บทที่ 28 เ้าเล่ห์เกินไปแล้ว
อาสะใภ้โจวได้ยินเช่นนั้นก็ถอนหายใจ “เฮ้อ...น่าสงสารจริงๆ ถ้ามีอะไรลำบากก็มาบอกข้าได้นะ ตอนนี้พวกเ้าแยกบ้านออกมาแล้ว ข้าก็สามารถไปเยี่ยมเยียนได้ ไม่ต้องเกรงใจ ถือว่าเป็คนบ้านเดียวกัน”
“ขอบคุณอาสะใภ้มากเ้าค่ะ” หนิงลั่วไม่อยากรื้อฟื้นเื่ราวที่ทำให้หดหู่ อดีตก็คืออดีต พูดไปก็มีแต่จะทำให้เศร้ากว่าเดิม
หนิงลั่วยิ้มบางๆ แล้วหันมองไปยังเนื้อที่วางขายในร้าน ยกนิ้วชี้ไปที่เครื่องในที่แขวนอยู่กับไม้ไผ่ “ท่านอาถง ข้าขอถามหน่อยเ้าค่ะ หัวใจและปอดหมูนี้ขายหรือไม่ ราคาเท่าไหร่ ข้ายังอยากซื้อเนื้ออีกหนึ่งจิน ขอส่วนที่มีมันมากหน่อย”
ท่านอาถงหันไปมองสิ่งที่หนิงลั่วชี้ แล้วกล่าวขึ้น “โธ่เอ๋ย ของพวกนี้ไม่มีใครกินอยู่แล้ว เ้าจะเอาก็เอาไปเถอะ ข้าให้”
ขณะพูด ท่านอาถงก็ตัดเนื้อสามชั้นติดมันมาให้หนิงลั่วชิ้นหนึ่ง ดูแล้วคงหนักเกินหนึ่งจิน
“เหล่าถง เอากระดูกใส่ย่ามให้หนิงลั่วด้วย จะได้เอาไปต้มน้ำแกง” อาสะใภ้โจวสั่งสามี
“ได้เลย!” ท่านอาถงเป็คนใจดี ไม่รอช้า รีบหยิบกระดูกหมูใส่ย่ามทันที
“ไม่ๆ ข้าแค่ซื้อเนื้อหนึ่งจินเท่านั้น ไม่อาจรับของแถมมากมายเช่นนี้ได้” หนิงลั่วรีบปฏิเสธ นางไม่อยากรับของมากมายจนทำให้พวกเขาขาดทุน
เมื่อนึกถึงตอนที่บิดามารดาของร่างนี้ยังอยู่ ความสัมพันธ์ของพวกเขากับครอบครัวของท่านอาถงนั้นดีมาก หากไม่ใช่เพราะย่าหนิงขัดขวาง ป่านนี้พวกเขาอาจได้เป็ครอบครัวบุญธรรมของนางแล้ว
“ฟังเ้าพูดเข้า ตอนที่บิดามารดาเ้ายังอยู่ พวกข้ายังเคยคิดรับเ้าเป็ลูกบุญธรรมเลย ตอนนี้เ้าสนใจมาเป็ลูกบุญธรรมของพวกข้าหรือไม่” อาถงพูดขึ้น
หนิงลั่วไม่คิดว่าทั้งคู่จะยังไม่ล้มเลิกความคิดนี้ แต่นางก็มีหน้าที่ที่ต้องดูแลบ้าน ดูแลพี่สาวกับน้องชาย นางจึงกล่าวปฏิเสธอย่างสุภาพ “ขอบคุณท่านอาและอาสะใภ้สำหรับความเมตตา ตอนนี้ข้ายังไม่คิดเื่นั้น ข้าต้องอยู่ดูแลบ้านให้มั่นคงก่อนเ้าค่ะ”
“เ้านี่นะ ไม่รู้จักเลือกสิ่งที่ดีให้ตัวเองเลย หากมาอยู่กับพวกข้าก็คงไม่ลำบากแล้ว ไม่ต้องมาทนหิวโหย” ท่านอาถงพูดด้วยความไม่เข้าใจ
“ท่านจะบังคับนางเช่นนี้ไม่ได้ หากนางไม่้า ท่านอย่าบังคับนางเลย” อาสะใภ้โจวเอ็ดสามี ก่อนจะหันมาปลอบหนิงลั่ว “อย่าไปถือสาคำพูดของท่านอาถงของเ้าเลย ถือเสียว่าเป็ลมผ่านหูไปก็พอ”
