ทั้งหมดหันมองไปทางต้นเสียงที่กำลังเดินเข้ามา ..ผู้การ.. ผู้กำกับเ้าของพื้นที่พึมพำในลำคอ แล้วรีบยืนตรงทำความเคารพ ชัยและคเชนทร์ก็ไม่ต่างกันรีบทำความเคารพทันที ผู้การตำรวจภูธรภาค 6 คุมภาคเหนือตอนล่าง 9 จังหวัดคือ กำแพงเพชร ตาก นคร์ พิจิตร พิษณุโลก สุโขทัย อุตรดิตถ์ อุทัยธานีและเพชรบูรณ์ พลตำรวจโทกำแหง เหนือเมฆา ผู้การภาค 6 มาเองโดยไม่ได้แจ้งล่วงหน้า ทำเอาผู้กำกับเ้าอารมณ์ถึงกับหน้าเสีย "ว่ายังไงล่ะ หน้าตาอย่างผมพอที่จะช่วยตำรวจที่ถูกยัดข้อหาได้มั้ย" ผู้การภาค 6 ถามด้วยเสียงปกติ แต่ผู้กำกับรู้สึกถึงความไม่ปกติขึ้นมาในใจ "เอ่อ ไม่มีอะไรครับท่าน ผมแค่กำลังอบรมลูกน้องอยู่ครับ ไม่รู้ว่าท่านมาผมเลยเสียงดังไปหน่อยครับ" ผู้กำกับปราโมทย์ตอบเลี่ยงๆแบบไม่ค่อยเต็มเสียงเท่าไหร่ "อบรบลูกน้องโดยการข่มขู่เื่คุกเื่ตะราง แบบนี้มันเป็การใช้อำนาจในทางที่ผิดนี่นาท่านผู้กำกับ" ผู้การกำแหงพูดเหน็บไปนิ่มๆ แต่ผู้กำกับปราโมทย์ถึงกับกลืนน้ำลายอย่างฝืดคอ เสียงแจ้งเตือนไลน์ก็ดังขึ้นสามสี่ครั้งติดต่อกัน แต่ผู้กำกับปราโมทย์ก็ไม่กล้าที่จะเปิดดู เพราะเ้านายมายืนสอบปากคำอยู่อย่างนี้ "ผมแค่อำลูกน้องเล่นขำๆน่ะครับท่าน ไม่เคยคิดที่จะทำแบบนั้นจริงๆหรอกครับ" ผู้กำกับปราโมทย์ตอบอ้อมแอ้ม สายตาก็เหลือบไปทางหมวดคเชนทร์เล็กน้อย ผู้การกำแหงก็ไม่ได้สนใจที่จะเค้นอะไรมาก แต่ใช้วิธีถามไปกว้างๆอย่างไม่รีบเร่งเคร่งเครียด "ตอนนี้ยาบ้าชุกชุมมาก แล้วแถวนี้เป็ยังไงบ้าง" ผู้กำกับปราโมทย์ยืดออกตอบอย่างฉะฉาน "ที่กวาดล้างจนแทบไม่เหลือแล้วครับ ตำรวจทุกคนทำงานกันอย่างหนักจนแทบจะไม่มีเล็ดรอดเข้ามาได้ครับ" ผู้การกำแหงพยักหน้าแล้วหันไปทางห้องขัง "ที่นอนอยู่ในกรงนั่นใคร ทำไมถึงใส่เครื่องแบบตำรวจไปนอนแบบนั้น" คำถามนี้ไม่เจาะจงว่าใครแต่ก็ไม่มีคำตอบจากผู้กำกับปราโมทย์ "กินเหล้าในเวลาเข้าเวรครับ ผมเข้าไปเตือนแล้วก็เถียงโต้ตอบ และยังทำท่าจะชักปืนผมก็เลยจัดการเสียก่อนครับ" ชัยตอบอย่างไม่ไว้หน้าผู้กำกับเ้าของพื้นที่ "อ้าว ผู้กำกับทำไมถึงปล่อยให้ลูกน้องทำนิสัยแบนั้นล่ะ" ผู้กำกับปราโมทย์กลืนน้ำลายอีกครั้ง "ผมเตือนไปหลายครั้งแล้วครับ สงสัยต้องลงโทษกันอย่างจริงจังเสียแล้วครับคราวนี้" ผู็การกำแหงทำเหมือนไม่ได้ยิน กลับหันไปทาวหมวดคเชนทร์แทน "เธอใช่มั้ยที่เป็ร้อยเวรเมื่อคืน" แม้จะเป็คำถามที่ตอบง่ายๆแต่คเชนทร์ก็รู้สึกตื่นเต้นกับคำถามของเ้านาย "ครับผม" แม้จะตื่นเต้นมากแต่คเชนทร์ก็ตอบเสียงดังฟังชัด "เ้านายเธอเขาสั่งให้ปล่อยคน ทำไมเธอถึงแข็งขืนขัดคำสั่งผู้บังคับบัญชาล่ะ" คเชนทร์เจอคำถามแบบนี้ก็หนักใจที่จะตอบตรงๆ แต่ถ้าตอบไม่ตรงก็อาจจะกระเด้นไปไม่รู้ทิศทาง คเชนทร์เหลือบมองผู้กำกับปราโมทย์นิดหนึ่งก่อนที่จะตอบ "ผมไม่เคยคิดที่จะขัดคำสั่งของผู้บังคับบัญชา แต่การจับกุมครั้งนี้มีของกลางอย่างชัดเจน ทั้งปืนเถื่อนและยาบ้าอีกเป็ร้อยเม็ด ผมจึงจำเป็ที่ต้องทำในสิ่งที่ถูกต้องครับผม" ผู้การกำแหงมองหน้าคเชนทร์ สายตาที่มองนั้นอ่านไม่ออกว่าคิดอะไรแบบไหน "ไม่กลัวโดนสั่งย้ายหรือไง" เป็คำถามที่คนฟังรู้สึกหนาวๆร้อนๆ โดยเฉพาะตำรวจใหม่ด้วยยิ่งแล้ว คเชนทร์นิ่งอยู่ชั่วครู่ก็ถอนหายใจเบาๆก่อนตอบ "กลัวครับ แต่ถ้าโดนสั่งย้ายเพราะทำในสิ่งที่ถูกต้อง ก็คงต้องยอมทำใจครับผม" ผู้การกำแหงพยักหน้าแล้วหันไปทางผู้กำกับปราโมทย์ "ทำไมคุณถึงสั่งปล่อยผู้ต้องหาล่ะ ทั้งที่ของกลางมัดตัวแน่นแบบนั้น" ไม่คิดว่าจะโดนถามแบบนี้ ผู้กำกับปราโมทย์ถึงกับถอนหายใจยาว "หากศาลยังไม่ตัดสินว่ามีความผิด ให้สันนิษฐานว่ายังเป็ผู้บริสุทธิ์อยู่ครับผม" ผู้การกำแหงส่ายหน้า "ถ้ามีคนมายิงลูกเมียคุณ และก็จับได้พร้อมปืนของกลาง คุณคงจะปล่อยตัวไปก่อนสินะ เพราะศาลยังไม่ได้ตัดสินว่ามีความผิด ก็ต้องสันนิษฐานว่าเป็ผู้บริสุทธิ์ไว้ก่อนใช่หรือไม่" เป็คำถามที่ผู้กำกับไม่สามารถจะหาทางดิ้นออกไปทางไหนได้อีก "ครับผม ก็ต้องเป็แบบนั้นครับผม" แต่เพราะกลัวว่าจะมีความผิดโดยตรง จึงหาคำพูดเพื่อให้วกเข้าไปถึงคำว่ารู้เท่าไม่ถึงการณ์ ผู้การถึงกับส่ายหน้าเป็ครั้งที่สอง แล้วมองไปทางนอกห้องพยักหน้าเรียกตำรวจที่ติดตามเข้ามาหา "ครับนาย" ตำรวจผู้ติดตามเข้ามายืนตรงหน้าผู้การกำแหง "ผู้กอง เดี๋ยวให้ไอ้สามคนที่รุมฉุดลูกสาวผู้กำกับ ลงบันทึกประจำวันแล้วปล่อยพวกมันไปเถอะ เพราะศาลยังไม่ได้ตัดสินว่ามีความผิด ก็ต้องถือว่าพวกมันยังบริสุทธิ์อยู่" คำว่าลูกสาวถูกรุมฉุด ทำให้ผู้กำกับถึงกับเก็บอารมณ์แทบไม่อยู่จึงถามออกไป "ลูกสาวผมหรือครับ เมื่อไหร่กันผมก็เพิ่งมาลูกผมยังอยู่ในบ้านนี่ครับ" พูดจบผู้กำกับรีบดึงมือถือมาเปิดดูไลน์ ลูกโดนรุมทำร้ายตอนนี้อยู่โรงพยาบาล ตำรวจจับคนร้ายไปที่โรงพักแล้ว 3 คน และข้อความที่ 3 ลูกซี่โครงด้านซ้ายหัก เพราะโดนมันต่อยท้อง พออ่านจบผู้กำกับปราโมทย์ก็รีบบอกผู้การกำแหง "ท่านครับ ได้โปรดอย่าปล่อยพวกมันไปเลยครับ มันเป็ความผิดซึ่งหน้ายังไงก้ต้องจับขังไว้ก่อนครับ" ผู้การกำแหงพยักหน้ารับรู้ในสิ่งที่ผู้กำกับปราโมทย์เสนอมา "ทีนี้ทำไมไม่รอให้ศาลตัดสินก่อนล่ะ แต่เอาเถอะเอาเื่ที่ชาวบ้านร้องเรียนไปก่อน ชาวบ้านที่นี่ร้องเรียนไปว่ายาบ้านเกลื่อนขนแทบจะตั้งแผงขายกันเลย และยังบอกอีกด้วยว่ามีพวกตำรวจร่วมด้วย คุณลองชี้แจ้งให้ฟังหน่อยสิว่ามีข้อเท็จจริงยังไง" ผู้การกำแหงถามแบบจี้จุดแต่ก็ยังใช้คำพูดแบบเปิดทางออกให้ ผู้กำกับถอนหายใจลึกก่อนจะตอบแบบขอไปที "ยาบ้ามันก็ยังมีเล็ดรอดประปลายครับ แต่ผมไม่รู้ว่าชาวบ้านแจ้งไปทางท่าน หากแจ้งมาทางผมก้คงต้องรีบจัดการให้เรียบร้อย ส่วนที่ว่ามีตำรวจร่วมด้วยนั้น ผมจะต้องสืบให้ทราบโดยเร็ววันครับท่าน" ผู้การกำแหงหรือผู้การตำรวจภูธรถาค 6 พยักหน้าให้ผู้กองตำรวจที่ติดตตามมา ผู้กองนายนั้นก็เดินออกไปแล้วคุมตัว ชายวันประมาณห้าสิบเศษเข้ามาด้วย "เอ้า...ผู้ใหญ่ ลองบอกอีกทีซิว่าตำรวจที่ร่วมมือกับผู้ใหญ่ค้ายา ชื่อว่าอะไรมียศอะไร" ผู้ใหญ่จงถูกใส่กุญแจมือไพล่หลังยังไม่ทันที่จะพูดอะไร ผู้กำกับก็ชักปืนออกมาหันกระบอกปืนไปทางผู้การกำแหง ปึ้ก ครืด ชัยถีบโต๊ะทำงานของผู้กำกับเลื่อนไปกระแทกตัว ผู้กำกับปราโมทย์เสียหลักเซถอยหลังไปเล็กน้อย แต่ปืนก็ยังอยู่ในมือยกขึ้นเป้าหมายที่เดิมคือผู้การกำแหง ปึ้ก ผัวะ อี้ก ขุนเอาบันได้พาดแล้วปีนขึ้นมารออยู่ตรงหน้าต่างนานแล้ว ก็มุดหน้าต่างเข้ามาทันเหตุการณ์ เตะเข้าข้อมือผู้กำกับปืนหลุดจากมือ ตามด้วยหมดตรงเต็มครึ่งปากครึ่งจมูก และหมัดสุดท้ายฮุคเข้าลิ้นปีเต็มๆ ผู้กำกับปราโมทย์ทรุดลงตัวงอด้วยความจุก ชัยเลิกคิ้วเบ้ปาก "เก่งแท้เพื่อนเรา" ตำรวจที่ติดตามผู้การกำแหงก็วิ่งกรูกันเข้ามา ล็อคแขนผู้กำกับปราโมทย์ แล้วใส่กุญแจมือไพล่หลังเหมือนกับผู้ใหญ่จงทันที
