“คู่ต่อไป!”
เสียงของผู้ตัดสินดังก้องไปทั่วลานประลอง
“หลินเย่!”
“หลิวหยวน!”
สิ้นเสียงนั้น
สายตาของศิษย์นอกนับร้อยคู่พลันหันมารวมกัน
คนหนึ่ง
คือหลิวหยวน
ศิษย์นอกรุ่นเก่า ผู้มีพลังรวมปราณขั้นห้า
อีกคน
คือหลินเย่
เด็กหนุ่มที่เพิ่งเข้าสำนักได้ไม่นาน และกำลังเป็ที่พูดถึงหลังผ่านการทดสอบหลายครั้งติดต่อกัน
“ในที่สุดก็มาถึงคู่ที่น่าสนใจ”
“เ้าว่าหลินเย่จะรับมือได้กี่กระบวนท่า?”
“ต่อให้มีไหวพริบดีเพียงใด ความต่างหนึ่งขั้นก็ไม่ใช่เื่ล้อเล่น”
เสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังขึ้นไม่ขาดสาย
...
หลินเย่สูดลมหายใจลึก
ก่อนก้าวขึ้นสู่ลานประลองอย่างสงบนิ่ง
อีกด้านหนึ่ง
หลิวหยวนะโขึ้นเวทีอย่างคล่องแคล่ว
สีหน้าของเขาเรียบเฉย
ไม่ได้มีความเป็ศัตรูรุนแรง
แต่ก็ไม่ได้ปิดบังความมั่นใจในตัวเอง
“ข้าได้ยินเื่ของเ้ามาบ้าง”
หลิวหยวนกล่าวพลางประสานมือ
“เด็กใหม่ที่เอาชนะหลายคนได้ติดต่อกัน”
“วันนี้ข้าก็อยากรู้เหมือนกัน ว่าเ้ามีฝีมือจริง หรือเป็เพียงโชคช่วย”
หลินเย่คารวะตอบ
“เป็เพียงการประลองแลกเปลี่ยนวิชา”
“ขอศิษย์พี่โปรดชี้แนะ”
คำตอบสุภาพนั้น
ทำให้หลิวหยวนพยักหน้าเล็กน้อย
อย่างน้อย
อีกฝ่ายก็ไม่ได้หยิ่งผยองเหมือนที่บางคนลือกัน
...
“เริ่มได้!”
สิ้นเสียงผู้ตัดสิน
หลิวหยวนเป็ฝ่ายเคลื่อนไหวก่อน
ฟุบ!
ร่างของเขาพุ่งเข้ามาราวสายลม
ฝ่ามือขวาปกคลุมด้วยปราณสีจาง
วิชาฝ่ามือเมฆาล่อง
แม้ยังไม่สมบูรณ์
แต่ก็เพียงพอจะทำให้ศิษย์นอกทั่วไปลำบาก
หลินเย่เบี่ยงตัวหลบ
ลมจากฝ่ามือพัดผ่านแก้มไปเพียงคืบ
ตูม!
พื้นหินสั่นะเืเล็กน้อย
เสียงฮือฮาดังขึ้นทันที
“หลบได้!”
“ไม่ธรรมดา!”
หลิวหยวนเองก็ดวงตาเป็ประกาย
“ปฏิกิริยาไม่เลว”
“อีกที!”
ฟุบ!
ฟุบ!
ฟุบ!
การโจมตีต่อเนื่องราวสายฝน
แต่หลินเย่ยังคงถอย
หลบ
รอจังหวะ
เขาไม่เคยมีโอกาสฝึกวิชาดี ๆ
ไม่มีหินิญญามากพอ
ไม่มีโอสถช่วยเหลือ
สิ่งเดียวที่เขามี
คือความอดทน
และการสังเกต
หลายปีที่ผ่านมา
หากเข้าไปปะทะตรง ๆ กับสัตว์อสูรในป่า
คนที่ตาย
ย่อมเป็เขา
ดังนั้น
เขาจึงเรียนรู้ว่า
บางครั้ง
การรอคอยจังหวะ
สำคัญกว่าการลงมืออย่างหุนหัน
...
