ตราบใดที่ฉู่จี้เฟิงยังมีชีวิตอยู่ เขาก็ไม่อาจเชิดหน้าชูตาได้เลย
แต่หลิงอ๋องก็เข้าใจดี หากฉู่จี้เฟิงเกิดเป็อะไรขึ้นมา วันเวลาที่ดีของจวนหลิงอ๋องก็คงจบลงเช่นกัน ด้วยเหตุนี้เขาจึงรู้สึกลังเลใจ และหวังว่าการมาครั้งนี้จะช่วยรักษาหน้าตนเองได้บ้าง
จี้หมัวมัวทนไม่ไหวจึงกล่าวว่า “ในเมื่อท่านอ๋องมาแล้ว คงทราบถึงเหตุและผลของเื่เมื่อคืนแล้วกระมัง หรือท่านไม่คิดว่าควรให้บทเรียนแก่พระชายาสักครั้ง? ระหว่างศักดิ์ศรีกับชีวิตของซื่อจื่อ อะไรสำคัญกว่ากันเ้าคะ”
“นั่นเป็ฝีมือของหลี่หมัวมัว นางให้คนไปลงโทษนังหญิงสารเลวตัวนั้นจนตายแล้ว อีกทั้งนางยังใจนเป็ลม วันนี้ยังคงนอนซมอยู่บนเตียง! ตอนนี้เฟิงเอ๋อร์ก็ไม่ได้เป็อะไรแล้ว เช่นนี้ก็พอเป็การลงโทษแล้วมิใช่หรือ” หลิงอ๋องกล่าวด้วยท่าทีที่เห็นเป็เื่สมควร
ซูอิ่นเย่ว์ขมวดคิ้วเล็กน้อย
คนแบบนี้สมควรเป็บิดากระนั้นหรือ ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมฉู่จี้เฟิงถึงได้ตัดขาดจากญาติพี่น้อง
เสียงของนางเย็นเยียบทันที “หากเมื่อคืนซื่อจื่อต้องรอสมุนไพรช่วยชีวิตจริงๆ คนที่ตายก็คือซื่อจื่อ! นี่เป็เพียงคำเตือนเล็กๆ เท่านั้น พระชายายังทนไม่ได้ แล้วนางจะมีจิตคิดร้ายต่อผู้อื่นได้อย่างไร”
“เ้าใช้คำพูดอะไรกับข้า!” ท่านอ๋องเดือดจัด ชี้หน้านางพร้อมตวาด “วันนี้ข้ามาเพื่อให้เ้าช่วยพูดกับเฟิงเอ๋อร์สักหน่อย ไม่นึกเลยว่าเ้าจะลืมฐานะของตนเอง แล้วกลับมาต่อว่าข้าแทน!”
ซูอิ่นเย่ว์สบตาเขาอย่างสงบนิ่งและไม่ถ่อมตนจนเกินไป “ข้าไม่ได้ลืม แต่ท่านอ๋องมาให้ช่วยพูดแทน ก็ควรแสดงท่าทีให้เหมาะสมหน่อยกระมัง ไม่เช่นนั้นสะใภ้อย่างข้าคงไม่สามารถช่วยได้”
“เ้า!”
หลิงอ๋องรู้สึกว่าตนเองมาเพื่อสั่งให้ซูอิ่นเย่ว์ทำเื่นี้ ไม่ใช่มาขอร้องนาง
ถูกฉู่จี้เฟิงดุว่าแล้วก็ช่างเถิด แต่นี่แม้แต่สะใภ้ที่เพิ่งแต่งเข้ามากลับไม่เห็นเขาอยู่ในสายตาเลย ซูเจี้ยนจิ่นส่งบุตรสาวแบบไหนมาให้กัน!
