แฮก แฮก
หยุนเสวี่ยเฟิงลมหายใจถี่ยิบ ใบหน้าอันซีดเผือดกระทบต้องกับดวงแสงห้วงกวีทั้งหก หลังจากที่มันวิ่งลัดเลาะผ่านไปตามโพรงถ้ำแยกแล้วแยกเล่าโดยไม่คิดชีวิต บางครั้งมันยังชนเข้ากับผนังถ้ำที่หักเลี้ยวไปด้านข้างจนซ้ำเติมาแที่แขนของมัน
‘กำหนดลมหายใจ!’ เมื่อเห็นว่าข้างหน้าเป็ทางแยกอีกครั้งแล้วมันจึงหยุดและล้มตัวลงนั่งพิงผนังถ้ำ เด็กน้อยสูดหายใจเข้าลึกแล้วค่อยๆปล่อยออกมา ปอดที่พองโตทำให้มันรู้สึบเจ็บแสบบริเวณาแที่แขน
’ข้าต้องรีบห้ามเื’ หยุนเสวี่ยเฟิงครั้นเมื่อกลับมาตั้งสติก็พบว่าตลอดทางที่มันวิ่งมานั้น ล้วนแต่มีคราบเืของมันหยดลงเป็ระยะ ซ้ำยังทิ้งรอบเท้าบนผืนทรายที่จะกลับไปลบร่องรอยก็คงไม่ทันเสียแล้ว
แควก..
หยุนเสวี่ยเฟิงใช้มีดสั้นกรีดชายเสื้อคลุมที่ได้รับมา ก่อนจะใช้เศษผ้านี้มัดไว้ที่ต้นแขน เด็กน้อยมิได้รู้เลยว่าหากเพ่งพินิจไปยังาแของมันในตอนนี้แล้ว จะพบว่าส่วนปลายของรอยกรีดนั้นเริ่มสมานติดกันแล้ว เพียงแต่ว่าส่วนที่ถูกเฉือนลึกที่สุดนั้นยังมีเืไหลอยู่
“คิดจะล้างแค้นตอนนี้ เหลวไหลสิ้นดี!” เสวี่ยเฟิงรำพึงอย่างขมขืน แม้ว่าการลอบสังหารสมุนโจรคนแล้วคนเล่าก่อนหน้านี้จะทำให้มันฮึกเหิม แต่เมื่อได้รับาแจากคมดาบแล้ว จิตใจของมันกลับเริ่มเกิดความขลาดกลัวขึ้นมาอย่างเสียมิได้
เวลายิ่งผ่านไปเรื่อยๆ แม้ว่าหยุนเสวี่ยเฟิงจะได้นั่งพักให้เืหยุดไหลแล้ว แต่มันกลับรู้สึกว่าร่างกายอ่อนแรงลงเรื่อยๆ แม้ว่าจะสูดลมหายใจตั้งสติอีกสักกี่ครั้ง แต่ราวกับว่าสติของมันนั้นจะเลือนหายไปได้ทุกเมื่อ มันฝืนตัวเองให้ลุกขึ้นอีกครั้ง
’เราจะทำอย่างไรดี’ เด็กน้อยใบหน้าซีดเผือด บัดนี้แม้แต่สายตาของมันก็เริ่มส่ายพร่ามัว ทัศนวิสัยรอบกายพลันหมุนเคว้งก่อนที่ร่างของเด็กน้อยจะล้มลงอีกครั้ง
อีกดัานหนึ่งภายในโพรงถ้ำ หัวหน้าโจรที่ได้สังหารสมุนคนสนิทลงแล้ว มันก็เริ่มก้าวเดินออกไปยังทิศทางที่หยุนเสวี่ยเฟิงวิ่งออกไป มันมิได้มีท่าทีรีบเร่งอันใดแม้แต่น้อย
”ผู้ตื่นรู้ ยอมมีพลังปราณแรกเริ่มคอยรักษาาแ แต่หากมีพลังปราณน้อยนิดเยี่ยงนี้ ย่อมต้องหมดพลังหมดสติไป” หัวหน้าโจรยิ้มเหี้ยม มันสาดแสงคบเพลิงมองไปยังทางแยกก่อนจะเดินตามร่องรอยของเด็กน้อยต่อไป
หัวหน้าโจรอดนึกถึงความหลังของมันมิได้ ครั้นเมื่อพลังปราณของมันได้ตื่นขึ้นมาแล้ว ตัวมันนั้นเฝ้าฝึกปรือพลังปราณนั้นจนหมดสติทุกวี่วัน หากแต่เหมือนดั่งฟ้าดินกลั่นแกล้ง มันมิอาจจะเข้าร่วมสำนักใดได้เพราะไม่สามารถผ่านบททดสอบได้แม้แต่ชั้นเดียว
