ตอนที่ 20 จิตใจที่ห่อเหี่ยวของเซิ่งอันหนิง
โจวเอ้อร์นีลังเลอยู่ครู่หนึ่ง “เซิ่งอันหนิงจะยอมเหรอ? แม่ก็เห็นอยู่ว่าหล่อนทำตัวกร่างไปวัน ๆ แบบนี้คงจะไม่ยอมแน่นอน”
จูกุ้ยฮวาเข้าไปบีบแขนของโจวเอ้อร์นี “แกดูเื่ที่แกทำไว้สิ ถ้าหล่อนไม่ยอมแล้วจะทำอะไรได้? แต่งงานมาแล้วสามเดือน แต่ยังไม่มีความเคลื่อนไหวใด ๆ จะรอให้แก่ตัวลงจนมีลูกไม่ได้หรือ เมื่อถึงเวลานั้นคนที่จะคร่ำครวญก็คือหล่อนเอง พวกเรากำลังช่วยหล่อนอยู่ต่างหาก”
โจวเอ้อร์นีฟังดูแล้วก็รู้สึกสมเหตุสมผลดี และเมื่อมีแม่คอยช่วยเหลือ ก้อนหินก้อนใหญ่ที่คอยกดทับหัวใจเอาไว้ก็หายไป เด็กสาวจึงรู้สึกโล่งใจขึ้นมามาก
แน่นอนว่าเซิ่งอันหนิงยังไม่รู้แผนการของสองแม่ลูก เธอยังคงคิดหาหนทางที่จะทำให้ตัวเองนั้นร่ำรวยขึ้น และยังมีเื่ที่ต้องพูดคุยกับโจวสือซวินเกี่ยวกับการศึกษาเล่าเรียนของเธอ
เมื่อได้สนทนากัน จึงได้รู้ว่าโจวสือซวินเองก็ยังเป็นักศึกษาอยู่เช่นเดียวกัน หลังจากเข้าวิทยาลัยกรรมาชีพและการทหารก็ถูกแนะนำให้เข้าศึกษาในมหาวิทยาลัย และยังเป็มหาวิทยาลัยในเซี่ยงไฮ้อีกด้วย
เซิ่งอันหนิงรู้สึกว่าโจวสือซวินนั้นสุดยอดเป็อย่างมาก และนักศึกษาในยุคนี้ดูจะมีอนาคตไกล “น่าอิจฉาจริง ๆ ที่คุณได้เรียนมหาวิทยาลัย ฉันเองก็ชอบเรียนหนังสือเหมือนกัน แต่ตอนที่ยังเล็ก ๆ ฉันเห็นแก่เล่นไปหน่อย”
โจวสือซวินพิงอยู่กับหัวเตียงและมองดูใบหน้าจริงจังของเซิ่งอันหนิง หลังจากครุ่นคิดสักพักชายหนุ่มจึงได้เอ่ยขึ้น “เรียนตอนนี้ก็ไม่ถือว่าสายไปนะ สองปีมานี้นโยบายเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก นโยบายการเข้ามหาวิทยาลัยเองก็เปลี่ยนแปลงไปเหมือนกัน ”
เซิ่งอันหนิงนึกชื่นชมโจวสือซวินอยู่ในใจ กล่าวได้ว่าชายหนุ่มเงียบขรึมคนนี้ชาญฉลาดยิ่งนัก อีกทั้งยังช่างสังเกตและกระตือรือร้น
แต่หญิงสาวกลับทำทีเป็ไม่รับรู้อะไร “ถ้าเป็แบบนั้นก็ดีเลย จริง ๆ ฉันเองก็อยากจะลองพยายามดู ไม่แน่ว่าอาจจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ก็ได้นะ”
โจวสือซวินพยักหน้า “คุณทำได้แน่”