ซูอิ่นเย่ว์ผ่อนคลายสีหน้าลงก่อนกล่าวว่า “แต่ในเมื่อท่านอ๋องมาแล้ว ข้าก็ช่วยพูดให้ได้บ้าง ขึ้นอยู่กับว่าท่านอ๋องจริงใจแค่ไหน”
หลิงอ๋องเลิกคิ้ว ได้ยินความหมายแฝงในคำพูดของซูอิ่นเย่ว์ ว่านางกำลังเรียกเงินจากเขา?
“เท่าไหร่”
ซูอิ่นเย่ว์ยกนิ้วขึ้นสามนิ้ว
“สามร้อยตำลึง? เื่เล็กน้อย!” หลิงอ๋องตอบตกลงทันที
เขาแค่อยากให้เื่จบเร็วๆ เงินแค่นี้ถือว่าเป็ค่าน้ำชาให้ขอทานไปเถอะ
“สามหมื่นตำลึง” ซูอิ่นเย่ว์ส่ายหน้า
ทันทีที่พูดจบ จี้หมัวมัวยังถึงกับตกตะลึง
สามหมื่นตำลึงไม่ใช่จำนวนน้อยๆ ถือว่าเพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายทั้งปีของจวนหลิงอ๋องแล้ว
“อะไรนะ สามหมื่นตำลึง? เ้ากล้าพูดออกมาได้อย่างไร!” หลิงอ๋องมีปฏิกิริยารุนแรงที่สุด พอะโเสร็จก็หายใจหนัก
ที่จริงแล้ว ซูอิ่นเย่ว์เองก็ไม่รู้แน่ชัดว่าสามหมื่นตำลึงในยุคนี้มีค่ามากแค่ไหน แต่เมื่อเห็นปฏิกิริยาของหลิงอ๋อง และลองรื้อฟื้นความทรงจำของเ้าของร่างเดิม ก็พอเข้าใจได้ว่าสามหมื่นตำลึงเป็เงินก้อนใหญ่ คาดว่าค่าตำแหน่งขุนนางหนึ่งปีของหลิงอ๋องก็คงมีแค่ไม่กี่พันตำลึงเท่านั้น
แต่เมื่อคำพูดได้หลุดออกไปแล้ว ซูอิ่นเย่ว์จึงไม่คิดเปลี่ยนแปลง ยืนยันหนักแน่น
“เหตุใดจะไม่กล้าพูด หากท่านอ๋องคิดว่าแพงเกินไป ก็ปล่อยให้ศพวางอยู่ที่เรือนทิงเส่ว์ต่อไปอีกสามวัน เช่นนั้นก็จะไม่ต้องเสียเงินเลยมิใช่หรือ”
หลิงอ๋องตาแทบลุกเป็ไฟ โกรธจนตับแทบะเิ
อย่าว่าแต่เขาไม่มีสามหมื่นตำลึงเลย ต่อให้มีก็ไม่มีทางยอมจ่ายแทนพระชายาหลิงอ๋องแน่นอน
“ดีมาก!” กล่าวทิ้งท้ายอย่างเดือดดาลแล้วหันหลังเดินจากไป
พอหลิงอ๋องจากไป เซียงสี่ก็ยกสำรับอาหารเช้าขึ้นมา
จี้หมัวมัวที่ยืนอยู่ข้างๆ อารมณ์ดีเป็พิเศษ เอ่ยขึ้นว่า “พระชายาใช้กลยุทธ์ถอยหนึ่งก้าวเพื่อรุกได้อย่างยอดเยี่ยม เช่นนี้ท่านอ๋องคงไม่กลับมาอีกแล้ว”
ซูอิ่นเย่ว์ตักโจ๊กข้าวฟ่างขึ้นมากินพลางกล่าว “เขาจะต้องเอาเงินมาให้แน่นอน”
“สามหมื่นตำลึงไม่ใช่น้อยๆ เลยนะ ท่านอ๋องจะยอมจ่ายจริงหรือ” เซียงเถาแทรกขึ้นอย่างใ
