บทที่ 20 เรือนทิงอวี่
เมืองหลวง
ประสิทธิภาพการสืบสวนของศาลต้าหลี่ไม่เคยทำให้ผู้ใดผิดหวัง
คดีของตระกูลเซวียก็ได้คลี่คลายแล้ว
หลู่เฟิง รองเสนาบดีกรมกลาโหม เพราะความแค้นเคืองที่มีต่อแม่ทัพเซวียเมื่อหลายปีก่อน จึงได้สมคบกับพวกอันธพาลค่ายชิงเสอลงมือกับบุตรชายตระกูลเซวีย
ไม่เพียงเท่านั้น ตระกูลเซวียยังพบหลักฐานที่ชี้ชัดว่าหลู่เฟิงเคยสั่งการให้ค่ายชิงเสอทำร้ายขุนนางราชสำนัก และลักพาตัวผู้คนอีกด้วย
เมื่อข่าวแพร่สะพัด ทั่วฉางอันต่างตกตะลึง
ผู้ที่เกี่ยวข้องในคดีถูกจับขังคุกทั้งหมด หลู่เฟิงยังไม่ทันรอคำตัดสิน ก็ฆ่าตัวตายในคุกเสียก่อน
ศาลต้าหลี่ได้รับบัญชาจากฮ่องเต้ให้ออกตามหาบุตรชายคนเดียวของเซวียอวี้เฉิง แต่น่าเสียดายที่ไม่พบร่องรอยแม้แต่น้อย
ฮ่องเต้ทรงพระเมตตา เพื่อปลอบประโลมเซวียอวี้เฉิง จึงแต่งตั้งเขาเป็เจิ้นเป่ยโหว*[1]
ผู้คนต่างถอนหายใจ หากไร้บุตรชาย ตระกูลเซวียจะมีบรรดาศักดิ์ไปเพื่อสิ่งใด
พวกญาติห่าง ๆ ของตระกูลเซวียที่แต่เดิมไม่เคยมีความเกี่ยวข้องใด ๆ กลับขยันมาเยี่ยมเยียนในระยะนี้ ต่างหวังว่าจะได้โชคครั้งใหญ่ ให้บุตรหลานของตนได้สืบตระกูลในนามของเซวียอวี้เฉิง
ยังมีญาติทางมารดาห่าง ๆ มาเยี่ยมด้วย หวังจะยัดเยียดบุตรสาวของตนเข้าจวน บางทีอาจมีโอกาสได้สืบทอดวงศ์ตระกูลเซวียในภายภาคหน้า
รถม้าไม้พะยูงคันหนึ่งแล่นผ่านหน้าจวนตระกูลเซวีย
รถม้าคันนั้นมีองครักษ์คุ้มกันทั้งหน้าและหลัง ม้าที่ลากรถมีขนเป็มันเงา หลังคารถคลุมด้วยผ้าทอลายห้าสีสัน ปักด้วยดิ้นทองเป็ลายดอกบัวเถาวัลย์เปล่งประกายระยิบระยับ ทั้งสี่มุมของรถม้าแขวนกระดิ่งเงินขนาดเล็ก ส่งเสียงกรุ๋งกริ๋งไพเราะยามล้อหมุน
มู่หรงหว่านนั่งอยู่ในรถม้า มองออกไปนอกหน้าต่างเห็นภาพเหตุการณ์หน้าจวนตระกูลเซวีย
"ท่านแม่เ้าคะ เหตุใดหน้าจวนตระกูลเซวียจึงคึกคักเช่นนี้ ทั้งที่คุณชายหายตัวไป?"
เฮ่อเหยียนยกมือขึ้นวางบนหน้าผาก พิงโต๊ะไม้แกะสลักลายดอกไม้ขนาดเล็กพลางหลับตาพักสายตา
"เพราะว่าคุณชายน้อยตระกูลเซวียจะตายหรือไม่นั้นไม่สำคัญ สิ่งสำคัญคือจวนตระกูลเซวียจะมีผู้สืบทอดหรือไม่ต่างหาก"
มู่หรงหว่าน "แต่คุณชายน้อยตระกูลเซวียก็คือทายาทของจวนตระกูลเซวียมิใช่หรือเ้าคะ?"
มู่หรงหว่านมีความทรงจำเกี่ยวกับเซวียเช่ออยู่บ้าง
นางเคยพบเขาในงานเลี้ยงในวังสองสามครั้ง เขาเป็คนเงียบขรึม ไม่เหมือนบุตรตระกูลนักรบเลยสักนิด ดูอิดโรยไม่สู้ดีนัก ไม่ค่อยน่าคบหา
ในงานเลี้ยงในวังมีเด็ก ๆ มากมาย แต่ละคนล้วนผิวพรรณผุดผ่องงดงาม มู่หรงหว่านไม่ค่อยสนใจเด็กวัยเดียวกันที่เงียบขรึมเช่นนั้น จึงไม่เคยพูดคุยด้วย
เฮ่อเหยียนไม่ตอบคำถามบุตรสาว แต่กลับถามว่า
"่นี้หว่านเอ๋อร์อยู่บ้านท่านตาสบายดีหรือไม่?"
