ผู้พิทักษ์จากแสงสว่าง : ราชินีแห่งดวงจันทร์

    ราชันแห่งดวงดาว

    ราชันแห่งดวงดาว

     

     

    -เซนส์ปีเตอร์สเบิร์ก, รัสเซีย-

                 

            “พอได้แล้ว เมตาเรียเธอได้ชีวิตของเธอกลับคืนมาแล้ว จบสงครามนี่ลงสักทีเถอะ! ต่อให้เธอพยายามดิ้นรนยังไงทุกอย่างมันก็ไม่เปลี่ยนไปหรอก”

                 

            “ฉันจะเปลี่ยนมัน!”คนที่ยืนอยู่ใจกลางห้องโถงตะโกนลั่น นัยน์ตาสีม่วงใสกระทบแสงจันทร์ในคืนที่พระจันทร์เต็มดวงส่องสว่างใบหน้าสวยได้รูปของเจ้าหล่อนเหลียวมองไปรอบๆห้องสบกับนัยน์ตาทุกคู่ของคนในชุดขาวที่ยืนล้อมอยู่รอบตัวเธอ

                 

            “ฉันจะกลับไปที่นั่น แล้วจะทำลายทุกสิ่งทุกอย่างให้ดู!ทั้งหมดที่พวกเอิร์ธสตาร์ทำ ฉันจะทำให้มันพินาศเอง!”

                 

            “โลกนั้นมันพังพินาศไปหมดแล้วตั้งแต่ตอนที่พวกนั้นเปิดประตูส่งเรามา!”

                 

            “มันยังอยู่! พวกแกได้ยินไหมว่าดวงดาวพวกนั้นยังอยู่พวกมันไม่เคยหายไปเพราะพวกเอิร์ธสตาร์เชื่อมต่อมันไว้ด้วยพลังของยัยเด็กนั่นฉันจะทำลายทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกมันทำ จะทำให้ทุกอย่างหายไปทั้งหมด!”

                 

            “เชิญทำไปคนเดียวเถอะ เมตาเรีย” กรีนขยับเดินออกมาข้างหน้าเอ่ยกับหญิงสาวตรงหน้าเขาด้วยใบหน้าเรียบนิ่ง “พวกเราไม่คิดจะทำอะไรเพื่อเธออีกแล้ว”

                 

            “แกคิดจะทรยศฉันอย่างนั้นเหรอ กรีน!”หญิงสาวตะโกนใส่หน้าเขา “แกคิดจะทรยศฉัน?แกคิดว่าพวกนั้นจะช่วยปลดปล่อยแกจากคำสาปได้หรือไง!?คนที่ร่ายคำสาปใส่พวกแกก็คือฉัน คนที่จะลบล้างมันได้ก็คือฉันคนเดียวเท่านั้น!ทั้งที่เป็นอย่างนั้นแล้วแกกลับคิดที่จะทรยศฉันอีกอย่างนั้นเหรอ?”

                 

            “เราจะไม่หันดาบใส่เธอตราบเท่าที่เธอไม่เข้ามายุ่งเกี่ยวกับเราอีก... นับจากนี้”

                 

            “แกบอกว่า ‘เรา’ อย่างนั้นเหรอ?”

                 

            “เรามาอยู่ที่นี่เพื่อบอกลาเธอเมตาเรีย”

                 

            คำพูดของเด็กหนุ่มเจ้าของนัยน์ตาสีน้ำเงินเข้มทำให้คนฟังหยุดชะงักนัยน์ตาสีม่วงใสเบิกโพลงกว้าง เด็กหนุ่มสบตาเธอแววตาที่มั่นคงไม่ลดละและมั่นใจในเจตจำนงของตัวเองทำให้เธอนึกถึงคนที่มีนัยน์ตาสีเดียวกับเขา

                 

            เฟรย์...

