[คำเตือน!! ตอนนี้มีเนื้อหารุนแรงและฉากสยอง กรุณาทำใจก่อนอ่าน]
เมื่อเข้ามาในร้านหนังสือได้แล้ว แลนซ์และแอนนาก็พบว่าร้านหนังสือนี้ดูโปร่งโล่งมากกว่าที่เห็นภายนอก ทั่วทั้งร้านนั้นมีหนังสือหลากหลายประเภทแบบร้านหนังสือทั่วไป รวมทั้งมีตำราเวทพื้นฐาน ส่วนคัมภีร์เวทและอาวุธเวทนั้นจะแยกไปอยู่ที่ชั้นลอยต่างหาก ชั้นลอยนั้นมีจะมีที่กั้นทางขึ้นเอาไว้ และต้องได้รับการตรวจสอบป้ายฐานะ จึงจะสามารถเข้าไปได้
“ต่อจากนี้เส้นทางของเราจะต่างกันสินะ” แลนซ์กล่าวกับแอนนา เมื่อทั้งคู่เดินเข้ามาในร้านหนังสือ
“ใช่แล้วค่ะ” แอนนากล่าว “ถึงแม้เราจะเดินกันคนละเส้นทาง แต่ความสัมพันธ์ของเราจะไม่มีวันเปลี่ยนไป”
“แหงอยู่แล้วล่ะ” แลนซ์กล่าว “แค่แยกกันคนละที่ไปเลือกตำรา ความสัมพันธ์เราต้องไม่เปลี่ยนสิ”
แอนนาหัวเราะเบาๆ ที่แลนซ์เล่นมุขกับเธอ ก่อนที่เธอจะกล่าว “ไว้มาเฉลยที่บ้านนะคะ ว่าพวกเราได้อะไรใหม่ๆจากการซื้อของคราวนี้”
แอนนากล่าวก่อนที่เธอจะยื่นป้ายฐานะที่ทำมาจากทองแดง ให้เ้าหน้าที่บรรณารักษ์ชายตรวจสอบตรงทางขึ้นชั้นลอย เ้าหน้าที่ได้บันทึกข้อมูลบนป้ายฐานะของเธอ ก่อนที่เขาจะเปิดที่กั้นให้เธอเข้าไป ชั้นลอยนี้นอกจากแอนนาก็ยังไม่มีใครขึ้นไปเลย บ่งบอกได้ว่าคัมภีร์เวทนั้นแพงเกินเอื้อมขนาดไหน สำหรับชาวบ้านทั่วไป
ในขณะที่แลนซ์ไม่ได้ไปยังส่วนคัมภีร์เวทแบบแอนนา หากแต่เขาไปยังหนังสือเรียนหมวดคัมภีร์เวทพื้นฐาน ที่อยู่ชั้นแรกเหมือนหนังสือทั่วไป มีเพียงแค่ตัวหนังสือบอกถึงหมวดที่แตกต่าง กับลูกแก้วตรวจสอบพลังเวทที่วางไว้ใกล้บริเวณนั้นเท่านั้น
ซึ่งหนังสือเวทหมวดพื้นฐานนั้นได้รับความสนใจอย่างมาก ผู้คนแทบทั้งสิ้นที่มาร้านหนังสือต่างมาดูหมวดนี้ ทำให้แลนซ์รู้ได้ทันที ว่าเด็กๆหรือผู้ปกครองที่มานั้นมาซื้อหนังสือสำหรับใช้สอบเข้าคัดเลือกที่โรงเรียนเวทมนตร์นานาชาติแอสตรัล หรือโรงเรียนเวทมนตร์อื่นๆที่เปิดไล่เลี่ยกัน
เนื่องจากพลังจิตของแลนซ์นั้นมีมากมายมหาศาลอยู่แล้ว แค่เวทเบื้องต้นของเขาก็ทำให้ทัดเทียมกับมหาเวทได้ การร่ายเวทเพื่อขอยืมพลังจากตัวตนเหนือธรรมชาติจึงเป็สิ่งไม่สำคัญสำหรับเขา แลนซ์้าสร้างเวทมนตร์ตามแบบฉบับของตัวเองขึ้นมา ดังนั้นเขาจึง้าองค์ประกอบของเวทพื้นฐานที่เขาคิดว่าจำเป็
