเลยนะ ไม่งั้น...” เอลยิ้มเหมือนจะนึกสนุก
“ได้เกิดเื่วุ่นขึ้นแน่”
“ไงเอล เข้าซะนานเชียว ท่อแตกรึไง” เพียวยิงคำถามใส่ทันทีที่เห็นเด็กสาวกลับมาที่โต๊ะ ทำเอาอีกสองคนหัวเราะคิกคักกันใหญ่
“บ้า! ไปซื้อน้ำมากินด้วยหรอกถึงมาช้า” เอลโชว์ขวดน้ำที่เพิ่งซื้อมาให้ดู
สักพักหนึ่ง โมที่ดูพวกผู้ชายเล่นบาสกันอยู่ จู่ๆ ก็หันพรึ่บมาทางเนียร์ แล้วชวน “ไปเล่นบาสกันเถอะ”
เนียร์คิดถึงบาสที่ตัวเองได้ไปเล่นมาตอนปิดเทอม ตอนนั้นเล่นโหดไปหน่อยคงจะเอามาใช้เล่นกับพวกเพื่อนในโรงเรียนไม่ได้ ความโหดพวกนั้นมีไว้สำหรับคนอย่างพวกเจร็อคกับพี่ชายของเธอเท่านั้นที่ได้รับอภิสิทธิ์
ตอนแรกเนียร์เตรียมลุกกะจะตอบตกลงไปแล้ว แต่พอคิดดูดีๆ แล้ว
ลูกบาส – มักมีสีโทนแดง – มีเส้นสีดำตัด = สีดำ-แดง
อาละวาดชัวร์เลย...
“เอ่อ คิดอีกทีฉันว่า...ไม่เอาดีกว่า” เนียร์นั่งลงเหมือนเดิม แอบใจหายว่าหากนึกถึงเื่นี้ไม่ทัน มันจะเกิดอะไรขึ้น
“อ้าว ทำไมไม่เล่นอะ” โมถาม เหมือนพยายามจะชวนไปเล่นด้วยให้ได้
“เมื่อคืนนอนดึกนิดหน่อย วันนี้เลยเพลียๆ น่ะ” เนียร์ตอบเลี่ยงๆ
“แล้วเอลล่ะ ไปมั้ย” โมหันไปถามอีกคนแทน
เอลตอบปฏิเสธแล้วแสร้งทำสีหน้าเซ็งๆไปให้ เป็คำตอบที่ทำเอาเนียร์นึกสงสัย
ปกติเอลไม่เคยปฏิเสธในการเล่นมาก่อนเพราะจะได้ไปเล่นกับทิน หากไม่ได้พูดอะไรออกไป เพราะคิดว่าดีแล้ว ถ้าเพื่อนจะเลิกยุ่งกับพี่ตัวเองได้ซะที
“ว้า ไม่ไปกันทั้งคู่เลย” หลังจากใช้ลูกตื๊อไม่สำเร็จ โมก็ทรุดลงอย่างผิดหวัง
“แล้วทำไมไม่ไปชวนเพียวล่ะ” เอลชี้ไปที่อีกคน ซึ่งทำหน้าเหมือนกำลังรอให้คนชวนอยู่ ส่วนโมได้แต่ส่ายหน้า
“ไม่เอาหรอก เดี๋ยวเห็นมันถือลูกบาสแล้วอยากกินลูกชิ้น”
“ไอ้โม! ยัยปากมาก!” เพียวลุกขึ้นวิ่งไล่ทันที ทำเอาคนแถวๆ นั้นหันมามองกัน แต่อีกสองคนที่เหลือ แค่มองตากันแล้วหัวเราะเหมือนเป็เื่ปกติธรรมดา เรียกได้เลยว่า หนักกว่านี้ก็เจอมาแล้ว
เพราะใกล้กันมากจึงไม่ทันสังเกตถึงความเปลี่ยนแปลง สนิทสนมกันมากจนไม่รู้ว่าต่างฝ่ายต่างคิดตีตัวออกห่าง เพื่อไม่ให้อีกฝ่ายล่วงรู้ความลับ ด้วยกลัวว่าหากได้รู้แล้ว จะถอยหนีด้วยความหวาดกลัวและรังเกียจ
“กลับมาแล้วค่ะ โอย...” เนียร์โอดครวญขณะก้าวเข้ามาในบ้าน
“เป็ไงบ้าง เหนื่อยมั้ย” กุลที่ยกจานชามจากครัวมาวางเรียงบนโต๊ะเอ่ยถาม
“หึๆ เหนื่อยทั้งใจ เมื่อยทั้งกายเลยละ อึ๊บ!” เธอยกกระเป๋าลงจากบ่า
“แล้วทินยังไม่กลับมาอีกเหรอ” กุลสงสัยเมื่อไม่เห็นลูกอีกคนกลับมาพร้อมกัน
