ในชาติก่อนนั้น ผมมีชื่อเดิมว่า.... และได้ตายลงจากการเสียเืเป็จำนวนมาก
หลังจากที่ตาย ผมก็ได้มาเกิดใหม่พร้อมกับความทรงจำของชาติก่อน ผมไม่รู้เหตุผลหรอกว่าทำไม แต่มันทำให้ผมยังคงเหลือตัวตนของผมไว้
สิ่งแรกที่ผมได้เห็นหลังจากที่ได้ลืมตาขึ้นมาบนโลกใบนี้ คือเด็กผู้หญิงที่มีผมยาวสีฟ้าทอดลงมา กับเด็กผู้ชายผมสั้นสีดำสนิท หน้าตาของทั้งสองคนเกลี้ยงเกลาดูสวย และหล่อ ดูมีความสุขแต่ก็ดูเศร้าในเวลาเดียวกัน
ในตอนนั้นผมไม่รู้อะไรทั้งนั้นมีแต่ความสับสนปนเปเละเทะเต็มไปหมด อีกทั้ง ทั้งสองคนยังมาตั้งชื่อให้กับผมทั้งที่ผมเองก็มีชื่อเป็ของตัวเองอยู่แล้ว
ทั้งสองปฏิบัติกับผมไม่ต่างจากเด็กทารกแม้แต่น้อย ทั้งที่ในความคิดของผมตอนนั้นทั้งสองคน นั้นมีอายุที่น้อยกว่าผมเสียอีก และสุดท้ายก็กลายเป็ว่าทั้งสองคนเป็พ่อ กับแม่ของผมในโลกแห่งนี้
ในตอนแรกผมไม่อยากจะเชื่อว่าเื่นี้ที่เกิดขึ้นกับผมจะเป็เื่จริง แต่สุดท้ายผมก็หนีความเป็จริงที่อยู่ตรงหน้าไม่ได้อยู่ดี
และเพราะแบบนั้นมันยิ่งตอกย้ำแผลในใจให้นึกถึงเื่ราวในอดีต ที่ไม่สามารถกลับไปแก้ไขมันได้แล้ว
ครั้งนึงที่ผมกำลังจะไปหาเพื่อนสนิทของผม เพื่อพูดคุยอะไรบางอย่าง เธอเป็ผู้หญิงที่เคยเรียนที่เดียวกับผม ในตอนที่ผมกำลังจะเดินเข้าไปหาเธอในบ้าน ผมได้เห็นเธอที่กำลังให้นมเด็กทารกที่อยู่ในอ้อมแขนของเธอ พร้อมกับรอยยิ้ม รอยยิ้มของเธอในตอนนั้นเต็มไปด้วยความสุข เด็กคนนั้นดูน่ารักเหมือนกับเธอ กระทั่งใบหน้าของเด็กคนนั้นเองก็ดูคล้ายคลึงกับเธอเช่นกัน
แต่แทนที่ผมควรจะรู้สึกดีใจที่เธอได้กำเนิดเด็กตัวน้อยที่น่ารักเหมือนกับตัวเธออีกคน แต่ผมนั้นกับรู้สึกเจ็บใจแปลก ๆ อย่างบอกไม่ถูกแทน หลังจากที่ผมได้เห็นแบบนั้นผมจึงเดินออกมาโดยที่หน้าอกของผมร้อนผ่าว และแน่นอย่างไม่เคยเป็มาก่อน กระทั่งน้ำตาที่ไม่เคยไหลออกมาั้แ่เด็กก็เริ่มไหลออกมาอีกครั้ง และนับั้แ่ตอนนั้นเป็ต้นมาผมก็ไม่ได้ไปหาเธออีก
ส่วนหนึ่งก็เพราะความสมเพชในตัวของผมเอง ที่พึ่งกลับมาหาเธอในตอนที่เธอแต่งงาน และมีลูกไปแล้ว กระทั่งงานแต่งของเธอเองผมก็ยังไม่รู้เลยว่าจัดที่ไหนอย่างไร หรือแม้กระทั่งวันที่จัดงานแต่ง ในตอนนั้นผมควรแก้ไขมันโดยการขอโทษเธอเพื่อให้ความรู้สึกที่ยังค้างคาอยู่มันหายไป แต่ผมนั้นกับเลือกที่จะเดินหนีออกมาแทน
ในตอนนั้นเธอคงจะไม่รู้หรอกมั้ง ถ้าเธอรู้แล้วมางานศพของผมล่ะก็คงจะสมเพชน่าดู แต่ถึงอย่างนั้นก็สมเพชตัวเองอยู่เหมือนกันที่ไม่รีบบอกความในใจออกไปั้แ่ตอนนั้น
‘อย่าคิดมากเลยดีกว่า’
ถึงจะคิดแบบนั้น แต่ความเ็ปที่อยู่ตรงหน้าอกมันก็ไม่หายไป จึงได้แต่นอนซมอยู่แต่ในห้องตลอดทั้งหกเดือน จนพอทำใจยอมรับได้
ระหว่างที่นอนซม เพราะยังเดินไม่ได้ก็พยายามคิดเื่ราวต่าง ๆ ในอดีตไปด้วย ทั้งตอนที่เรียนอยู่ ตอนที่เป็เด็กกำพร้า หรือแม้กระทั่งตอนทำงาน