หนังสือเวทมนตร์เบื้องต้นนั้นไม่แบ่งหมวดหมู่ธาตุเหมือนคัมภีร์เวท แลนซ์จึงต้องไล่หาเอาเอง ว่าเวทเบื้องต้นชนิดไหนบ้างที่เขาสามารถฝึกฝนได้ และบ่อยครั้งที่มือหรือไหล่ของเขาไปเบียดกับเด็กหรือผู้ปกครองคนอื่น เพราะตอนนี้หมวดหนังสือนี้กำลังคับคั่งพอควร
“ขอโทษนะครับ” แลนซ์กล่าวกับเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่มือชนกับเขา ขณะที่กำลังจะหยิบหนังสือเวทที่ชื่อว่า การวาดวงเวทเขตแดนเบื้องต้นฉบับมือใหม่ เด็กหนุ่มคนนี้แต่งชุดชาวบ้านเก่าๆ ผิวขาวและตกกระ ผมบลอนด์ทองของเขาค่อนข้างเหนียวและมันเพราะขาดการดูแลด้วยยาสระผม ประกอบกับกลิ่นตัวเหม็นอ่อนๆที่บ่งบอกว่าไม่ได้ผ่านสบู่หรือครีมอาบน้ำ ทำให้รู้ว่าเด็กคนนี้เป็ชนชั้นกลางค่อนไปทางล่าง หรืออาจเป็ชนชั้นล่างเลยก็ได้
เด็กหนุ่มคนนั้นพยักหน้ารับคำขอโทษ เขามองการแต่งกายของแลนซ์ซึ่งหรูหรา ทำเอาเขาก้มหัวทันที ก่อนจะถอยออกให้ห่างจากตัวแลนซ์
“สุภาพจังเลยนะครับ กับคนแบบผม” เด็กหนุ่มคนนั้นกล่าว “ผู้ดีไม่กี่คนหรอก ที่จะปฏิบัติกับผมแบบคุณ”
“สนใจเ้านี่หรือ” แลนซ์กล่าวก่อนจะยื่นหนังสือการวาดเขตแดนเบื้องต้นให้ “นายเห็นก่อน รับมันไว้สิ”
“ขอโทษด้วย...ผมแค่มาดูรหัสหมายเลขหนังสือน่ะ” เด็กหนุ่มซึ่งแต่งกายมอซอกล่าวด้วยความเขินอาย “และจะเอาหมายเลขไปค้นในร้านหนังสือเวทมือสองน่ะครับ ดังนั้นผมขอแค่ดูหมายเลขรหัสหนังสือ ส่วนเล่มนี้คุณเอาไปเถอะ...แต่ถ้าคุณชายมีเมตตา ก็ได้โปรดมอบหนังสือเล่มนี้ให้กับผมด้วย”
แลนซ์ยื่นหนังสือให้เด็กหนุ่ม ทำเอาเด็กหนุ่มดีใจรีบคว้าหนังสือทันที แต่แล้วเมื่อเขาสังเกตุว่าแลนซ์แบมือทำท่าขอคืนหลังจากเขาดูหมายเลขรหัสบนหนังสือเสร็จ ก็ทำเอาเด็กหนุ่มมอซอมีสีหน้าผิดหวัง ก่อนจะเปลี่ยนเป็สีหน้าเจ็บแค้นและมองแลนซ์อย่างเอาเื่ เพราะการกระทำของแลนซ์บ่งบอกว่าจะไม่ซื้อหนังสือให้เขา
วาเนสซ่าเคยเตือนแลนซ์กับแอนนาแล้ว ว่าโลกภายนอกนั้นโหดร้าย มิจฉาชีพมักมาในคราบของคนน่าสงสารและทำให้ดูน่าเห็นใจ ดังนั้นอย่าให้ความช่วยเหลือคนแปลกหน้าในเื่เงินๆทองๆ