คเชนทร์ยืนงงอย่างสงสัยมองหน้าชัย แล้วก็หันไปมองหน้าผู้การกำแหง ในใจก็สงสัยว่าทำไมดูแล้วคล้ายกันนัก และนามสกุลก็เหมือนกันอีกด้วย "ไม่ต้องสงสัย เ้าชันมันเป็หลานชั้นเอง" ผู้กำกับบอกแล้วก็เดินออกไป ชัยก็ชวนขุนและคเชนทร์เดินตามออกไปด้วย สมัยที่เป็พันตำรวจเอกผู้การกำแหงก็เคยมาเป็ผู้กำกับที่นี่ นั่งกินกาแฟร้านเฮียธงเป็ประจำ และผู้การก็เดินนำหน้าไปที่ร้านกาแฟเฮียธง ซึ่งผู้การกับเฮียธงก็สนิทสนมกันเป็อย่างดี เมื่อก่อนเป็ผู้กำกับเคยเรียกว่าเฮียธง ตอนนี้เป็ผู้การแล้วก็ยังคงเรียกเหมือนเดิม "ของผมเหมือนเดิมนะเฮียธง จำสูตรได้หรือเปล่า" เฮียธงยิ้มตอบพร้อมพยักหน้าตามสไตล์ของแก ชุบ ขุน คเชนทร์ก็นั่งร่วมโต๊ะกับผู้การกำแหง "ยังไม่ทันไปรายงานตัวเลยก็มีผลงานแล้วนะหลานอา" ผู้การพูดกับชัยหลานชายอย่างยิ้มแย้ม "คงจะเป็ผลงานของผมไม่ได้หรอกครับคุณอา ผมเป็ตำรวจตระเวณชายแดนที่ต้องไปรายงานตัวที่เชียงใหม่ ขืนมามีผลงานข้ามเขตโดยที่ไม่ได้รับคำสั่ง เกรงว่าจะต้องโดนลงโทษแน่ๆเลยครับ" ชัยตอบน้องชายพ่อไปแบบยิ้มๆเช่นกัน ผู้การกำแหงก็พยักหน้ารับรู้แล้วหันไปทางคเชนทร์ "ผลงานครั้งนี้เธอก็มีส่วนร่วมด้วย เดี๋ยวเธอก็เขียนรายงานตามความเป้นจริงทั้งหมดส่งมา โดยไม่มีชื่อเ้าสองคนนี้ก็พอ" คเชนทร์ลุกขึ้นยืนตะเบ๊ะรับทราบ แต่ผู้การกำแหงก็รีบปราม "ไม่ต้องมีพิธีมากน่า นั่งกินน้ำกันอยู่แค่รับทราบก็ได้ นั่งลง นั่งลง" คเชนทร์รับทราบแล้วนั่งลงตามเดิม "แล้วนี่ขุนที่เคยไปเยี่ยมอาที่โรงพยาบาลใช่มั้ย อาจำได้คลับคล้ายคลับคลา" ขุนยิ้มให้แต่ชัยเป็คนตอบ "ใช่ครับคุณอา" ผู้การกำแหงมองขุนแล้วก็ยิ้มให้ "ไปทำงานกับอามั้ย ฝีมือดีแบบนี้อาชอบ" ขุนยิ้มพร้อมตอบกลับไป "ผมเป็ทหารครับ ไม่ได้เป็ตำรวจเหมือนชัยมัน" ขุนพูดจบแล้วก็ยิ้มนอบน้อมให้ "ทำเื่ย้ายได้นี่ เอางี้ถ้าอยากเป็ตำรวจเมื่อไหร่ก็บอกอานะ เดี่ยวทำเื่ขอย้ายให้" ขุนตอบรับแล้วยกมือไหว้ขอบคุณอาของเพื่อน "ส่วนคเชนทร์เดี่ยวเธออย่าลืม ทำสำนวนส่งฟ้องตำรวจชั่วคนั้นด้วยนะ รวมถึงผู้ใหญ่บ้านเลวๆนั่นด้วย ทำให้รอบคอบอย่าให้พวกมันดิ้นหลุดไปได้ ยาบ้าที่ชั้นเข้าไปรวบมาได้เกือบ 6 ล้านเม็ด มันน่าวิสามัญจริงๆไอ้ระยำพวกนี้ ส่วนเด็กพวกนั้นรอให้ศาลท่านตัดสินแล้วส่งสถาพินิจซะ ชั้นจะจัดการเื่ผู้รักษาการผู้กำกับที่นี่ และเธฮก็อบรมตำรวจชั้นผู้น้อยพวกนั้นด้วย ให้รู้จักรักเกียรติของตัวเองกันบ้าง" คเชนทร์รับทราบโดยไม่ได้ยืนขึ้นอีก เมื่อคุยธุระกันเสร็จเรียบร้อยชัยกับขุนก็ขอตัวไปเยี่ยมวัฒน์ ลูกชายของน้าชีพและน้าหวาน ซึ่งวัฒน์มีศักดิ์เป็น้องของชัย เมื่อเยี่ยมเสร็จชัยก็กลับบ้านไปลายาย แล้วเดินทางมุงสู่เชียงใหม่เพื่อไปรายงานตัว
กองบังคับการตำรวจตระเวณชายแดนภาค 3 (บก.ตชด.ภาค 3) เชียงใหม่ ชัยเข้าไปรายงานตัวกับผู้บังคับบัญชาเรียบร้อยแล้ว ก็พาขุนเข้าไปที่บ้านพัก "เป็ไงบ้างวะเ้านายมึง" ขุนถาม "ก็ทั่วไปแหละว่ะ แต่ดูท่านนิ่งๆสุขุมท่าทางจะเอาจริง เราพักกันที่นี่คืนนึงพรุ่งนี้ไปรายงานตัวที่เชียงราย ท่านสั่งให้ไปทันทีหลังพระอาทิตย์ขึ้น" ชัยหยุดนิดนึงแล้วพูดต่อ "กูก็ไม่รู้ว่าจะไปลงจุดไหน แม่ฟ้าหลวงหรือว่าท่าขี้เหล็ก รอรับหนังสือก่อนเดินทางพรุ่งนี้" ... "ท่าขี้เหล็ก" ขุนพึมพำเบาๆในใจก็คิดถึงคำพูดของป้าแก้ว น้องสาวของหลวงตาแก่น "เอ็งมาอยู่ที่นี่ก็ดีแล้วขุนเอ๊ย ดีกว่าอยู่แถวท่าขี้เหล็กบ้านเก่าเอ็ง ที่นั่นมันอันตรายพวกค้ายามันฆ่ากันไม่เว้นแต่ละวัน" ขุนสะดุ้งเฮือกเมื่อชัยตบไหล่ "นั่งเหม่อคิดถึงแฟนรึไงวะ กูเรียกตั้งสองครั้งไม่ได้ยิน" ขุนยิ้มพรางถอนหายใจลึกแต่เบา "ไปหาไรกินในตลาดดีกว่าว่ะ" ชัยชวนขุนแล้วก็ออกเดินไปเรื่อยๆ จนถึงศาลาริมทางหน้ากองบังคับการ ยังไม่ทันจะเข้าไปนั่งในศาลาเลย ชายวันใกล้เกษียณก็ขับรถมอเตอร์ไซค์เข้ามาจอดใกล้ๆ ทักทายสองหนุ่มหน้าตายิ้มแย้มอย่างมิตรและถ่อมตน "หมวดจะไปไหนกันครับ ผมจ่าแช่มครับชาวบ้านแถวนี้รู้จักกันดี" จ่าแช่มถามและแนะนำตัวไปด้วย ชัยกับขุนก็ยิ้มให้อย่างมีไมตรีเช่นกัน "ผมสองคนจะไปหาอะไรกินในตลาดครับอาจ่า" ชัยก็ตอบออกไปอย่างนอบน้อมไม่ต่างกัน "ไปนั่งกินแถวเขื่อนแม่งัดดีกว่าครับ ไม่ไกลเท่าไหร่นั่งเย็นๆริมน้ำ เดี๋ยวผมเอารถไปส่งก็ได้ผมออกเวรพอดีครับ" ยังไม่ทันจะมีใครตอบรับอะไร จ่าแช่มก็บิดรถมอเตอร์ไซค์ออกไปก่อน สักพักก็ขับรถกระบะสี่ประตูมาจอดรับขุนกับชัยที่ศาลา จ่าแช่มเคยประจำอยู่ภูธรมาก่อน แล้วขอย้ายมาเป็ตำรวจตระเวณชายแดน พอได้เมียที่แม่แตงแล้วก็ไม่ยอมย้ายไปไหนอีกเลย ฐานะก็ปานกลางไม่รวยแต่ก็ไม่จน สามารถอยู่ได้อย่างสบายเมื่อเกษียณอายุราชการแล้ว
รถกระบะสี่ประตูเลี้ยวเข้าไปจอดที่หน้ารานอาหารริมเขื่อนแม่งัด จ่าแช่มลงจากรถแล้วเดินนำหน้าขุนกับชัยเข้าไปในร้าน จ่าแช่มนำหน้าไปนั่งโต๊ะมุมห่างจากเคาน์เตอร์พอสมควร เด็กในร้านก็เอาเบียร์มาเสิร์ฟขุนกับชัยมองไปทางจ่าแช่ม "ผมโทรสั่งไว้ก่อนมาแล้วครับหมวด วันนี้ผมขออนุญาตเป็เ้ามือนะครับ" จ่าแช่มพูดจบกำลังจะเดินไปทางเคาน์เตอร์ "ไม่เป็ไรครับอาจ่า เดี๋ยวผมจ่ายเอง" จ่าแช่มส่ายหน้าปฏิเสธ "ให้ผมจ่ายเถอะครับ ผมอยากเลี้ยงต้อนรับ" ชัยกำลังจะพูดอะไรสักอย่างแต่ขุนพูดแซงมาก่อน "เอาอย่างนี้ดีกว่า วันนี้เรากินกันเต็มที่เลยแล้วหารสามเท่าๆกัน" ขุนพูดตัดบทง่ายๆไม่ต้องแย่งกันจ่าย ชัยก็เห็นด้วยกับสิ่งที่ขุนพูด จ่าแช่มก็จำต้องคล้อยตามไปด้วย ชัยพยักหน้าเรียกจ่าแช่มาใกล้ๆ "อาจ่าฟังนะแล้วไม่ต้องหันไปมองอะไร มีรถเก๋งสีดำจอดที่ริมเขื่อนท่าทางมีพิรุธ เดี่ยวอาจ่าไปเปิดเบียร์มาเพิ่มแล้วลองชำเลืองดูเอานะครับ" จ่าแช่มพยักหน้าหงึกๆตอบรับ "กูเห็นั้แ่ตอนเข้ามาแล้ว มันมากันสามคนนั่งข้างหน้าสองหลังหนึ่ง" ขุนบอกขณะที่มือก็หยิบถั่วคั่วใส่ปากเคี้ยวกรวบๆ "มึงมันน่าเป็ตำรวจจริงๆเลยว่ะขุน ปฏิกริยาไวดีช่างสังเกตุกว่าตำรวจทั่วไปเสียอีก" จ่าแช่มเดินถือเบียร์เข้ามาที่โต๊ะ ส่งแผ่นกระดาษเล็กๆให้ชัย "ผมไม่แน่ใจครับหมวดว่าเคยเห็นรถคันนี้ที่ไหน แต่เคยเห็นแน่นอนครับ" ชัยดูกระดาษที่จ่าแช่มส่งให้ "อาจ่านี่ตาดีจริงๆเลยนะครับ ไกลขนาดนั้นยังมองเห็นทะเบียนได้อีก" จ่าแช่มควักกล้องส่องทางไกลอันเล็กๆให้ชั้ยดู "ของเด้กเล่นน่ะหมวดสั่งซื้อทางออนไลน์ แต่ก็ดึงภาพได้ไกลพอสมควรเลยครับ" ทั้งสามคนนั่งกินกันไปคุยกันไป ดูเหมือนไม่ได้สนใจสิ่งรอบข้างใดๆอีก "มีรถวิ่งเข้ามาจอดเที่ยบอีกคันแล้วอาจ่า จัดการเลขทะเบียนให้หน่อย" จ่าแช่มก็ลุกขึ้นเดินโซเซไปทางห้องน้ำ ส่วนขุนกับชัยก็ชนแก้วแล้วกระดกจะหมดแก้ว ไม่ได้สนใจมองไปทางรถคันดำคันนั้นเลย สักพักจ่าแช่มก็เดินกลับมาจากห้องน้ำ "ไอ้คนที่นั่งหน้ารถด้านซ้าย มันกำลังเอากล้องส่องมาทางเราด้วยครับหมวด" แล้วทั้งสามก้ชนแก้วกันอีก ทางรถคันดำที่จอดอยู่ก่อนแล้ว ก็หยิบกระเป๋าใบใหญ่ส่งให้รถคันที่วิ่งมาจอดเทียบ พอรับกระเป๋าไปแล้วรถคันที่เข้ามาใหม่ก็เลี้ยวรถกลับ รถคันดำก็กลับรถแล้ววอ่งตามออกไป พอรถทั้งสองคันออกไปแล้วจ่าแช่มก้ทำท่าจะ ว.