ครั้งแรกที่ถูกรับไปเลี้ยงเมื่อตอนอายุสิบห้าปี ตอนนั้นมีเหตุการณ์บางอย่างที่ทำให้เด็กในสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าหายไปสองถึงสามคน ที่หายไปส่วนใหญ่มีอายุที่ใกล้เคียงกับผม แต่ก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นผมจึงถูกรับไปเลี้ยงอย่างกระทันหันั้แ่ตอนนั้น
ผมถูกรับไปเลี้ยงโดยครอบครัวนึง ภายในครอบครัวของเขาก่อนที่จะมารับเลี้ยงผมนั้นมีอยู่สองคนคือ พ่อเลี้ยง และแม่ของเขา ในครอบครัวนั้นสำหรับผมแล้วมันอบอุ่นยิ่งกว่าตอนที่อยู่บ้านเด็กกำพร้าเสียอีก เขาดูแลผมเป็อย่างดี และส่งเสียให้ผมได้เรียนจนจบโดยที่ไม่มีเื่ให้ต้องลำบากใจแม้แต่น้อย
แต่หลังจากที่ถูกรับเลี้ยงมาได้ไม่นานพี่เลี้ยงในสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าก็ออกมาสารภาพผิด ทั้งที่เขานั้นเป็คนไปแจ้งความด้วยตัวเอง
ในข่าวที่ผมได้เห็น เด็กทุกคนที่หายไปได้ตายหมดแล้วแต่ยังไม่พบศพ ในภาพจากกล้องที่กำลังถ่ายทอดสด ผมได้เห็นพี่เลี้ยงที่เป็คนเลี้ยงผมมากับมือ ั้แ่ที่ยังเป็แค่เด็กทารกที่ถูกทิ้งไว้ที่หน้าบ้านของเด็กกำพร้า กำลังพาตำรวจหาศพของเด็กที่หายไป ในขณะเดียวกันผู้คนในหมู่บ้านก็ะโสาปแช่งมาที่เขาด้วยถ้อยคำที่รุนแรง
ผมที่ได้เห็นแบบนั้นก็ทำได้แค่เก็บความคังแค้นไว้ในระหว่างที่ผู้คนในหมู่บ้านกำลังะโด่าสาปแช่งผู้ที่เปรียบเสมือนกับพ่อแม่ของผม โดยที่ผมไม่สามารถทำอะไรได้แม้แต่น้อย
แต่เขาก็ไม่ได้ตอบโต้ และก้มหน้าพาหาศพของเด็กทุกคนที่หายต่อไป แต่ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นหลังจากผ่านมาได้สามเดือน ศาลก็ได้ตัดสินให้เขาได้รับโทษปะาชีวิต และคดีนั้นก็ถูกปิดไป สถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าเองก็ถูกปิดไปเช่นกัน เพราะไม่มีคนมาดูแลแทนพี่เลี้ยงคนนั้น
ในชาติที่แล้ว ผมไม่เชื่อว่าพี่เลี้ยงคนนั้นเขาจะทำได้ลง เพราะเขาคอยให้กำลังใจเด็กทุกคน และทำให้ทุกคนมีความสุขได้ถึงแม้จะมีใครหายไปสักคนก็ตาม ผมจึงพยายามที่จะหาคำตอบด้วยตัวเอง โดยที่ไม่ได้สนใจคนรอบตัวแม้แต่น้อย ในระหว่างที่เรียนอยู่จนกระทั่งตอนที่เรียนจบ
และก็ได้พบตัวคนร้ายในที่สุดหลังจากที่เื่นั้นผ่านมาได้สิบห้าปี แต่ก็ไม่ได้มั่นใจนัก
ในตอนนั้นเป็่เวลาหลังเลิกงาน ผมจึงเตรียมตัวออกไปทันทีที่หมดเวลางานเพื่อที่จะไปหาเขา แต่ก่อนไปผมได้ไปบอกเพื่อนที่สนิทที่สุดของตัวเองไว้ เผื่อเกิดเื่อะไรขึ้น แต่สุดท้ายก็ไม่ได้บอก เพราะเหตุผลบางอย่าง และเป็เพราะผมที่มัวแต่หาความจริงโดยที่ไม่ได้สนใจใคร จึงมีเพื่อนไม่มากนัก และนับได้แค่มือข้างเดียวเท่านั้น
‘แต่...ใครกันนะที่เป็คนร้าย? ถ้าจำไม่ผิด...ฉันเจอเขาแล้วใช่มั้ย? แต่ชื่อ...เขาชื่อว่าอะไร?’