มู่หรงหว่านพักอยู่ที่จวนตระกูลเฮ่อมาหลายวัน วันนี้เฮ่อเหยียนมีเวลาว่างจึงกลับมารับบุตรสาวกลับจวนอ๋อง
มู่หรงหว่านพยักหน้า "ท่านตาและท่านยายรักหว่านเอ๋อร์มาก พี่ชายและพี่หญิงก็พาหว่านเอ๋อร์เล่นด้วย"
จากนั้นนางก็ถาม "ท่านแม่ พี่ชายอยู่ในจวนหรือไม่เ้าคะ?"
เฮ่อเหยียนคลอดลูกแฝดชายหญิง มู่หรงหว่านมีพี่ชายฝาแฝดชื่อมู่หรงิ
เฮ่อเหยียนตอบ "ิเอ๋อร์ถูกเรียกตัวเข้าวังไปเป็เพื่อนองค์รัชทายาท"
มู่หรงหว่านก้มหน้ามองพรมนุ่มใต้เท้า ผ่านไปครู่หนึ่งจึงเอ่ยขึ้นอย่างกะทันหัน
"ท่านแม่ ลูกเห็นท่านตากับท่านน้าสามทะเลาะกัน ท่านตาโกรธมาก บอกว่าท่านน้าสามไปเลียนแบบผู้อื่น"
เฮ่อเหยียนค่อย ๆ เลิกเปลือกตาขึ้น
"ท่านน้าสามของเ้าหลงผิด ใครก็ปลุกสติเขาไม่ได้"
รถม้าค่อย ๆ แล่นผ่านตรอกซอกซอย แล้วหยุดที่หน้าประตูจวนอ๋อง
เฮ่อเหยียนพาบุตรสาวลงจากรถม้า
ขณะที่มู่หรงหว่านกำลังลงจากรถม้า นางไม่ทันระวังจึงเหยียบชายกระโปรงตัวเอง ร่างเซไปข้างหน้า
หญิงรับใช้ชุนเยว่ที่มาประคองใจนสีหน้าซีดเผือด รีบใช้ร่างรับมู่หรงหว่านไว้ทันที
ชุนเยว่อายุเพียงสิบสองสิบสามปี ร่างกายผอมบาง เมื่อถูกมู่หรงหว่านทับจนล้มลง แขนของนางถูกเศษหินบนพื้นบาด เืสีแดงสดใสไหลออกมาจากาแเป็สาย
มู่หรงหว่านเหยียบมือของชุนเยว่เพื่อทรงตัว
แม่นมหลินที่คอยปรนนิบัติพระชายาก้าวออกมาตวาดใส่ชุนเยว่
"เ้าทำงานแบบนี้ได้อย่างไร? จวิ้นจู่ร่างกายบอบบาง หากได้รับาเ็แม้เพียงนิด เ้ามีหัวกี่หัวจะชดใช้ได้?"
ชุนเยว่รีบลุกขึ้นจากพื้น เหงื่อเย็นผุดซึมทั่วร่าง
"ขอพระชายาและจวิ้นจู่โปรดอภัยให้หม่อมฉันด้วย!"
เฮ่อเหยียนจับมือบุตรสาวด้วยความห่วงใย เมื่อเห็นว่าบุตรสาวไม่เป็อะไร จึงเหลือบมองชุนเยว่อย่างดูแคลน
"ไปรับโทษโบยยี่สิบที"
"ขอบพระทัยเพคะพระชายา" ชุนเยว่ก้มกราบลงกับพื้น ถอนหายใจยาว
มู่หรงหว่านเม้มริมฝีปากไม่พูดอะไร
นางก้มมองชายกระโปรงสีชมพูอ่อนของตน ที่เปื้อนเืจากมือของชุนเยว่ คงจะซักไม่ออก
กระโปรงชุดนี้เพิ่งตัดใหม่ปีนี้ วันนี้สวมใส่เป็ครั้งแรกก็เสียหายเสียแล้ว ในใจจึงอดรู้สึกไม่พอใจไม่ได้
แต่มารดาเคยสอนนางไว้ว่า อยู่ต่อหน้าผู้อื่นไม่ควรแสดงความเย่อหยิ่ง
"ท่านแม่ ข้าจะไปถวายพระพรท่านพ่อเ้าค่ะ" มู่หรงหว่านไม่อยากมองชุนเยว่แม้แต่แวบเดียว
มู่หรงหว่านและเฮ่อเหยียนเดินเข้าจวน เห็นผู้ดูแลจวนเดินเข้ามาต้อนรับ
"พระชายา จวิ้นจู่" ผู้ดูแลจวนค้อมกายต่ำคำนับมู่หรงหว่าน
"ท่านพ่ออยู่ที่ใดหรือ?" มู่หรงหว่านถาม
ผู้ดูแลจวนมองสีหน้าของเฮ่อเหยียนแวบหนึ่ง ก่อนตอบอ้ำอึ้งว่า
"ท่านอ๋องประทับอยู่ที่เรือนทิงอวี่ และมีรับสั่งห้ามผู้ใดรบกวนเด็ดขาดพ่ะย่ะค่ะ"
