
"ชีวิตขีดเส้นทาง ไว้ให้เราเจอกัน ขีดทางที่ผกผัน ให้มีวันห่างไกล หลับตานานๆ คิดถึงวันเก่า จะยังมีเราสองคน"
ระหว่างขับรถกลับ ท่อนฮุกของเพลงนี้ก็ลอยเข้ามาในหัว ไม่รู้ว่านานเท่าไหร่แล้วที่ผมไม่ได้ฟังเพลงนี้ เพลงที่ผมเคยบอกใครคนหนึ่งก่อนที่ผมจะจากไปว่า...
"วันไหนม่อนคิดถึงพี่ก็ฟังเพลงนี้นะ"
ผมชอบเพลงนี้มาก ถ้าจำไม่ผิดน่าจะออกมาใน่ปี 2535 ตอนนั้นผมเพิ่งอยู่ปอหก ยังไม่สนใจฟังเพลงแบบนี้หรอก แต่ได้ฟังใน่ที่โตเป็วัยรุ่นแล้ว
"ปิดเทอมแล้วพี่อาร์ตต้องกลับมาหาผมนะ"
"พี่ก็อยากทำอย่างนั้น แต่ป๊าน่ะสิ เขาอยากให้พี่กลับมาทีเดียวตอนเรียนจบเลย"
ผมจำได้ว่าคุยกับม่อนประมาณนี้แหละ ถ้าจำไม่ผิดผมน่าจะพาเขาไปนั่งคุยกันที่สนามกีฬา 700 ปีเมืองเชียงใหม่ ผมอัดเพลงหลับตาโต๋ใส่เทปให้ม่อนเก็บไว้ฟัง เพราะผมไม่รู้เลยว่าจะได้กลับมาเจอเขาอีกหรือเปล่า
"หลิวครับ หาเพลงหลับตาโต๋ในสป็อตติฟายให้พี่หน่อยได้ไหมครับ"
ผมยื่นโทรศัพท์ผมให้สาวที่นั่งข้างๆ สีหน้าของเธอยังคงบูดบึ้ง เพราะเคืองที่ผมพากลับก่อน ผมอ้างว่ามีงานด่วนพรุ่งนี้เช้า อยู่ดึกไม่ได้
"ค่ะ"
หลิวรับโทรศัพท์ของผมไปอย่างสะบัดสะบิ้ง ค้นหาไม่นานเธอก็เจอเพลงที่ผมอยากฟัง
"กดฟังเลย" ผมบอกเมื่อเห็นหลิวมองคล้ายกับจะถามว่าจะให้ทำยังไงต่อ เธอก็ทำตามแต่โดยดี
ไม่นานเพลงที่ผมอยากฟังก็ดังขึ้นผ่านลำโพงในรถ รถของผมรุ่นนี้มีบลูทูธ การเชื่อมต่อกับมือถือจึงไม่ใช่เื่ยาก
แค่อินโทรของเพลงผมก็ขนลุกแล้ว เพลงยุค 90 มีดนตรีและความหมายกินใจ ฟังทีไรก็ชวนให้นึกถึงเื่ราวในอดีตว่าตอนนั้นทำอะไร อยู่ที่ไหน เรียนชั้นอะไร มีเหตุการณ์สำคัญอะไร
ทว่าผมก็พยายามไม่แสดงความรู้สึกมากนัก ปกติจะต้องร้องตามด้วย แต่พอมีคนอยู่ด้วยผมก็เลยนั่งฟังและขับรถไปเงียบๆ ส่วนหลิวก็ยังงอนอยู่ เพราะเธออุตส่าห์ชวนเพื่อนมาเจอกันที่ผับตั้งหลายคน แต่ก็ต้องยกเลิกกะทันหันเพราะผม
ผมขับรถไปส่งหลิวที่คอนโด ไปส่งถึงห้องนอนเลย ที่จริงก็แอบเสียดายเหมือนกัน เพราะตั้งใจว่าคืนนี้จะปลดปล่อยให้เต็มที่หลังจากกรำงานถ่ายละครเื่ใหม่จนจบ
ที่จริงผมไม่ได้มีธุระอะไรพรุ่งนี้เช้าหรอก แต่พอเจอม่อนแล้วผมก็ไม่มีกะจิตกะใจจะทำอย่างอื่น ผมอยากมาเจอเขา อยากมาคุยกับเขา ก็เลยต้องทำแบบนี้
ออกจากห้องหลิวได้ผมก็ตรงไปที่ห้องของม่อนทันที ช่างบังเอิญเหลือเกินที่อยู่ชั้นเดียวกัน ไม่งั้นผมคงไปหาไม่ได้เพราะคีย์การ์ดให้ไปได้แค่ชั้นของตัวเองเท่านั้น
ระหว่างที่เดินไปผมแอบกังวลเล็กน้อย ผมเดาว่าม่อนน่าจะรู้ข่าวฉาวเมื่อเร็วๆ นี้ของผมแน่ๆ ทั้งที่ก็อุตส่าห์ระวังตัวอย่างดี แต่ก็ดันหลุดออกมาจนได้ พวกผู้หญิงรู้ทั้งนั้นแหละว่าผมชอบอิสระ ส่วนใหญ่พวกเธอก็พอใจและยินดีคบกับผมแบบไม่ผูกมัด