ช่างมันเถอะ ก็คงจะมีคนมาสานต่อเอง มาอยู่ที่นี่ให้สบายดีกว่า
ที่นอนซม ไม่ใช่เพราะอยากจะนอนซมหรอก แต่ยังเดินไม่ได้ เพราะร่างกายของผมในตอนนี้เป็เพียงแค่เด็กทารกที่มีอายุเพียงหกเดือนเท่านั้น ที่ทำได้ในตอนนี้ก็มีแค่การคลานไปมา แต่ถึงจะพยายามคลานออกไปตอนที่ประตูแง้มอยู่ สุดท้ายก็จะถูกผู้หญิงชุดเมดจับได้ที่หน้าประตูแล้วอุ้มกลับมาที่เตียงเด็กอยู่ดี
แต่ก็ไม่เชิงว่านอนซมอย่างเดียวเพราะ เมลก็จะคอยเข้ามาในห้องทุกวันใน่เช้าจนถึงบ่ายเพื่อให้นม และจะกลับมาอีกทีหลังจากที่ดวงอาทิตย์ตกเพื่อเล่านิทานให้ฟังก่อนนอน เกรย์เองก็จะมาตอนนั้นด้วยเช่นกัน
“.....”
พอได้เห็นของเธอเข้าทุกวันก็รู้สึกหวั่นไหวอยู่บ้าง แต่ก็ไม่มีอารมณ์ในเื่อย่างว่าสักเท่าไหร่...
หลังจากที่เมลให้นมเสร็จก็มักจะอุ้มออกนอกห้องไปเดินเล่น
มองไม่เห็นทางเดิน เพราะเธออุ้มหงายจนมองเห็นแต่เพดาน ทำให้เห็นแต่แก้วกุ้งกิ้ง ๆ อะไรบางอย่างแขวนประดับไว้อยู่ประมาณสามสี่อัน
ชุดที่เห็นเมลใส่ตลอดตอนอยู่ด้านนอก หรือตอนที่เข้ามาหาในห้องเองเป็เสื้อติดกระโปรงสีฟ้ายาวจนถึงข้อเท้า กระทั่งเสื้อในของเธอเองก็ยังเป็สีฟ้าเช่นกัน
‘ดอกกุหลาบเยอะจังแหะ แถมมีหลายสีอีก’
เมลมักจะพาออกมาเดินเล่นที่สวนดอกไม้บ่อย ๆ ด้านหลังเมลเองก็มักจะมีผู้หญิงที่ใส่ชุดเมดผมสีม่วงอมชมพู ตัดกับนัยต์ตาสีเขียวอ่อน ตามมาด้วยตลอด
‘ผู้หญิงคนนี้ที่คอยจับฉันที่หน้าประตู?’
พอเมลหาที่นั่งได้ก็จะยื่นผมไปให้ผู้หญิงที่เดินตามาอุ้มแทน จากนั้นก็จะเริ่มเล่านิทานให้ฟัง
“.....”
ตอนแรกก็ไม่เข้าใจหรอกว่าเล่าอะไร แต่ระหว่างที่เล่า เมล กับผู้หญิงที่คอยตามมาก็จะคอยแสดงท่าทางไปด้วย
เมลเอามือทั้งสองมาประกบกัน และแบออกมา โดยที่นิ้วโป้งทั้งสองติดกัน แล้วขยับนิ้วที่เหลือพร้อมกัน คล้ายกับนก
‘นั่นนกสินะ’
ดูเหมือนว่าการแสดงท่าทางบางอย่างเพื่อสื่อสารของที่นี่จะไม่ค่อยแตกต่างจากชาติก่อนมากนัก จึงพอทำให้เข้าใจได้อยู่บ้างว่าพูดอะไร
ตลอดเวลาที่นอนซมอยู่ก็มักจะพยายามดันตัวเองขึ้นตลอดทุกวันเผื่อวันไหนโชคดีลุกขึ้นได้จะได้เริ่มเดิน
“...แม่”
หลังจากที่เริ่มเดินได้ก็เริ่มฝึกพูดเพื่อสร้างความคุ้นชิน เพราะรอบตัวของผมมีแต่ภาษาที่ไม่รู้จักเต็มไปหมด จึงต้องรีบใช้ให้คล่องโดยเร็วเพื่ออ่าน และฟังได้อย่างเข้าใจ
คำศัพท์บางคำผมก็จำเอาจากนิทานที่เมลเล่าให้ฟังบ้าง ไม่ก็ท่าทางที่เมล กับคนที่คอยตามเมลใช้
“ประตู...”