                 

            “แบล็ค... พวกแก”

                 

            หญิงสาวขบริมฝีปากแน่นฝ่ามือสองข้างสั่นสะท้านขณะสบตาคนพูดที่ยังไม่ยอมละสายตาไปจากเธอ

                 

            “เธอเองก็ควรจะเป็นอิสระได้แล้ว”

            

            น้ำเสียงของไวโอเลตฟังแล้วรู้สึกว่างเปล่าราวกับเด็กหนุ่มไม่หลงเหลือความเห็นใจหรือความรู้สึกใดๆให้แก่คนตรงหน้าอีก เขาก้าวออกมาจากเงามืดด้วยย่างก้าวที่สุขุมนัยน์ตาสีเดียวกับเมตาเรียจ้องมองมาที่เธออย่างแน่วแน่การปรากฏตัวของเขาทำให้นักรบอเวจีกลุ่มหนึ่งถอยไปอยู่ด้านหลังและเฝ้ารอ

                 

            “ลืมอดีตไปซะ เมตาเรีย”

                 

            ไวโอเลตบอกกับเธอ

                 

            “พูดง่ายเหลือเกินนะทั้งๆที่นายเป็นคนทำให้มันเกิดขึ้นมาเองแท้ๆ!”

                 

            เมตาเรียตะโกนลั่นสบตาไวโอเลตอย่างไม่เชื่อในสิ่งที่ตัวเองได้ยินวูบหนึ่งที่ประกายตาสีม่วงใสของเธอมีแววเจ็บช้ำหากว่าจะมีใครสักคนในกลุ่มนักรบอเวจีคิดที่จะทรยศเธอละก็...ไวโอเลตจะเป็นคนสุดท้ายที่เธอนึกถึง

                 

            “ทำไมกัน...”

                 

            “ก็เพราะว่าฉันเบื่อที่จะต้องทำอะไรตามใจเธอแล้วน่ะสิ”

                 

            เด็กหนุ่มตอบอย่างไร้เยื่อใย

                 

            นัยน์ตาสีม่วงใสที่จ้องมองมานั้นว่างเปล่ากาลครั้งหนึ่งเธอเคยคิดว่าเขาเป็นคนที่ใกล้ชิดเธอยิ่งกว่าใครเธอและเขาผูกพันธ์กันและเข้าใจกันได้โดยไม่ต้องเอ่ยคำพูดใดๆให้แก่กัน แต่ในตอนนี้ณ วินาทีนี้ หญิงสาวตระหนักได้แล้วว่าเธอไม่เคยเข้าใจในตัวเขาเลยไม่เคยรู้เลยว่าตลอดเวลาที่ผ่านมา ไวโอเลตเฝ้ามองเธออยู่ด้วยความรู้สึกเช่นไร

                 

            อารมณ์ของเมตาเรียดำดิ่งเธอพยายามมองหาความจริงในนัยน์สีตาม่วงใสคู่นั้นแต่ทว่ามันไม่สะท้อนสิ่งใดกลับคืนมาเลย นัยน์ตาของไวโอเลตยังคงว่างเปล่าและสายตาของเขาที่จ้องมองมานั้นยังคงเรียบเฉยและเย็นชามันทำให้เธอรู้สึกว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เคยทำมามันไร้ค่า ทั้งตัวเธอและสิ่งที่เธอต้องการจะทำหลังจากนี้

                 

            ไกลออกไป ลึกลงไปในความทรงจำ ท้องฟ้ายามค่ำของเอิร์ธมูนที่เงยหน้ามองขึ้นไปจากระเบียงบนยอดหอคอยและฝ่ามือที่ยื่นออกไปเพื่อไขว่คว้า...เธอไม่เคยได้รับสิ่งใดกลับคืนมาจากการเฝ้าภาวนานั้น

                 

            “ไว – โอ – เลต”

                 

            เสียงกรีดร้องแผดลั่นไปทั่วคฤหาสน์ก่อนที่แสงสว่างสีม่วงใสจะส่องจ้าออกมาจากร่างของเมตาเรียที่ยืนอยู่ใจกลางห้องอากาศรอบตัวเธอแหวกออกทุกทิศทางขณะที่ร่างบางค่อยๆเคลื่อนกายขึ้นสูงปลายเท้าของหญิงสาวหลุดออกจากพื้นพรมลอยค้างอยู่กลางอากาศนัยน์ตาสีม่วงใสทอแสงกล้ายามสบตามองสิบสองร่างในชุดขาวที่ยืนอยู่ด้านล่างเธอ

                 

            “อย่าคิดว่าพวกแกจะได้รับการปลดปล่อยเลย!”