“ท่านอ๋องแน่นอนว่าย่อมไม่เต็มใจจ่าย แต่พระชายาหลิงอ๋องยอมแน่นอน เพราะนั่นเป็เรือนของนาง ข้างในยังมีคุณหนูสามอยู่ พวกนางไม่มีทางทนให้ศพตั้งอยู่ในนั้นสามวันแน่” ซูอิ่นเย่ว์วิเคราะห์
จี้หมัวมัวครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนพยักหน้าเห็นด้วย แต่หลังจากนั้นก็ขมวดคิ้วและกล่าวเตือน “นี่เป็ความ้าของซื่อจื่อ พระชายาควรหลีกเลี่ยงไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยว เพื่อไม่ให้ซื่อจื่อขุ่นเคือง”
หลิงอ๋องไม่กล้าทำเอง จึงมาหาเื่ซูอิ่นเย่ว์แทน
แน่นอนว่านางก็กลัวเช่นกัน แต่ซูเจี้ยนจิ่นไม่ได้ให้สินเดิมแก่นางเลย นางจึงต้องหาทางโกยเงินเก็บไว้บ้าง เผื่อวันหน้ามีเหตุพลิกผันจะได้มีเงินสำรอง
“หมัวมัววางใจ ข้ามีวิธีโน้มน้าวซื่อจื่อ” ซูอิ่นเย่ว์กล่าว
จี้หมัวมัวส่ายหน้า “ซื่อจื่อเป็คนดื้อรั้น ไม่ยอมให้สิ่งใดแปดเปื้อนในสายตา และไม่เคยฟังคำเตือนใคร พระชายาควรรู้จักดูจังหวะให้ดี”
แม้ว่าพระชายาหลิงอ๋องจะทำเกินไปในครั้งนี้ แต่ถึงอย่างไร นางก็เป็แม่เลี้ยงของเ้านาย คนภายนอกไม่รู้ความจริง คงมองว่าซื่อจื่อไม่เคารพแม่เลี้ยงและประพฤติตัวตามอำเภอใจอีกเป็แน่
ชื่อเสียงของฉู่จี้เฟิงเน่าเฟะจนไม่อาจแย่ไปกว่านี้ได้อีกแล้ว จี้หมัวมัวก็ชินเสียแล้ว เพียงหวังว่าเขาจะใช้ชีวิตได้อย่างอิสรเสรีก็พอ
หากซูอิ่นเย่ว์สามารถช่วยพูดกับเขาได้บ้าง ก็นับว่าเป็เื่ดี
หลังจากรับประทานอาหารเช้าเสร็จ ซูอิ่นเย่ว์ก็ตั้งใจจะออกไปข้างนอก
“พระชายาจะไม่รอหลิงอ๋องแล้วหรือ” จี้หมัวมัวเอ่ยถาม
“อาการของซื่อจื่อยังไม่คงที่ ข้าต้องไปเตรียมยาสำรองเพิ่ม หากหลิงอ๋องมา ก็ให้เขาวางเงินไว้ ข้าจะช่วยจัดการเื่ให้เอง” ซูอิ่นเย่ว์กล่าว
เมื่อได้ยินดังนั้น จี้หมัวมัวจึงสั่งให้เซียงสี่ไปแจ้งยามเฝ้าประตูให้เตรียมรถม้า
เซียงเถาร่วมเดินทางไปกับซูอิ่นเย่ว์ แต่นางไม่ได้รีบร้อนจะไปที่ร้านยา กลับมุ่งหน้าไปโรงรับจำนำก่อน แล้วนำกำไลที่ได้มาเมื่อคืนไปแลกเป็เงินหนึ่งพันตำลึง
กำไลทองวงนี้ได้มาจากพระชายาหลิงอ๋อง นางย่อมไม่โง่พอที่จะนำมาใส่