’หึ! เ้าช่างโชคดีกว่าข้านัก.. แต่ก็โชคร้ายที่มาเจอข้า’ ขุนโจรแววตาเย้ยหยัน หากมิใช่เพราะไม่มีสำนักใดรับตัวมันเข้าไป ชีวิตของมันก็คงไม่มาเป็โจรเช่นนี้ เมื่อเทียบกับตัวมันแล้ว เด็กน้อยผู้นี้ดูจะมีความสามารถมากกว่ามันในอดีตเสียด้วยซ้ำ
เวลาผ่านไปอย่างไม่รีบร้อนแต่ไม่หยุดชะงัก หยุนเสวี่ยเฟิงมิรู้ว่ามันหมดสติไปนานเพียงใด ครั้นเมื่อรู้สึกตัวแล้วมันจึงได้รู้ว่าตัวของมันถูกหิ้วไว้ข้างลำตัวใครสักคน
”ตื่นแล้วหรือ ถือว่าเ้าทรหดพอใช้ได้ แต่อย่าได้ลำพองใจไป ข้าจะไม่ปล่อยให้เ้าได้มีโอกาสอีกเป็ครั้งที่สอง” ผู้ที่หิ้วมันกล่าว หยุนเสวี่ยเฟิงที่ได้ยินดังนั้นก็เข้าใจได้ทันที ‘ข้าถูกมันจับตัวไว้แล้ว’
เส้นทางคดเคี้ยวภายในถ้ำแห่งนี้ล้วนแล้วแต่คล้ายกันไปเสียหมด ตลอดทางหัวหน้าโจรและเด็กน้อยมิได้เอ่ยกล่าวอันใด สองมือสองเท้าของมันถูกมัดไว้อย่างแ่าเสียจนเืลมมิอาจจะเดินได้ หากยังดีที่ตอนนี้มันเพียงรู้ว่าต้องเก็บเรี่ยวแรงไว้หนีอีกครั้งเมื่อมีโอกาส
“ดูเ้าจะฉลาดอยู่เหมือนกัน ไม่อย่างนั้นสมุนของข้าคงไม่เสร็จเ้าทั้งหมด ไม่เสียทีที่เป็ผู้ตื่นรู้ แม้พลังิญญาจะเพิ่งตื่นได้ไม่นาน แต่กลับฆ่าสมุนของข้าได้” อยู่ๆหัวหน้าโจรก็เอ่ยกล่าว
”ผู้ตื่นรู้คืออะไร?” หยุนเสวี่ยเฟิงที่หนีไม่ได้อยู่แล้ว มันไม่รู้จะทำอันใด มันจึงเริ่มต่อปากต่อคำ
”นี่เ้าไม่รู้เลยหรือ ข้าเห็นเ้าจะเข้าสำนัก คิดว่าเ้ามีความรู้บ้างเสียอีก” หัวหน้าโจรคิ้วขมวด มันโยนร่างเด็กชายลงบนพื้นทรายด้านข้างอย่างไร้ปราณี ก่อนจะนั่งลงแล้วปักคบเพลิงลงบนทราย
”พักที่นี่ก่อน” หัวหน้าโจรมิได้สนใจเหลียวแลร่างของเด็กน้อยที่ส่วนใบหน้ายังคลุกผืนทราย
หยุนเสวี่ยเฟิงเมื่อถูกโยนลงบนพื้นในทางเอาหน้ากระแทกพื้นนั้น มันก็ได้แต่กัดฟันพลิกตัวขึ้นมาอย่างทุลักทุเล เมื่อหันไปมองหัวหน้าโจรแล้วมันก็พบว่าบัดดนี้ชายชกรรได้นั่งพิงพนังถ้ำมองมายังตัวมัน
”เ้าจะพาข้าไปไหน?” หยุนเสวี่ยเฟิงในตอนนี้มิได้กลัวเกรงบุคคลหน้าอีกแล้ว อย่างน้อยมันก็ได้เข่นฆ่าลูกสมุนของหัวหน้าโจรผู้มีเคราดกดำคนนี้ไปแล้ว
”เ้าจะเป็สินค้าชั้นดีให้กับข้า ข้าจะบอกเอาไว้อย่างให้เ้าเตรียมตัวเตรียมใจตังแต่เนิ่นๆ” หัวหน้าโจรกล่าวพลางหยิบน่องไก่ในย่ามออกมาก่อนจะพูดต่อว่า
”มีผู้ฝึกวิชาปราณอันพิศดาร วิชานี้นั้นต้องใช้ผู้ตื่นรู้ใหม่ๆเช่นเ้า.. ” หัวหน้าโจรกล่าวพร้อมกับกินน่องไก่ เพียงแค่สี่ห้าคำเท่านั้น น่องไก่ชิ้นใหญ่ก็เหลือแต่กระดูก มันโยนกระดูกไก่นั้นไปกระทบหน้าผากของเด็กชายก่อนจะตกลงสู้พื้น