แลนซ์เองก็รู้เื่นี้ดี และเขารู้ด้วยว่าเด็กมิจฉาชีพนั้นทำทุกอย่างเพื่อเงิน เขาไม่ได้อยากจะเป็จอมเวทจริงๆ ดังนั้นแลนซ์จึงนิ่งเฉย และดูการกระทำของมิจฉาชีพเงียบๆ
เมื่อไม่ได้ผล เด็กมอซอจึงส่งเสียงจิ๊จ๊ะไม่พอใจกับแลนซ์ ก่อนจะเปลี่ยนเป้าหมายเป็คนอื่นทันที
แลนซ์แอบมองเด็กหนุ่มมอซอทำท่าน่าสงสารกับหญิงสาวถัดจากเขาไปไม่ไกลนัก หญิงสาวคนนี้อายุไล่เลี่ยกับแลนซ์ เธอใส่เดรสม่วงยาวเลยเข่า ผมลอนน้ำตาลเข้ม ดวงตาสีน้ำตาลเข้ากับสีผม เธอพูดคุยกับเด็กมอซอสักพัก ก่อนจะแสดงสีหน้าสงสารและเห็นใจทันที
เด็กสาวคนนั้นซื้อหนังสือเวทให้กับเด็กหนุ่มมอซอคนนั้นด้วยความสงสาร และซื้อให้อีกสามเล่ม เพราะเด็กมอซออ้างว่าตัวเองจะไปสอบเป็จอมเวทแต่ขาดโอกาส และนี่อาจเป็โอกาสเดียวที่เขาจะก้าวหน้าในชีวิต เด็กสาวนั้นจ่ายค่าหนังสือให้ถึงห้าเหรียญเงิน พร้อมกับอวยพรให้เด็กมอซอโชคดี
แน่นอนว่าเด็กมอซอคนนั้นยิ้มร่าก่อนจะวิ่งออกไปทันที แลนซ์รู้สึกสงสารหญิงสาวในชุดเดรสม่วงตรงหน้าที่ไม่รู้จักโลกภายนอก เขาจึงตัดสินใจสะกิดเธอเบาๆ ทำเอาเธอสะดุ้ง
“คุณหนู คุณถูกหลอกแล้ว” แลนซ์กล่าวกับหญิงสาวเดรสม่วง “หนังสือที่คุณให้ไปจะไม่ถูกต่อยอด หากแต่มันจะถูกนำไปขายที่ร้านขายหนังสือมือสอง...ไอ้เด็กนั่นคือมิจฉาชีพ”
“นี่ฉันโดนหลอกหรือคะ” หญิงสาวชุดเดรสม่วงกล่าวเสียงสั่น ก่อนจะมองไปยังชายหนุ่มในชุดผู้บ้านซึ่งอยู่ไม่ไกล
“เป็จริงครับคุณหนู” ชายหนุ่มหน้าเข้มผมน้ำตาลยาวในชุดพ่อบ้าน กล่าวพลางโค้งคำนับ “ไอ้เด็กนั่นวิ่งแน่บไปแล้ว ตรงที่มันวิ่งไปมีร้านขายของเก่า กับร้านหนังสือมือสองอยู่...ให้ผมจัดการไหมครับ”
“ช่วยไปยึดหนังสือคืนมาด้วยนะคะ แต่ไม่ต้องทำร้ายอะไรเขาหรอกค่ะ” หญิงสาวเดรสม่วงกล่าวกับพ่อบ้านตนซึ่งรับคำสั่งก่อนจะวิ่งตามออกไป และมองมาทางแลนซ์ “ส่วนคุณ ดิฉันขอขอบคุณจากใจค่ะ ดิฉันมีนามว่าโดโรธี บูทเวล ให้ฉันได้ตอบแทนเถอะนะคะ”
“ผมชื่อแลนซ์” แลนซ์กล่าวพลางยิ้มทัก “ตอบแทนอะไรนั่นไม่ต้องหรอก ถือว่าช่วยเหลือกัน”
โดโรธีก้มหัวให้เล็กน้อยเพื่อขอบคุณ ก่อนที่เธอจะมอบนามบัตรให้กับแลนซ์ มันคือนามบัตรร้านรองเท้าชื่อดังแบรนด์บูทเวล หรือนามสกุลเธอนั่นเอง
“หากอยากได้รองเท้าดีๆราคาไม่แพง มาหาดิฉันนะคะ จะบริการพิเศษเลย”
