ระดับย่ำปฐพีขั้นต้น
ภายในมุกมิติ บนเรือนไม้ ในห้องฝึกตน หลินเฉินลืมตาขึ้นมา ภายในแววตาของเขาดูลึกล้ำขึ้นมามาก ร่างกายก็ดูแข็งแกร่งขึ้น กลิ่นอายรอบตัวเปลี่ยนไป
จากจุดนี้ เพียงพอที่จะบอกได้ว่าเขาไม่ได้อยู่ในระดับก่อรากฐานขั้นปลายอีกต่อไปแล้ว หากแต่เป็นระดับย่ำปฐพีขั้นต้น
ถูกต้อง ตอนนี้หลินเฉินได้กลายเป็นผู้ฝึกตนระดับย่ำปฐพีขั้นต้นแล้ว ความแข็งแกร่งที่เขามีตอนนี้ เพียงพอที่จะเป็นราชาของระดับเทพสวรรค์
เรียกได้ว่าในระดับเทพสวรรค์ของโลกใบนี้ ไม่มีใครสู้เขาได้!
ยิ่งถ้าหากว่าเขาใช้อาวุธระดับต่ำอย่างกระบี่สีดำ สามารถต่อกรได้แม้แต่ระดับราชาดวงดาวขั้นต้น!
และก็เรียกได้ว่าตอนนี้เขามีพลังความแข็งแกร่งเพียงพอที่จะไปพามู่อิงเสวี่ยกลับมาแล้ว รวมไปถึงมีความแข็งแกร่งที่จะทำลายตระกูลมู่ด้วย!
“ตระกูลมู่ อีกไม่นาน ฉันจะไปรับอิงเสวี่ยและทำลายพวกแก!” หลินเฉินพูด ทั้งน้ำเสียงและสีหน้าเย็นชาเป็นอย่างมาก
จากถ้อยคำพูดของเขา เป็นที่แน่นอนว่าเขาไม่คิดที่จะไปตอนนี้ เขาเลือกที่จะรอ รออีกเจ็ดวัน
ในวันงานแต่งงานของมู่อิงเสวี่ย เขาจะบุกไปพาเธอกลับมา ทำลายตระกูลมู่ รวมไปถึงฆ่าชิงอู่ปัง ชายคนนี้กล้าที่จะยื่นมือมายังภรรยาของเขา เขาย่อมไม่คิดที่จะปล่อยไป
ความคิดของหลินเฉินก็เป็นเช่นนี้ ไม่ว่าใครถ้าหากกล้ายุ่งกับภรรยาของเขา เขาไม่มีทางเอาไว้แน่ ต้องตายสถานเดียว!
ความรักที่หลินเฉินมีต่อมู่อิงเสวี่ยนั้น มันมากมายเสียจนไม่อาจที่จะพูดออกมาเป็นถ้อยคำได้
หลินเฉินพลันลุกขึ้นยืน ออกไปนอกห้องฝึกตน จ้องมองท้องฟ้าสีครามสดใส สูดลมหายหายใจเข้าลึกจนเต็มปอด
แม้ว่าอารมณ์ในตอนนี้ของเขา มันจะคุกรุ่นเต็มไปด้วยความโกรธ แต่เขาก็สะกดข่มมันลงไป เดินไปจับสัตว์วิญญาณมาทำอาหารสองสามอย่างไว้ให้เสี่ยวไป๋ จากนั้นก้าวเดินออกจากมุกมิติ
หลังออกจากมุกมิติ เวลาก็ผ่านมาจนถึงช่วงค่ำแล้ว ภายในบ้าน หลิงหลิงกลับมาจากโรงเรียนแล้ว คนที่ไปรับเธอก็คือหลินไค
หลินไคที่รู้ว่าอารมณ์ความรู้สึกของลูกชายนั้นเป็นยังไง เขาจึงเลือกที่จะไปรับหลิงหลิงให้
“เสี่ยวเฉินมากินข้าวเถอะ” หรันหยูมองลูกชายด้วยความสงสาร เธอเองก็ได้รู้เรื่องจากหลินไคแล้ว แน่นอนว่าเธอไม่ได้บอกหลิงหลิง
ถ้าเกิดบอกออกไป หลิงหลิงคงจะเสียใจมากแน่ ถ้าได้รู้ว่าแม่ของเธอกำลังจะไปแต่งงานกับคนอื่นที่ไม่ใช่พ่อของเธอ