ทว่าก่อนหน้านี้ไม่นานผมก็เจอดีจนได้ เพราะสาวคนหนึ่งที่ผมคบด้วยนึกอยากจะจับผมขึ้นมา ผมรู้ว่าเธอพยายามหาวิธีมีลูกกับผม แต่ผมก็ระวังตัวสุดฤทธิ์ พอรู้ว่าผมไม่หลงกลง่ายๆ เธอก็เลยเล่นสกปรกด้วยการเอารูปที่เธอแอบถ่ายกับผมไปปล่อยให้นักข่าว ไม่ถึงชั่วโมงก็ว่อนไปทั่วอินเทอร์เน็ต ผมนี่โกรธจนแทบจะฆ่าเธอเลย
มีเื่ฉาวเมื่อไหร่ คนก็จะยิ่งขุดคุ้ย เื่ที่ควรจะลับก็ไม่ลับอีกต่อไป ผมนี่โดนแฉแหลกเลย บางอย่างก็จริง บางอย่างก็ใส่สี มีสำนักข่าวบางแห่งเอาไปซุบซิบว่าพระเอก อ. ชอบซาดิสม์ เวลาจะมีอะไรกับผู้หญิงจะต้องตบหน้า บีบคอ พูดคำหยาบและฉีกเสื้อผ้า แถมยังชอบเซ็กซ์โฟนเป็ชีวิตจิตใจ ขนาดทำงานอยู่ก็ยังโทรไปเซ็กซ์โฟนกับผู้หญิง ว่างเมื่อไหร่ก็ชอบไปใช้บริการพริตตี้ ดูเป็คนมีความ้าสูงั้แ่เช้า กลางวัน เย็น ก่อนนอนและตื่นนอน แถมยังทำอย่างดุดันและหนักหน่วงอีกต่างหาก
เขายังเขียนต่ออีกว่าพฤติกรรมส่วนตัวของพระเอก อ. ช่างขัดกับภาพลักษณ์เวลาออกสื่อ เพราะพระเอก อ. พูดจาดี นุ่มนวล แววตาดูอ่อนโยน ยิ้มละมุนละไม ชอบพูดเื่ธรรมะ เื่เวรกรรม แต่เวลาถูกถามเื่ผู้หญิงมักจะคิดนานก่อนตอบ มักจะตอบว่าเื่เซ็กซ์เป็เื่ธรรมชาติ เขาก็เป็แค่ผู้ชายคนหนึ่ง ที่ผ่านมาก็มีคบหลายคน ปัจจุบันก็คุยๆ กับคนนั้นคนนี้บ้าง ส่งข้อความไปคุยบ้าง เวลาถามถึงผู้หญิงที่เป็ข่าวด้วยก็มักจะตอบว่ารู้จักกันแบบพี่น้อง ลงท้ายด้วยการขอโทษว่าไม่สามารถเป็ในสิ่งที่ทุกคนคาดหวังได้ทุกอย่าง คนเราก็มีดีบ้างไม่ดีบ้างปน ๆ กันไป
แม่ม! ประชดประชันเก่งเหลือเกิน ผมล่ะอยากเห็นหน้าคนเขียนข่าวจริงๆ
นี่ถ้าไม่กลัวเสียภาพลักษณ์ผมคงจะฟ้องิ่ประมาทไปแล้ว แต่มันทำไม่ได้ ทำเมื่อไหร่ก็เท่ากับแสดงตัวว่าเป็พระเอก อ. ทันที แล้วผมจะกล้าไหมล่ะ ก็เลยได้แต่กัดฟันกรอดๆ
ถ้าม่อนรู้เื่พวกนี้ เขาจะมองผมยังไงหนอ แต่จะว่าไปม่อนก็อายุย่างสามสิบหกแล้ว อายุขนาดนี้คงรับได้แหละ แต่ไม่แน่ เขาอาจจะคิดว่าผมอายุขนาดนี้แล้วไม่น่าทำตัวแบบนี้ก็ได้
ช่างเถอะ อย่าไปสนใจเลยว่าม่อนจะคิดอะไร ตอนนี้ผมอยากคุยกับเขา อยากอัปเดตชีวิตที่ผ่านมาให้เขาฟัง เอาแค่นี้ก่อนดีกว่า
เมื่อมาถึงห้องของม่อน ผมก็กดกริ่งเรียก ไม่นานเ้าตัวก็เดินมาเปิดประตูให้ เขาคงรู้ว่าเป็ผมจากช่องตาแมว กระนั้นเ้าตัวก็ทำหน้าแปลกใจ หรือไม่ก็คิดว่าผมมาผิดห้อง
"อ้าว พี่อาร์ต มาหาผมเหรอ"
"อือ พี่มายืนหน้าห้องม่อนก็ต้องมาหาม่อนสิ จะให้มาหาใคร" ผมถือวิสาสะเดินเข้ามาในห้องของอีกฝ่ายและมองสำรวจ "ห้องนี้ก็ใหญ่เหมือนกันนะเนี่ย"
"สู้ห้องพี่ไม่ได้หรอก" ม่อนปิดประตูและเดินตามผมมา เ้าตัวอยู่ในชุดกางเกงบ็อกเซอร์ขาสั้นสีฟ้าอ่อนกับเสื้อยืดสีขาวซีด