สีหน้าเฮ่อเหยียนเปลี่ยนไปในทันที ความอ่อนโยนจางหายไป นางหมุนตัวกลับไปยังตำหนักฉยงหัวของตน
มู่หรงหว่านก็เดินกลับไปยังตำหนักทิงหลานของตนเช่นกัน
องค์ชายเจ็ดมู่หรงสวินเป็พระอนุชาของฮ่องเต้ จวนอ๋องมีขนาดใหญ่ตามฐานะอ๋องผู้สูงศักดิ์ มีเรือนหลายหลัง
แม้มู่หรงหว่านจะเติบโตในจวนอ๋อง แต่ก็มีบางเรือนที่นางไม่เคยไปเยือน
นางจำได้ว่าตำหนักทิงอวี่เป็เรือนที่ถูกปิดตาย เป็ที่ที่พระชายาองค์ก่อนเคยประทับอยู่
มู่หรงหว่านเคยได้ยินบ่าวรับใช้แอบนินทากันว่า ท่านพ่อเคยมีภรรยาเอกคนหนึ่ง เสียชีวิตไปเมื่อเจ็ดปีก่อน โดยไม่ทิ้งทายาทไว้แม้แต่คนเดียว
ต่อมาบ่าวไพร่เ่าั้ถูกส่งไปยังจวนชนบท ในจวนก็ไม่มีผู้ใดกล่าวถึงอีก แม้แต่ท่านพ่อก็มิเคยเอ่ยถึง
มู่หรงหว่านรู้สึกว่าพระชายาองค์ก่อนคงมีรูปโฉมและคุณสมบัติด้อยกว่ามารดาของนางมากนัก จึงไม่เป็ที่โปรดปรานของท่านพ่อ
แต่เหตุใดท่านพ่อจึงเสด็จไปยังเรือนทิงอวี่เล่า?
มู่หรงหว่านยังคิดไม่ตก จู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงหัวเราะของสตรีดังมาแต่ไกล
มู่หรงหว่านมองตามทิศทางของเสียง พบว่าดังมาจากเรือนฉวินฟาง
ท่านพ่อมีความชื่นชอบประหลาดอยู่อย่างหนึ่ง
ท่านโปรดการรวบรวมหญิงงาม แต่กลับไม่เคยร่วมหอกับพวกนาง
บ่อยครั้งที่ท่านนำหญิงงามที่เลือกสรรใหม่กลับจวน แล้วให้พำนักอยู่ในเรือนฉวินฟาง โดยมิได้แต่งตั้งให้เป็แม้แต่อนุภรรยา
แม่นมหลินเคยบอกว่า สตรีเหล่านี้ก็เป็เพียงของเล่นที่คอยปรนนิบัติรับใช้ร่างกายก็ไม่สามารถให้กำเนิดบุตรได้ จึงไม่คู่ควรแม้แต่จะเหลียวแล
แต่ทว่ามารดากลับโกรธทุกครั้งที่ได้เห็นหญิงงามเ่าั้
มู่หรงหว่านคิดจนเหม่อลอย กระทั่งเมื่อได้สติ นางก็พบว่าตนเองยืนอยู่หน้าประตูเรือนทิงอวี่เสียแล้ว
...
เรือนฉยงหัว
เฮ่อเหยียนดื่มน้ำชาเย็นไปสามถ้วย แต่ความร้อนรุ่มในอกก็ยังไม่จางหาย
"เจ็ดปีแล้ว เขายังลืมหญิงผู้นั้นไม่ได้!"
"ตอนที่นางยังมีชีวิตอยู่ เขาก็ไม่สนใจไยดี แต่พอนางตายไปกลับทำตัวเป็คนมีน้ำใจรักใคร่เช่นนี้ หากข้ารู้แต่แรก ข้าคงไม่ยอมแต่งงานกับเขา!"
แม่นมหลินรีบส่งสายตาให้บ่าวไพร่ในห้องออกไปข้างนอกแล้วปิดประตู
"พระชายาโปรดสงบอารมณ์เถิด ท่านอ๋องคงแค่คิดถึงความหลังชั่วครู่จึงไปที่เรือนทิงอวี่ เื่ในอดีตก็ผ่านไปแล้ว ตอนนี้ท่านคือผู้ดูแลเรือนหลังของจวนอ๋องนะเพคะ"
แม่นมหลินนวดขมับให้เฮ่อเหยียนพลางค่อย ๆ ปลอบประโลมอย่างระมัดระวัง
เฮ่อเหยียนกำผ้าเช็ดหน้าแน่น หัวเราะเยาะอย่างไม่ยอมรับ
"คิดถึงความหลังชั่วครู่? หึ"
"แม่นม เ้าเห็นพวกนางในเรือนฉวินฟางหรือไม่? เ้าดูหน้าของพวกนางสิ! ดูหน้าของพวกนางทุกคน! เ้าดูสิว่าพวกนางหน้าตาเหมือนใคร!"
[1] เจิ้นเป่ยโหว หมายถึง โหวผู้ดูแลความสงบแห่งทิศเหนือ