เกิดใหม่ในเรื่องแนวยูริ

    ตอนพิเศษ ว่าด้วยเรื่องค่าสถานะของตัวละคร

    ตอนพิเศษ ว่าด้วยเรื่องค่าสถานะของตัวละคร

    ฟังคนเขียนบ่นสักเล็กน้อย

    เนื่องจากผู้เขียนต้องการให้ค่าสถานะนั้นมีความหมาย

    ในเวลาที่เราเล่นเกมส์โรลเพลย์ดาบและเวทย์แบบก็อบลินสเลเยอร์นั้น

    หนูเมจที่เราเห็นนั้นเรียกว่าต้องมีค่าสถานะประมาณ14 ในค่า Int ถึงจะเรียกว่าสามารถเข้าคอร์สเป็นเมจได้

    ที่เรียกว่าหากค่าเฉลี่ยของคนทั่วไปคือ10

    การที่หนูเมจที่เป็นอัจฉริยะมากกว่า 14 นั้นก็ถือว่าเราเจออัจฉริยะของจริงๆตัวเป็นๆที่เหนือกว่าคนทั่วไปแล้ว

    หากเหนือกว่า 20 ค่าความฉลาดของเราจะเป็นระดับปีศาจหรือเทพเจ้าในตำนาน

    เป็นคนที่ยิ่งกว่าดัมเบิลดอร์  เข้าสู่ระดับเมอร์ลินในตำนานที่หากกล่าวถึงพ่อมดก็นึกถึงคนคนนี้

    คือคนในตำนานที่แม้พันปีก็จะไม่มีใครเหมือนตามที่กล่าวจริงๆไม่ได้โม้แบบแนวปราณยุทธที่จะมีคนที่เก่งกว่านั้นในโลกที่เหนือๆขึ้นไปจนเดินชนกัน

    ปัญหาคือ พวกพระเอกอิเซไคหรือตัวละครบอสตัวร้ายที่มีค่าสถานะเป็นล้านเลขศูนย์หลายสิบตัวนั้น

    ไม่ค่อยได้แสดงความฉลาดที่เหมาะสมกับเลขเว่อๆอย่าง99999999999 INT เสียเท่าไร

    เราอาจจะมองได้ว่าค่าสถานะแต่ละระบบไม่เหมือนกัน

    แต่หากให้คนธรรมดาอยู่ที่ไม่เกิน 100

    ค่า INT9999999999999 แบบแนวบอสกลับชาติมาเกิดต่อให้ไม่กล่าวถึงเรื่องสติปัญญา

    แค่ความเร็วของสมองและการรับรู้ก็ควรจะมองทุกอย่างได้ราวกับหยุดนิ่งแม้ไม่มีความสามารถในการหยุดเวลาแล้ว

    แต่เราไม่เห็นความแตกต่างอย่างนั้นจากในเรื่องแต่ประการใด

    แน่นอน มันมีปัญหาเรื่องของการที่ผู้เขียนไม่สามารถเขียนเรื่องราวของคนที่ฉลาดกว่าตนเองได้

    ที่เป็นเรื่องที่ต้องระวังการให้พระเอกของเราเป็นคนซื่อบื้อนั้น สามารถดำเนินเรื่องได้ง่ายดายมากกว่า

    และปัญหาเรื่องของการที่ตอนนี้ข้อมูลประสาทวิทยาได้ยืนยันสามัญสำนึกข้อสันนิษฐานว่าอัจฉริยะนั้นจะมีความแปลกจากชาวบ้านจริงๆไมได้แกล้งแปลก