"เคยเห็นเหรอ" ผมขมวดคิ้ว
"เคย พี่เมี่ยงเคยชวนดูรายการที่เขาไปเยี่ยมบ้านพี่ไง ใหญ่เบ้อเริ่มเลย"
"อ๋อ" ผมพยักหน้ารับรู้
"ทำไมกลับมาไวล่ะครับ" ม่อนเดินนำผมไปที่โซฟา ก่อนผายมือเชื้อเชิญให้ผมนั่ง "ตามสบายเลยนะครับพี่"
ผมนั่งลงตามคำเชิญ เมื่อผมนั่งแล้วม่อนก็นั่งตาม เ้าตัวอยู่ไม่ห่างจากผมมากนัก
"พี่ไม่มีอารมณ์จะเที่ยวแล้ว อยากมาคุยกับม่อนมากกว่า เนี่ย...เหล้าก็ไม่ได้กิน อะไรก็ไม่ได้ทำ คิดดูละกันว่าอยากคุยกับม่อนขนาดไหน" ผมพูดยิ้มๆ เขาไม่ใช่เด็กแล้วก็คงรู้ว่าผมหมายถึงอะไร
"คนนี้แฟนเหรอพี่" ม่อนทำท่าสนใจ
ผมก็เลยรีบส่ายหน้า "แฟนเฟินอะไร คนที่ว่าจะคบด้วยก็เพิ่งมีเื่กันไปเมื่อไม่กี่วันนี่เอง เขาเพิ่งออกมาแฉพี่ไม่เห็นเหรอ ว่าแต่ม่อนได้ตามข่าวพี่บ้างหรือเปล่า"
"ได้ยินผ่านๆ น่ะพี่ แต่ผมไม่ค่อยรู้อะไรหรอก ผมเลิกบ้าดารานานแล้ว" ม่อนหัวเราะเขินๆ เพราะครั้งหนึ่งเขาเคยบ้าดารานักร้องมาก
เมื่อพูดเื่ดารานักร้อง ผมก็นึกขึ้นมาได้ว่าจะมีคอนเสิร์ตของนักร้องที่ม่อนเคยชอบในปีนี้พอดี "พี่โบเขาจะมีคอนเสิร์ตครบรอบยี่สิบสามปีโบ สุนิตา่ปลายปี ม่อนอยากไปดูไหม เดี๋ยวพี่จะหาบัตรให้"
"อยากครับพี่" ม่อนพยักหน้า แต่ก็ขำระคนเขิน "พี่อาร์ตยังจำได้อีกเหรอว่าผมชอบพี่โบ"
"จำได้สิ พี่ยังจำเพลงแรกของพี่โบที่ม่อนชอบได้เลย" พูดจบผมก็ร้องเพลงนั้นเสียเลย "อยากให้เธออยู่ตรงนี้ เหมือนที่เป็เช่นวันนั้น"
ม่อนหัวเราะคิกคักชอบใจ แม้ว่าเ้าตัวจะไม่ใช่วัยรุ่นเหมือนวันนั้น แต่ผมว่าก็ดูน่ารักไปอีกแบบ
"ถ้าม่อนอยากดูเดี๋ยวพี่หาบัตรให้" ผมอาสาเป็มั่นเหมาะ เื่นี้ไม่เกินความสามารถผมหรอก พูดถึงพี่โบแล้ว ผมก็นึกถึงปี 39 ที่ผมพาม่อนไปดูคอนเสิร์ตพี่โบครั้งแรก "พี่ยังจำได้เลยนะว่าพี่น่ะพาม่อนไปดูคอนเสิร์ตพี่โบแถวท่าแพ ปีสามเก้า ่หน้าหนาว สนุกมากเลยตอนนั้น ถ้าเรามีไทม์แมชชีนก็น่าจะดีนะ พี่อยากย้อนกลับไป่นั้นอีก ชีวิตโคตรมีความสุขเลย"
"แล้วตอนนี้ไม่ดีเหรอพี่ เป็ดาราดัง มีเงินเยอะ มีชื่อเสียง น่าจะมีความสุขมากกว่าตอนนั้นอีกนะผมว่า" ม่อนทำหน้าแปลกใจ ดูเหมือนเ้าตัวจะเป็คนช่างสังเกต ผมพูดแค่นี้เขาก็จับพิรุธในคำพูดผมได้แล้ว
"แรกๆ มันก็ดีอยู่หรอก แต่หลังพี่ว่ามันวุ่นวายไปหน่อย ข่าวฉาวชักจะเยอะไปแล้ว ไว้ใจใครไม่ได้เลย อาทิตย์ที่แล้วผู้ใหญ่ก็เพิ่งเรียกไปเตือน" ผมส่ายหน้าไปมาอย่างระอาใจ
"แล้วข่าวมันออกมาได้ไงล่ะพี่" ม่อนเขยิบเข้ามาใกล้เหมือนจะอยากรู้
ผมพ่นลมหายใจยาว ชั่งใจไม่นานก็เล่าให้ม่อนฟัง "ก็พวกผู้หญิงที่เคยคบกับพี่นั่นแหละ พี่ก็ไม่ได้ไปบังคับขืนใจใครนะ เขาเต็มใจมาหาพี่เอง ที่สำคัญ อยากได้อะไรพี่ก็ให้ ไม่ได้เอาฟรีหรอก แต่บางคนเขาอยากจับพี่ไง ก็เลยพยายามหาทางต้อนให้พี่จนมุม บางคนเนี่ย...ถ้าเขาเงียบๆ พี่ก็อาจจะคบจริงจังก็ได้ แต่หลังๆ เริ่มแสดงความเป็เ้าข้าวเ้าของมากไปหน่อย พี่ก็เลยไม่โอเค"