วิทยุแต่ชัยห้ามไว้ "ทำไมล่ะครับหมวด ถ้าวิทยุไปตอนนี้ก็ยังมีโอกาสสกัดได้ทันนะครับ" จ่าแช่มถามด้วยความสงสัย "จะสกัดได้หรือไม่ก็ตาม คนในร้านนี้เดือดร้อนแน่นอน" ชัยตอบแบบไม่ต้องคิดกันนาน จ่าแช่มก็ถึงบางอ้อเมื่อนึกได้ว่า ไอ้คนนั่งหน้ารถมันก็ส่องกล่องสังเกตุการณ์เหมือนกัน แล้วพวกเขาทั้งสามคนก็หัวเกรียนกันทุกคน บ่งบอกว่าเป็ตำรวจแน่ๆ "แล้วหมวดจะทำยังไงต่อไปครับ หรือว่าเราจะตามไปจับพวกมันเองเลย" ชัยส่ายหน้า "ปล่อยพวกมันไปก่อน เราได้เลขทะเบียนรถมันมาแล้วเราตามมันเจอแน่ แต่ถ้าเป็ป้ายทะเบียนปลอมก็ถือว่ามันโชคดีไป" ทั้งสามก็นั่งกินกันต่อจนเกือบสามทุ่มจึงเรียกเช็คบิล ขุนกับชัยควักเงินออกมาเตรียมหารสาม แต่เด็กในร้านกลับบอกว่า วันนี้ทางร้านขอเลี้ยงต้อนรับพวกเขา ขุนกับชัยก็รู็ได้ทันทีว่าแผนของจ่าแช่ม
เช้าตรู่ของวันใหม่แสงอาทิตย์อ่อนๆเริ่มสาดแสงผาดทิวไม้ลงมา สองหนุ่มเตรียมพร้อมที่จะเดินทาง เพียงรอรับหนังสือเดินตามที่ผู้บังคับบัญชาแจ้งไว้ ทั้งสองมองไปรอบๆบริเวณนั้น หวังจะหาใตสักคนเอารถไปส่งที่ตลาด เพื่อจะต่อรถโดยสารไปยังจุดหมายตามคำสั่ง เอี๊ยดดดด เสียงเบรครถดังมาจากหน้ากองบังคับการตำรวจตระเวณชายแดน ขุนกับชัยรีบเดินจ้ำอ้าวไปที่หน้ากองบังคับการ เห็นแต่รถกระบะสี่ประตูของจ่าแช่ม แต่ไม่เห็นแม้เงาของจ่าแช่มที่บริเวณนั้น สักพักจ่าแช่มเดินออกมาจากตึกกองบังคับการ ในมือมีซองเอกสารสีน้ำตาลถือมาด้วย "ไปครับหมวด ไปเชียงรายกัน" ชัยยิ้มรับ "ไม่เป็ไรครับอาจ่า ไปส่งผมที่ตลาดก็พอแล้วครับ" จ่าแช่มยิ้มแล้วตอบว่า ""คงไม่ได้หรอกครับหมวด มีคำสั่งให้ผมย้ายไปด้วยนี่ไงครับหนังสือสั่งย้าย ดีเหมือนกันจะได้สร้างผลงานทิ้งท้ายก่อนเกษียณครับ" จ่าแช่มยืนซองเอกสารการสั่งย้ายให้ชัยดู "ว้าว เยื่ยมเลยครับอาจ่า งั้นไปกันเถอะ" พอดูเอกสารรู้จุดหมายแล้ว จ่าแช่มก็ขับรถมุ่งสูอำเภอแม่ฟ้าหลวงจังหวัดเชียงราย
บ่ายกว่าๆที่ตลาดแม่ฟ้าหลวง ทั้งสามแวะหาข้าวกินในร้านอาหารตามสั่งข้างตลาด กินเสร็จชัยเรียกเก็บตังค์ค่าอาหาร ตาก็เหลือบไปเห็นรถเก๋งคันดำที่เจอเมื่อวานโดยบังเอิญ ชัยบุ้ยปากไปทางที่สายตาเขากำลังมองอยู่ ขุนกับจ่าแช่มก็หันไปมองแว่บเดียวแล้วหันกลับ รถใช่สีใช่เลขทะเบียนก็ยังใช่อีก ทั้งสามไม่ได้พูดอะไรกันมากกินน้ำแล้วจ่ายเงินค่าข้าว ก้าวออกไปขึ้นรถจ่าแช่มอย่างไม่ต้องนัดหมายกัน จ่าแช่มสตาร์ทเครื่องเตรียมพร้อม พอรถเก๋งคันดำเคลื่อนตัวออกไปจ่าแช่มก็ขับตามไปช้าๆ รถเก๋งคันดำเลี้ยวขึ้นถนนไหญ่จ่าแช่มก็ขับตามไป รถเก๋งเหยียบคันเร่งออกไปอย่างเร็ว จ่าแช่มก็เร่งตามแต่ชัยปรามให้ผ่อนคันเร่งลงแล้วขับไปแบบปกติ "จะปล่อยมันไปอีกหรือครับหมวด" จ่าแช่มรีบถามด้วยความสงสัย "เปล่าครับไม่ได้ปล่อย แต่รถเก๋งคันนั้นเป็เครื่องเบนซินรอบมันเร็วกว่ารถอาจ่ามาก ขืนตามไปก็ไม่ทันจะทำให้ไก่ตื่นเปล่าๆ หรือไม่แน่บางทีมันอาจจะเช็คว่าเราจะไล่บี้มันไปหรือเปล่า ถ้ามันคิดแบบนั้นนั่นแสดงว่าเราพลาดแล้ว มันก็จะไหวตัวทันต่อไปจะเจอมันอีกคงยากหรืออาจจะไม่เจอมันอีกเลย" จ่าแช่มกระจ่างทันทีและยังแอบชื่นชมในใจ เด็กจบใหม่สมัยนี้ไม่ธรรมดาจริงๆ มองอะไรได้กว้างไกลและยังสุขุมรอบคอบอีกด้วย คงไม่ต้องทดสอบอะไรตามที่นายเก่าอย่างผู้การกำแหงสั่งมาอีกแล้ว "นั่นมันจอดเติมน้ำมันอยู่ที่ปั๊ม อาจ่าขับเลยไปให้พ้นเนินข้างหน้าเดี๋ยวผมขอขับบ้างครับ" จ่าแช่มพยักหน้ารับคำที่ขุนบอกมา ขุนเอาของบางอย่างออกจากกระเป๋าผ้าไปด้วย พอขึ้นนั่งแทนที่จ่าแช่มขุนก็จัดแจงเอาวิกผมสวมหัว