“ท่านนี่นะ พูดกับเด็กสาวเช่นนี้ได้อย่างไร เดี๋ยวนางจะใหมด” อาสะใภ้โจวมิวายต่อว่าสามีไปอีกชุด
“หนิงลั่วเป็เด็กเข้มแข็ง ไม่ใเพียงเพราะคำพูดข้าหรอก” ท่านอาถงกล่าว
หนิงลั่วรู้สึกว่าอาสะใภ้โจวเป็คนตรงไปตรงมา คิดว่าหากได้เป็ลูกบุญธรรมของทั้งคู่ ชีวิตคงไม่ลำบากแน่ แต่นางไม่มีทางเลือกเช่นนั้น นางยิ้มบางๆ “พวกท่านพูดถูก ข้าไม่ได้คิดมากเลย”
ก่อนจากไป หนิงลั่วรู้สึกว่าสำนึกของคนยุคใหม่ยังฝังอยู่ จึงแอบวางเงินห้าเหวินไว้ที่โต๊ะขายเนื้อ “ท่านอากับอาสะใภ้อย่าถือสาข้าเลย เงินนี้ถือว่าเป็ค่าหัวใจ ปอด และกระดูกหมูเถอะ อีกหน่อยข้าอาจต้องรบกวนบ่อยๆ ขอร้องพวกท่านอย่าปฏิเสธเลย”
อาสะใภ้โจวเห็นความดื้อรั้นของหนิงลั่วก็อดบ่นไม่ได้ “เ้าจะทำตัวเป็เศรษฐีไปถึงไหน เงินก็ไม่มี ยังจะทำเป็ใจป้ำอีก” นางไม่พอใจที่หนิงลั่วยืนกรานจะจ่ายเงิน
“อาสะใภ้ ข้าพูดจริงๆ รับของมามากมายเช่นนี้ ข้าไม่สบายใจเลยเ้าค่ะ” หนิงลั่วกล่าว
“หากเ้าไม่เอาเงินนี้กลับไป ข้าจะไม่พูดกับเ้าอีก” อาสะใภ้โจวกล่าวเสียงแข็ง
“อาสะใภ้ ข้าพูดจริงๆ เ้าค่ะ” หนิงลั่วยังยืนยัน
“พอเถอะ ไม่ต้องพูดมาก รีบกลับไปได้แล้ว อีกอย่าง ข้าขอเตือนเ้าสักหน่อย มีเงินก็ควรประหยัดไว้ หากลำบากจริงๆ ก็มาหาข้า ข้าย่อมไม่ปล่อยให้พวกเ้าอดอยากแน่นอน” ท่านอาถงห้ามศึกของทั้งสอง
ระหว่างนั้นหนิงลั่วก็เหลือบไปเห็นร่องน้ำข้างทางที่มีเืหมูสดสีแดงสดไหลอยู่ ดวงตาจึงพลันสว่างวาบ รีบถาม “อาสะใภ้โจว พวกท่านทิ้งเืหมูกับหัวใจปอดหมูมาตลอดเลยหรือ”
“ใช่สิ ใครจะกินพวกนี้กันล่ะ เหม็นคาวมาก” อาสะใภ้โจวตอบ
หนิงลั่วได้ยินดังนั้นก็ดีใจ เืหมู หัวใจ รวมถึงปอดหมูเป็ของดี ในชาติก่อน เวลาที่ไม่มีเงิน แค่ใช้เงินไม่กี่หยวนก็สามารถซื้อหัวใจปอดหมูหนึ่งชุดได้แล้ว หากโชคดี คนขายก็อาจไม่แยกหัวใจออกจากปอด จากนั้นนำไปต้มรวมกัน เคี่ยวในหม้อทั้งวัน ใส่วุ้นเส้นและพริกเผ็ดๆ แค่นี้ก็กินอิ่มไปหนึ่งวัน
“ถ้าอย่างนั้น หลังจากนี้ไปพวกท่านช่วยเก็บเืหมู หัวใจ และปอดหมูไว้ให้ข้าได้หรือไม่ ข้ายินดีจ่ายสิบเหวินต่อวัน” หนิงลั่วกล่าว
“ไม่ต้องหรอกๆ ของพวกนี้ไม่มีค่าอะไร หากเ้า้า ข้าจะให้ท่านอาถงของเ้าเก็บไว้ให้” อาสะใภ้โจวกล่าว
หนิงลั่วเห็นว่าพวกเขายืนกรานจะให้นางจริงๆ จึงไม่ได้พูดอะไรมากอีก ตั้งใจว่าเมื่อมีเงินแล้วจะตอบแทนพวกเขาแน่นอน