“นี่เ้าไม่กินหรือ?” หัวหน้าโจรแปลกใจมิใช่น้อย ทุกครั้งที่มันทำเยี่ยงนี้กับเด็กที่มันคร่ากุมมา ทั้งหมดล้วนแล้วแต่แก่งแย่งเศษซากอาหาร ซ้ำในบางครั้งเหยื่อเหล่านี้ยังเข่นฆ่ากันเอง ภาพเหล่านี้ทำให้มันรู้สึกเหมือนเป็เ้าชีวิต แต่กับเด็กน้อยคนนี้นั้นแปลกไปอย่างสิ้นเชิง นอกจากสายตาอันแข็งกร้าวที่มองมาแล้ว มันมิได้สนใจเศษซากนี้แม้แต่น้อย
”เ้าต้องให้ของที่กินได้ มิเช่นนั้นถ้าข้าหิวตกตายไปแล้ว เ้าคงเพียงกลับไปมือเปล่า” หยุนเสวี่ยเฟิงยิ้มกล่าว คล้ายกับว่ามันกำลังยั่วโทสะ
”ฮ่า ฮ่า ดี! เ้าทำให้ข้าแปลกใจได้อีกครั้ง.. รับไป!” หัวหน้าโจรยิ้มเหี้ยม มันควักน่องไก่พร้อมกับถุงใส่น้ำโยนไปให้เด็กชาย
หยุนเสวี่ยเฟิงใช้สองมือที่ถูกมัดติดกันรับน่องไก่ไว้ ส่วนถุงใส่น้ำนั้นตกลงบนพื้นทรายเบื้องหน้า มันรีบกัดกินน่องไก่อย่างหิวโหย แม้กระทั่งกระดูกไก่ยังถูกฟันซี่น้อยบดละเอียดก่อนจะกลืนเข้าไป ‘ข้าต้องทนรอโอกาส’ เป็สิ่งเดียวในตอนนี้ที่มันทำได้
น่องไก่และน้ำในถุงพลันหายไปด้วยเวลาไม่ถึงสิบลมหายใจ หัวหน้าโจรมิได้กลัวแม้แต่น้อยที่จะปล่อยให้เด็กน้อยมีเรี่ยวแรง เชือกที่มัดแน่นหลายชั้นกับท่อนแขนขาเด็กนี้ ดูก็รู้อยู่แล้วว่าอย่างไหนจะแข็งแรงกว่ากัน
”ผู้ตื่นรู้คืออะไร” หยุนเสวี่ยเฟิงยังคงถามคำถามเดิม
”เฮ่อ.. ผู้ตื่นรู้ก็คือผู้ที่พลังิญญาแรกเริ่มได้ถูกปลุกขึ้น หลังจากนั้นผู้คนเหล่านี้จะสามารถเก็บสะสั่งสมระดับพลังิญญาได้ เ้าจะถูกสูบพลังจนตายในอีกไม่กี่วัน อย่าหาเื่สงสัยให้มากความ” หัวหน้าโจรถอนหายใจกล่าว แต่แล้วมันก็ได้ฉุกคิดบางอย่างขึ้นมาได้ บางสิ่งบางอย่างที่ทำให้มันเริ่มสับสนปนหวาดกลัววาบหนึ่ง
’สมุนของเราระดับต่ำสุดคือ3 สูงสุดคือ7 มันฆ่าพวกนั้นได้ยังไง แล้วเช่นนั้นแล้วตอนนี้มันอยู่ระดับใด?’ หัวหน้าโจรดวงตาวาวฉายแววกังวลวาบหนึ่ง การที่มันเข้าใจว่าเด็กน้อยนี้เพิ่งจะตื่นรู้จะมีระดับเพียงแค่1นั้นถูกแล้ว เพียงแต่มันยังคงสงสัย เหตุใดสมุนของมันจึงพลาดท่าคนแล้วคนเล่า แม้ว่าจะร่ำสุราตลอดการเดินทาง แต่ต้องมีสักคนที่รู้ตัวว่าสหายถูกลอบสังหาร
“เ้าเด็กเลว.. ตอนนี้เ้าระดับใด”
”ข้าไม่รู้” หยุนเสวี่ยเฟิงตอบคล้ายจะยั่วโทสะ แต่ตัวมันเองก็ไม่รู้จริงๆ
”ปล่อยพลังิญญาออกมา” หัวหน้าโจรรู้วิธีวัดระดับอยู่แล้ว จึงบอกให้เด็กน้อยทำตามที่มันบอก
