บทที่1 หนึ่งปีให้หลัง
หลังการจากไปของเฒ่าเนโกรนี่ผู้คนในเมืองบ้างยังคงเศร้าสลดแต่บางคนกลับเริงร่ายินดีกว่าที่เคยในสายตาของเหล่าชนชั้นล่างจนถึงกลางแก๊งภาณุมาศเป็กลุ่มที่ดีงาม มีบ่อยครั้งที่ออกมาแจกจ่ายข้าวของเพื่อช่วยเหลือสังคมแต่สำหรับเหล่าชนชั้นสูงหรือเหล่าผู้มีอิทธิพลที่รู้เื้ัแก๊งแล้วตระกูลมาเดอลีนไม่ต่างอะไรกับขวากหนามที่กั้นขวางเส้นทางสู่ความยิ่งใหญ่ของพวกตน
หนึ่งปีที่ผ่านมาไวสลี่ขึ้นรับตำแหน่งรักษาการแทนผู้นำชั่วคราวทั้งความสามารถ ประวัติผลงาน รวมถึงความน่าเกรงขามเขามีพร้อม คนในแก๊งจึงต่างยอมรับได้ไม่ยากแต่ประชาชนในเมืองกลับไม่คิดแบบนั้น คนทั่วไปแม้จะเคยได้ยินชื่อ ไวสลี่ โมจิโต้ในฐานะมือขวาของแก๊ง และรองประธาน ภาณุมาศคอร์ปเปอเรชัน แต่จะมีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่เคยได้เห็นหน้าค่าตาจริงๆ
ปกติแล้วไวสลี่จะคอยทำงานในโลกเื้ัให้กับแก๊งจึงแทบไม่เคยไปออกงานสังคมต่างๆ กับเนโกรนี่ เมื่อไม่เคยได้ยินชื่อเสียงหรือผลงานมาก่อนนั่นจึงเป็หนึ่งเหตุผลที่ผู้คนยังไม่มอบความไว้วางใจให้เขาคนนี้แต่อีกเหตุผลสำคัญเลยนั่นเพราะเขาไม่ใช่ มาเดอลีน
ผู้คนในเมืองผูกพันและมีศรัทธากับสกุลนี้มาหลายชั่วอายุคน ราวถูกปลูกฝังให้รักและเคารพคนของมาเดอลีนในระดับพันธุกรรมเมื่อมีคนที่ไม่ใช่คนในตระกูลขึ้นมารับตำแหน่งจึงไม่อาจยอมรับได้ ไวสลี่เข้าใจเื่นั้นดีการจะเอาชนะใจผู้คนนั้นไม่ใช่เื่ง่าย แต่ใช่ว่าจะไม่สามารถทำได้เลยสำหรับเขาที่ได้รับการถ่ายทอดภูมิความรู้การปกครองของต้นตระกูลมาเดอลีนมาจากเนโกรนี่บางส่วนเพียงต้องใช้เวลาสักหน่อยก็จะสามารถทำให้ผู้คนยอมรับได้
ด้วยอำนาจที่มีอยู่ตอนนี้ไวสลี่สามารถยึดแก๊งพร้อมกับธุรกิจทั้งหมดมาเป็ของตัวเองโดยชอบธรรมได้ไม่ยากแต่หัวใจของเขานั้นซื่อตรงต่อเนโกรนี่ ไม่เคยคิดคดทรยศแม้เพียงเสี้ยวความคิด เพื่อให้ทุกอย่างออกมาสมบูรณ์พร้อมไวสลี่ต้องก้าวจากความมืดสู่แสงสว่างของโลกเบื้องหน้าเผยตัวในงานสังคมและการเจรจาธุรกิจต่างๆซึ่งจากเดิมเขาจะเป็คนที่คอยจัดการปัญหาของโลกเื้ัเท่านั้น
เมื่อต้องเข้าสังคมภาพลักษณ์ถือเป็สิ่งสำคัญจึงจำต้องตัดผมเผ้าและหนวดเคราให้ดูสุภาพเรียบร้อยเส้นผมยาวสีน้ำตาลทองที่เคยฟูฟ่องราวแผงคอของราชสีห์ ปัจจุบันถูกตัดให้สั้นแล้วหวีจัดทรงจนเรียบแปล้หนวดเคราทั้งหลายก็ถูกโกนทิ้งเหลือเพียงใบหน้าเกลี้ยงเกลา สวมคราบนักธุรกิจมาดเนี้ยบออกสู่สายตาชาวประชาอย่างแเี