ม่อนนั่งฟังเงียบๆ แต่ผมคิดว่าเขายังไม่เชื่อผมเต็มที่หรอก แววตามันบอก แต่ก็ไม่แปลก เขาฟังจากผมคนเดียว ผมจะเข้าข้างตัวเองยังไงก็ได้
"อ้อ พี่มารบกวนม่อนหรือเปล่า พรุ่งนี้มีเรียนไหม" ผมทำท่าเกรงใจเมื่อนึกได้
"อ๋อ ไม่มีพี่ ผมมาก่อนอาทิตย์หนึ่ง จะได้มีเวลาปรับตัว ผมไม่ค่อยชินกับกรุงเทพเท่าไหร่ มันวุ่นวายน่ะพี่ มาหลายครั้งแล้วก็ยังไปไหนไม่ค่อยถูก"
"งั้นม่อนก็มาหาถูกคนละ พี่นี่รู้จักทุกซอกมุมของกรุงเทพ จะไปไหนถามพี่ได้เลย พี่บอกได้หมด" ผมพูดติดตลก ขณะเดียวกันก็คอยจับสังเกตแววตาของอีกฝ่ายไปด้วย ผมว่าเขามีอะไรบางอย่างในแววตา
"ว่าแต่...ม่อนอยู่เชียงใหม่ตลอดเลยเหรอ พี่ก็ไปงานที่เชียงใหม่บ่อยนะ แต่ก็ไม่ค่อยมีเวลาไปไหนหรอก เสร็จงานก็กลับ ไม่ได้ไปหาม่อนเลย เมี่ยงด้วย" ผมทำหน้ารู้สึกผิด เพราะที่จริงผมก็รู้ว่าม่อนอยู่ไหน เวลาไปเชียงใหม่ทีไรผมก็นึกถึงเขาตลอด แต่ก็ไม่เคยคิดจะไปหาเลย
"ผมก็อยู่ที่เดิมแหละพี่ ส่วนพี่เมี่ยงเขาก็ย้ายไปอยู่กับแฟนั้แ่แต่งงานแล้ว แต่ก็อยู่ไม่ไกลจากผมเท่าไหร่"
ผมไม่แสดงอาการแปลกใจนักเมื่อรู้ว่าเมี่ยงแต่งงานแล้ว พี่สาวของม่อนอายุเท่าผม ไม่แปลกที่จะแต่งงานและมีลูก มีแต่ผมนี่แหละที่แปลกกว่าเพื่อนคนอื่นๆ จนป่านนี้ก็ยังไม่ลงเอยกับใคร
"ม่อนส่งเบอร์เมี่ยงมาทางไลน์ให้พี่หน่อยนะ พี่จะโทรไปคุยกับเขาหน่อย ถ้าไม่ใช่เพราะเมี่ยงเนี่ย พี่กับม่อนก็คงไม่มีโอกาสสนิทกันหรอก" ผมนึกถึงตอนนั้นพลางอมยิ้ม
"อ๋อ ได้ครับ เดี๋ยวผมส่งให้ พี่อาร์ตโทรไปตอนเย็นๆ นะครับ กลางวันเขาไม่ค่อยว่างคุยหรอก"
"ได้ๆ" ผมพยักหน้า ก่อนสบตาม่อนนิ่งค้างไว้สักครู่ เขาคงรู้ตัวว่าคราวนี้จะถูกถามบ้าง "แล้วม่อนล่ะ แต่งงานหรือยัง"
"ยังเลยพี่" ม่อนส่ายหน้าพลางขำ "ผมว่าจะอยู่เป็โสดแล้วเนี่ย ชีวิตคู่นี่มันโคตรยากเลย"
น่าแปลกที่ผมรู้สึกดีใจอย่างบอกไม่ถูกที่รู้ว่าม่อนยังไม่แต่งงาน สงสัยจะรู้สึกดีที่มีคนรุ่นราวคราวเดียวกันยังโสดเป็เพื่อน เพราะเพื่อนผมเกือบทั้งหมดทิ้งความโสดไปนานแล้ว
"เดี๋ยวผมไปเอาน้ำมาให้นะพี่ มัวแต่คุยเพลินจนลืมเลย" ม่อนตำหนิตัวเองไม่จริงจังนัก ก่อนจะกุลีกุจอไปหาน้ำหาท่ามาวางให้ผมหนึ่งแก้ว
"ไม่ต้องต้อนรับขนาดนี้หรอก คนกันเอง" ถึงจะพูดอย่างนั้น ผมก็ยังยกแก้วน้ำขึ้นมาดื่มจนหมด เมื่อวางแก้วลงผมก็ถามถึงเพื่อนซี้ของม่อน "ได้เจอไอ้วิทย์กับไอ้ดั๊กมั่งไหม เป็ไงกันมั่ง"