มื้ออาหารค่ำผ่านไปอย่างเรียบง่าย เช่นเดียวกันกับค่ำคืนนี้ รุ่งเช้าได้มาถึงอย่างรวดเร็ว หลินเฉินทำกิจวัตรเหมือนเดิมทุกอย่าง ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
พอจบมื้อเช้า เขาก็พาหลิงหลิงไปโรงเรียนตามปกติ จากนั้นก็กลับมาที่บ้าน รอคอยให้ฉู่หว่านเอ๋อร์โทรมา ไม่รู้ว่าเธอจัดการเรื่องบ้านไปถึงไหนแล้ว
ราวกับฉู่หว่านเอ๋อร์จะรู้ว่าหลินเฉินรออยู่ เธอโทรหาเขาพอดิบพอดี
หลินเฉินไม่รอช้า กดรับสายเธอ
“คุณหลิน ฉันจัดการเรียบร้อยแล้ว วันนี้คุณว่างไหม ฉันจะพาคุณไปดูบ้าน” เสียงนุ่มนวลของฉู่หว่านเอ๋อร์ดังผ่านสายมา
หลินเฉินตอบรับอย่างรวดเร็ว “ว่าง เจอกันที่ไหน”
“งั้นเจอกันที่ใกล้ๆ บ้านของคุณแล้วกัน เดี๋ยวฉันไปรับ”
“ตกลง” หลินเฉินตกลงก่อนที่จะวางสาย เมื่อพ่อแม่ของเขาออกไปทำงานแล้ว เขาก็ออกจากบ้าน เดินตามเส้นทางมาเล็กน้อย ก็เห็นรถลีมูซีนคันหรูจอดอยู่
หลินเฉินไม่ได้รอช้าอะไร เขาเดินไปเปิดประตูขึ้นรถ จากนั้นรถก็ถูกขับออกไป
ภายในรถ ฉู่หว่านเอ๋อร์อธิบายให้เขาฟังว่าวิธีการของเธอคือให้หลินเฉินอ้างว่าถูกล็อตเตอร์รี่รางวัลใหญ่ มูลค่าสิบล้านหยวน และได้ใช้เงินจำนวนนี้ซื้อบ้าน
หลินเฉินอดพยักหน้ารับไม่ได้ วิธีการของเธอนั้นฉลาดล้ำลึกอย่างมาก “เป็นวิธีที่ดีมาก”
ฉู่หว่านเอ๋อร์ยิ้มเล็กน้อย วิธีการนี้ไม่ได้ยากเย็นอะไร เธอใช้เวลาคิดเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
ใช้เวลาอยู่สักพัก รถลีมูซีนก็ขับเข้ามาในหมู่บ้านจัดสรรแห่งหนึ่งในเขตใจกลางของเขตตงฝู มีบ้านหลายหลังที่สวยงามเรียงรายตั้งอยู่
แต่ละหลังถูกตกแต่งอย่างสวยงามและประณีต ดูแล้วสบายตา เหมาะแก่การเข้าพักอาศัยเป็นอย่างยิ่ง
แน่นอน ด้วยความสวยงามของบ้าน และตั้งอยู่ในเขตใจกลางเขตตงฝู ราคาของมันย่อมไม่ถูกแน่
“ราคาเท่าไหร่?” หลินเฉินถามออกมา ไม่ว่าราคาเท่าไหร่ เขาก็สามารถจ่ายได้ เพราะเขามีเงินมากกว่าหนึ่งพันล้านหยวน เงินจำนวนนี้ต้องขอบคุณจางหยุน ที่นำมาประเคนให้
“หลังละห้าล้านหยวน แต่หลังที่ฉันเลือกให้คุณ พิเศษกว่าหลังอื่นๆ จึงมีราคาที่หกล้านหยวน” ฉู่หว่านเอ๋อร์บอกราคาออกมาอย่างรวดเร็ว
“หกล้านหยวน” หลินเฉินพยักหน้า ราคานี้ไม่ได้แพงอะไร
“พวกเรามาถึงแล้ว” รถได้จอดลงที่หน้าบ้านที่สวยงามและหรูหรากว่าหลังอื่นๆ และหลังนี้ก็ใหญ่กว่าหลังอื่นๆ มีพื้นที่กว้างขวาง มีสวนหญ้าและสระว่ายน้ำอยู่ด้วย
“เป็นบ้านสามชั้นที่สวยงามไม่เลว” หลินเฉินที่ลงจากรถแล้วพูดชมออกมา