ภาณุมาศไม่ใช่เพียงแก๊งผู้มีอิทธิพลยังเป็ชื่อของบริษัทที่ธุรกิจใหญ่ที่มีชื่อเสียงภายในเมืองคาเมล็อตนี้อีกด้วยนอกจากนั้นยังมีอีกไม่น้อยที่แม้ไม่ได้เป็เ้าของ แต่ทางภาณุมาศก็ต้องมีเอี่ยวด้วยไม่มากก็น้อยเรียกได้ว่าแทบทุกถนนภายในเมืองนี้เป็ของตระกูลมาเดอลีนเลยก็ว่าได้
เคล็ดภูมิความรู้ของต้นตระกูลมาเดอลีนที่บัญญัติไว้ในตอนเริ่มสร้างฐานอำนาจแบ่งออกเป็สองเคล็ดใหญ่เคล็ดเบื้องหน้าห้าส่วนและเื้ัอีกห้าส่วน โดยปกติแล้วจะถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นในสายเืเท่านั้นแต่ในรุ่นของเนโกรนี่ โดยพื้นฐานแล้วเขาเป็คนจิตใจดีมีเมตตา หลังได้เผชิญเหตุการณ์หนึ่งแล้วผ่านพ้นมาได้เขาตัดสินใจจะไม่แตะต้องงานของโลกเื้ัอีกจึงแบ่งปันภูมิความรู้สำหรับใช้ควบคุมโลกเื้ัทั้งห้าส่วนแก่ผู้เป็เพื่อนรักพร้อมวางใจมอบหมายให้เป็คนคอยจัดการงานส่วนนั้นแทนตนเองทั้งหมดและใน่เวลานับสิบปีที่คอยอยู่เคียงข้างเกื้อหนุนกัน ไวสลี่ที่ได้เฝ้ามองเนโกรนี่อย่างใกล้ชิดอยู่เสมอมาก็เข้าใจถึงเคล็ดเบื้องหน้าผ่านการกระทำและคำพูดของเขาแต่นั่นเป็เพียงความเข้าใจบางส่วน และเป็การเข้าใจในแบบของเขาเองเท่านั้น
โชคดีที่เนโกรนี่ได้ถ่ายทอดเคล็ดเบื้องหน้าทั้งห้าส่วนให้กับโซลไว้เรียบร้อยแล้วภูมิความรู้นั้นจึงไม่ได้สูญหายไปพร้อมกับตัวเขาแม้ตอนนี้อาจจะยังไม่รู้แจ้งถึงความหมายเบื้องลึก แต่โซลก็สามารถท่องจำได้อย่างขึ้นใจภายภาคหน้าเมื่อความรู้เริ่มแตกฉานนำใช้ผสานเคล็ดเื้ัที่ต้องได้เรียนจากไวสลี่จะเกิดประโยชน์อย่างมหาศาล
ที่คฤหาสน์ของตระกูลมาเดอลีนวันนี้มีการจัดงานเลี้ยงฉลองวัดเกิดอายุครบสิบปีของโซลพวกขุนนางและผู้มีอิทธิพลทั้งหลายต่างมารวมตัวกัน ทั้งเพื่อมาผูกมิตร สังเกตการณ์บ้างมาเพียงเพื่อจะกินเลี้ยงสังสรรค์โดยไม่ต้องออกค่าใช้จ่าย แสงไฟจากเตาพิง เชิงเทียนและตะเกียงที่จัดวางไว้โดยรอบได้ช่วยมอบความสว่างให้แขกแทนดวงตะวันที่ตอนนี้ลาลับขอบฟ้าไป
เด็กชายตัวน้อยผู้มีเส้นผมสีน้ำตาลและั์ตาสีเดียวกันคือเ้าของงานครั้งนี้เขาสวมชุดประจำแก๊งขนาดย่อส่วนที่ถูกสั่งตัดเย็บมาเป็พิเศษเพื่อเขาโดยเฉพาะโซลหันไปกระตุกแขนเสื้อของชายวัยสามสิบปลายที่ยืนอยู่ข้างๆ อย่างเบามือก่อนจะเอ่ยถามว่า“ท่านอาไวสทำไมที่นี่วันนี้ถึงมีหลายคนที่ข้าไม่เคยเห็นใบหน้ามาก่อนคนเ่าั้พวกเขาคือใครกัน?”