แลนซ์ก้มหัวขอบคุณ เธอส่งยิ้มให้เขาก่อนที่จะเดินไปยังบันใดขึ้นเขตชั้นลอยซึ่งเก็บคัมภีร์เวทเอาไว้ แลนซ์สังเกตุว่าแอนนาซึ่งอยู่บนชั้นลอยมองลงมาตลอด เธอเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด ในมือของเธอนั้นกำม้วนคัมภีร์สีแดงเอาไว้ บ่งบอกว่าเธอเลือกได้แล้ว
“ของฉันยังไม่เสร็จเลย” แลนซ์กล่าว “ขอโทษนะ แต่รอแปบนึงได้ไหม”
“แลนซ์คะ คุณนั่นแหละขึ้นมาหน่อย” แอนนากล่าว “ฉันเจอของที่คุณน่าจะสนใจด้วยล่ะ”
โดโรธีมองแลนซ์และแอนนาสลับกัน เมื่อแลนซ์ตามขึ้นมา ทั้งแอนนาและแลนซ์นั้นยิ้มทักทายโดโรธี ก่อนที่แอนนาจะจูงมือแลนซ์ไปยังมุมคัมภีร์ธาตุแสง
“คุณไม่ต้องคิดค้นเวทเองแล้วล่ะค่ะ” แอนนากล่าว “เวทของคุณอยู่นี่แล้ว”
แอนนาชี้ไปยังเวทธาตุแสงหมวดภูติ ซึ่งเป็มหาเวทที่ต้องอัญเชิญพลังจากภูตินั่นเอง แลนซ์หยิบมันขึ้นมาพร้อมกับรู้สึกถึงความอบอุ่นเพราะความเข้ากันได้ ก่อนที่เขาจะอ่านชื่อของมัน
“อาร์ค แฟรี่ ไลท์” แลนซ์กล่าวชื่อคัมภีร์ “เดี๋ยวนะ นี่มันชื่อมหาเวทที่ฉันประยุกต์ใช้เองนี่ ทำไมมีอยู่ในคัมภีร์มหาเวทล่ะ”
“ในหนังสือเวทมนตร์บอกเอาไว้ สำหรับวงการเวทมนตร์ ไม่มีอะไรใหม่ภายใต้ดวงตะวัน” แอนนากล่าว “เวทและมหาเวทจำนวนนับอนันต์ เคยถูกใช้งานผ่านตัวตนที่เหนืุ์มาแล้วทั้งนั้น อยู่ที่ว่ามันจะถูกถ่ายทอดและเผยแพร่ หรือถูกมนุษย์ค้นพบเมื่อไหร่ค่ะ”
แลนซ์พยักหน้ารับให้กับคำแนะนำของแอนนา ในกาลก่อน เวทธาตุแสงของเขาเมื่อเสริมพลังมันจนถึงระดับที่กำหนดไว้ เขาจะรู้สึกถึงอะไรบางอย่างที่บอกเขาว่าต้องทำยังไง และควรท่องบทร่ายเวทแบบไหน และเมื่อเขาทำตามมันก็ได้ผลลัพธ์ที่ดีเกินคาด
อย่างเช่นเวทตรวจจับที่กลายเป็เวทหยั่งรู้ที่เขาเคยใช้เมื่อตอนสู้กับแฝดยมทูตแห่งิ และเวทลำแสงทำลายระดับสูงเช่น อาร์ค แฟรี่ ไลท์ ก็ได้มาจากการกระซิบของตัวตนปริศนา
“งั้นฉันควรซื้อมันสินะ เพื่อหาอะไรที่ฉันอาจขาดไป” แลนซ์กล่าวก่อนจะหยิบคัมภีร์สีขาวขึ้นมา เขาตัดสินใจแล้วว่าจะเลือกมัน
จังหวะนั้นเองโดโรธีก็เดินเข้ามาใกล้ทั้งสองคน ก่อนจะเริ่มพูดกับแอนนา
“ขอโทษนะคะ คำพูดเมื่อกี้ของเธอมาจากหนังสือประวัติศาสตร์เวทมนตร์ ของจอมเวทอาร์กัส ผู้เชื่อมต่อกับพระเ้าใช่ไหมคะ”
