ตอนที่ 7 อิกนาเซียส
ผ่านไป7วันบาดแผลลึกกลางหลังหายสนิทไร้ร่องรอยได้สักพักแล้ว ตลอดเวลาที่ผ่านมาชีวิตเขาเหมือนเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ คำดูถูกที่ได้ยินทุกวันไม่มีอีกแล้ว เรื่องที่เขาก่อไม่ใหญ่เกินไปที่จะปิด หลายครั้งที่เขาเดินสวนกับคนที่เคยดูถูก คนพวกนั้นมองเขาอย่างหวาดๆและจากไปอย่างเร่งรีบ“ไม่ชินเลยแฮะ”เชสพึมพำขณะนอนอยู่บนเตียงสบายใจเฉิบ นอกจากเรื่องน่ารำคาญใจแล้วยังมีอีกเรื่องซึ่งทำให้เขาอารมณ์ดี นั่นคือการค้นพบความลับของพรสวรรค์Acceleration แม้จะไม่ทุกอย่างแต่การฝึกที่ฝึกระหว่างพรสวรรค์นี้ทำงานจะได้รับผลเพิ่มขึ้นกว่าปกติยกตัวอย่างเช่นการฝึกร่างกายและทักษะต่างๆทว่ามันกลับไม่มีผลกับวิชาหรือทักษะที่ต้องใช้จิตใจเช่นจิตว่างเปล่า“รึว่าต้องรอให้ระดับของพรสวรรค์สูงขึ้นกว่านี้ก่อนนะ”เขาเอ่ยข้อสันนิษฐานมาอย่างไม่แน่ใจ หลังจากกลับมาทั้งพรสวรรค์ที่ได้รับและพรสวรรค์ติดตัวกลับไปสู่ระดับแรกทั้งหมด ไม่นับAccelerationเขารู้ว่าMulti Castจำต้องฝึกในรูปแบบไหนถึงจะเพิ่มระดับมันได้ไม่ทราบว่าโชคดีหรือร้าย7วันที่ถูกพักการเรียนและกักบริเวณทำให้เชสมีเวลาเพียงพอจะฝึกกล้ามเนื้อและทักษะอีกหลายอย่าง ทั้งยังมีเวลาเหลือวางแผนสิ่งที่ต้องทำต่อจากนี้ไป และนั่นส่งผลให้เกิดเหตุการณ์เมื่อคืนนี้“ขอร้องล่ะ ขอยืมเงินหน่อยนะ”กลางป่าที่เดิมหลังฝึกฝนเสร็จเชสปั้นหน้ายากสุดๆก้มหัวขอร้องเด็กสาวจากตระกูลผู้ดีคนนี้จนลิเรเรียชะงักไปพักหนึ่ง“อยากได้เท่าไหร่ละ”เธอเอ่ยเสียงอ่อนถาม เชสค่อยๆขยับกางนิ้วมือทั้ง5‘สัก500ริสน่าจะพอ...คิดว่านะ’“5000ริสหรอ ได้สิ”“เอ๋ เอ่อ...ไม่ใช่”เชสพยายามโบกไม้โบกมืออธิบายแก้ไขความเข้าใจผิดทว่าดูเหมือนอีกฝ่ายจะไม่ได้ฟังสักเท่าไหร่ เชสได้แต่ปลงตกและรับธนาบัตร1000ริสมา5ใบ ในอนาคตเมื่อเขารู้ว่าเด็กสาวผมทองคนนี้ได้ค่าขนมเท่าไหร่ต่อเดือน เขาคงจะรู้สึกเสียใจที่ขอยืมเท่านี้“ขอบคุณนะ ลิเรเรีย”“เรเรียก็พอ ลิเรเรียมันเรียกลำบาก”‘ก็ไม่ได้ลำบากเท่าไหร่นะแต่เอาเหอะ’“ขอบคุณนะเรเรีย”สิ้นเสียงใบหน้าของเด็กสาวพลันขึ้นสีมานิดๆ โชคร้ายที่มันมืดสนิทไร้แสงจันทร์ เชสจึงพลาดโอกาสได้เห็นไปโดยปริยาย “เฮ้อ ต่างกันจริงๆลูกตระกูลขุนนางระดับสูงกับนักเรียนไส้แห้งอย่างเรา”เชสเอ่ยบ่นภาพบ้านหลังเล็กอันในความทรงจำผุดขึ้นมา“จะว่าไปก็ไม่ได้กลับไปนานแล้วเหมือนกันแฮะ”เด็กหนุ่มดีดตัวขึ้นจากเตียงพลางจัดเสื้อให้เรียบร้อยและเดินออกจากห้องไป เช้าวันเสาร์อันเงียบสงบ ผู้คนเดินจับจ่ายซื้อของในตลาดกันราวกับลืมเลือนเหตุการณ์ที่อาบิสเกทเปิดออกเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว เคราะห์ดีด้วยความร่วมมือของหน่วยทหารพิเศษและอาจารย์จากสถาบันออโรเรียทำให้ประชาชนธรรมดาไม่ได้รับบาดเจ็บแม้แต่คนเดียว การซ่อมแซมบ้านเมืองเป็นไปอย่างราบรื่น แม้แต่รอยแตกบนพื้นก็ไม่มีให้เห็น“เอ...ยังขาดอะไรอีกนะ”ถุงกระดาษใส่ของขนเต็มอีกมือหนึ่งถือลิสต์รายการของจำเป็นใช้สำหรับการปรุงอาหารที่ช่วยในการขยายแกนมานาการขยายแกนมานาสามารถทำด้วย2วิธีหลักๆคือการผลาญมานาให้หมดบ่อยๆและอีกวิธีคือการกินของที่มีมานาในตัว ยกตัวอย่างเช่นเนื้อของมอนสเตอร์เป็นต้น ตั้งแต่ที่ตัดสินใจบากหน้าไปยืมเงินลิเรเรียทำให้เนื้อที่จั้งใจจะซื้ออัพเกรดจากเนื้อก็อบลินมาเป็นเนื้อโอเกอร์ราคากิโลละ400ริสหลังจากปั้นหน้ายิ้มไปได้สักพัก เหมือนกับในหัวนึกอะไรบางอย่างได้ใบหน้าจากยิ้มแฉ่งกลายเป็นเบิกกว้าง“แล้วโอเกอร์ที่ตูย่างสดไปล่ะ”หลังจากสิ้นสุดเหตุการณ์เขาไม่ได้คำนึงถึงเรื่องนั้นอีกเลย ร่างโอเกอร์ที่ควรเป็นกรรมสิทธิ์กลับหายไปอย่างไร้ร่องลอย“เนื้อโอเกอร์ราคากิโลละ400ริส เจ้าตัวนั้นอย่างต่ำๆน่าจะสัก300กิโลได้ ถ้างั้นก็เป็นเงิน120000ริส ไม่สิราคารับซื้อน่าจะต่ำกว่านั้นประมาณ100-150 ถึงงั้นก็ยังเป็นเงินมหาศาลอยู่ดี บ้าเอ้ย หน่วยทหารพิเศษที่7 พวกนายติดหนี้ฉัน”หลังจากคำนวณผลกำไรเขาพลันฉุนเฉียว สองเท้าพอเขามุ่งตรงไปยังค่ายหน่วยทหารพิเศษทว่า...