“ถ้าเช่นนั้น ข้าจะมารับเช้าวันพรุ่ง ขอบคุณท่านอากับอาสะใภ้มากเ้าค่ะ” หนิงลั่วกล่าวด้วยรอยยิ้มก่อนจากไป
หลังจากหนิงลั่วเดินออกไปแล้ว อาสะใภ้โจวกับท่านอาถงต่างก็สงสัย
“เด็กคนนี้จะเอาของพวกนี้ไปทำอะไรกัน” อาสะใภ้โจวถาม
“ไม่รู้สิ ดูนางดีใจมากเลย เ้าคิดว่านางจะเอาไปกินหรือไม่” ท่านอาถงถาม
“ข้าว่าน่าจะใช่ คิดแล้วก็อดเวทนาไม่ได้ นางคงไม่มีอะไรกินแล้วจริงๆ” อาสะใภ้โจวทำหน้าขยะแขยงเมื่อนึกถึงหัวใจและปอดหมูที่เหม็นคาว
“เช่นนั้น วันพรุ่งข้าจะเพิ่มกระดูกติดเนื้อให้ พวกนางจะได้เอาไปต้มน้ำแกงกิน” ท่านอาถงกล่าว
“ข้าว่ารอดูว่านางเอาไปทำอะไรก่อนดีกว่า” อาสะใภ้โจวเสนอ
เมื่อมีเนื้อหมูอยู่ในมือ หนิงลั่วจึงเดินอย่างกระฉับกระเฉง อารมณ์ดีสุดๆ
ขณะเดินก็เกือบชนเข้ากับชายคนหนึ่ง หนิงลั่วรีบเบี่ยงตัวหลบไปอีกทาง แต่ชายคนนั้นกลับขยับตาม พร้อมกับยิ้มอย่างโง่ๆ
“เ้าจะทำอะไร” หนิงลั่วถามด้วยความระแวง คิดว่าชายคนนี้อาจเป็โจรปล้นเงินหรือไม่ก็พวกไม่หวังดี เงินนางไม่มี แต่หากจะปล้นตัวนาง...คงมีแค่ร่างผอมแห้งนี้แล้ว...หากเขามีรสนิยมเช่นนางก็คงแปลกประหลาดเกินไปแล้ว
ขณะที่หนิงลั่วกำลังคิดฟุ้งซ่าน ชายหนุ่มก็ตอบ “แม่นาง ข้าขอคุยกับเ้าสักครู่ได้หรือไม่”
เมื่อหนิงลั่วเงยหน้าขึ้นมอง ก็เห็นว่าชายคนนี้เป็หนุ่มร่างสูง ผิวคล้ำ หากไว้หนวดเคราและถือดาบใหญ่ก็คงเหมือนพวกโจรป่าไม่น้อย
หนิงลั่วมองเขาด้วยความระแวง “ข้ารู้จักเ้าหรือ”
“แต่ตอนนี้พวกเราก็รู้จักกันแล้วมิใช่หรือ” ชายหนุ่มตอบด้วยรอยยิ้มเ้าเล่ห์
หนิงลั่วเห็นแววตาของเขาก็รู้ทันทีว่าเป็พวกปากหวานมือไว ประโยคนี้เป็ประโยคของพวกที่ชอบตามเกี้ยวหญิงสาว
“ขอโทษ ข้าไม่รู้จักเ้า” หนิงลั่วกล่าวพลางเดินอ้อมเขาไป
ขณะเดียวกันนั้นก็มีชายหนุ่มอีกคนที่แอบซ่อนตัวอยู่บริเวณนั้นเห็นเหตุการณ์ เขาย่ำเท้าด้วยความหงุดหงิด “เ้าคนโง่ ทำไมถึงได้ซื่อบื้อเช่นนี้ ข้าควรเป็คนออกไปพูดเอง เป็อย่างไรล่ะ ทำนางใจนหนีไปแล้ว”
ขณะที่หนิงลั่วกำลังเดินอย่างสบายใจ ก็ถูกชายคนนั้นขวางทางอีก
“แม่นาง โปรดรอสักครู่ ข้ามีเื่จะพูดด้วยจริงๆ” ชายหนุ่มกล่าว
หนิงลั่วเห็นเขามีท่าทางเอาเื่ก็คิดว่าคงจะมาปล้นเนื้อหมูของนาง จึงรีบยกย่ามที่ใส่เนื้อขึ้นป้องกันตัวเอง “ข้าไม่รู้จักเ้า ถอยไปเสีย อย่าคิดจะแย่งเนื้อของข้า ไม่เช่นนั้นข้าจะสู้จนตัวตายกับเ้า!”