“ใช่ค่ะ” แอนนากล่าว “เป็หนังสือที่ฉันอ่านตอนเด็กๆประจำเลยล่ะ เื่ที่ว่าเวทมนตร์ทุกอย่างถูกรังสรรค์และคิดค้นมาก่อนแล้ว จากตัวตนที่สูงกว่าเรา”
“หน้าที่สิบสาม บทที่หก” โดโรธีกล่าวขึ้น แอนนาพยักหน้ารับเพื่อแสดงว่าถูกต้อง ก่อนที่ทั้งคู่จะยื่นมือมาเพื่อจับแสดงการทักทาย
“เธอชื่อโดโรธี บูทเวลสินะ” แอนนากล่าวก่อนอีกฝ่ายจะแนะนำตัว “ฉันได้ยินจากที่เธอคุยกับแลนซ์ แฟนของฉันแล้วล่ะ”
โดโรธีสะดุดเล็กน้อยที่เธอรู้ว่าแลนซ์เป็แฟนแอนนา แถมยังได้ยินจากระยะไกล แลนซ์นั้นพยักหน้ารับตกลง หลังจากนั้นแอนนาจึงแนะนำตัวเอง และทั้งสามคนก็เริ่มเดินลึกเข้าไป จนขึ้นบันใดไปสู่ชั้นสามเขตของอาวุธ เพื่อเลือกอาวุธเวทมนตร์
อาวุธเวทนั้นจะต่างจากอาวุธปกติตรงที่มันกินมานาของเ้าของเป็อาหาร และช่วยเสริมพลังให้กับเ้าของได้ด้วย เช่นขยายขอบเขตการโจมตีของเวท หรือช่วยเสริมระยะเวลาการแสดงผลของเวท เป็ต้น
หลังจากเดินชมอยู่นาน แอนนานั้นตัดสินใจเลือกดาบเรเปียร์ โดยใบดาบเรเปียร์ออกแบบมาเป็ดาบลายเปลวเพลิงคดเคี้ยว หรือที่เรียกกันว่าดาบประเภทเฟลมเบิร์ก สีของดาบเรเปียร์กลายเป็สีทองแดงแวววาวทันที เมื่อแอนนาใส่พลังเวทให้กับมัน
ส่วนโดโรธีที่เลือกดาบชนิดเดียวกับแอนนา ดาบเรเปียร์เฟลมเบิร์กของเธอกลายเป็สีน้ำตาลทองเมื่อใส่พลังเวทลงไป ในขณะที่แลนซ์ซึ่งถูกทั้งสองคนบังคับให้เลือกอาวุธแบบเดียวกัน กลับกลายเป็ดาบเรเปียร์สีใสราวกับแก้ว
“ก็รู้อยู่หรอกนะ ว่าอาวุธเวทจะแสดงสีตามธาตุและเอกลักษณ์ของเ้าของ” โดโรธีกล่าว “แต่ธาตุแสงมันต้องสีขาวหรือเงิน และสะท้อนแสงสีรุ้งเมื่อมองไม่ใช่หรือคะ”
“ดาบจะสะท้อนพลังที่แท้จริงของเ้าของสินะ” แลนซ์กล่าว “งั้นก็แสดงว่ามันรู้ ว่าพลังที่แท้จริงของฉันคืออะไร”
ไร้สี หมายถึงไม่สังกัดเวทมนตร์ธาตุใด มันสะท้อนพลังที่แท้จริงของแลนซ์ออกมา นั่นคือพลังจิต
เกิดเสียงเอะอะโวยวายหน้าร้านหนังสือ ทำเอากลุ่มของแลนซ์ต้องรีบลงมาทันที แน่นอนว่าพวกเขาไม่ลืมจ่ายค่าอาวุธคนละสองเหรียญทอง กับอีกแปดสิบเหรียญเงิน ซึ่งเป็ราคาที่สามารถซื้อบ้านแฝดได้อีกหลังเลย และเพราะเหตุนี้ริชาร์ดถึงไม่ยอมรับอาวุธเวทจากพวกเขาเด็ดขาด เพราะเขารู้สึกติดหนี้แลนซ์และแอนนาเกินพอแล้ว