ไม่ใช่เื่ง่ายที่เซิ่งอันหนิงจะสนทนากับชายหนุ่มด้วยความนุ่มนวล โจวสือซวินก็ไม่กล้าพูดเื่ไร้สาระ ถ้าขืนทำให้เธอหงุดหงิดอีกครั้ง การทะเลาะกันที่โรงพยาบาลก็คงจะไม่น่าดู
แม้ชายหนุ่มจะไม่รู้ว่าทำไมจู่ ๆ เซิ่งอันหนิงถึงเปลี่ยนแปลงไปเช่นนี้ แต่ก็ยังไม่มั่นใจว่าเธอจะเป็แบบนี้ไปอีกนานแค่ไหน
ขณะที่ทั้งสองคนกำลังสนทนากัน จูกุ้ยฮวาและโจวเอ้อร์นีก็กลับมาด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ดูเหมือนพวกหล่อนจะอารมณ์ดีไม่น้อย
เป็เื่ยากที่จูกุ้ยฮวาจะเข้าไปสนทนากับเซิ่งอันหนิงด้วยความเป็มิตร “อันหนิง วันนี้ต้องลำบากเธอแล้ว เธอไปพักสักหน่อยเถอะ เดี๋ยวฉันและเอ้อร์นีจะดูแลเ้ารองเอง”
เซิ่งอันหนิงดูมีความสุขเป็อย่างมาก “ได้ พวกคุณอยู่ที่ห้องพักผู้ป่วยนะ เดี๋ยวฉันจะไปซื้อของนิดหน่อย”
เมื่อจูกุ้ยฮวาได้ยินคำว่าซื้อของ นางจึงได้เอ่ยถามขึ้น “ไปซื้ออะไรหรือ?”
เซิ่งอันหนิงแสร้งทำเป็ไม่ได้ยินและก็จากไปพร้อมกับถุงผ้า
จูกุ้ยฮวาชี้มือตามหลังเซิ่งอันหนิงด้วยความโกรธเคือง “นี่ นี่ เ้ารอง แกดูเมียของแกสิ ไม่มีมารยาทซะจริง”
โจวสือซวินขมวดคิ้ว “อีกสักพักแม่พาเอ้อร์นีไปที่พักนะครับ ถ้าพรุ่งนี้พวกแม่ไม่มีอะไรจะทำก็กลับไปก่อนก็ได้ อีกสองวันผมกับอันหนิงจะตามไป”
จูกุ้ยฮวาตกตะลึงไปพักหนึ่ง “เ้ารอง แกไม่ได้กลับบ้านสี่ห้าปีแล้ว จู่ ๆ ทำไมจึงกลับบ้านล่ะ?”
โจวสือซวินเหลือบตามองจูกุ้ยฮวา จนทำให้นางใ
“แกยังโกรธเื่ที่เกิดขึ้นกับไฉ่เสียอยู่ใช่ไหม? เื่นี้พวกเราก็ไม่รู้เหมือนกัน จะว่าไปแกอยู่ที่นี่ก็ดีแล้วไม่ใช่หรือ? คนอื่นต่างก็บอกกันว่าแกเป็ข้าราชการระดับสูง วันข้างหน้าพ่อกับแม่จะตามไปอยู่กับแกแล้ว จะกลับมาทำอะไรที่หมู่บ้าน?”
โจวเอ้อร์นีกลับรู้สึกว่าการที่โจวสือซวินกลับไปนั้นเป็เื่ที่ดี “แม่ พี่รองกลับไปก็ดีเหมือนกันนะคะ ให้คนในหมู่บ้านได้เห็นความยิ่งใหญ่ของพี่รองตอนนี้ ”
จูกุ้ยฮวาลอบจ้องลูกสาวเขม็ง และพยายามเกลี้ยกล่อมโจวสือซวิน “แกบอกว่าอันหนิงก็จะกลับไปด้วยเช่นนั้นหรือ? พวกเราตอนนี้กำลังขัดสน หล่อนไม่กินแม้แต่ผักป่า กลัวว่าจะปรับตัวไม่ได้ ถ้าแกมีเื่อะไรก็เขียนจดหมายหาพ่อให้เขาเข้าไปหาสักรอบไม่ดีกว่าหรือ?”