ปึก“โอ๊ะ โทษครับ”แรงกระแทกส่งเชสถอยหลังไปหลายก้าว เขาหันไปมองพร้อมเอ่ยขอโทษไปตามสัญชาตญาณร่างในชุดคลุมแม้จะมองไม่ชัดแต่น่าจะผอมพอๆกับตนทว่าสูงกว่า10เซนติเมตร ราว170เซนติเมตรเห็นจะได้ มองลอดเข้าไปในผ้าคลุม ผมยาวสีเขียว นัยน์ตาสีเหลืองราวกับงู ผิวขาวซีดเหมือนกระดาษ และรอยสักสามเหลี่ยมสองอันทับกันตรงกลางคือสัญลักษณ์ทรงกระบอกเรียว“มองทางหน่อยสิวะ ไอ้เวรเอ้ย”เสียงแหลมและคำพูดอันหยาบคายส่งออกมาพร้อมสายตาอาฆาตราวกับเพิ่งโดนฆ่าบุพการีมุ่งตรงมาหาเขาเด็กหนุ่มรีบก้มหัวขอโทษรัวๆและปรี่ออกมาทันที“อะไรนักหนากะอีแค่เดินชนฟะ...จะว่าไปรอยสักนั่นคุ้นๆแฮะ”เชสนึกอยู่สักพักก่อนจะโยนทั้งหมดลงถังขยะ ใจแทบจะวาร์ปไปค่ายทหารพิเศษที่7 “อา รองหัวหน้ามิคาเอลแจ้งไว้แล้วล่ะ ตลอด1อาทิตย์ไม่มาเอาเลยนึกว่าลืมแล้วซะอีก ทั้งหมดขายตามราคามาตรฐานให้กับร้านในเมืองเป็นเงิน 85000ริส พวกฉันขอหักค่าธรรมเนียมการขายกับภาษีไปด้วยเลยแล้วกันนะ”เจ้าหน้าที่การเงินประจำกองทัพกล่าวอย่างคล่องแคล่วเช็คเงินสดพลันยื่นมาด้านหน้า“รีบเอาไปยื่นให้ธนาคารให้ซะ อย่าถือเงินเยอะแยะเดินไปไหนมาไหนล่ะ”“เอ่อ...ครับขอบคุณ จะว่าไปผู้บัญชาการไม่อยู่หรอครับ”“อ๋อ ไม่อยู่หรอก หัวหน้ากับรองหัวหน้าไปพบท่านดยุกเลย์นาดน่ะ”เชสก้มหัวก่อนจะเก็บจะและเดินออกมาด้านนอกอาคารไม้ที่ให้บรรยากาศเหมือนร้านเหล้าซะมากกว่า สายตากวาดมองลานฝึกด้านนอกไม่ขนาดไม่ใหญ่มาก หากคิดตามจำนวนทหารในกองกำลังที่มีอยู่เพียงร้อยกว่าคนแล้วสถานที่นี้ก็เพียงพอที่จะฝึกความรู้ดั้งเดิมสมัยร่อนเร่หลังมนุษยชาติถูกถล่มจนยับแล่นเข้ามา เมืองโรเซเลียมีหน่วยทหารพิเศษประจำการอยู่1หน่วยนั่นคือหน่วยที่7 สมาชิมีราว150คนแม้จะฟังดูน้อยแต่ทั้งหมดที่ว่าคือทหารที่สามารถใช้เวทมนตร์ได้ทั้งสิ้น แถมฝีมือยังไม่ธรรมดากระนั้นหน่วยที่7ก็หาใช่หน่วยทหารพิเศษที่เกรียงไกรที่สุดอยู่ดี เพราะที่เมืองหลวงวาเลนเซียของอาณาจักรวาเลนเซียยังคงมีหน่วยที่ 1-5 ที่มีกำลังมากกว่า500คนในแต่ละหน่วย ยังไม่นับรวมระดับฝีมือเฉลี่ยที่สูงกว่าหน่วยอื่นๆที่ประจำอยู่ยังเมืองต่างๆ ดวงอาทิตย์ทอแสงสีส้มสวยงามไล่หลัง ที่ตั้งค่ายทหารหน่วยที่7อยู่ไกลจากตัวศูนย์กลางของเมืองค่อนข้างมากทำให้ใช้เวลาในการไปกลับพอสมควร พอกลับมาถึงร้านบางส่วนก็พากันปิดไปเป็นที่เรียบร้อย“ดีนะที่ซื้อของไปก่อนไม่งั้น—โอ้ย วันนี้มันอะไรนักหนาฟะ ชนทั้งวัน”แรงกระแทกอีกครั้งของวันคราวนี้มาจากทางด้านหลัง ไม่ทันจะหันกลับไปต่อว่ารู้ตัวอีกทีร่างในชุดคลุมโทรมก็วิ่งได้ด้านแล้วแล้ว“อะไรวะ เห้ย”...