"อ๋อ ไอ้ดั๊กไปอยู่ดูไบพี่ รวยไปแล้ว มันไปทำร้านอาหารไทยที่นั่นน่ะพี่ มีเมียแล้ว เป็คนไทยนี่แหละ ส่วนไอ้วิทย์ก็ไปอยู่กับเมียที่อุดร ขายพวกหมูยอ แหนมเนือง อยู่ในตัวเมืองเลย ผมเคยไปอุดหนุนอยู่ คนแน่นร้านเลย นั่นก็รวยเหมือนกัน"
ม่อนเล่าถึงเพื่อนด้วยแววตามีความสุข แปลว่าความสัมพันธ์กับสองคนนี้น่าจะยังดีอยู่ แม้จะอยู่ไกลกัน แต่ก็เชื่อว่ายังติดต่อกันผ่านเฟสบุ๊คหรือโซเชียลมีเดียอยู่บ้าง มีแต่ผมนี่แหละที่ไม่เคยคิดจะติดต่อม่อนทางโซเชียลมีเดียเลย
"โห ไม่น่าเชื่อเหมือนกันนะเนี่ย วันไหนไปอุดร พี่จะแวะไปหาไอ้วิทย์มันหน่อย ส่วนไอ้ดั๊กเนี่ย ปีนี้พี่ยังไม่มีแพลนว่าจะไปแถวยูเออี แต่ถ้าไปเมื่อไหร่พี่ก็จะไปหามัน ม่อนส่งคอนแทคให้พี่ด้วยละกัน"
"ได้ครับพี่" ม่อนพยักหน้าและยิ้มน้อยๆ ก่อนจะเปลี่ยนเป็ฝ่ายถามผมบ้าง "แล้วพี่อาร์ตไปเรียนหมอที่ไต้หวันเป็ไงบ้างครับ แล้ว...ทำยังไงถึงจับพลัดจับผลูมาเป็ดาราล่ะพี่"
เมื่อถูกถามเื่นี้ ผมก็หน้าเสียนิดหน่อย น้อยคนนักที่จะรู้เื่ราวชีวิตของผม่นี้ มีแค่คนที่บ้านเท่านั้น แต่ผมก็ตัดสินใจว่าจะเล่าให้ม่อนฟัง เพราะมั่นใจว่าเขาเป็คนที่ไว้ใจได้ บางอย่างบอกผมว่าเขายังเป็แบบนั้นอยู่
"เื่ยาวเลยนะเนี่ย แต่ถ้าจะให้พูดสั้นๆ พี่ก็ต้องบอกว่าชีวิต่นั้นของพี่...โคตรบัดซบเลย"
ม่อนดูจะใไม่น้อยเมื่อได้ยินผมใช้คำรุนแรง ทว่าเขาก็รอฟังโดยไม่ถามละลาบละล้วง ผมว่าผมชอบนะ เมื่อก่อนเขาก็เป็แบบนี้แหละ แสดงว่ามีหลายอย่างที่เขายังเหมือนเดิมอยู่
"พี่เรียนไม่จบหรอก" ผมเกริ่นด้วยสีหน้าเครียดๆ นึกถึง่นั้นทีไรผมก็ได้แต่สมเพชตัวเอง "นอกจากเรียนไม่จบแล้ว พี่ก็ทำผู้หญิงท้อง เรามีลูกด้วยกัน แต่ก็ไม่ได้อยู่ด้วยกันหรอก พ่อแม่เขาไม่โอเคกับพี่อย่างแรงเลย เขาไม่อยากให้ลูกสาวของเขามาอยู่กับคนไม่เอาไหนอย่างพี่ เพราะพี่เรียนไม่จบ"
ผมหยุดเล่าชั่วคราว พยายามนึกว่าจะเล่ายังไงดีไม่ให้ยืดเยื้อ ไม่งั้นคืนนี้ม่อนคงไม่ได้นอน
"พี่น่ะอยู่ไต้หวันั้แ่อายุสิบเก้า จนถึงยี่สิบห้าพี่ก็ยังเรียนไม่จบ มันยากมาก พี่ไม่มีหัวทางด้านนี้เลยม่อนก็รู้ พี่ก็เลยตัดสินใจกลับตอนอายุยี่สิบห้า ยอมให้ที่บ้านด่า พี่ก็ต้องยอมให้ด่าแหละ" ผมขำตัวเองเบาๆ แล้วก็พ่นลมหายใจยาวอีกครั้ง
"ตอนนี้ลูกสาวพี่อายุสิบสี่แล้ว พี่จะบินไปหาเขาปีละครั้ง ั้แ่เป็ดาราพี่ก็ส่งเสียเื่การเรียนการอยู่ของเขาตลอดแหละ ไม่เคยทิ้งเขาหรอก"
ผมหันไปสบตาม่อน เขาดูเหมือนจะเห็นใจผม แววตามันบอก ผมไม่ค่อยได้เจอแววตาแบบนี้จากใครมากนัก ไม่เคยมีใครแสดงความรู้สึกอย่างนี้กับผมหรอก แต่ม่อนส่งผ่านความรู้สึกนั้นมาให้ผมได้ น่าจะเป็เพราะเขาเคยรู้จักผม เคยรู้ว่าผมเป็คนยังไง มีจุดอ่อนจุดแข็งอะไร เคยมีความหวังความฝันอะไร ครอบครัวเป็ยังไง