โดโรธีมีสีหน้าใ ที่พ่อบ้านของเธออยู่ในสภาพหมดสติ ใบหน้าปูดบวม พ่อบ้านของเธอถูกชายหนุ่มร่างสูงกำยำในชุดเกราะหนังหิ้วคอเสื้อแล้วเดินลากมา ด้านหลังของชายร่างกำยำสะพายขวานต่อด้ามยาวแบบที่ใช้กันในศึกา ที่สำคัญขวานนั้นเป็อาวุธเวทมนตร์
“ใครเป็เ้านายของไอ้พ่อบ้านคนนี้” ชายร่างกำยำกล่าวก่อนจะเหวี่ยงพ่อบ้านไว้ที่หน้าร้านหนังสือ “แสดงตัวออกมาซะ เพราะลูกน้องของแกมาหาเื่ถึงถิ่นของฉัน”
“เขาเป็พ่อบ้านของฉัน” โดโรธีกล่าวออกตัว ก่อนจะออกไปยืนเผชิญหน้า “ไม่ทราบว่าคุณเป็ใคร และทำไมต้องปกป้องมิจฉาชีพคนผิดที่พ่อบ้านของฉันออกไปตามหา”
“นี่แกพูดตลกอะไรอยู่ นังหนู” ชายร่างกำยำกล่าว “ฉันไม่สนว่าคนของฉันไปทำอะไรมา แต่ถ้ามันกล้าตามเข้ามาถึงในเขตของฉัน ก็เท่ากับว่าเป็ศัตรูต่อฉันผู้นี้ ออสมันแห่งเลคบราวน์”
สิ้นเสียงของชายร่างกำยำที่ชื่อออสมัน กลุ่มชายฉกรรจ์อีกนับสามสิบคนก็ปิดล้อมร้านหนังสือเอาไว้ โดโรธีกัดฟันแน่นด้วยความเครียดทันที เพราะเธอรู้ว่าพวกนี้เป็ใคร พวกผู้คนในร้านหนังสือ รวมถึงรอบๆต่างหลบหลีกกันหมด เพราะไม่อยากโดนลูกหลง
“ออสมันแห่งเลคบราวน์ หัวโจกจากย่านสลัมซึ่งอยู่นอกเขตตัวเมือง ทำไมมาอยู่ที่นี่กันนะ”
นอกเขตตัวเมืองที่โดโรธีว่า คือเขตชุมชนแออัด ที่เป็แหล่งรวมพวกรับจ้างทำผิดกฏหมาย ถึงแม้จะมีการปราบปรามในสมัยก่อน แต่นับหลังจากที่หัวโจกย่านสลัมอย่างออสมัน ส่งส่วยและผลประโยชน์จากงานสกปรกให้เ้าหน้าที่ตำรวจและเ้าหน้าที่รัฐในพื้นที่ จึงทำให้เขาได้รับการคุ้มครองกลายๆ
แม้จะมีเื่ฆ่าคนตาย ปล้นจี้ทำลายทรัพย์สิน หรือข่มขืน ก็จะได้รับโทษเพียงติดคุกในระยะเวลาสั้นๆ ก่อนจะถูกปล่อยตัวออกมาด้วยเหตุผลนักโทษชั้นดี หรือได้รับการอภัยโทษจากวันพิเศษของสาธารณรัฐ และจำนวนเข้าออกคุกของออสมันและพรรคพวกนั้นมากเกินกว่าสิบครั้งแล้ว จนคนละแวกนี้รู้ว่าไม่ควรยุ่งกับเขา
“คงจะรู้นะ ว่าถ้ามีเื่กับเราไม่จบแค่นี้” ออสมันกล่าว “ถึงแกจะมีเื่กับพวกเรา พวกเราก็จะขอตามเอาคืนไม่จบไม่สิ้น อย่างดีก็แค่เข้าคุก ต่อให้เราฆ่าพวกแกยกครอบครัวก็ตาม”