แล้วเอาหมวกแก๊ปสวมทับอีกที "เช็ดให้ที" ขุนยื่นแว่นกันแดดส่งให้ชัย ชัยก็เช็ดเล็นซ์แว่นกันแดดตามที่ขุนบอก "ถ้ามีเหตุฉุกเฉินอะไรมึงก็จัดไปตามความเหมาะสมเลยนะขุน ค่าเสียหายอะไรเดี๋ยวกูจ่ายเอง" ชัยผู้มีอันจะกินั้แ่เกิดสั่งเพื่อนรัก "ได้เลยเพื่อน" ขุนตอบรับอย่างไม่มีคำอะไรทักท้วง คงมีแต่จ่าแช่มนั่นแหละที่ถอนหายใจเฮือกใหญ่ ขุนได้ยินเสียงถอนหายใจของจ่าแช่มถึงกับกลั้นหัวเราะไว้ ชัยก็ยิ้มจนเกือบจะขำออกมาแต่ก็กลั้นไว้ได้เช่นกัน ธรรมดาของคนทุกคนแหละที่ต้องรักและหวงรถคันแรกเป็ธรรมดา พอได้ยินแบบนี้ก็ทำให้กลืนไม่เข้าคายไม่ออกไปตามเหตุการณ์ ขุนขับไปเรื่อยๆตาก็มองกระจกหลังเป็ระยะ ขุนมองกระจกหลังอีกทีก็เร่งเครื่องแล้วยิ้มอย่างมีเลศนัย รถเก๋งคันดำวิ่งมาใกล้ถึงท้ายรถของจ่าแช่ม แล้วก็โยกออกขวาเพื่อจะแซง ขุนเร่งเครื่องขึ้นไปอีกไม่ยอมให้แซงง่ายๆ คนขับรถเก๋งคันดำเปลี่ยนเกียร์แล้วเร่งแซงขึ้นไป ยังแซงไม่ทันพ้นขุนก็โยกออกขวาเล็กน้อย แก้มรถกระบะสี่ประตูก็เบียดข้างรถด้ายซ้ายตอนท้ายของรถเก๋งนิดหน่อยเสียงดังพอได้ยิน ครืดดด ขุนถอนคันเร่งรอก็ชะลอตัวช้าลง ส่วนรถเก๋งคันดำก็เปิดไฟเลี้ยวซ้ายไปจอดข้างทาง ขุนก็ตบไฟเลี้ยวซ้ายเข้าไปจอดจ่อท้ายรถเก๋งคันดำ คนขับรถเก๋งคันดำเปิดประตูลงมา รูปร่างก็สูงใหญ่พอสมควรเดินหน้าเหี้ยมเข้ามา ขุนลงจากรถไอ้คนขับรถเก๋งมันก็เอามือตะปบปืนที่เอว ขุนในคราบไอ้หนุ่มผมยาวใส่แว่นกันแดดรีบยกมือไหว้มัน "ใจเย็นๆครับลูกพี่ใจเย็นก่อน ผมยินดีชดใช้ค่าเสียหายให้" ไอ้คนขับรถเก๋งสีดำเห็นขุนเป็เพียงฮิปปี้ผมยาวทั่วไป มันก็ทำหน้าเหี้ยมตะเบ็งเสียงขู่ "มึงขับรถภาษาอะไรวะ ไม่ต้องคุยเยอะกูเอาแสนเดียวพอจบ" มันพูดแกมบังคับให้จ่ายค่าเสียหาย "โอ้โห..ตั้งแสนเลยเหรอลูกพี่ นี่ดูเงินในกระเป่าผมสิมีแค่นี้เอง" ขุนแหวกกระเป๋าสตางค์ให้มันดูมีแค่แปดร้อยบาท มันทำท่าโมโหกำลังจะพูดแต่ พล็อค ่ระยะจังหวะเหมาะเหม็งด้วยหมัดตรงฉับไว เข้าปลายคางมันอย่างแรงถึงกับเข่าอ่อนลงไปนั่งคุกเข่า ขุนซัดลูกฟรีคิกตามไปเต็มข้อ พลั่ก หลับสนิทศิษย์ส่ายหน้า ชัยกับจ่าแช่มรีบลงจากรถช่วยกันเอาตัวขึ้นในกระบะรถ เสร็จแล้วชัยรีบเดินไปขึ้นรถเก๋งของมันขับเข้าไปซ่อนในป่าข้างทาง จ่าแช่มก็ะโขึ้นกระบะไปนั่งคุมไอ้หน้าเหี้ยมเผื่อมันฟื้น ชัยเดินออกมาจากป่าข้างทางมาขึ้นรถกระบะสี่ประตู ขุนขับไปได้ประมาณหนึ่งกิโลเมตรก็เลี้ยงลงไปวิ่งบนถนนลูกลัง มองหาที่เหมาะเพื่อจะทำการสอบปากคำ ไอ้หน้าเหี้ยมที่นอนสลบอยู่ท้ายรถ ชัยชี้ที่กระท่อมโทรมๆซ้ายมือข้างหน้า ขุนก็ขับตรงไปแล้วเลี้ยวเข้าไปจอดที่กระท่อมนั้น ขุนลงจากรถเดินดูไปรอบๆแล้วหันไปบอกชัย "เฮ้ย เอามันลงไปที่ริมธารนั่นดีกว่าร่มรื่นดูมิดชิดดีว่ะ" ไม่มีคำคัดค้านใดๆพวกเขาช่วยกันเอาร่างหมดสตินั้นไปมัดที่ต้นไม้ใหญ่ริมธาร ซ่า ซ่า จ่าแช่มสาดน้ำใส่หน้ามันอย่างแรงสองครั้งติดๆ สาดแล้วก็เดินไปยืนนิ่งอยู่ด้านหลังต้นไม้กับชัย มันสะบัดหน้าไปมาอาการงุนงงยังไม่หมดไป มันค่อยๆลืมตาขึ้นมาก็รู้สึกตัวว่าโดนมัดอยู่ มันก็เงยหน้าขึ้นเจอสายตาขุนที่ยืนมองมันตาแข็ง มันใมีอาการรนรานด้วยความกลัว "มึง มึงเป็ใครจับกูมัดทำไม" ขุนไม่ตอบคำถามมันแต่สายตาก็ยังจ้องมันนิ่ง ทำให้มันเกิดอาการร้อนๆหนาวอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน ขุนดึงมีดพกออกมาจากเอวด้านหลัง แล้วเดินเข้าหาชเลยที่มัดติดกับต้นไม้ ขุนไม่พูดอะไรยืนมองมันด้วยสายตาที่เ็า