เห็นหนิงลั่วทำท่าปกป้องเนื้ออย่างจริงจัง ชายหนุ่มที่ชื่อเว่ยเิก็อดขบขันไม่ได้ เขาหงุดหงิด “ข้าไม่ได้จะแย่งเนื้อของเ้า อย่าเข้าใจผิด ข้ามีเื่อยากคุยด้วยจริงๆ เ้าจะไปกับข้าได้หรือไม่”
คิดจะพานางไปไหนอย่างนั้นหรือ หนิงลั่วคิด นางไม่ใช่คนโง่เสียหน่อย พลันก็หันขวับมองข้างหลังชายหนุ่มก่อนจะร้องเสียงดัง “ท่านพ่อ! ท่านมาถึงแล้วหรือ!”
เว่ยเิสะดุ้งเฮือก รีบหันไปมองข้างหลัง นั่นเป็โอกาสของหนิงลั่ว นางฉวยจังหวะนั้นพุ่งออกไปด้านข้าง กรีดร้องเสียงดังลั่น “ช่วยด้วย! มีคนร้าย!”
“เฮ้ย! แม่นาง อย่าหนีสิ! ข้ามีเื่จะพูดด้วยจริงๆ” เว่ยเิรีบวิ่งไล่ตามไป เด็กสาวจึงยิ่งเร่งฝีเท้า วิ่งไปยังเขตบ้านเรือน
เว่ยเิเห็นสถานการณ์ไม่สู้ดี หากถูกคนเข้าใจผิดว่าเป็โจรล่อลวงหญิงสาว มีหวังได้ถูกชาวบ้านรุมประชาทัณฑ์เป็แน่ เขาจึงจำต้องหยุด และมองหนิงลั่ววิ่งหนีไป
“เ้านี่ช่างโง่จริงๆ ข้าบอกแล้วว่าให้ข้าไปเอง!” เสียงหนึ่งดังขึ้นจากด้านหลัง เด็กหนุ่มคนหนึ่งในชุดหรูหราเดินเข้ามาพร้อมพัดในมือ เขาคือหลิ่วชิงเฟิง
หลิ่วชิงเฟิงใช้พัดเคาะศีรษะเว่ยเิ “ดูสิ งานง่ายๆ เ้ากลับทำพัง เ้านี่ช่างโง่จริงๆ เลย”
“ขออภัยนายน้อย ข้าน้อยไม่คิดว่านางจะเ้าเล่ห์เช่นนี้!” เว่ยเิกล่าวอย่างขมขื่น
“เ้าทำไมไม่พูดไปตรงๆ ว่าพวกเรามีเงิน มีงานให้ทำ แล้วถามว่านางสนใจหรือไม่เล่า แล้วนี่อะไร เ้ากลับใช้ประโยคเกี้ยวพานหญิงสาวเสียได้! เ้าคิดจะเกี้ยวนางหรือไร”
เว่ยเิลูบศีรษะที่ถูกตีของตัวเอง พูดเสียงเบา “ข้าน้อยก็แค่พยายามอธิบาย นางะโเรียกพ่อ ข้าน้อยก็ใน่ะสิขอรับ ใครจะไปรู้ว่านางกำลังเล่นลูกไม้กันเล่า”
“โง่จริงๆ ท่านพ่อนางเสียไปแล้ว เ้าคิดว่าท่านพ่อของนางมาจากไหนกัน!” หลิ่วชิงเฟิงหงุดหงิดจนอยากถีบลูกน้องของตนลงไปในร่องน้ำ
เว่ยเิเพิ่งนึกได้ จึงหัวเราะแห้งๆ “ข้าน้อยลืมไปเลย นางนี่ช่างเ้าเล่ห์ยิ่งนัก เล่นข้าน้อยเสียจนหมดท่า”
“หมดท่าแล้วก็คิดหาทางแก้เถอะ ข้ารับปากพี่เทียนเจ๋อว่าจะหาแม่ครัวดีๆ ให้ เ้ากลับทำเสียแผนไปหมด!” หลิ่วชิงเฟิงกล่าวอย่างไม่พอใจ
“ข้าน้อยเองก็ไม่คิดว่าจะเป็เช่นนี้!” เว่ยเิบ่นอุบ
“คงต้องไปหาคนอื่นแล้ว แต่ข้าจะไม่ยอมแพ้ นางต้องเป็คนมีฝีมือแน่ แค่ดูก็รู้ นางต้องมีพร์เื่อาหาร ข้าจะต้องได้กินอาหารที่นางทำให้ได้! เฮ้อ...แต่พี่เทียนเจ๋อไม่เชื่อข้า และนางเองก็ดูจะไม่ไว้ใจพวกเราด้วย” หลิ่วชิงเฟิงถอนหายใจ