ว่ากันว่าเพื่อนมัธยมจะเป็เพื่อนที่เข้าใจกันลึกซึ้งที่สุด เพราะในวัยนั้นเราจะคบเพื่อนในแบบที่เพื่อนเป็ ไม่ต้องเสแสร้ง เราจะมีความจริงใจต่อกันมาก แต่ทุกวันนี้ผมไม่มีเพื่อนมัธยมคนไหนที่ยังติดต่อกันเลย ห่างเหินกันไปหมด
"ดีแล้วพี่ที่พี่ไม่ทิ้งเขา" ม่อนยิ้มบางๆ เหมือนจะให้กำลังใจ
"ก็ถือว่าเป็การไถ่บาปให้เขานั่นแหละ เพราะก่อนที่เขาจะลืมตาดูโลกน่ะ พี่เคยบอกแฟนพี่ให้ทำแท้งด้วย เขาโกรธพี่มาก เขาด่าพี่ใหญ่เลย ด่าเป็ภาษาจีน ถ้าแปลเป็ไทยก็ประมาณว่า...หมามันยังรู้จักรักลูก ทำไมถึงคิดอะไรชั่วร้ายแบบนี้ ถ้าไม่อยากเลี้ยงก็ไม่ต้องเลี้ยง เขาจะเลี้ยงลูกเขาเอง"
ผมถอนหายใจยาวอีกครั้ง แม้จะผ่านมานานแล้ว แต่นึกถึงทีไรก็เ็ป ที่จริงผมก็ไม่จำเป็ต้องเล่าให้ม่อนฟังขนาดนี้หรอก แต่เมื่อเล่าแล้วก็อยากให้เขาเข้าใจให้มากที่สุด นี่คือตัวจริงของผม มีไม่กี่คนในโลกนี้หรอกที่ผมอยากให้รู้จักผมลึกขนาดนี้ แต่หนึ่งในนั้นผมให้เป็ม่อน บางทีม่อนอาจจะโกรธที่ผมหายไปจากชีวิตเขา แต่ชีวิตผมตอนนั้นมันไม่ได้มีอะไรดีเลย ก็แค่ผู้ชายเลวๆ คนหนึ่ง
"พอชีวิตมันเป็แบบนี้ พี่ก็เลยไม่อยากติดต่อใคร พอกลับไทยพี่ก็ไปช่วยป๊าทำร้านขายอะไหล่ที่อุทัยธานี พี่โดนป๊าด่าทุกวันเลยว่าเป็ลูกไม่เอาไหน เป็ลูกชายคนเดียวของที่บ้านแท้ๆ แต่กลับสร้างแต่ปัญหา เรียนก็ไม่จบ หวังพึ่งอะไรไม่ได้ มีแต่เจ๊เอ้ที่คอยประคับประคองธุรกิจของครอบครัว พี่เครียดมากเลยตอนนั้น เครียดกว่าตอนอยู่ไต้หวันอีก พี่ไม่รู้จะทำยังไงกับชีวิต ก็เลยลองไปวัด ฟังเทศน์ฟังธรรม มันช่วยให้พี่สงบจิตใจได้เยอะเลยนะ ถ้าม่อนตามข่าวพี่ ม่อนก็จะเห็นว่าพี่ชอบไปทำบุญ ชอบไปวัด เพราะพี่รู้สึกว่าวัดช่วยชีวิตพี่ไว้ ไม่งั้นพี่อาจจะฆ่าตัวตายไปแล้วก็ได้"
ม่อนพยักหน้ารับรู้ แสดงว่าเ้าตัวก็น่าจะพอทราบข่าวทำนองนี้ของผมอยู่บ้าง ที่จริงผมก็มีข่าวดีๆ มาตลอดแหละ เพิ่งมี่หลังๆ ที่ข่าวฉาวเริ่มถี่ขึ้น แต่จะโทษใครล่ะ ก็ผมเ้าชู้เอง
"พออายุยี่สิบแปด พี่ก็เริ่มหาทางหนีจากที่บ้าน มันอยู่ไม่ได้น่ะ มันร้อน มันไม่มีความสุขเลย พอดีพี่อ่านหนังสือพิมพ์เจอข่าวประกวดนักแสดงชายไทย พี่ก็เลยลองส่งใบสมัครไป ก็ไม่คิดว่าเขาจะเรียกไปหรอก แต่ปรากฏว่าเขาเรียก พี่ก็เลยเข้ากรุงเทพ เขาให้ไปเข้าแคมป์การแสดงก่อนอาทิตย์หนึ่ง จากนั้นก็ให้ลองแสดงจริง โชคดีมากที่เขาเลือกพี่ พี่ก็เลยได้ไปแสดงหนังพีเรียดเื่หนึ่ง ก็ไม่ดังมากหรอก แต่มันทำให้พี่ค้นพบว่าพี่ชอบการแสดง อยากเก่งด้านนี้ คนที่เขาชวนพี่มาก็เลยพาพี่ไปฝากฝังกับผู้ใหญ่หลายช่อง จนพี่ได้เล่นเป็พระรองเื่หนึ่ง ไม่รู้ยังไง คนชอบกันมากเลย นั่นแหละ มันก็เลยเป็จุดเริ่มต้นให้พี่เข้ามาในวงการบันเทิง"