                 

            เมตาเรียตะโกนลั่น สิ้นคำหญิงสาวตวัดนิ้วลง เครื่องเรือนทุกชิ้นในห้องแตกกระจายด้วยแรงอัดมหาศาลนักรบอเวจีที่อยู่ด้านล่างกระจายกันไปคนละทิศทางเมื่อถูกปะทะด้วยพลังที่ไร้รูปร่างแม้จะมั่นใจในความสามารถของตัวเองแค่ไหนแต่มันกลับใช้ไม่ได้เลยในเวลาแบบนี้

                 

            นัยน์ตาสีม่วงใสของเมตาเรียตวัดไปทั่วทุกมุมห้องมองเห็นร่างของบราวน์ที่เอาตัวเข้าบังบลูกับออเร้นจ์ไว้ความโกรธแล่นผ่านไปทั่วร่างเมื่อเห็นว่าเด็กสาวคนที่เคยอยู่เคียงข้างเธอมาตลอดกลับทรยศเธอได้อย่างเลือดเย็นเมตาเรียกำมือแน่น หน้าต่างกรุกระจกใสที่อยู่เหนือหัวแตกออกเป็นเสี่ยงๆเกรย์เข้ามาช่วยทั้งสามคนไว้ได้ทันก่อนที่จะพาทั้งหมดออกห่างไปจากการจู่โจมของเมตาเรีย

                 

            “หายไปซะ!หายไปพร้อมกับโลกโสมมใบนี้นี่แหละ!”

                 

            ความโกรธของเมตาเรียเปลี่ยนสภาพเป็นพลังงานมหาศาลที่ถล่มห้องโถงของคฤหาสน์ให้พังเรียบได้ในเวลาไม่กี่วินาทีเกรย์พาพวกบราวน์ออกไปข้างนอกผ่านทางหน้าต่างที่ถูกทำลาย ส่วนคนที่เหลือยังคงติดอยู่ในคฤหาสน์และกำลังหาวิธีรับมือกับเมตาเรียอย่างสุดความสามารถ

                 

            นัยน์ตาของเมตาเรียกวาดไปทั่วห้องอีกครั้งเยลโลว์ โกล์ด ซิลเวอร์ กระจายอยู่คนละทิศละทาง แต่เป้าหมายที่เธอตามหานั้นคลาดจากสายตาไปแล้ว

                 

            ห้านักรบอเวจีไม่อยู่!

                 

            “อย่าบังคับให้ฉันต้องฆ่าเธอเลย”

                 

            เสียงของไวโอเลตดังขึ้นท่ามกลางความมืด

                 

            แล้วทุกสิ่งรอบตัวก็หยุดชะงัก

                 

            แสงสว่างสีแดงเพลิงส่องลอดออกมาจากใจกลางห้องโถงมันวิ่งวนไปทั่วพื้นห้องก่อนจะเชื่อมต่อกันเป็นวงแหวนเวทขนาดใหญ่ที่ส่องแสงสว่างจ้าไปทั่วร่างของห้านักรบอเวจีประจำอยู่ตามมุมของอักขระเวททั้งห้าทิศฝ่ามือของพวกเขาประสานกันก่อนจะยื่นออกไปข้างหน้า กักขังร่างของเมตาเรียไว้ด้วยลำแสงสีแดงเส้นเล็กที่ตรึงร่างของเธอให้อยู่ตรงใจกลางวงแหวนเวท

                 

            เมตาเรียสบตาไวโอเลต

                 

            “คิดเหรอว่าเวทมนตร์นี้จะทำอะไรฉันได้!?”เธอถาม “เวทมนตร์ที่ฉันสอนให้พวกแกด้วยตัวเองเนี่ยน่ะเหรอ!”