”ข้าทำไม่เป็” เป็เพียงคำตอบสั้นๆของหยุนเสวี่ยเฟิง แม้นว่าจะดูเหมือนยั่วโทสะอีกครั้ง แต่มันก็ไม่รู้จริงๆอีกเช่นเคย หัวหน้าโจรได้ยินเช่นนั้นก็ถอนหายใจ เด็กน้อยผู้นี้ที่สังหารสมุนของมันก่อนหน้านี้ถูกผีสางเข้าสิงหรืออย่างไร
”ให้เ้าเพ่งจิต ลองััถึงพลังิญญาในร่างกาย บังคับมันให้ก่อเกิดชักนำเป็กระแสพลังออกมาเป็พลังปราณ” หัวหน้าโจรปากก็กล่าวไปพร้อมกับยื่นมือออกมา ภายในฝ่ามือของมันก็ปรากฏเป็กลุ่มกระแสพลังสีเขียวกระเพื่อมเป็จังหวะ
’หืม.. คล้ายกับที่เราเพ่งจิตไปยังปลายมีดสั้น’ หยุนเสวี่ยเฟิงพลันนึกย้อนกลับไปตอนที่มันฝึกใช้มีดฟาดฟันเข้าหาศัตรู ชั่วขณะหนึ่งนั้นมันได้สังเกตกระแสพลังลักษณะคล้ายกันบนคมมีด ต่างกันเพียงของเด็กชายนั้นมีสีแดง
”แบบนี้ใช่ไหม” หยุนเสวี่ยเฟิงคล้ายจับความรู้สึกได้ มันผายมือที่ถูกมัดรวบทั้งสองออกไปยังหัวหน้าโจร พลันนั้นกระแสพลังสีแดงก็ปรากฏขึ้นบางๆ
’นี่มันระดับเก้า!’ หัวหน้าโจรตาถลึง นี่ไม่ใช่เื่ปกติอีกแล้ว เด็กน้อยผู้นี้เห็นได้อย่างชัดเจนว่าระดับพลังิญญาของมันเพิ่มขึ้นจากสองชั่วยามก่อนหน้านี้มาก
เงื่อนไขในการเพิ่มพลังิญญานั้นมิได้กำหนดไว้อย่างตายตัว แต่การที่จะเพิ่มพลังิญญาแต่ละระดับนั้นล้วนแต่ต้องแลกมาด้วยความยากลำบาก และในทุกๆ10ระดับนั้นจะต้องพบกับด่านพลังให้ทะลวงคอขวดขึ้นไป ดูเหมือนว่าเด็กน้อยคนนี้จะยังห่างจากสุดปลายทางก่อจะระดับ10เพียงครึ่งขั้นเท่านั้น
‘เห็นทีเราจะประมาทมันมิได้เสียแล้ว’ หัวหน้าโจรคิดในใจ เวลานี้แม้ว่ามันจะมีวิชายุทธติดตัวอยู่บ้าง แต่หากจะวัดกันเพียงพลังิญญาแล้ว ใช่ว่ามันจะชนะได้ในเวลาอันสั้น
ครืน...
มิทันที่หัวหน้าโจรจะได้กล่าวอันใด ผืนทรายบนพื้นถ้ำก็เริ่มกระเด็นกระดอน พื้นหินและผนังต่างสั่นไหวรุนแรงคล้ายจะถล่มลงมาได้ทุกเมื่อ
”ไป!” หัวหน้าโจรไม่รอช้า มันรีบคว้าร่างเด็กชายขึ้นมาแล้วรีบสาวเท้าออกวิ่งทันที
’เป็มันไม่ผิดแน่’ หัวหน้าโจรคิดในใจ ดวงตาของมันฉายแววกังวล มันจะเคยใช้เส้นทางในถ้ำนี้มาหลายครั้งแล้ว แต่ครั้งนี้เป็ครั้งแรกที่มันได้พบเจอคลื่นสั่นไหวอันผิดปกติ ความคิดวาบหนึ่งของมันนึกย้อนไปถึงเื่เล่าตำนานของเทือกเขาลูกนี้
”เกิดอะไรขึ้น?” หยุนเสวี่ยเฟิงแหงนหน้ามองหัวหน้าโจรที่มีท่าทีร้อนรน หากว่าสบโอกาสแล้วมันอาจจะมีทางหนีรอดได้อีกครั้ง
”เงียบไว้ อย่าพูดมาก” ขณะหอบหิ้วเด็กน้อยวิ่งนั้น หัวหน้าโจรก็กล่าวด้วยน้ำเสียงเบาหวิว คล้ายกับว่าเสียงพูดของมันจะดังสะท้อนโพรงถ้ำไปยังต้นกำเนิดคลื่นธรนีนี้
ครืน...