“ถ้าอยากจบเื่ล่ะก็จ่ายมาสิบเหรียญเงิน” ลูกน้องคนหนึ่งของออสมันกล่าว ก่อนที่มันจะเปลี่ยนใจเมื่อเห็นชุดและหนังสือเวทในมือของโดโรธี “ไม่สิ หนึ่งเหรียญทองดีกว่า”
กลุ่มของออสมันนั้นเป็พวกที่ไม่มีอะไรจะให้เสียแล้ว ต่างจากโดโรธีที่เธอมีอนาคตรออยู่ หากมีเื่ทะเลาะวิวาทเธอจะเสียประวัติ ดังนั้นเธอจึงลำบากใจ เพราะการจะต่อสู้กับคนพวกนี้คงเลยคำว่าป้องกันตัวแน่ๆ และจะต้องมีคนตายเมื่อเกิดการปะทะ เธอจึงเลือกที่จะควักเงินให้
“พูดง่ายดี” ออสมันกล่าวพลางเดินมารับเหรียญทองจากโดโรธี “นี่ของฉัน หนึ่งเหรียญทอง ยังเหลือลูกน้องฉันอีกสามสิบคน จ่ายให้ครบด้วยล่ะ”
พวกลูกน้องของออสมันพากันหัวเราะร่า ก่อนทำท่าจะเข้ามาต่อคิว แต่แล้วในขณะที่พวกเขากำลังเดินเข้ามาต่อแถวอย่างไม่ระวังตัวนั้นเอง จู่ๆก็เกิดคลื่นอากาศรุนแรงอย่างมากจนคนทั่วบริเวณรู้สึกได้ ก่อนที่ใบมีดอากาศอันคมกริบจะพุ่งเข้าไปตัดกลางลำตัวของกลุ่มอันธพาลทุกคนจนขาดสะบั้น
เหล่าลูกน้องของออสมันร้องโหยหวนด้วยความเ็ปพลางร่วงลงไปกองกับพื้น นอกจากแอนนาแล้วไม่มีใครรู้ว่านี่เป็ฝีมือแลนซ์
“เป็ฝีมือใคร” ออสมันกล่าวด้วยน้ำเสียงแค้น เขาใช้ปราณเวทสร้างเกราะป้องกันให้ตัวเองได้ทัน จึงรอดจากการขาดครึ่งหวุดหวิด ฝีมือการต่อสู้ของเขาเป็ของจริง รับรู้พลังของแลนซ์ได้แม้ว่ามันจะไม่มีมานาเจือปนเลยก็ตาม
แต่น่าเสียดายที่เขาเจอผิดคน เมื่อทันทีที่เขาอ้าปากถาม แขนทั้งสองข้างของเขา และขาทั้งสองก็ขาดแยกออกจากตัวทันที เืสีแดงฉานกระฉูดออกจากท่อนแขนและขา ออสมันร้องโหยหวนก่อนสิ้นสติ
แลนซ์เดินไปเก็บเหรียญทองที่ตกจากตัวของออสมัน เขาใช้เวทชะล้างทำความสะอาดเหรียญทองที่เปื้อนเืให้กับโดโรธี แล้วคืนให้เธอ
“ไปกันเถอะสหาย เราจะมาเสียเวลาชีวิตกับเดนสังคมไม่ได้หรอกนะ”
“ค่ะ” โดโรธีตอบรับสั้นๆ ในขณะที่แลนซ์เดินไปใช้เวทรักษาพ่อบ้านของโดโรธี หลังจากนั้นพวกเขาก็เดินทางกลับบ้าน เช่นเดียวกับที่คนอื่นๆทยอยกันกลับ ไม่มีใครอยู่ช่วยเหลือกลุ่มของออสมันแม้แต่คนเดียว จนเ้าหน้าที่บรรณารักษ์ต้องใช้โทรสารเวทตามหน่วยพยาบาลเพราะพวกนี้เกะกะร้านของเขา ซึ่งต้องใช้เวลากว่าครึ่งชั่วโมงในการเดินทางมาถึง
น่าเสียดายที่กว่าหน่วยพยาบาลจะมา พวกของออสมันเกือบทุกคน รวมทั้งออสมันก็เสียเืจนตายไปเสียแล้ว