                 

            สิ้นคำ ร่างของเมตาเรียที่อยู่ตรงใจกลางวงแหวนก็สะบัดตัวด้ายแดงที่พันธนาการเธอไว้ขาดสะบั้นก่อนที่ร่างของผู้สร้างวงแหวนเวทจะถูกแรงอัดกระแทกร่างกระจายกันไปคนละทิศทางเมตาเรียหมุนตัวกลับมา ฝ่ามือข้างหนึ่งยื่นออกไปข้างหน้า แต่สายไปแล้ว!ไวโอเลตไวกว่าเธอมาก ช่วงเวลาที่เธอหันกลับมาเขาก็ตวัดดาบขึ้นวาดใส่ร่างของเธอแล้ว!

                 

            “ท่านเมตาเรีย!”

                 

            เสียงกรีดร้องตะโกนลั่นไปทั่วห้องโถงก่อนที่หยาดเลือดสีแดงสดจะกระจายไปทั่วห้องกระทบใบหน้าของผู้ครองดาบที่นัยน์ตาสีม่วงใสเบิกกว้างเมื่อเห็นร่างในชุดขาวที่เข้ามาขวางทางเขาไว้

                 

            “บลู!”

                 

            บราวน์ร้องตะโกนลั่นเมื่อเห็นร่างของเด็กสาวหยุดชะงักค้างอยู่กลางอากาศมีดาบของไวโอเลตแทงทะลุช่วงท้องจนเลือดไหลย้อมชายเสื้อคลุมสีขาวเป็นทางยาวเด็กสาวร่างบางนอนหายใจรวยรินเมื่อไวโอเลตกระชากดาบออกก่อนที่ร่างของเธอจะตกลงไปอยู่ในอ้อมแขนของคนที่ควรจะตกเป็นเป้าหมาย

                 

            นัยน์ตาของเมตาเรียเบิกกว้างอย่างหวาดหวั่นมีร่างของบลูนอนหายใจรวยรินทับอยู่บนร่างกายเธอ

                 

            “ท่าน.. เม...ตาเรีย  ไม่.. เป็นไร... ใช่ไหม... คะ”

                 

            เด็กสาวถามเสียงกระท่อนกระแท่นก่อนที่จะกระอักเลือดออกมาเป็นทางยาวใบหน้าของเธอขาวซีด ห้วงหายใจหอบหนัก นัยน์ตาสีฟ้าเข้มของบลูเริ่มเลือนพร่าจนแทบจะมองไม่เห็นใบหน้าของเมตาเรีย

                 

            แต่ก่อนที่เมตาเรียจะทันได้พูดอะไรเสียงพิงค์ก็ร้องดังขึ้น

                 

            “ไวโอเลต อย่า!”

                 

            สายไปเสียแล้วสำหรับคำขอร้องของเด็กสาวไวโอเลตตวัดดาบอีกครั้งก่อนจะแทงเข้าตรงหัวไหล่ของบลูทะลุหน้าอกซ้ายของเมตาเรียอย่างแม่นยำเสียงกรีดร้องดังลั่นไปทั่วคฤหาสน์ไม่ใช่เสียงของบลูที่ใกล้จะสิ้นลมหายใจหรือเสียงของเมตาเรียที่ถูกทำร้ายในระยะประชิดแต่เป็นเสียงของพิงค์เองที่กรีดร้องลั่นตะโกนสุดความสามารถเมื่อร่างของหญิงสาวทั้งคู่ทรุดฮวบลงกับพื้นแบล็ครั้งร่างของเธอไว้แน่นเมื่อตอนที่เธอคิดจะถลาเข้าไปหาคนทั้งคู่ไวโอเลตกระชากดาบออกอีกครั้ง สบตามองเมตาเรียด้วยนัยน์ตาสีม่วงเย็นชาก่อนจะตวัดปลายดาบขึ้นมา

                 

            “มันต้องไม่ใช่แบบนี้”

                 

            โกล์ดโผล่เข้ามาขวางทางดาบของไวโอเลตและปกป้องบลูกับเมตาเรียไว้

                 

            “คิดจะสู้กับฉันหรือไง?”