“วันนี้เขาเรียกนักบาสตัวโรงเรียนไปน่ะค่ะ ทินเป็หัวหน้าทีมบาส ต่อให้ไม่อยากไปก็ต้องไป”
กุลพยักหน้ารับรู้ ก่อนจะถามคำถามสุดท้ายที่เธอกังวลที่สุด
“แล้วได้เจอกับพวกสีดำ-แดงหรือเปล่าจ๊ะ”
“ถ้าได้เจอ ป่านนี้คงไม่มายืนคุยกับแม่แบบนี้หรอก ตอนอยู่โรงเรียนก็พยายามไม่มองสิ่งรอบตัวให้มากนัก พอขึ้นรถกลับก็ก้มหน้ามองพื้นตลอด จะได้ไม่เห็นอะไร” เนียร์ตอบขณะรินน้ำใส่แก้ว
“แม่ยังทำกับข้าวไม่เสร็จ เนียร์จะไปอาบน้ำก่อนก็ได้นะ” กุลเตรียมจะเข้าห้องครัวอีกครั้ง
“ค่ะ บ๊อกออกมาได้แล้ว” เธอสั่ง บ๊อกค่อยๆ ดันหัวออกมาจากเป้แล้วะโมาเกาะที่แขนเนียร์ที่กำลังดื่มน้ำหมดแก้ว แล้วเตรียมจะขึ้นไปนั่งเล่นที่ห้องตัวเองบนชั้นสอง
“บ๊อกนี่ ยิ่งดูยิ่งเหมือนหมาเลยนะ สั่งให้ทำอะไรก็ทำ” กุลเอ่ยปากชม
“แหะๆ เหมือนหมาไม่มีผิดเลยละ...อ๊ะ!” เนียร์ร้อง เมื่อจู่ๆ บ๊อกะโลงไปหากุลพร้อมกับเลียแก้ม
“แหม รู้จักอ้อนซะด้วย น่ารักจริงๆ” กุลลูบหัวมันอย่างรักใคร่ ในขณะที่เนียร์ขึ้นบันไดไปพร้อมบ่นอุบอิบ
“เชอะ! ไอ้หมาขี้ประจบ”
ในขณะเดียวกัน เอลก็กลับมาถึงบ้านเรียบร้อยแล้ว
“ไงเอล กลับมาแล้วเหรอลูก” แม่ของเอลยิ้มเมื่อรู้ว่าลูกของตัวเองกลับมาแล้ว
“สวัสดีค่ะแม่สวัสดีค่ะพ่อ อัน ยังไม่กลับมาอีกเหรอคะ” เอลถามถึงน้องชายขณะถอดถุงเท้า
“ก็คงเล่นกับเพื่อนจนเย็นตามเคย” พ่อของเอลท่าทางเคร่งขรึมพูดบ้าง
เอลเห็นว่าปลอดภัยแล้ว จึงเรียกสัตว์เลี้ยงออกมาจากในกระเป๋าเสื้อ
“ลูกบอกเพื่อนหรือเปล่า” คำถามที่ทำเอาเอลส่ายหน้าตอบแทบจะทันที
“ไม่หรอกค่ะ บอกไปละเป็เื่ จะกลัวกันซะเปล่าๆ” เธอนั่งลงทานข้าวเย็นกับพ่อแม่ มีอิวเกาะอยู่บนไหล่อย่างสงบ
“แล้ว...ลูกไม่คิดจะบอกอันเหรอ” แม่ถาม
“อันเพิ่งจะอายุแค่สิบขวบเองนะคะ คงไม่ดีหรอกถ้าจะให้รู้ว่าพี่สาวตัวเองมีพลังฆ่าคนและยังมีสัตว์ประหลาดเลี้ยงไว้อีก” คำตอบของเอลทำให้ผู้ปกครองทั้งสองทำหน้าอมทุกข์จนบรรยากาศดูตึงเครียด ซึ่งเอลก็รู้สึกได้ ไม่งั้นคงไม่พูดต่อว่า
“พ่อกับแม่ไม่ต้องเป็ห่วงหนูหรอกค่ะ ต่อให้หนูเป็คนเดียวในโลกที่มีพลังแบบนี้ก็ไม่เป็ไร ขอแค่...พวกเรามีความสุขแบบนี้ก็พอแล้ว” เอลพูดพลางจับมือทั้งสองไว้แน่น
จิตใจที่ยอมรับต่อชะตากรรม ทำเอาพ่อแม่ของเธอทั้งกังวลและภูมิใจไปพร้อมๆกัน
เมื่อลูกนกบินได้ปีกกล้าขาแข็งแล้ว ก็มีแต่ต้องปล่อยไป มีเพียงสิ่งเดียวที่วาดหวังไว้
คือขอให้ลูกเดินทางโดยปลอดภัย...ไม่ว่าจะคิดหวนกลับมาหรือไม่ก็ตาม