ฉู่หว่านเอ๋อร์เห็นด้วย เพราะเธอใช้เวลาเลือกอยู่นานทีเดียว กว่าที่จะเลือกหลังนี้ในที่สุด
“เข้าไปดูข้างในกันเถอะค่ะ” ฉู่หว่านเอ๋อร์บอก เดินนำหน้าเข้าไป
หลินเฉินตามไป ส่วนคนขับรถไม่ได้ตามเข้าไปด้วย เขายืนรออยู่ที่รถ
หลินเฉินใช้เวลาเดินสำรวจบ้านที่มีสามชั้นอยู่ประมาณครึ่งชั่วโมงก็พยักหน้าด้วยความพึงพอใจ
ภายในรถลีมูซีน หลินเฉินยื่นการ์ดให้กับฉู่หว่านเอ๋อร์ ซึ่งเธอก็รับไปด้วยรอยยิ้ม แม้ว่าเธออยากจะมอบบ้านหลังนี้ให้กับหลินเฉิน เพื่อสานสัมพันธ์อันดีต่อเขา
แต่เธอก็รู้ว่าเขาคงจะไม่ยอมแน่ จึงได้แต่รับการ์ดมารูด จากนั้นเธอก็ส่งการ์ดคืนให้เขา พร้อมกับเอกสารบ้าน รวมไปถึงเอกสารรับเงินล็อตเตอรี่จากรัฐบาลที่เธอได้เตรียมไว้เป็นหลักฐานให้กับหลินเฉิน
“ขอบคุณคุณฉู่มากที่จัดการเรื่องนี้ให้” หลินเฉินพูดขอบคุณเธอ
ฉู่หว่านเอ๋อร์โบกมือไปมาอย่างรวดเร็ว “อย่าใส่ใจเลยค่ะ เทียบกับเรื่องที่คุณช่วยตระกูลของฉันไม่ได้เลยสักนิด”
หลินเฉินเพียงพยักหน้า เมื่อรถขับมาถึงใกล้บ้านของเขา เขาก็บอกลากับฉู่หว่านเอ๋อร์ เดินกลับไปยังบ้านตัวเอง
เมื่อกลับมาถึงบ้าน เขาก็เห็นพ่อกับแม่ของเขากำลังพูดคุยกัน วันนี้พ่อกับแม่ของเขาไม่ได้ไปทำงาน เหุตผลนั้นไม่จำเป็นที่จะต้องบอกก็รู้ ทั้งสองคนย่อมเป็นห่วงเขาอย่างแน่นอน
“เสี่ยวเฉิน ลูกไปไหนมา?” หรันหยูถามด้วยรอยยิ้มอันอบอุ่น ภายในแววตามีความรักความห่วงใยของคนเป็นแม่
ในตอนนี้เธอมีลูกชายเพียงคนเดียวเท่านั้น ส่วนลูกชายอีกคนของเธออย่างหลินฉง เธอไม่ได้นับมันเป็นลูกอีกต่อไป เพราะเธอได้ฟังจากสามีของเธอแล้วว่าเมื่อวานหลินฉงพาคนมาเพื่อที่จะทำร้ายหลินเฉิน
“แม่ พวกเราย้ายบ้านกันเถอะ” หลินเฉินมองไปที่แม่ของเขาก่อนพูด
“ย้ายบ้าน?” คิ้วของหรันหยูขมวดขึ้น ใบหน้าเผยความตกใจ
ทางด้านหลินไคกำลังที่จะพูดอะไรบางอย่างออกมา แต่หรันหยูส่งสายตาให้เขา เขาจึงเงียบ
“ย้ายบ้านก็ดีนะ” หรันหยูเข้าใจความรู้สึกของลูกชายของเธอ บ้านหลังนี้เป็นบ้านที่เขามีความทรงจำมากมายกับมู่อิงเสวี่ย
ถ้าอยู่ต่อก็มีแต่นึกถึงเรื่องเก่าๆ ทำให้คิดถึงมู่อิงเสวี่ย ต้องทนทุกข์ทรมานอยู่กับความหลัง
‘คงจะเจ็บปวดมากสินะเสี่ยวเฉิน...” หรันหยูตาแดงขึ้นมา เธอราวกับจะร้องไห้ด้วยความสงสารลูกชายของเธอ
‘ทำไมสวรรค์ถึงใจร้ายกับลูกชายของฉันนัก!’ หรันหยูลอบถอนหายใจในใจอย่างเงียบงัน
จบบทที่ 99