                 

            ไวโอเลตถาม แต่น้ำเสียงของเขานั้นฟังแล้วไม่ใช่เสียงตามปกติที่โกล์ดเคยได้ยินมันเย็นชาเกินไป อ้างว้าง... จนทำให้เด็กหนุ่มสะท้านไปถึงขั้วหัวใจราวกับคนตรงหน้าเป็นคนที่เขาไม่เคยรู้จักมาก่อนในชีวิตนี้

                 

            แต่ก่อนที่โกล์ดจะได้ตอบโต้อะไรวงแหวนเวทสีม่วงเข้มที่เมตาเรียร่ายทิ้งไว้ก็เริ่มทำงาน สูบร่างของโกล์ดและตัวเมตาเรียเองพร้อมกับบลูที่ผลักหนีออกไปไม่ได้ให้หายวับไปจากคฤหาสน์เหลือทิ้งไว้แต่หยดเลือดที่สาดกระจายบนพื้นพรมและใบหน้าของผู้ครองดาบ

                 

            ความเงียบและกลิ่นคาวเลือดแผ่ปกคลุมไปทั่วห้องโถงก่อนที่จะได้ยินเสียงร้องไห้ของออเร้นจ์ดังลอยมาจากด้านนอกคฤหาสน์ส่วนด้านใน พิงค์กอดร่างของตัวเองแน่น ริมฝีปากขบกันจนเลือดไหลซึมออกมาตามรอยฟัน ใบหน้าขาวซีดของเด็กสาวแดงก่ำเพราะกำลังสะกดกลั้นเสียงร้องไห้อย่างสุดความสามารถแบล็คนั่งอยู่ข้างเธอ เด็กหนุ่มทำได้เพียงกดศีรษะเธอซบลงบนบ่าของเขา และปล่อยให้เธอร้องไห้ออกมา

                 

            “นี่ไม่ใช่การสูญเสียในแบบที่ฉันคิดไว้”

                 

            ไวโอเลตเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชาขณะที่ปรายตามองพิงค์เขาทำลายดาบด้วยการปล่อยให้มันหายไปในอากาศ ก่อนจะก้าวเท้าออกไปจากห้องโถงผ่านทางกำแพงที่ถูกทำลายด้านนอกคฤหาสน์นั้นมืดมิด แสงจันทร์หายไปจากท้องฟ้าแล้วหลังการปะทะสิ้นสุดลง ปลายเท้าของเด็กหนุ่มเหยียบย่ำไปบนพื้นสนามหญ้าที่ประดับไปด้วยละอองน้ำเย็นเฉียบผ่านร่างของเกรย์ บราวน์และออเร้นจ์ที่นั่งอยู่ตรงซากของตู้โชว์ตัวใหญ่ที่ถูกทำลายไปเด็กหนุ่มสูดลมหายใจเอาความชื้นในค่ำคืนที่อากาศหนาวจัดเข้าปอด อย่างน้อยมันก็พอชำระกลิ่นคาวเลือดที่ติดค้างอยู่ในความรู้สึกของเขาออกไปได้

                 

            ซิลเวอร์กับเยลโลว์ประคองร่างกันออกมาสมทบกับเขาทั้งคู่อยู่ในสภาพร่อแร่แต่ก็ยังพอจะเดินไหวตามมาด้วยกรีนที่ดูเหมือนจะไม่มีบาดแผลอะไรมากนักและแบล็คที่อุ้มพิงค์ออกมาเพราะเจ้าหล่อนไม่มีแรงเหลือพอที่จะขยับเขยื้อนตัวเองให้ออกไปไหนได้พิงค์กอดคอแบล็คแน่นฝ่ามือเล็กๆทั้งสองข้างจิกลึกลงหัวไหล่ข่มน้ำตาและความเสียใจไว้จนเด็กหนุ่มรู้สึกได้ถึงความทรมานของเธอไวโอเลตมองเธออยู่ชั่วครู่ก่อนจะหันกลับไปสนใจสนามหญ้าโล่งๆด้านหน้าตามเดิม

                 