ผมเล่าจบแล้ว ม่อนไม่พูดอะไร แต่มองผมด้วยแววตาที่บ่งบอกว่าเขาเข้าใจ เขาไม่ตัดสิน ไม่ต่อว่าผม เขารับได้ คิดไม่ผิดเลยที่ผมเล่าให้เขาฟัง
เมื่อหมดเื่ที่จะเล่า ผมก็เลยถามเื่เขาบ้าง เดี๋ยวเขาจะหาว่าผมสนใจแต่ตัวเอง "เื่ของพี่ก็ประมาณนี้แหละ แล้วม่อนล่ะ พอพี่ไปแล้ว ม่อนเป็ยังไงบ้าง"
"ก็ไม่มีอะไรมากหรอกพี่" ม่อนพูดด้วยเสียงเรียบๆ แต่แววตาก็ครุ่นคิด "พอเรียนจบมอปลาย ผมก็เอ็นติดที่ มช. ชีวิตแทบจะไม่ได้ไปไหนจากเชียงใหม่เลย"
"ม่อนเรียนคณะอะไร" ผมขัดจังหวะเพราะอยากรู้
"มนุษยศาสตร์ครับ เพราะพี่อาร์ตเลยนะเนี่ย ผมเลยเก่งภาษาอังกฤษ" ม่อนชมพร้อมกับยิ้มตาหยี ไม่นานก็เล่าต่อ
"เรียนจบแล้วผมก็ได้งานทำในบริษัทท่องเที่ยวในเชียงใหม่ แต่ทำได้ห้าปีก็เริ่มเบื่อ อยู่แต่ออฟฟิศ ไม่ค่อยได้ไปไหนเลย พอดีเจอประกาศสมัครงานของเอ็มอาร์ซี ผมก็เลยลองไปสมัครดู ปรากฏว่าได้"
"เอ็มอาร์ซีคืออะไร" ผมขัดจังหวะอีกครั้งเพราะไม่คุ้นกับคำย่อนี้
"อ๋อ มันย่อมาจาก Mekong River Commission ภาษาไทยเขาเรียกว่า...คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง ดูแลเื่การจัดสรรแล้วก็ใช้ประโยชน์แม่น้ำโขงของทุกประเทศที่แม่น้ำโขงไหลผ่านน่ะครับ"
ผมพยักหน้าเข้าใจ จากนั้นก็ปล่อยให้ม่อนเล่าต่อ
"พอได้งานที่นั่น ผมก็ย้ายไปอยู่เวียงจันทน์ เพราะว่าสำนักงานใหญ่มันอยู่ที่นั่น แต่ก็มาประชุมที่กรุงเทพกับเชียงใหม่ทุกปี ปีละหลายครั้ง ตอนนั้นพี่เมี่ยงเขาก็แต่งงานมีครอบครัวแล้วล่ะ ผมก็เลยไม่ห่วง ห่วงก็แต่แม่ แต่พี่เมี่ยงก็รับปากว่าเขาจะดูแลแม่เอง เขาแวะมาหาแม่บ่อยๆ ได้ ผมก็เลยค่อยสบายใจ ก็เลยอยู่ที่เวียงจันทน์แปดปีเลย" ม่อนระบายยิ้มเต็มหน้าเป็เชิงบอกว่าขำตัวเอง จากนั้นก็เล่าต่อ
"ที่จริงผมก็ว่าจะทำไปเรื่อยๆ เพราะว่าผมชอบงานนี้มาก สนุกดี ไม่ต้องอยู่แต่ออฟฟิศ ได้ไปต่างประเทศบ่อยๆ ด้วย แต่พอดีแม่ป่วย พี่เมี่ยงก็เริ่มจะดูแลไม่ไหว เพราะต้องดูแลครอบครัวของตัวเองด้วย ผมก็เลยต้องลาออกมาดูแลแม่ ดูแลได้ปีกว่าๆ แม่ก็เสีย แต่ผมก็ยังไม่ได้กลับไปทำงานที่เดิมหรอก ่นั้นชีวิตผมเสียศูนย์ไปพอสมควร แล้วก็มีปัญหากับคนที่คบกันด้วย ก็เลยยังอยู่เชียงใหม่ต่อ ดูแลโฮมสเตย์ของป้าไปพลางๆ แต่ก็เริ่มคิดถึงงานที่เวียงจันทน์ ทางนั้นเขาก็คอยถามผมตลอดว่าจะกลับไปไหม ผมก็ได้แต่บอกว่าจะไปๆ ตอนนี้ผมตัดสินใจแล้วว่าจะกลับไป แต่ขอเรียนต่อโทก่อน นั่นแหละ...วันนี้ผมก็เลยมาอยู่กรุงเทพ"
ม่อนเล่าจบแล้วก็เหยียดยิ้ม ชีวิตเขาฟังดูเรียบๆ ไม่มีอะไรมากเหมือนผม แต่ก็มีบาง่ชีวิตที่ลำบากเหมือนกัน ไม่รู้ว่าผมคิดไปเองหรือเปล่า แต่ผมรู้สึกได้ว่าม่อนเลี่ยงที่จะเล่าเื่ความรัก ค่าที่อยากรู้และปากไวผมก็เลยถาม