แรงสั่นะเืเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หยุนเสวี่ยเฟิงที่เงี่ยหูฟังเสียงคลื่นธรณีไล่ตามมาข้างหลัง ในที่สุดทั้งสองก็โผล่พ้นมายังห้องโถงขนาดใหญ่ภายในถ้ำ เพดานถ้ำนั้นสูงขึ้นไป้าจนแสงไฟมิอาจจะส่องไปถึง พื้นทรายสะท้อนแสงจากคบเพลิงดูเหมือนว่าเบื้องหน้าจะยังโล่งเรียบไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
ฝ่อ!
ขณะนั้นเอง เสียงของสัตว์ร้ายก็ผุดขึ้นในโสทประสาทของทั้งสอง หัวหน้าโจรแม้จะเป็ผู้มีพลังิญญาแล้ว หากแต่ว่าระดับของมันยังไม่สามารถใช้พลังปราณเป็วิชาตัวเบาได้ มันจึงได้แต่รีบวิ่งออกไปกลางโถงอย่างสุดกำลัง หมายว่าจะพาสินค้าของมันหลบหนีเข้าไปยังโพรงถ้ำอีกด้านให้ทันเวลา
ครืน.. ฝ่อ...
แต่แล้วความเร็วของสองเท้าก็ยังมิอาจสู้ร่างขนาดั์ที่เลื่อยไล่ตามหลังมาได้ ลำตัวของสัตว์อสูรร้ายพลันปรากฏด้านข้างคลองจักษุของทั้งสอง หัวของมันมีขนาดใหญ่เท่ากับช้างสองตัว ลำตัวของมันขณะเลื่อยผ่านเม็ดทรายก็เรืองแสงสีส้มวาบวาม
ตุ๊บ!
หัวหน้าโจรในวินาทีสุดท้าย มันตัดสินใจเหวี่ยงร่างของเด็กน้อยด้วยพลังปราณไปยังด้านหลังทันที หมายว่าพญางูั์ที่ไล่มาด้านข้างจะวกกลับไปหาเหยื่อตัวน้อย
อ๊าก
หยุนเสวี่ยเฟิงร่างปลิวละลิ่วกลิ้งกับพื้นหลายตลบ การถูกเหวี่ยงด้วยพลังปราณเช่นนี้ย้อมต้องสร้างแรงกระทบที่หนักหนามากมายหลายเท่า ผัวหนังถลอกจากการเสียดสีล้วนแต่ฝังไปด้วยเม็ดทรายหลายร้อยเม็ด สร้างความเจ็บแสบให้กับเด็กน้อยอย่างที่สุด
ฝ่อ!