            เรดเดินออกมาจากคฤหาสน์เป็นคนสุดท้ายเนื้อตัวของเด็กหนุ่มมีบาดแผลมากมายที่เกิดขึ้นจากการต่อสู้เมื่อครู่และนัยน์ตาข้างที่ถูกผนึกไว้ก็ดูเหมือนจะมีน้ำตาเลือดไหลซึมออกมาแม้ว่าเจ้าตัวจะพยายามกำจัดมันออกไป

                 

            ไวโอเลตถอนหายใจ

                 

            “มันคงไม่จบง่ายๆอย่างที่ฉันคิดไว้ล่ะสินะ”

                 

            ไวโอเลตหลับตาฝ่ามือสองข้างกางออกข้างลำตัว วงแหวนเวทสีม่วงเข้มขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นอยู่ตรงใจกลางสนามหญ้าหน้าคฤหาสน์โอบล้อมร่างทุกร่างของเหล่านักรบอเวจีที่ยังคงพร้อมที่จะเดินไปด้วยกันกับเขาไว้ ทุกคนขยับเข้ามาใกล้ละทิ้งคฤหาสน์ที่ถูกทำลายไว้เบื้องหลัง

                 

            “จะเอายังไงต่อ?”

                 

            เยลโลว์ถามสีหน้าไม่ค่อยจะสู้ดีเท่าไหร่ยิ่งอยู่ในช่วงเวลาที่เลวร้ายแถมไม่มีโกล์ดอยู่เคียงข้างแบบนี้ เด็กหนุ่มแทบจะนึกไม่ออกเลยว่าควรจะทำยังไงต่อไปการเป็นศัตรูกับเพื่อนสนิทไม่ใช่สิ่งที่เขาหวังหลังจากที่มันเคยเกิดขึ้นกับเขามาแล้วครั้งหนึ่ง... กับเท็ตสึยะ

                 

            “เมตาเรียไม่ยอมรามือหรอก เธอคงทำทุกวิถีทางเพื่อทำลายผู้พิทักษ์ฉันคิดว่าพวกคิวาตะคงไม่ได้เตรียมรับมือกับสถานการณ์แบบนี้ไว้” ไวโอเลตว่า

                 

            “เราจะไปญี่ปุ่น”

                 

            ไวโอเลตบอกกับทุกคน“ปลดผนึกผู้พิทักษ์ทั้งสิบสาม เตรียมรับมือกับเมตาเรีย”

                 

            นักรบอเวจีที่เหลือมองเขาก่อนจะหันมาสบตากัน

                 

            การตัดสินใจแบบนี้ไม่ได้อยู่ในความคิดของพวกเขาเลย 

                 

            คนแรกที่คิกขึ้นมาได้คือแบล็ค เด็กหนุ่มทำสีหน้าลำบากใจเขาไม่ปรารถนาที่จะสู้อีกต่อไปแล้วเดิมทีการที่เขายังคงยืนอยู่ตรงนี้ไม่ใช่เพราะไวโอเลตหรือเมตาเรียแต่เป็นเพราะคนที่ไม่รู้จักปล่อยวางความแค้นอย่างพิงค์ต่างหากที่ทำให้เขาละทิ้งพวกพ้องไปไม่ได้ถ้าหากว่า... พิงค์ไม่ได้มาเป็นนักรบอเวจีล่ะก็ เขาคงจะใช้ชีวิตอยู่ที่ไหนสักแห่งบนโลกใบนี้ อาจจะเป็นสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าที่เขาเกิดมาแบบนั้นมันคงจะดีซะกว่าที่ต้องกลับมาเป็นนักรบอเวจีอีกครั้ง แต่เขาเลือกไม่ได้ เพราะเขาตัดสินใจไปแล้วว่าตราบใดที่พิงค์ยังคงอยู่ที่นี่เขาก็จะอยู่เคียงข้างเธอด้วย

                 