    มันอาจจะเป็นการที่ยืนยันข้อสันนิษฐานที่เรารู้กันอยู่แล้วแต่ก็น่าสนใจเอามากๆ

    สมองอาจจะต่อวงจรไม่เหมือนกันกับคนทั่วไป

    การเขียนอัจฉริยะจึงอาจจะเป็นไปไม่ได้

    หรือเป็นไปไม่ได้ในแง่ที่จะสร้างความรู้สึกร่วมกับคนอ่านได้

    วิธีที่พยายามจะเขียนอัจฉริยะคือพยายามเขียนจากมุมมองของบุคคลที่สาม

    ในแนว Warhammer40k พยายามจะดำเนินเรื่องจากมุมมองของชาวประชาธรรมดา

    จะเรียกว่าชาวประชาธรรมดาก็ไม่ได้แต่จะเป็นคนที่ระดับแม่ทัพขุนพลระดับสูงที่เชี่ยวชาญทำอาชีพหรือทักษะอย่างใดอย่างหนึ่งมาหลายร้อยปีและเจอพวกเว่อๆของเรื่องอย่างไพรมาร์ชแสดงให้เห็นว่าพวกคนธรรมดาเทียบชั้นไม่ได้มากแค่ไหน

    แนวคิดเรื่องของ การมองเห็นพระบุตร The son คือการมองเห็นพระผู้เป็นเจ้า The Father

    ให้พระเยซูแสดงปาฏิหาริย์บนโลกคือฉบับย่อส่วนของพลังของพระเจ้า

    ดูพระบุตรจะได้จินตนาการถึงความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า

    เป็นเทคนิคมาตั้งแต่ครั้งบรรพกาล

    และเพื่อการกำหนดค่าพลังไม่ให้เว่อเกินไป

    ผู้เขียนกำหนดให้หากหนวดดำ มาร์แชลดีทีช มาอยู่ในเรื่องนี้ค่า VIT ของเขาอยู่ที่ประมาณ 900

    ที่เป็นค่าที่แม้แต่จะโดนดีบัฟจากผลปีศาจแห่งความมืดที่จะรับอาการบาดเจ็บเป็นสองเท่าก็ยังแท็งก์การโจมตีจากหนวดขาวตรงๆได้

    โดยหมัดที่หนวดขาวใช้ก็สามารถพังได้ทั้งเกาะด้วยการโจมตีของเขาแบบเดียวกับที่พลโทการ์ปชกจนภูเขาราบเป็นหน้ากลองได้

    เป็นการกำหนดค่าพลังไว้ก่อนจะได้ไม่สับสนในตอนหลัง

    ว่าหากว่ากันจริงๆการคำนวณค่าอย่างความแข็งแกร่งSTR หรือความทนทาน VIT นั้นง่ายกว่าความฉลาดINT หรือปัญญา WIS มาก

    เราสามารถเขียนการทนมือทนเท้าภูเขาไฟระเบิดหรือแม้แต่การที่ถูกชกจนหน้าหายไปครึ่งซีกก็ยังรอดชีวิตได้ด้วยค่า VIT ที่สูงมากกว่าคนทั่วไป

    และหากยิ่งมีค่าฟื้นฟูตนเองด้วย การโดนชกจนร่างกายครึ่งบนหายไปก็ไม่ใช่ว่าจะคืนชีพไม่ได้จากร่างแค่ครึ่งเดียวของเรา

    เรื่องราวแนวโชวเน็นทำให้เรากำหนดค่าความสามารถเว่อๆได้เช่นนี้อย่างไม่เคอะเขิน

    ค่าสถานะของโอตะ เพื่อให้เข้าธีม The Strength

    ต้องเป็นคนที่ค่าสถานะสูงที่สุดแต่อย่างอื่นสามารถด้อยกว่าไพ่ใบอื่นๆได้

    มองในแง่หนึ่งผู้เขียนค่อนข้างสงสารอุโบกิ้นแห่งเงามายาที่โดนอาจารย์โทงาชิจัดการก่อนคนแรก

    ว่าสายเสริมพลังที่เร็วน้อยกว่าสายอื่นน่ะแย่กว่าในค่าสถานะพื้นฐานที่ตนเองควรจะเด่นกว่าก็ไม่ต้องทำอะไรกินแล้ว

    พยายามโม้ว่าพลังพื้นฐานสายเสริมกำลังดีแต่สายเปลี่ยนแปลง แผ่พุ่งหรือแปรสภาพดันเร็วกว่าสายเสริมพลังมันก็แปลกๆอยู่