หัวพญางูั์หันกลับไปหาร่างเด็กน้อยเสี้ยวอึดใจหนึ่ง แต่แล้ววินาทีต่อมา หัวหน้าโจรก็ตระหนักได้แล้วว่ามันคิดผิดไป หญางูั์หันหัวกลับมาพร้อมกับพุ่งตรงมาหามันต่อด้วยความเร็วที่มากกว่าเดิม
”มะ มะ ไม่ ไม่” หัวหน้าโจรร้องเสียงหลง บัดนี้พญางูั์ได้เลื่อยนำหน้ามันออกไปก่อนจะอ้อมเลี้ยวหัวของมันวกกลับมา
หัวหน้าโจรแม้จะวิ่งมาแทบตาย เมื่อเห็นว่าเส้นทางถูกปิด มันจึงวิ่งวกไปด้านข้าง สีหน้าของมันพลันปรากฏรอบยิ้มเมื่อพบว่าปลายทางเป็รูขนาดเล็กพอที่ตัวมันจะลอดผ่านไปได้ แต่ยังไม่ทันที่รอบยิ้มมันจะจางหายไป หัวขนาดใหญ่ของพญางูก็โผล่ตัดเข้ามาพาดผ่านไป
ครั้นจะเลี้ยวอ้อมอีกครั้งก็ไม่ทันกาลแล้ว บัดนี้หัวหน้าโจรพบว่ามันตกอยู่ในวงล้อมของพญางูั์ที่กำลังค่อยๆขดตัวบีบพื้นที่เข้ามาเรื่อยๆ โดยมีมันเป็จุดศนย์กลาง
”โอ.. ท่านพญางูั์เหว่ยซาน.. ได้โปรดปล่อยข้าน้อยไปด้วยเถิด..” หัวหน้าโจรใบหน้าซีดเผือด ่หวางขาของมันกลับมีน้ำอุ่นๆอาบไหลลงมาเจิ่งนองพื้นทราย
’พญางูั์เหว่ยซาน’ หยุนเสวี่ยเฟิงลุกขึ้นมานั่ง ขณะนั้นเองมันก็ได้ยินเสียงอันหวาดกลัวของหัวหน้าโจรดังเล็ดลอดผ่านวงล้อมของพญางูั์ออกมา
แม้ว่าหยุนเสวี่ยเฟิงจะไม่รู้ว่าเหตุใดพญางูั์จึงมิได้สนใจมัน แต่หยุนเสวี่ยเฟิงก็มิได้จะรั้งรอชมอันใด โชคยังดีที่ก่อนหน้านี้มันถูกเหวี่ยงขว้างมาไกลถึงผนังถ้ำ ซ้ำยังเป็บริเวณใกล้กับโพรงถ้ำอีกด้วย
เด็กชายไม่รอชมอันใดอีกต่อไป มันค่อยๆก้มตัวคลานช้าๆเข้าไปในโพรงถ้ำทันที แม้ว่ามือและขาจะถูกมัดไว้ แต่มีหรือที่มันจะรอให้ฟ้าประทานมีดดาบมาตัดเชือกให้ มันกระเสือกกระสนต่อไปอีกอึดใจหนึ่ง ตัวมันก็เริ่มเข้าใกล้โพรงถ้ำแล้ว
ในขณะเดียวกันนั้น หัวหน้าโจรก็กำลังเผชิญหน้ากับร่างั์ที่กำลังขดตัวตีวงล้อมเข้ามาเรื่อยๆ ดวงตาขนาดใหญ่กำลังทอแสงสีส้มจ้องมองมายังมนุษย์เบื่องหน้ามัน หัวของพญางูั์ค่อยๆชูขึ้นมา แผงคอของมันสยายออกคล้ายจะโอบล้อมปกคลุมเพดานห้องโถงนี้ ใต้ลำตัวของมันั้แ่คางลงไปนั้น ปรากฏเป็อักษรโบราณทอแสงสีส้มเรียงยาวลงมา
”โอ.. ท่านพญางู..” หัวหน้าโจรแววตาขมขื่น บัดนี้มันรู้ชะตาตัวเองแล้ว มือไม้ของมันอ่อนแรงไปเสียหมด ไม่มีแม้แต่กำลังใจที่จะหยิบดาบของมันขึ้นมาแม้แต่น้อย
ฝ่อ!
พริบตานั้นเองพญางูั์ก็คำรามลั่น ปากที่อ้าออกมาเผยคมเขี้ยวซี่ใหญ่จำนวน6ซี่ซ้ายขวา ทั้งยังปรากฏคลื่นพลังปราณอันมหาศาลแผ่ออกมาอย่างไม่ขาดสาย
”ระดับนี้.. ใกล้จะ70แล้ว” มิทันที่หัวหน้าโจรจะได้กล่าวอันใดอีก พญางูั์เหว่ยซานก็ปลดปล่อยคลื่นพลังจากแผงคอของมันทันที ร่างสูงกำยำของชายชกรรหนวดเคราหนาเมื่อกระทบกับคลื่นพลังนั้นก็กลับกลายเป็รูปปั้นที่ทำขึ้นจากทราย น่าแปลกที่ดาบที่เหน็บไว้ข้างเอวหัวหน้าโจรนั้นมิได้กลับกลายเป็ทรายไปด้วย
บึม!
ไม่ถึงครึ่งลมหายใจหลังจากที่หัวหน้าโจรกลายเป็รูปปั้นทราย พญางูั์ก็ใช้หางของมันฟาดรูปปั้นโจรนั้นให้ะเิกระจาย หยุนเสวี่ยเฟิงที่กำลังเคลื่อนตัวอย่างทุลักทุเลพลันสะดุ้งขึ้น
ควับ... ชิ้ง!