พร้อมกับถุงดาษในมือ ไปหมดเลย“หยุดนะเว้ย หัวขโมย”เชสร้องลั่นสองเท้าเร่งสปีดดีดร่างตามไป จากถนนใหญ่รอบข้างกลายเป็นซอยแคบลึกขึ้นเรื่อยๆพร้อมกันนั้นระยะห่างของพวกเขาค่อยๆสั้นลง“เร็วจริง”รู้ได้ทันทีเลยว่าอีกฝ่ายไม่ใช่คนธรรมดา พรสวรรค์ที่สองถูกกระตุ้นทว่ายังไม่สามารถไล่ทัน แทนที่จะโกรธเขากลับฉีกยิ้ม“ดีเหมือนกันจะได้ลองใช้ไอ้นั่นสักที”เปลือกตาปิดลงก่อนจะเบิกขึ้นมาช้าๆ อารมณ์หายไปจากใบหน้าโดยสิ้นเชิง ริมฝีปากท่องคาถาเสริมความเร็วทั้งที่ร่างกายยังเคลื่อนไหวเต็มแรง จู่ๆความเร็วพลันเปลี่ยนอีกครั้งเพียง3วินาทีมือของร่างเล็กก็สัมผัสศีรษะของโจรและกดลงกับพื้นอั่ก‘ใช้ได้จริงๆด้วย ถึงจะไม่สมบูรณ์แต่ถ้าเป็นคาถาที่ไม่ยาวมากเราสามารถร่ายไปด้วยเคลื่อนไหวไปด้วยได้’ถ้าไม่ติดว่ากำลังกดหัวคนอยู่เขาอยากจะร้องไห้มันเสียตรงนี้จริงๆ ขีดจำกัดที่เคยเหนี่ยวรั้งเขาไว้หลายสิบปีได้ถูกทำลายลงแล้ว“เอาล่ะ ขอดูหน้าหน่อยนะไอ้หัวขโมย”เชสกระชากอีกฝ่ายขึ้นมาอีกมือเปิดฮู้ดออก หน้าตาไม่คุ้นเผยออกมาเชสจ้องมองพลางนึกหลายตลบก็ได้ข้อสรุปว่าตนไม่รู้จักคนๆนี้“เหวอ”แรงแขนผลักชายตัวเล็กจนเซถอย โดยไม่สนของระเนระนาดบนพื้นหัวขโมยปริศนาสับตีนแตกวิ่งหายไปทันทีเชสมองภาพนั้นโดยไม่แม้แต่จะคิดตามไป จริงที่ว่าเขาไม่คุ้นหน้าอีกฝ่ายแต่ไม่ใช่กับชุดใต้ผ้าคลุม“ผ้าคลุมไหล่สีขาวขอบน้ำตาล สายอัศวินห้อง10สินะ ไม่คุ้นหน้าเลยแฮะ ถ้าไม่ใช่ปี2คงปี3 จะเล่นอย่างงี้ใช่ไหม” “ข ขอโทษ ฉันขโมยของมันไม่สำเร็จ”ดาดฟ้าของอาคารหลังหนึ่งไม่ไกลจากตรงหน้าหัวขโมยในชุดคลุมกล่าวเสียงค่อย บริเวณจมูกมีร่องรอยเลือดกำเดา พลางมองไปที่คนร่างบึกบึนเบื้องหน้า“นี่ของแก ไสหัวไปซะ”แบงค์500ยับยู่ยี่ใบหนึ่งโยนลงมาแทบเท้าราวกับเงินนั่นไม่มีค่าในสายตา“ขอบคุณนะ แม็กซ์” “เอาเหอะ ตราบใดที่ไม่ล้ำเส้นก็ไม่คิดจะยุ่งหรอก”ของแต่ละอย่างค่อยๆใส่กลับเข้าถุงกระดาษจนครบเตรียมจะจากไป ตอนนั้นเองสายตาเหลือบเห็นบ้านหลังหนึ่งห่างไปไม่ถึง20เมตร