            ไวโอเลตสบตาแบล็คก่อนจะหันไปมองดูเยลโลว์และซิลเวอร์ทั้งคู่ไม่ได้พูดอะไรกัน เช่นเดียวกับเรดที่ยืนอยู่ข้างๆก็ไม่ได้เอ่ยอะไรออกมานักรบอเวจีหนุ่มจากเอิร์ธไฟเยอร์เงยหน้าขึ้นมองดูท้องฟ้าด้วยสีหน้าเศร้าหมองเป็นเรื่องยากทีเดียวที่จะได้เห็นสีหน้าอื่นของเรด แต่ในช่วงเวลาแบบนี้ การสูญเสียโกล์ดไปเป็นเรื่องที่สั่นคลอนสภาพจิตใจของกลุ่มเรดมากพอดู

                 

            บราวน์กับออเร้นจ์ก็คงจะรู้สึกคล้ายกันเพราะบลูเองก็ไม่ได้อยู่ด้วยกันกับพวกเขา แถมยังไม่รู้ว่าจะเป็นตายร้ายดีอย่างไรหลังจากที่ถูกไวโอเลตทำร้ายไปมันเป็นเรื่องที่รบกวนจิตใจของคนทั้งคู่พวกเขาเลือกที่จะเดินตามไวโอเลตเพื่อไปสู่อิสรภาพแม้จะต้องทรยศเมตาเรียเลือกมาตั้งแต่ต้น เพราะอย่างนั้นถึงได้มาอยู่ที่นี่ในคืนนี้ แต่การที่ไวโอเลตทรยศเมตาเรียและทำร้ายบลูไปด้วยมันทำให้ทั้งคู่รู้สึกลังเลใจในเส้นทางที่พวกเขาเลือกเดิน

                 

            คงมีแต่กรีนเท่านั้นที่ไม่หวั่นไหวไปกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่มีความสับสนหรือลังเลใจปรากฏอยู่บนใบหน้าของกรีนนัยน์ตาสีเขียวเข้มภายใต้กรอบแว่นของกรีนนั้นหนักแน่นมั่นคงโดยเฉพาะตอนที่เขาวางมือลงบนไหล่ของไวโอเลต(ที่คล้ายกับว่าจะสูญเสียความเป็นตัวของตัวเองไปชั่วขณะ) ก่อนจะพยักหน้าให้อย่างเชื่อมั่น

                 

            “ทำตามที่นายต้องการเถอะ” กรีนว่า“ความปรารถนาของนาย คือความปรารถนาของเราทุกคน”

                 

            เหมือนเป็นคำพูดที่ทุกคนหลงลืมไว้ที่ไหนสักแห่งปณิธานแรกเริ่มที่ทำให้พวกเขามาอยู่ที่นี่ เกรย์ยิ้ม สบตากับกรีนแล้วเด็กหนุ่มก็เดินไปหาไวโอเลต วางมือไว้บนไหล่อีกข้าง

                 

            “ศรัทธาจะไม่ทำให้เราหลงทาง”

                 

            เกรย์เอ่ยก่อนที่คนอื่นๆจะขยับเข้ามาใกล้ไวโอเลตที่โคลงหัวอย่างระอาใจ

                 

            “ไปกันเถอะ... ไปสู่อิสรภาพ”

                 

            สิ้นคำวงแหวนเวทสีม่วงเข้มใต้ฝ่าเท้าก็เริ่มทำงาน แล้วเรดก็ดีดนิ้วพร้อมๆกับที่พิงค์ปล่อยโฮอย่างหมดความอดกลั้นเมื่อเห็นคฤหาสน์ของเมตาเรียกำลังถูกเผาไหม้ด้วยเวทมนตร์แห่งไฟของเขาและแล้ว... ในที่สุด วงแหวนเวทก็สูบร่างของทุกคนให้หายวับไปกับค่ำคืนที่มืดมิดเหลือทิ้งไว้เพียงเศษขี้เถ้าที่ปลิวว่อนไปทั่วอากาศ กลิ่นคาวเลือดและความรู้สึกที่ได้ละทิ้งบางสิ่งบางอย่างไป



    ติดตามภาคราชันแห่งดวงดาวต่อได้ที่ : https://www.readawrite.com/a/d970686e9966411b86662f990f3aa467

    คล้ายกับเรื่องผู้พิทักษ์จากแสงสว่าง : ราชินีแห่งดวงจันทร์ ที่คุณอ่าน