ดาบที่มิได้กลายเป็ทรายถูกหางขนาดั์ฟาดปลิวออกมาปักผนังหินด้านข้างของเด็กชายพอดิบพอดี หยุนเสวี่ยเฟิงแม้ใบหน้าจะซีดเผือด จากการที่คมดาบเฉียดผ่านต้นคอของมันไปเพียงเสี้ยวหนึ่ง แต่มันก็สบโอกาสอันเหมาะเจาะ มันรีบตะเกียกตะกายไปหาคมดาบก่อนจะใช้มันตีดเชือดที่อยู่ในมือ
ฝ่อ ฝ่อ!
พญางูั์เหมือนจะมิได้ลืมว่ามันมีเหยื่ออีกหนึ่งชีวิตที่ยังรอให้มันจัดการอยู่ มันรีบเคลื่อนร่างกายอันใหญ่โตเลื้อยเข้าหาเด็กน้อยอย่างรวดเร็ว ครั้งนี้มีผนังถ้ำติดอยู่กับเหยื่อ มันจึงไม่สามารถจะขดตัวล้อมร่างน้อยไว้ได้
ครืน...
ครั้นเมื่อตัดเชือกที่พันธนาการตนเองได้พร้อมกับยืนขึ้น หยุนเสวี่ยเฟิงพลันได้ยินเสียงของสัตว์อสูรเคลื่อนกายมาหยุดอยู่ด้านหลังของมัน แสงเรืองรองสีส้มสาดกระทบผนังถ้ำที่มันหันหน้าเข้าหาอยู่ทำให้เห็นเงาของตนเองปรากฏขึ้น
’มันมาถึงแล้ว’ หยุนเสวี่ยเฟิงใบหน้าซีดเผือด ร่างกายหลังเหงื่อท่วมออกมา มันรู้ตัวแล้วว่าหากหันกลับไปมองด้านหลังแล้ว พริบตานั้นมันจะต้องตกตายกลายเป็ผุยผงแน่แท้
ฝ่อ!
พญางูั์คำรามสั่นะเืโถงถ้ำอันกว้างใหญ่ คล้ายกำลังจะบอกว่าให้เหยื่อหันมาสบตากับมัจจุราชผู้นี้ก่อนตาย หยุนเสวี่ยเฟิงมิคาดคิด แม้นว่ามันจะเพิ่งได้มีชีวิตใหม่ไม่กี่วัน แต่กลับต้องมาตกตายด้วยเวลาอันสั้นนี้ เด็กน้อยร่างเล็กจ่อยร่อยกลับมีเวลาเพียงไม่นานเพื่อดื่มด่ำอิสภาพ
“อิสรภาพนั้นยากจะไขว่คว้า.. “ หยุนเสวี่ยเฟิงคล้ายจะยอมรับชะตากรรม มันมิรู้จะต้องทำอันใดอีกแล้วนอกจากกล่าวบทกวีอันไร้หลักการสร้างของมัน สองเท้าค่อยๆขยับหันกายไปเผชิญหน้ากับเงามัจจุราชด้านหลัง
พญางูั์เหว่ยซานยกหัวของมันสูงขึ้น อักขระโบราณใต้ลำตัวของมันทอแสงสีส้มเรืองรองอีกครั้ง แผงคอของมันสยายออกเพื่อปลดปล่อยพลังปราณอันมหาศาล มันแยกเขี้ยวออกกว้างคล้ายจะกลืนกินโลกทั้งใบเข้าไปได้ ดวงตาทอแสงสว่างจนคล้ายเป็ลำแสงแผ่ออกไป
’อิสรภาพนั้นยากจะไขว่คว้า
ถูกจองจำคร่ำครากับความมืด
ครั้นหิวโหยจำต้องกินสิ้นเศษซาก
แม้ลำบากแต่ฉไนนต้องทนอยู่
หากมิใช่รอชมผืนฟ้าที่เคยยืน
จำต้องฝืนเฝ้ารอวาสนา”
ดวงแสงห้วงกวีสีส้มจำนวนหกดวง พลันปรากฏออกมาวนเวียนรอบกายหยุนเสวี่ยเฟิงทันใด หากแต่ว่าเด็กน้อยยังคงเอ่ยกล่าวต่อเนื่อง พญางูั์ก็กลับคล้ายจะหุบปากอันกว้างลงแล้วจ้องมองลงมายังร่างน้อย
“สุขใดๆแม้เพียงชั่วข้ามคืน
จะจดจำเอาไว้ในวิญญู
เฝ้ามองดูโลกหล้าพ้นวันคืน
หากแต่เพียงกายาจะเปลี่ยนไป”