โจวสือซวินส่ายหน้า “ไม่ต้องหรอกครับ แค่กลับไปครั้งเดียวเอง”
เขาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลและความตั้งใจที่มั่นคง
จูกุ้ยฮวาพบว่านางไม่สามารถเกลี้ยกล่อมโจวสือซิวได้เลย จึงรู้สึกหงุดหงิดและกระสับกระส่าย และบอกโจวเอ้อร์นี่ให้กลับไปพักผ่อนยังที่พัก โดยไม่สนใจว่าจะมีใครอยู่ดูแลโจวสือซวินหรือไม่
……
เซิ่งอันหนิงไปที่ห้างสรรพสินค้าแห่งเดียวในใจกลางเมือง ที่แห่งนี้มีสามชั้นและภายในกว้างขวางเป็อย่างมาก
แต่ภายในกลับเป็ระเบียบเรียบร้อย พนักงานสามสี่คนหลังเคาน์เตอร์จับกลุ่มเพื่อสนทนากัน
เซิ่งอันหนิงที่ยังไม่ค่อยคุ้นชินจึงเดินสำรวจทั้งสามชั้นอย่างละเอียด และพบว่ามีสินค้ามีน้อยมาก ๆ เคาน์เตอร์ขายเสื้อผ้าทั้งดูหมองและเก่า
แต่อีกด้านกลับมีเคาน์เตอร์ขายผ้า มีผ้าหลายแบบ และมีสีให้เลือกเยอะกว่า
สิ่งที่แพงที่สุดก็คือเสื้อขนสัตว์และขนสัตว์ต่าง ๆ ที่หนานุ่มและใส่สบาย
เซิ่งอันหนิงนั้นไม่รู้องค์ประกอบของผ้า แต่เธอรู้ว่าวัสดุใดนำมาทำเสื้อผ้าแล้วดูดี
เมื่อพนักงานเห็นว่าเซิ่งอันหนิงััผ้าทุกชนิด แต่กลับไม่มีท่าทีที่จะซื้อเลย จึงรู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อย “สหาย ขนสัตว์เหล่านี้ล้วนเป็สินค้าใหม่ทั้งสิ้น ทำเป็เสื้อกันหนาวจะดูดีมาก ๆ คุณจะรับไว้ไหมคะ?”
เซิ่งอันหนิงไม่ได้ตั้งใจที่จะซื้อ เธอจึงยิ้มขึ้น “ฉันแค่ดูเฉย ๆ ”
พนักงานกลอกตา และชี้ไปที่กองผ้าที่อยู่ข้าง ๆ “คุณ้าที่จะซื้อของที่ถูกลงมาไหมล่ะคะ เศษผ้าพวกนี้ใช้ตัดเย็บได้ง่าย หนึ่งกองราคาห้าเหมาและไม่ต้องใช้คูปองผ้า”
เซิ่งอันหนิงไม่ได้สนใจทัศนคติของพนักงาน และเธอก็ได้เข้าไปดูเศษผ้า เศษผ้าพวกนั้นเป็ชิ้นเล็กชิ้นน้อย แม้แต่ชุดชั้นในยังไม่สามารถทำได้เลย คาดว่าถ้าเอากลับไปก็คงจะทำได้แค่ไม้ถูพื้น
เมื่อเห็นว่าเซิ่งอันหนิงนั้นไม่ได้้าอะไร พนักงานจึงทนที่จะพูดออกมาไม่ได้ “ขี้เหนียวแล้วยังออกมาเดินเล่นเพื่ออะไรอีก?”