"แล้วแฟนของม่อนล่ะ ที่ม่อนบอกว่ามีปัญหากันน่ะ ยังคบกันอยู่หรือเปล่า"
ม่อนดูเหมือนจะสะดุ้งเล็กน้อย แต่เขาก็พยายามสำรวมกายใจและตอบด้วยท่าทางปกติ "ไม่ได้คบกันแล้วพี่ เขากลับไปอยู่ฮานอย แล้วก็หายไปเลย"
ผมมุ่นคิ้วด้วยความสงสัย "อ้าว ทำไมเป็อย่างนั้นล่ะ"
ม่อนส่ายหน้าไปมา ดูเหมือนจะเศร้าหน่อยๆ "ไม่รู้เหมือนกันครับพี่ อยู่ดีๆ ก็หายไปเลย"
"เจอกันที่เอ็มอาร์ซีเหรอ"
ม่อนพยักหน้า "ครับ ทำงานด้วยกัน คบกันั้แ่ผมไปทำงานที่เวียงจันทน์ใหม่ๆ เลย ผมก็หวังว่าเขาจะเป็คนสุดท้าย แต่สุดท้ายก็ไม่มาตามนัด"
ม่อนแค่นหัวเราะ ผมก็ได้แต่เห็นใจ แต่ผ่านมาแล้วก็คงช่วยอะไรไม่ได้
"ก็น่าเสียดายเหมือนกันนะ ไม่งั้นม่อนก็คงมีลูกๆ มาวิ่งเล่นแข่งกับพี่เมี่ยงไปแล้ว"
ผมพูดไปอย่างนั้นเพราะเข้าใจว่าม่อนมีแฟนเป็ผู้หญิง ทว่าม่อนก็รีบส่ายหน้าและบอกผมตรงๆ ก่อนที่ผมจะเข้าใจผิดไปกันใหญ่
"แฟนผมไม่ใช่ผู้หญิงหรอกพี่อาร์ต นี่ก็ปีสองพันสิบแปดแล้ว ผมจะไม่ปิดบังพี่ละกัน พี่ก็น่าจะรับได้ใช่ไหมครับ...ถ้าผมไม่ได้ชอบผู้หญิง"
ผมอึ้งไปเล็กน้อย แต่ก็อย่างที่ม่อนบอก ปีสองพันสิบแปดแล้ว ทุกวันนี้ซีรี่ส์วายเต็มบ้านเต็มเมืองจนกลายเป็เื่ธรรมดา พลอยทำให้ความคิดต่อเื่นี้ของผมเปลี่ยนไปด้วย ผมจึงไม่ได้มองเื่นี้เหมือนยุค 90 อีกแล้ว
"ม่อนชอบผู้ชายเหรอ"
"ครับ ไม่แปลกใช่ไหมพี่" ม่อนถามยิ้มๆ
"ไม่แปลกหรอก พี่ก็ไม่ใช่คนโลกแคบขนาดนั้น นี่ก็ว่าจะรับเล่นซีรี่ส์วายกับเขาบ้าง เผื่อจะดังอีกสักเื่" ผมสัพยอก เราขำด้วยกันทั้งคู่
กลายเป็ว่าผมนั่งคุยกับม่อนนานมาก นานจนลืมไปเลยว่าดึกมาก ง่วงแค่ไหนผมก็ยังอยากคุยต่อ การได้คุยกับใครสักคนที่เขาเคยรู้จักเราตอนวัยรุ่นมันให้ความรู้สึกดีมากๆ เลย จนนึกอยากจะมีไทม์แมชชีนย้อนกลับไปตอนนั้น...ที่สนามกีฬาสมโภช 700 ปีเมืองเชียงใหม่
ที่ผ่านมาผมได้ไถ่โทษให้ลูกสาวไปแล้ว ทำให้ป๊ากับม่าเลิกห่วงไปนานแล้ว ก็เหลือแค่คนเดียวที่ผมยังไม่ได้มีโอกาสไถ่โทษให้เลย ผมอยากชดเชยความรู้สึกผิดที่หายไปจากชีวิตเขาตั้งหลายปี แต่ผมจะทำอะไรให้เขาดีล่ะ
เมื่อมองไปรอบๆ ห้องของม่อนผมก็เริ่มนึกออก ก็เลยอาศัยจังหวะที่ผมกำลังจะร่ำลากลับบ้านถามเขาตรงๆ เลย พออายุมากแล้วผมก็ไม่ค่อยชอบพูดอ้อมไปอ้อมมาหรอก
"ม่อนไปอยู่บ้านพี่ไหม ไม่ต้องเช่าคอนโดให้เปลืองเงินหรอก เอาเงินไว้เรียนหนังสือดีกว่า บ้านพี่มีหลายห้อง ไม่มีคนอยู่หรอกนอกจากพี่ นานๆ ทีเจ๊เอ้จะขึ้นมาหา แต่ก็มาอยู่แค่อาทิตย์เดียวแล้วก็กลับ ไปไหม"
ม่อนดูจะใไม่น้อย เจอกันวันแรกผมก็จะชวนไปอยู่บ้านด้วยกันเสียแล้ว ถ้าผมเป็ม่อน เจอคนแบบนี้ก็คงไปไม่เป็เหมือนกัน
แต่เอาเถอะ ยังไงผมก็ถามไปแล้ว เขาจะไปหรือไม่ไปผมก็ไม่บังคับเขาหรอก
TBC...