ตอนที่ 41 วัยรุ่นจูนิเบียว
ตอนที่ 41 วัยรุ่นจูนิเบียว[1]
โหมดต่อสู้ด้วยสัตว์พันธะนี้ควรอธิบายเป็นพิเศษสักหน่อยว่า โดยทั่วไปแล้วสัตว์พันธะแรงก์ B ขึ้นไปสามารถเข้าสู่สตาร์เน็ตด้วยร่างจิตผ่านการสแกนโฮโลแกรมได้ ซึ่งก็หมายความว่ามีขั้นตอนการล็อกอินเหมือนกับมนุษย์
ส่วนจิตของสัตว์พันธะแรงก์ต่ำกว่า B จะรับแรงกดดันจากสตาร์เน็ตไม่ไหว ดังนั้นจึงไม่สามารถเข้าสตาร์เน็ตได้
แต่เพื่อที่จะให้คนจำนวนมากและคนธรรมดาได้สัมผัสความรู้สึกของการเป็นผู้ทำสัญญา ดังนั้นบนสตาร์เน็ตจึงมีสัตว์พันธะเสมือนวางขาย
สัตว์พันธะเสมือนที่ว่าก็คือสัตว์พันธะที่จำลองขึ้นโดยอิงจากข้อมูลของสัตว์พันธะจริงๆ มีตัวตนอยู่ได้แค่บนสตาร์เน็ต และเพื่อความสมดุล สัตว์พันธะเสมือนทั้งหมดจึงมีแรงก์เท่ากันที่ระดับ B
นับแต่การปรากฏขึ้นของสัตว์พันธะเสมือน ลานประลองก็กลายเป็นสถานที่ยอดนิยมที่สุดจากทั่วทั้งสตาร์เน็ต โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับคนทั่วไปที่อยากจะใช้เวลาตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงอยู่บนสตาร์เน็ตโดยไม่ล็อกออฟ
โหมดต่อสู้คนเดียวนั้นเข้าใจง่ายมาก มันคือการต่อสู้หนึ่งต่อหนึ่งโดยไม่มีสัตว์พันธะ ประชันพลังต่อสู้กันอย่างเรียบง่าย
โหมดต่อสู้ด้วยสัตว์พันธะก็เหมือนกับโหมดต่อสู้คนเดียว เว้นแต่สิ่งที่ต่อสู้กันเปลี่ยนจากคนเป็นสัตว์พันธะเท่านั้น
เนื่องจากลานประลองตั้งอยู่ในโลกเสมือนของสตาร์เน็ต จึงไม่มีกฎห้ามฆ่าคนอยู่
เพราะต่อให้ถูกฆ่าตายในสตาร์เน็ตก็แค่ถูกเตะออกจากโลกเสมือนเท่านั้น จิตจะได้รับแรงกระทบกระเทือนอยู่บ้าง โดยคนในความเป็นจริงจะปวดหัวไปชั่วขณะหนึ่ง แต่ก็ไม่มีความเสียหายอะไรมากมาย
ดังนั้นคนมากมายที่มีความบาดหมางกันจึงชอบมาสะสางกันในลานประลอง
“ผมอ่านจบแล้ว” ถังเหออ่านกฎลานประลองเสร็จก็พูดขึ้น
“ขอให้มีความสุขกับการเดินทางสู่ลานประลองค่ะ” สิ้นเสียงไพเราะนั้น ทิวทัศน์ตรงหน้าถังเหอก็เกิดการเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง รอบข้างมีผู้คนมากมายปรากฏขึ้น บรรยากาศครึกครื้นขึ้นมาก
“ที่นี่คือลานประลองเหรอ” ถังเหอมองสภาพแวดล้อมรอบๆ อย่างไม่แน่ใจเล็กน้อย
ลานประลองแห่งนี้แตกต่างจากที่เขาจินตนาการเอาไว้
ลานประลองในจินตนาการของเขาเป็นสถานที่โอ่โถงที่มีสนามประลองอยู่ตรงกลาง รายล้อมด้วยที่นั่งผู้ชม แต่ตอนนี้เขาอยู่บนถนนสายหนึ่ง แถมสองข้างทางยังมีแผงลอยเล็กๆ สำหรับซื้อขายของกัน มองอย่างไรก็ไม่เหมือนอยู่ในลานประลองเลย