เ้าของร่างเดิมออกจากเมืองหลวงไปนานหลายปี ซูอิ่นเย่ว์จึงไม่รู้ว่าควรไปซื้อยาที่ใด จึงต้องถามไถ่หลายคำ
เซียงเถายิ้มพลางกล่าวว่า “จี้หมัวมัวสั่งกำชับบ่าวไว้แล้ว พวกเราจะไปที่ร้านยาจี้ซื่อ ซึ่งเป็ร้านของหมอเทวดาฉิน รับรองว่าจะหาสมุนไพรหายากได้แน่นอน อีกทั้งยังสามารถติดเงินไว้ได้ด้วย
“นอกจากนี้ จี้หมัวมัวยังสั่งให้ช่างตัดเสื้อมาที่จวน่บ่าย เพื่อตัดชุดให้พระชายาสองสามชุด และเลือกเครื่องประดับบางชิ้นให้ด้วย”
จู่ๆ ซูอิ่นเย่ว์ก็รู้สึกจมูกตึงขึ้นมาเล็กน้อย
จี้หมัวมัวดูแลนางไม่ต่างจากบิดามารดาในชาติก่อน ทำให้นางรู้สึกถึงความอบอุ่นในสถานที่ที่แปลกแยกนี้
ร้านยาจี้ซื่อสามารถโด่งดังไปทั่วเมืองหลวง ไม่ใช่เพียงเพราะมีสมุนไพรครบครันเท่านั้น แต่ยังมีหมอฉินเป็ผู้ดูแล
ขณะนี้บนชั้นสองของห้องส่วนตัว มีบุคคลสามคนนั่งอยู่
ใบหน้าของหมอฉินไร้อารมณ์โดยสิ้นเชิง ขณะจับชีพจรอยู่นาน เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย “ท่านถูกพิษจุ้ยเหรินหงจริงๆ หรือ”
ตรงข้ามเขาคือฉู่จี้เฟิงซึ่งสวมชุดแพรต่วนสีแดงเข้ม มัดมวยผมด้วยปิ่นหยก ดวงตาคมกริบแฝงประกายเยือกเย็นที่แฝงไว้ด้วยกลิ่นอายกระหายเื “ถูกพิษ?”
หมอฉินถอนมือออก “พิษกู่เจ็ดประสานที่อยู่ในร่างท่านหากถูกกระตุ้น จะลามเข้าสู่ชีพจรหัวใจ แม้กำลังภายในของท่านจะช่วยต้านไว้ได้ชั่วคราว แต่ก็ไม่ควรยืดเยื้อมาได้ถึงตอนนี้ ทว่าตอนนี้พิษกู่ในร่างท่านไม่เพียงแต่ไม่ลุกลามไปถึงหัวใจ กลับอ่อนแอลงกว่าเมื่อก่อนเสียอีก”
“เป็ไปไม่ได้!” ฉางอู๋อิ่งที่อยู่ข้างๆ ะโขึ้น “ซื่อจื่อถูกพิษจุ้ยเหรินหงจนหมดสติ คิดว่าคงเพราะกินยาของท่านเข้าไป จึงอาการดีขึ้นบ้าง”
“โอ้? เช่นนั้นเหตุใดท่านถึงไม่ตาย” ฉินเย่ยังคงมีสีหน้าเ็า
ฉู่จี้เฟิงเลิกคิ้ว “หมายความว่าอย่างไร”
“ท่านถูกพิษจุ้ยเหรินหง ซึ่งเกิดปฏิกิริยากับพิษกู่เจ็ดประสาน พิษจึงผสานกันและเกิดการเปลี่ยนแปลง ยาของข้าไม่เพียงแต่ไม่สามารถช่วยท่านได้ ตรงกันข้ามกลับจะทำให้ท่านตายเร็วขึ้น” หมอฉินอธิบายพลางเหลือบมองฉางอู๋อิ่ง “หรือว่าองครักษ์ของท่านโดนใครซื้อไปแล้ว กระตือรือร้นอยากให้ท่านตายถึงเพียงนี้?”