มือที่ถือมีดค่อยลดลงไปอยุ่ระดับเอว เหมือนคนที่ทำท่าจะแทงออกไปข้างหน้า "พี่ ๆ ้าอะไรก็เอาไปเลย แต่อย่าทำอะไรผมเลยนะ ปล่อยผมไปเถอะผมกลัวแล้ว" ขุนยิ้มที่มุมปากแล้วก้าวเข้าหามันอีกสองก้าวเป็ระยะที่แทงพอดี "ใครเอาของกูไป ของกูหายไปร้อยมัด" ถามแล้วก็เอามือจิกหัวจับผมมันดันจนหน้าหงายขึ้น "ถ้ากูไม่ได้ของคืนกูจะเก็บพวกมึงทีละคน ส่วนมึงก็เป็ผีเฝ้าริมธารที่นี่เดี๋ยวนี้แหละ" ขุนเงื้อแขนเตรียมจ้วงมีดเข้าพุงของมัน "เดี๋ยวพี่ ผมเอามาคืนพี่สองร้อยมัดเลยก็ได้ ผมมีของเยอะแต่ผมไม่ได้เอาของพี่ไปจริงๆนะครับ" มันร้องบอกข้อเสนอเสียงหลงเหงื่อกาฬไหลออกมาท่วมตัว "มึงบอกมาว่าของอยู่ที่ไหน เดี๋ยวกูไปเอาเอง" ขุนถามมันช้าๆชัดๆแต่ว่ามัน "ของมีคนดูแลอยู่ เดี๋ยวผมเข้าไปเอามาให้เองดีกว่าครับ" ขุนขยุ้มผมแล้วดันจนหน้ามันหงายมากกว่าเก่า "เดี๋ยวกูสืบหาเองดีกว่า มึงรอิญญาไอ้พวกนั้นอยู่ที่นี่เถอะ" มันใจหายวาบคิดว่าต้องตายเป็แน่แท้ รีบพูดออกมาเผื่อมีทางรอด "ได้ๆพี่ ผมจะบอกทางพี่ไปเอาของ พี่อย่าฆ่าผมเลยนะครับ ผมมีลูกเมียรออยู่ที่บ้าน" มันพูดออกมาด้วยความกลัวตาย "ถ้ามึงไม่โกหกกูมึงก็รอด แต่ถ้าโกหกกูมึงก็ไม่ต้องห่วงลูกเมียมึงหรอก เดี๋ยวจัดการส่งให้ตามไปอยู่กับมึงเอง" ยิ่งทำให้มันกลัวหนักยิ่งขึ้นกว่าเก่า "ครับ ผมจะบอกพี่ตามตรงทุกคำ ถ้าพี่ได้ของแล้วพี่ก็ปล่อยผมตามสัญญาเถอะนะ ลูกผมยังเล็กสงสารลูกผมด้วยเถอะครับ" มันพูดเสียงสั่นเครือเหมือนคนจะร้องไห้ ขุนปล่อยมือจากผมมันแล้วถอยหลังไปสองสามก้าว "ถ้ามึงไม่โกหกกูมึงไม่ตาย ลูกเมียมึงก็ไม่ตาย แต่ถ้ามึงโกหกกูมึงไม่รอดและลูกเมียมึงก็ไม่รอด สำหรับลูกมึงก็จะช่วยไม่ให้มันทรมานทีเดียวดับ ส่วนเมียมึงกูจะพวกกูสงเคราะห์ให้มันมีความสุขก่อนตาย กู..พูดคำไหนคำนั้น" ขุนพูดเสียงดังฉะฉานส่วนมันใจแทบจะตกไปอยู่ที่ตาตุ่ม มันก็เริ่มบอกเส้นทางอย่างละเอียดรวมถึงคนเฝ้ามีกี่คนด้วย ขุนก็ฟังอย่างตั้งใจชัยกับจ่าแช่มก็เช่นเดียวกันตั้งใจฟังอย่างมีสมาธิ "ถ้ามึงบอกผิดแม้แต่นิดเดียว เมียมึงได้ประชุมผัวก่อนประชุมเพลิงแน่ๆ กูบอกแล้วนะว่ากูพูดคำไหนคำนั้น" ขุนรู้ว่ามันรักลูกรักเมียมันมากดูจากอาการแล้ว จึงใช้ลูกเมียมันมาเป็ตัวช่วยในการขู่ครั้งนี้ "ผมไม่โกหกหรอกครับ พวกผมตั้งคุ้มผลิตยากับพวกกระเหรี่ยงตรงนั้น แล้วตั้งมาเกือบเดือนแล้วจริงๆ แต่พี่อย่าลืมสัญญานะครับ" ขุนรอจังหวะถามให้มันเล่าอีกครั้ง ถ้ามันกุเื่ขึ้นมามันจะไม่มีทางเล่าได้เหมือนเดิมแน่นอน "งั้นมึงลองบอกกูอีกรอบสิวะ มึงบอกรอบเดียวกูจำไม่ได้ว่ะ" มันเริ่มเล่าให้ขุนฟังอีกรอบอย่างไม่ผิดเพี้ยนไปจากเดิม พอมันเล่าจบขุนก็พยักหน้าเรียกชัยกับจ่าแช่มออกมา จ่าแช่มเอาสายเคเบิ้ลไทร์มาจากชัย ผูกรัดข้อมือมันไพล่หลังแล้วพามันไปขึ้นนั่งประตูหลัง "พวกพี่เป็ตำรวจหรือครับ" มันถามเพราะแต่ละคนตัดผมเกรียนกันทุกคน "สองคนใช่แต่กูไม่ใช่ ตามที่บอกถ้ามึงไม่โกหกกูมึงรอด แต่ถ้ามึงโกหกกูมึงไม่ได้ติดคุกหรอก" ขุนพูดเพียงเท่านี้ก็ทำให้มันหนาวได้เหมือนกัน แต่มันก็อุ่นใจที่รู้ว่าสองในสามเป้นตำรวจ ลูกเมียมันคงไม่เป็อะไรแน่ แต่มันก็ไม่ได้โกหกอะไรนี่โอกาสรอดมันยังพอมี "ผมไม่ได้โกหกหรอกที่ผมบอกเป็เื่จริงทั้งหมด คำที่ว่ารอดนี่คือรอดตายไม่รอดคุกใช่ไหมครับ" ขุนหันหน้าไปมองชัยแว่บหนึ่ง "กูบอกแล้วไงว่ากูพูดคำไหนคำนั้น คำว่ารอดที่กูพูดก็คือรอดตายแต่จะรอดคุกหรือเปล่านั้น