“เ้าจะหลบไปถึงเมื่อไร!”
หลิวหยวนขมวดคิ้ว
เขาเริ่มรู้สึกอึดอัด
ทุกครั้งที่คิดว่าจะโจมตีโดน
อีกฝ่ายกลับหลบไปได้อย่างหวุดหวิด
ไม่มาก
ไม่น้อย
เหมือนคำนวณเอาไว้ล่วงหน้า
ฟุบ!
หมัดหนึ่งพุ่งตรงเข้าหาหลินเย่
คราวนี้
หลินเย่ไม่ได้ถอย
แต่กลับก้าวเข้าด้านข้าง
ใช้แรงจากหัวไหล่ผลักแขนของอีกฝ่ายเบา ๆ
ทำให้ทิศทางของหมัดเปลี่ยนไปเล็กน้อย
หลิวหยวนเสียสมดุลไปชั่วขณะ
และในจังหวะนั้น
ฝ่ามือของหลินเย่แตะลงบนหน้าอกอีกฝ่าย
ไม่ได้ใช้แรงมาก
แต่เพียงพอจะผลักให้ถอยหลังสามก้าว
ทั่วลานตกอยู่ในความเงียบ
...
หลิวหยวนหยุดนิ่ง
ก่อนจะยกมือขึ้น
“พอแล้ว”
ผู้คนต่างตกตะลึง
“ศิษย์พี่หลิว?”
หลิวหยวนส่ายหน้า
“หากเป็การต่อสู้จริง”
“เมื่อครู่ ข้าเปิดช่องโหว่ไปแล้ว”
“แม้เ้าจะมีพลังน้อยกว่า”
“แต่การมองจังหวะของเ้าเหนือกว่าข้า”
เขาหันไปมองหลินเย่
“ข้ายอมรับความพ่ายแพ้”
ทันทีที่คำพูดนั้นดังขึ้น
เสียงฮือฮาก็ดังสนั่นทั่วลาน
เด็กใหม่...
ชนะหลิวหยวนจริง ๆ!
แม้จะไม่ได้เอาชนะด้วยพลัง
แต่ก็ชนะด้วยไหวพริบและการอ่านเกมต่อสู้
...
บนที่นั่งของเหล่าผู้าุโ
ชายชราหลายคนมองภาพนั้นด้วยสายตาต่างกัน
“เด็กคนนี้...นิสัยสุขุมเกินวัย”
“ไม่รีบร้อน ไม่หลงระเริง”
“น่าสนใจ”
อีกคนกลับส่ายหน้า
“พร์ธรรมดา”
“รวมปราณขั้นสี่ก็ยังเป็รวมปราณขั้นสี่”
“ต่อไปยิ่งฝึกยิ่งลำบาก”
“คนเช่นนี้ คงไปได้ไม่ไกลนัก”
คำพูดนั้น
ทำให้ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งยิ้มบาง
“บางครั้ง...”
“ผู้ที่เดินได้ไกลที่สุด”
“กลับไม่ใช่อัจฉริยะที่ทุกคนจับตามองั้แ่แรก”
...
ขณะเดียวกัน
ในฝูงชน
สายตาบางคู่
เริ่มจับจ้องมายังหลินเย่อย่างเงียบงัน
บางคนเต็มไปด้วยความชื่นชม
บางคนเต็มไปด้วยความอิจฉา
และบางคน...
กำลังคิดบางอย่างอยู่ในใจ
โดยที่หลินเย่เอง
ยังไม่รู้เลยว่า
ชัยชนะครั้งนี้
แม้จะเป็เพียงการประลองเล็ก ๆ ของศิษย์นอก
แต่ก็เพียงพอ
ที่จะทำให้เขา
เริ่มถูกผู้คนบางกลุ่มจดจำ
และจับตามองมากขึ้นเรื่อย ๆ