เซิ่งอันหนิงรู้ว่าอาชีพพนักงานขายเป็อาชีพที่ถือชามข้าวเหล็ก(1) เอาไว้ คนคนนั้นจึงรู้สึกลำพองตัว
เธอจึงเดินไปพิงกับเคาน์เตอร์ แล้วหันกลับมายิ้มกับพนักงานขาย และจ้องจนกว่าอีกฝ่ายจะรู้สึกโกรธ จึงค่อย ๆ เอ่ยขึ้น “ฉันดูโหงวเฮ้งเป็นิดหน่อย ่นี้คุณต้องระวังตัวหน่อยนะคะ จะมีปัญหากับคนรัก และปัญหาสุขภาพที่ต้องไปตรวจที่โรงพยาบาล”
พนักงานรู้สึกโกรธจนอยากด่ากลับไป หล่อนกับสามีของหล่อนมีความสัมพันธ์ที่ดีมาตลอด จะมีปัญหาอะไรเกิดขึ้นได้อย่างไร และหล่อนก็กินบะหมี่สองชามในมื้อเดียวได้ มีความจำเป็ที่จะต้องไปตรวจร่างกายด้วยหรือ?
เมื่อรอให้หล่อนรู้สึกตัวและพร้อมที่จะปะทะฝีปาก ก็ปรากฏว่าไม่พบเซิ่งอันหนิงแล้ว
พนักงานผู้นั้นสาปแช่งออกมาไม่กี่คำ แต่ก็อดที่จะมีความรู้สึกสงสัยไม่ได้ จึงลองลูบใบหน้าของตัวเองดู
เซิ่งอันหนิงเข้าใจหลักจิตวิทยาเป็อย่างดี แต่เมื่อครู่นี้สีหน้าของพนักงานคนนั้นไม่ดีจริง ๆ ใบหน้าของหล่อนหมองคล้ำและดวงตายังเป็สีเหลือง น่าจะมีปัญหาเกี่ยวกับการทำงานของตับ
เซิ่งอันหนิงจึงรู้สึกว่าเธอทำเื่ที่ถูกต้องแล้ว
เซิ่งอันหนิงเดินออกมาจากห้างสรรพสินค้า และเดินไปที่ตรอกบริเวณด้านหลัง มีคนบางคนเข็นเกวียนขายของ แต่สิ่งเหล่านี้ต่างก็ล้วนเป็ของใช้ในชีวิตประจำวันที่ธรรมดา
จึงสามารถสรุปได้ว่า แม้ที่นี่จะเป็เมืองแต่ก็ยังอยู่ไกลจากเขตเมืองหลวงของมณฑล ห่างจากปักกิ่งและเมืองเซี่ยงไฮ้มากยิ่งกว่า
ดังนั้นถ้า้าที่จะทำธุรกิจ ก็ทำได้แค่เริ่มจากธุรกิจเล็ก ๆ เพียงเท่านั้น
เซิ่งอันหนิงรู้สึกทำอะไรไม่ถูก บางทีก็ดูจะมีต้นสายปลายเหตุ แต่บางทีก็ดูเหมือนไม่มี
รู้สึกเหมือนกับว่าหากได้อ่านหนังสือแล้ว คนที่สามารถผ่าน่เวลานี้ไปได้ก็จะสามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อม รวมเข้ากับสิ่งแวดล้อม และในที่สุดก็ขึ้นไปสู่จุดสูงสุดและกลายเป็ผู้นำของยุค
เธอมาที่นี่ทั้งที่ไม่รู้อะไรเลยด้วยซ้ำ แต่กลับกลายเป็ต้องมาเผชิญกับความยากลำบากเช่นนั้นหรือ?
เซิ่งอันหนิงกลับไปที่โรงพยาบาลด้วยสภาพจิตใจอันห่อเหี่ยว ยังไม่ทันจะเข้าประตูโรงพยาบาลไปก็ได้ยินเสียงคนะโขึ้น
“อันหนิง!”
………………………………………………………………………………………………………………………….
อาชีพที่ไม่มีวันตกงานหรืออาชีพที่มั่นคง
สารจากผู้แปล
สภาพเมืองนี้ดูไม่เอื้อจะทำธุรกิจอะไรเลย จะทำยังไงดีนะ
ระวังโดนผลักภาระมาให้นะคะอันหนิง
ไหหม่า(海馬)