วันนี้ไวสลี่สวมชุดประจำแก๊งเช่นเดียวกับเด็กชายคือเชิ้ตขาวทับด้วยเสื้อกั๊กสูทสีไวน์แดง กับกางเกงแสล็คดำ เขาก้มหน้าหันมาตอบอย่างราบเรียบ“อดีตเคยเป็คนที่เกรงกลัวบารมีของบิดาเ้าจึงไม่กล้าเสนอหน้าแต่บัดนี้เมื่อไม่มีเขาแล้วสุนัขเหล่านี้จึงเริ่มเหิมเกริมออกเพ่นพ่านไปทั่วไม่เว้นแม้กระทั่งที่นี่”
ไวสลี่หลับตาแล้วเดินลมหายใจเข้าออกคราหนึ่งจากนั้นจึงวางมือซ้ายที่ไหล่เด็กชายแล้วกล่าวว่า
“โซลหลานชายข้าแม้พวกมันบางคนจะมาเพื่อหยามเกียรติเราแต่จงปั้นหน้ายิ้มแย้มแล้วเข้าไปพูดคุยปฏิบัติกับทุกคนในงานดั่งเ้าบ้านที่ดี…เวลามาถึงแล้วจากนี้ข้าจะแนะนำให้เ้ารู้จักกับเหล่าปัจจามิตรของบิดาเ้าและข้า ให้จดจำชื่อและใบ้หน้าของคนเ่าั้ไว้ให้ดีภายภาคหน้าหนึ่งในนั้นหรือมากกว่าอาจกลายมาเป็อุปสรรคที่เ้าต้องเผชิญ”
เป็ครั้งแรกที่โซลต้องออกงานโดยที่ไม่มีผู้เป็พ่ออยู่ข้างกายเหล่าแขกที่ได้พบเจอวันนี้ก็แตกต่างไปจากที่เคยเจอมาในอดีตเหล่าผู้สังเกตการณ์ส่วนมากยังไม่ตัดสินใจว่าแท้จริงแล้วจะมาเพื่อผูกมิตรหรือข่มขู่หยามเกียรติเพราะถึงเนโกรนี่ไม่อยู่แต่ความเกรงขามของไวสลี่นั้นผู้เป็ศัตรูต่างล้วนแล้วเคยได้ััมาก่อนจึงยังไม่กล้าออกตัวอะไรกันมากนัก
งานเลี้ยงผ่านพ้นไปด้วยดีผู้สังเกตการณ์แทบไม่ได้ข้อมูลอะไรกลับไปมากนักเพราะเพียงได้พูดคุยแนะนำตัวกับโซลเพียงไม่กี่ประโยคไวสลี่จะตัดบทพาตัวเขาไปแนะนำกับคนใหม่แต่เท่าที่ได้เห็นจากการสนทนาไม่กี่ประโยคและการกล่าวขอบคุณต่อหน้าแขกทั้งหลาย ก็เพียงพอจะบอกได้แล้วว่าโซลเป็คนมีความคิดบุคลิกความสง่าไม่ทิ้งห่างจากผู้เป็บิดาเลยแม้แต่น้อยภายภาคหน้าหากผ่านการอบรมสั่งสอนจากไวสลี่จะต้องขึ้นเป็อีกหนึ่งรายชื่อที่ต้องจับตามองส่วนผู้เป็น้องชายเพียงนั่งกินอาหารอยู่ที่โต๊ะของตัวเองตลอดเวลางานห้อมล้อมด้วยคนของแก๊งจึงไม่มีโอกาสเข้าไปเก็บข้อมูลใดๆ ไม่สามารถประเมินความอันตรายได้
งานเลี้ยงผ่านพ้นไปด้วยดีผู้มาสังเกตการณ์ทุกคนแทบไม่ได้ข้อมูลอะไรกลับไปมากนัก นั่นเพราะไวสลี่จะพูดตัดบทแล้วพาตัวโซลออกมาให้ไปพูดคุยกับแขกคนใหม่หลังจากแนะนำตัวและได้พูดคุยอีกเพียงไม่กี่ประโยคแต่จากการสนทนาเพียงไม่กี่ประโยคที่ว่ารวมถึงการพูดกล่าวขอบคุณต่อหน้าเหล่าแขกในงาน นั่นเพียงพอจะบอกได้แล้วว่าโซลเป็คนที่มีบุคลิกความสง่าไม่ทิ้งห่างจากผู้เป็บิดาเลยแม้แต่น้อยหากได้ผ่านการอบรมสั่งสอนจากไวสลี่ด้วยแล้วล่ะก็ชื่อของ โซล มอสคาวมัวล์ มาเดอลีน ก็สมควรถูกนำใส่ในชื่อเฝ้าจับตามองของหลายฝ่ายนับั้แ่วันนี้