สภาพบ้านโทรม ร่องรอยชำรุดมีให้เห็นหลายจุดจนขนาดว่าจะพังลงมาวันสองวันนี้คงไม่แปลก“พวกแกจำแผนได้แล้วใช่ไหม”เสียงออกแหลมปนกร้าวร้าวคุ้นหูก้องทั่วบริเวณ พวกมันสวมชุดคลุมคล้ายกันทั้งหมด โชคดีที่ฮู้ดเปิดให้เห็นใบหน้าชัดเจน‘รอยสักนั่น’สามเหลี่ยมซ้อนทับกันสองอันกลายเป็นดาว6แฉกและรูปทรงกระบอกตรงกลาง เชสระลึกได้เลยว่า1ในนั้นคือคนที่เขาชนตอนกลางวันสมาชิกทั้ง9ต่างมีรอยสักเช่นเดียวกันทั้งหมดตามจุดที่มองเห็นได้ชัดของร่างกาย“ที่พวกแกต้องทำคือแบ่งกันก่อความวุ่นวายดึงคนออกไปให้มากที่สุด และฉันจะเข้าไปฆ่าเป้าหมายซะจากนั้นพวกแกก็ทิ้งนี่ไว้ให้มันเนียนๆหน่อย”เขาหยิบแผ่นไม้บางอย่างขึ้นโบกมาพลันโยนให้1ในคนเหล่านั้น“ม...ไม่เกินไปหน่อยหรอครับ”“ห๊า”ชายผมเขียวหันขวับไปจ้องทางต้นเสียง ชายกลางคนสั่นเทาไปด้วยความกลัวเสียงสั่นเครือถาม“แกหมายความว่ายังไง”“ถ ถ้าเราทำแบบนี้อาจจะเกิดสงครามใหญ่ขึ้นมาก็ได้นะครับ”“สงครามหรอ ให้มันเกิดไปเซ่ นั่นแหละคือเป้าหมายไม่ใช่ไง...เพื่อใหพวกสวะนั่นฆ่ากันเอง”ชายผมเขียวตวาดลั่นใส่ผู้พูด แววตาแฝงความเคียดแค้นสุดหยั่ง“แกจำไม่ได้หรอว่าใครที่จะเป็นดูถูกแก ใครเป็นคนทำร้ายครอบครัวของแก ไม่ใช่พวกมนุษย์รึไง”ผู้ถูกตวาดสะท้านไปทั้งตัว น้ำตาคลอเบ้า“ผ ผ ผ ผมแค่ต้องการอยู่อย่างสงบกับครอบครัวเท่านั้นเอง”“อย่างสงบ...อยู่กับครอบครัว ได้งั้นฉันจะส่งแกไปในที่สงบๆให้เอง”สิ้นเสียงปากนั้นอ้ากว้างอย่างไม่มีใครคนไหนจะคาดคิดเขี้ยว2ซี่ขยายใหญ่ปักเข้าเต็มคอชายเคราะห์ร้าย สีผิวจากปกติเริ่มปรากฏสีม่วงแผ่กระจาย ร่างกายปล่อยไอความร้อนสูงออกมา ดวงตาเหลือกขึ้นและล้มลง“พวกแกจงจำไว้ จงอย่าลืมเป้าหมายของเผ่าพันธุ์เรา วันนี้ที่เมืองนี้เป้าหมายของเราคือหัวของดยุคเลย์นาด อย่ากลัวที่จะสละชีวิตเพื่อเผ่าพันธุ์และความแค้นตลอด1000ปี” ‘จำได้แล้ว จำได้แล้ว จำได้แล้ว บ้าเอ้ยลืมไปได้ยังไงกันรอยสักนั่นควรจะเป็นสิ่งที่เราจำขึ้นใจที่สุดไม่ใช่รึไง สัญลักษณ์บูชาเทพปีศาจ มีแค่พวกเดียวที่สลักไว้บนร่างกาย...อิกนาเซียส ลูกครึ่งระหว่างมนุษย์และมอนสเตอร์ ซากทัพจากมหาสงครามเมื่อพันปีที่แล้ว’