“เหอะ! พวกหลังเขาจากที่ไหนเนี่ย คงไม่ใช่ว่าเพิ่งมาลานประลองครั้งแรกหรอกนะ” ตอนนี้เอง ข้างๆ ตัวก็มีเสียงเย้ยหยันจิกกัดดังมา
แต่ถังเหอไม่ได้ตระหนักเลยว่าอีกฝ่ายกำลังหัวเราะเยาะตัวเองอยู่ ดังนั้นจึงไม่ได้ตอบสนองกลับไป การกระทำเช่นนี้จึงทำให้อีกฝ่ายรู้สึกขุ่นเคืองและไร้กำลังเหมือนต่อยหมัดใส่ดอกฝ้าย[2]
“เฮ้ย! ไอ้หนู ฉันพูดกับนายอยู่นะ กล้าดียังไงมาเมินกัน รู้ไหมว่าฉันเป็นใคร” เด็กหนุ่มคนหนึ่งสาวเท้าก้าวเข้ามาตรงหน้าถังเหอ ยืนจังก้าขวางทางของเขาไว้ พูดด้วยน้ำเสียงหยาบคายไม่เป็นมิตร
ตอนนี้เอง ถังเหอถึงตระหนักว่ามีใครกำลังพูดกับเขาอยู่ จึงถามกลับไปว่า “แล้วคุณเป็นใครล่ะ”
“นาย!” นี่น่าจะเป็นครั้งแรกที่เด็กหนุ่มถูกคนเมินเฉยใส่แบบนี้ เลยคิดอยากจะสั่งสอนถังเหอสักหน่อย แต่ก็ถูกเพื่อนของเขารั้งไว้
“ช่างมันเถอะ ก็แค่เด็กที่เพิ่งเคยเข้าลานประลองครั้งแรก จะลดตัวไปยุ่งกับเด็กทำไม” เพื่อนของเด็กหนุ่มเกลี้ยกล่อม
“กับอีแค่ฉันเป็นใครหมอนี่ยังไม่รู้จัก วันนี้คงต้องช่วยพ่อแม่มันสั่งสอนการใช้ชีวิตสักหน่อย!” เห็นได้ชัดว่าเด็กหนุ่มไม่อยากปล่อยถังเหอไป เขาพูดอย่างเกรี้ยวกราด “เราไปลานประลองกัน แต่เดี๋ยวจะมีคนมาหาว่าฉันรังแกเด็กอีก งั้นไปที่อารีนากันเลยดีกว่า”
อารีนาก็คือสถานที่ต่อสู้ของสัตว์พันธะ ในกรณีที่เจ้าของสัตว์พันธะไม่แข็งแกร่งหรือแข็งแกร่งเกินไปแล้วไม่อยากเข้าร่วมการต่อสู้ พวกเขาจะเลือกให้สัตว์พันธะต่อสู้กัน
“ฉันไม่มีสัตว์พันธะ” ถังเหอตอบตามตรง
วันนี้เขาเพิ่งเคยมาลานประลองเป็นวันแรก ยังไม่มีเวลาไปซื้อสัตว์พันธะเลย
ตอนนี้เองที่เด็กหนุ่มเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าคนตรงหน้าเพิ่งเคยเข้าลานประลองเป็นครั้งแรก และที่พวกเขากระทบกระทั่งกันก็เพราะเรื่องนี้ เมื่อครู่เขาโมโหจนลืมจุดนี้ไปแล้ว
“งั้นนายก็ไปซื้อตอนนี้เลยสิ” เด็กหนุ่มพูดพลางคิดไปว่าตัวเองช่างเห็นอกเห็นใจคนอื่นจริงๆ
เชิงอรรถ
^ หมายถึงวัยรุ่นที่อยู่ในอาการจูนิเบียว หรือโรคเด็กม.2 เป็นภาวะหลงผิดที่คิดว่าตัวเองยิ่งใหญ่ แตกต่างจากคนอื่น อาจสวมบทบาทเป็นตัวละครแล้วคิดว่าตัวเองเป็นคนคนนั้นจริงๆ มักเกิดกับเด็กในช่วงอายุ 13-14 ปีซึ่งเป็นวัยที่เรียนอยู่ในชั้นมัธยมศึกษาปีที่สองพอดี จึงถูกเรียกว่าโรคม.2^ โจมตีอีกฝ่าย แต่อีกฝ่ายไม่รับรู้ไม่ตอบสนอง