พลันนั้นเมื่อกล่าวจบ ดวงแสงห้วงกวีชั้นในก็ก่อกำเนิดวงแหวนสีส้ม1ชั้น และชั้นในก็คล้ายจะเป็ทรงสี่เหลี่ยมจตุรัส และชั้นในสี่เหลี่ยมก็เป็รูปสามเหลี่ยม รวมทั้งหมดเป็3ชั้นในกับดวงแสงอีกหกดวง พร้อมกันนั้นร่างกายของหยุนเสวี่ยเฟิงก็ถูกห้อมล้อมไว้ด้วยแสงสีส้มชั้นในสุดอีกชั้น
พญางูั์เหว่ยซานจ้องมองเด็กน้อยเบื้องหน้าคล้ายเลื่อนลอย ท่าทีของมันกลับกลายเป็นิ่งเฉยมิได้ดุร้ายเช่นก่อนหน้า
”บทกวีขั้นที่สิบ... มอบให้ข้า..” พลันนั้นซุ่มเสียงแหบพร่าก็ปรากฏขึ้นโดยไม่มีสิ่งใดแจ้งเตือน มันหาได้กระทบโสทประสาทไม่ หากแต่ว่ามันดังขึ้นในห้วงจิตใจของเด็กชาย
แม้ว่าหยุนเสวี่ยเฟิงจะงงงันขึ้นมา แต่ใน่เวลาแห่งความเป็ตายนี้แล้วย่อมไม่มีสิ่งใดที่มันจำต้องลังเลอีกต่อไป มันผายมือออกไปยังส่วนหัวขนาดใหญ่ของพญางูั์แล้วจึงกล่าวว่า
”มอบห้วงกวี.. พญางูั์เหว่ยซาน”
สิ้นคำกล่าวแล้ว ดวงแสงและวงแหวนห้วงกวีขั้นที่สิบก็เคลื่อนย้ายออกจากร่างของเด็กน้อยไปยังพญางูั์เหว่ยซานก่อนจะเริ่มหมุนวนรอบส่วนหัวและลำตัวของพญางูั์ อักขระโบราณใต้ลำตัวอันมหึมาก็เริ่มทอแสงสว่างจ้าขึ้นราวกับแสงตะวันยามเที่ยง หยุนเสวี่ยเฟิงแม้จะหลับตาแล้ว แต่แสงนี้คล้ายจะสาดส่องผ่านเปลือกตาของมันเข้ามาอย่างง่ายดาย มันจึงยกแขนขึ้นมาบังไว้
ครืน...
หยุนเสวียเฟิงแม้จะปิดตาไว้ แต่โสทประสาทกลับได้ยินเสียงคล้ายร่างอันมหึมาเบื้องหน้าเริ่มขยับ แสงจากห้วงกวีและอักขระโบราณยังคงสาดส่องทั่วทั้งห้องไปอีกราวสิบลมหายใจก่อนจะค่อยๆหรี่ลงเรื่อยๆ เรื่อยๆ
”ขอบคุณที่ทำให้ข้าทะลวงระดับผ่านได้” ซุ่มเสียงดังขึ้นในขณะที่แสงสว่างกำลังหรี่ลง เพียงแต่ครั้งนี้กลับเป็เสียงของสตรี
หยุนเสวี่ยเฟิงได้ยินดังนั้นมันก็ลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง ลำตัวและส่วนหัวอันใหญ่โตที่เคยมีอยู่เบื้องหน้ากลับอันตรทานหายไป หลงเหลือไว้แต่เพียงร่างของสตรีเปลือยเปล่าเบื้องหน้า ผิวกระจ่างใส ใบหน้าเรียวงามอาบไล้ด้วยปอยผมสีส้ม ดวงตาของนางฉายแววสุกใสสีส้มเช่นกัน หากจะเปรียบเทียบอายุแล้ว หญิงสาวผู้นี้ยังคงดูเยาวว์วัยอยู่ราวๆ 18-19ปีเท่านั้น
”เ้าจะยืนมองพี่สาวเปลือยเปล่าอีกนานหรือไม่?” หญิงสาวยิ้มพร้อมกับใช้มือเรียวบางปกปิดส่วนเว้าส่วนโค้งที่ดูจะปกปิดยังไงก็สามารถทำได้
จบตอน.
(ตอนนี้ผมย้อนกลับมาแก้สเกลแล้วครับ)
เย้! เขียนได้อีกตอนแล้ว วันนี้ทำงานมาเหนื่อยมากครับ ค่ำๆแล้วแต่ก็ยังไม่ยอมพัก ยังจะมาเขียนต่อจนจบตอนได้ ฮ่าๆ ตอนต่อไปจะมาเร็วๆนี้ครับ