    หรืออาจจะแปลว่าเสริมพลังไม่โดดเด่นมากพอกว่าสายอื่นๆกลายเป็นว่าพลัง ความเร็วพอๆกันทำให้แพ้สายอื่นที่ลูกเล่นมากกว่าและความเร็วหรือพลังก็ไม่ได้ด้อยกว่าเท่าไรในตอนที่ต่อสู้กัน

    พยายามแก้ตัวว่าคาสเทลโร่ไปเน้นสายอื่นมากกว่าเสริมพลังโดยตรงก็ไม่เห็นว่าสายเสริมพลังคนอื่นมันจะทำอะไรฮิโซกะได้เลยสักคน

    และพอเจอคนที่พลังมากกว่าอย่างพววกมดก็เอาฮิโซกะออกไปจากเนื้อเรื่อง

    สรุปเราก็ยังไม่ได้เห็นอยู่ดีว่าคนที่ค่าสถานะสุงกว่าสู้กับฮิโซกะผลจะเป็นอย่างไร

    ผู้เขียนเจอคนแนะนำบอกว่าสายเสริมพลังนั้นเขียนยากไม่ชนะขาดก็แพ้ขาด ไม่มีการเขียนอย่างที่สอง

    แน่นอนที่ผู้เขียนก็คิดไว้อย่างนั้นไพ่ใบอื่นๆนั้นจะมีความสามารถพิเศษของตนเองโดยเฉพาะที่ไพ่ใบอื่นๆไม่มี

    แต่ทั้งหลายทั้งปวงเราทำตามแนวโชวเน็น

    ต่อหน้าพลังที่เหนือกว่าความสามารถพิเศษก็ไร้ประโยชน์

    จอมมารบูต้องสู้กับทอฟฟี่ที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกหากเปลี่ยนคนให้กลายเป็นทอฟฟี่หรือแถว่าหากพลังวิญญาณด้อยกว่าก็ใช้ความสามารถนั้นต่อคนที่พลังวิญญาณเหนือกว่าไม่ได้ผล

    การที่ไพ่ใบต่างๆสู้กันต่างฝ่ายต่างมีข้อได้เปรียบของตนเองที่ไพ่ใบอื่นเลียนแบบไม่ได้

    Hierophant ของมิคิววววต์นั้สามารถรวมพลังจากสาวกทำให้ทางทฤษฎีมีพลังเวทย์แบบไม่จำกัด

    แต่หากเราโม้ว่ามิคิวววต์แท็งก์หมัดจากโอตะได้แม้แต่ทีเดียวก็คงจะแปลกเอามากๆ

    ว่าเงื่อนไข condition ที่เราเห็นในเกมส์จะเป็นเงื่อนไขที่ทำให้ไพ่ใบนั้นๆแสดงความสามารถออกมาได้มากที่สุด

    เช่นการต่อสู้กับมิคิววววต์ต้องทำตอนที่มิคิววววต์อยู่ท่ามกลางการแสดงคอนเสิร์ต

    ไม่ใช่โอตะกระโดดเข้าไปในรถตู้ของไอด้อลที่กำลังวิ่งอยู่และชกทะลุประตูรถโดนหน้ามิคิววววต์จนคว่ำโดยไม่ปล่อยให้มีโอกาสรวบรวมพลังจากสาวกได้

    ถึงจะพอแสดงความสามารถของไพ่แต่ละใบให้เห็นได้เต็มที่

    หรือหากเจอภูตสาวหิมะก็ต้องเจอกันบนภูเขาหิมะ

    ไม่ใช่ให้โอตะใช้พลังวาร์ปไปสู้กับสาวหิมะบนปล่องภูเขาไฟลาวาที่กำลังปะทุ

    ความสามารถพวกนี้ผู้เขียนก็พยายามตั้งสติดีดีว่าทำไมโอตะถึงไม่ทำอย่างที่ว่ามาหากโม้ว่ามีINT เหนือมนุษย์ไปขนาดนั้น

    ก็เป็นปัญหาอีกอย่างที่ให้ต้องครุ่นคิดของผู้เขียน

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่ในเรื่องแนวยูริ ที่คุณอ่าน