มึงก็ลองคุยกับผู็หมวดเขาดูเอาเองกูไม่เกี่ยว" ขุนโยนไปทางชัยและชัยก็รู้ว่าขุนหมายถึงอะไร "นายชื่อไร" ชัยถาม "พงษ์ครับ" มันตอบอย่างเจียมตัวเพราะจะรอดคุกหรือไม่ก็อยู่ที่ผู้หมวดคนนี้ "ถ้านายจะกลับตัวกลับใจแล้วมีประโยชน์ต่องานของชั้น นายก็จะไม่ตายและก็จะรอดคุกอีกด้วย ส่วนลึกตื้นหนาบางยังไงเดี๋ยวค่อยคุยกัน แต่ถ้านายกลับตัวกลับใจไม่ได้นายไม่ได้ติดคุกแน่นอน" มันเข้าใจความหมายดีเมื่อโดนจับได้แล้ว ตำรวจบอกว่าไม่มีทางติดคุกหมายความว่าอาจจะโดนวิสามัญอย่างแน่นอน ไอ้พงษ์มันนั่งเบาะด้านหลังก็จริงแต่มันก็คอยบอกทางตลอด "พอไปถึงต้นกระบกใหญ่ข้างหน้า พี่จอดรถตรงนั้นก่อนนะครับ ด้านซ้ายมือนั่นผมเอากิ่งไม้สุมไว้ถ้าเอาออกแล้ว ก็เลี้ยวรถเข้าไปซ่อนตรงนั้นได้ครับ" ขุนจอดตามที่มันบอกแล้วลงไปเอากิ่งไม้ออก ขับรถเข้าไปจอดได้จริงตามที่มันบอกมาทุกอย่าง ทุกคนลงจากรถยกเว้นไอ้พงษ์ชัยเอาสายเคเบิ้ลไทร์ผูกเพิ่มขึ้น แล้วลดกระจกรถลงมาเล็กน้อยทั้งสี่บาน เพื่อให้อากาศถ่ายเทพอหายใจได้สบาย จ่าแช่มเปิดขวดน้ำให้มันกินก่อนออกไป ขุนออกไปคนสุดท้ายหันไปบอกกับไอ้พงษ์ "มึงนอนรอพวกกูอยู่ในรถนี่แหละ ถ้าพวกกูรอดมึงก็รอด" พูดจบก็เดินตามชัยและจ่าแช่มออกไป เอากิ่งไม้สุมบังตาไว้ตามเดิม จนมองไม่ออกว่ามีรถเข้าไปจอดในนั้นได้ ทั้งสามเดินลัดเลาะไปตามเส้นทางที่ไอ้พงษ์บอกมา ท้องฟ้าก็มืดลงอย่างรวดเร็วเพระาความดกครึ้มของใบไม้นาๆชนิด ทั้งสามเดินมาชั่วอึดใจก็เห็นแสงไฟริบหรี่ไกลๆ ชัยบอกให้ทุกคนนั่งพักวางแผนกันก่อน เพื่อความไม่ประมาททั้งสามคนพูดกันเสียงเบาๆ แม้จะอยู่ไกลจากคุ้มผลิตยาของพวกนั้น พอนัดแนะกันอบ่างดีแล้วทั้งสามก็เดินต่อ "ถ้าไม่จำเป็อย่าจับเป็นะครับอาจ่า เพราะถ้าจับไปได้เดี๋ยวมันก็หลุดออกมากันอีก" ชัยบอกกับจ่าแช่มเพราะขุนรู้ดีอยู๋แล้วว่าสมควรจับตาย ขุนเดินนำหน้ามาตลอดทางก็มาหยุดยืนอยู่ที่ต้นไม้ใหญ่ประมาณสามคนโอบ ขุนนั่งลงชัยกับจ่าแช่มก็นั่งลงตาม ขุนซ้อมเื่การนัดแนะตามแผนที่วางไว้ โดยให้จ่าแช่มคอยคุมเชิงอยู่ที่โคนต้นไม้ใหญ่ ส่วนขุนกับชัยจะแยกออกไปคนละด้าน เพื่อบีบพื้นที่ให้แคบลงแล้วจัดการเก็บอย่างเงียบกริบ ยกเว้นแต่พวกมันรู้ตัวจ่าแช่มถึงค่อยยิงล่อพวกมัน แล้วขุนกับชัยจึงจะตีขนาบข้างอีกที ทบทวนแผนกันเสร็จแล้วก็นั่งรอเวลาให้พวกมันเปลี่ยนเวร เพราะ่เปลี่ยนเวรเป็่ที่หล่ะหลวมมากที่สุด ชัยกับจ่าแช่มนอนราบกับพื้นสายตาก็มองพวกที่เข้าเวรอยู่ ทางแค้มป์ก็มีแสงไฟริบหรี่ที่ได้พลังงานไฟฟ้าจากโซล่าเซลล์ ขุนนั่งหันหลังพิงต้นไม้มองย้อนกลับไปทางที่พวกเขาเดินมา ทั้งสามไม่พูดคุยอะไรกันอีกเลยทุกคนอยู่อย่างเงียบสนิท เวลาผ่านไปร่วมๆชั่วโมง ชู่ ชู่ ชู่ ชัยใช้ปากส่งเสียงสัญญาณเบาๆให้ทุกคนเตรียมพร้อม ทั้งสามยังไม่ทันจะขยับตัวก็ต้องรีบหมอบลงเพราะ ปัง ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ เสียง M16 ดังประสานกับเสียงกิ่งไม้โดนตัดขาดเศษไม้ปลิวว่อน ชัยโงหัวขึ้นหวังจะมองทิศทางของลูกปืนว่ามาทางไหน เสียงปืนก็ดังมาอีกระลอกเศษไม้ปลิวกระจายไปทั่วบริเวณ ปัง ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ขณะที่ทั้งสามนอนหมอบหลบลูกปืนอยู่นั้น มีคนสองคนวิ่งมาทางพวกเขา ในมือถือปืน M16 มาคนละกระบอก ชัยถอนร่นไปโคนต้นไม่ใหญ่ที่ขุนนอนหมอบอยู่ จ่าแช่มกำลังจะขยับตัวคนที่ถือ M16 ก็วิ่งมาถึง "อ๊ะ" จ่าแช่มเลิกคิ้วเบิกตาโพลง ...!!!
โปรดติดตามตอนต่อไป (ตอนที่ 3)