‘ประตูตรงนั้นสินะ’
ประตูไม้เงาสีน้ำตาลเข้มขนาดเท่ากับผู้ใหญ่ทั่ว ๆ ไป หรือสูงกว่านิดหน่อย อยู่ทางซ้ายของเตียงเด็ก และห่างออกไปอยู่พอสมควร
“ไกลจัง...”
กว่าจะเดินไปถึงประตู ก็รู้สึกเหนื่อยล้าเป็อย่างมาก
“เห้อ...”
ถอนหายใจพร้อมกับเอามือทั้งสองดันประคองตัวเองไว้ที่ประตู
‘ในที่สุด...เหนื่อยชะมัดร่างกายของเด็กมันอ่อนแอขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย แล้วลูกบิดประตู...’
พอเงยหน้าขึ้น จึงได้เห็นลูกบิดประตูทรงกลมเหมือนกับลูกบิดประตูทั่ว ๆ ไปในชาติที่แล้ว อยู่สูงเหนือหัวขึ้นไป
ในตอนนี้ผมอยู่ที่หน้าประตูบานใหญ่ และส่วนสูงของผมในตอนนี้สูงไม่พอที่จะเอื้อมมือไปบิดลูกบิดประตูเพื่อเปิดออก
ในตอนนี้มีแค่ไม่กี่ทางเลือก อย่างแรกก็หาอะไรมาต่อตัวให้สูงพอจนถึงลูกบิดประตู หรือไม่ก็กลับไปนอนรอให้เมลมาพาออกไป
“อะไรดี...”
นั่งรอเมลอยู่ในห้องนี้สบาย ๆ ก็น่าจะดีอยู่เหมือนกัน แล้วก็ค่อยเดินให้เธอดู ว่าสามารถเดินได้แล้ว และก็น่าจะปลอดภัยกว่า
หลังจากที่คิดได้แบบนั้นก็หันมองรอบ ๆ
ส่องกระจกหน่อยดีกว่าไหน ๆ ก็มีกระจกทั้งที อย่าเข้าใจผิดล่ะแค่อยากจะรู้หน้าตาตัวเองเฉย ๆ
พอหันกลับไปก็เจอโต๊ะไม้เงาตัวนึงที่เหมือนโต๊ะเครื่องแป้ง อยู่ฝั่งตรงข้ามกับเตียงเด็กห่างออกมาสามเมตรกว่า ๆ มีขนาดที่กว้างอยู่พอสมควร พร้อมเก้าอี้ไม้เงาที่ใช้พิงหลังได้สอดอยู่ใต้โต๊ะ
ในตอนที่กำลังจะก้าวเท้าออกไป ก็นึกอะไรบ้างอย่างขึ้นได้
ถ้าเดินแล้วมันเหนื่อย ก็คลานไปเลยซะสิ
หลังจากนั้นก็มอบลง และกลับมาคลานอีกครั้ง
“ฮึบ...ฮึบ...”
คลานจนมาถึงเก้าอี้ไม้ และมองขาเก้าอี้ตามขึ้นไป ไม่รู้เป็เพราะอะไรที่ชอบมองตามขึ้นไป คงเป็ความคุ้นชินล่ะมั้ง
“ฮึบ!”
หลังจากที่คลานมาถึงโต๊ะก็ยันตัวเองขึ้นด้วยแขนทั้งสองข้าง และลุกขึ้นแล้วประคองไม่ให้ตัวเองล้มลงไป
“ฮู่ว...”
ถึงจะคลานก็เถอะก็ยังเหนื่อยอยู่ดี แล้วจะขึ้นเก้าอี้นี่ยังไง
เบาะของเก้าอี้สูงอยู่ประมาณเท่าหัว
คงเพราะยังเป็เด็กล่ะมั้งมันถึงได้สูงขนาดนี้ แล้วก็คงจะลำบากตอนปีนขึ้นน่าดู แต่ก่อนอื่น....
จากนั้นจึงเอามือทั้งสองไปจับที่ขาเก้าอี้ด้านหลังทั้งสองที่อยู่ห่างกันจนต้องแยกแขนเกือบสุดถึงจะจับได้ทั้งสองข้าง และค่อย ๆ ดึงออกมา
หนักชะมัด!
ผมค่อย ๆ ถีบตัวถอยพร้อมกับลากเก้าอี้ออกมา
“ตึบ... ”
จนดึงมาออกมาพอที่จะปีนขึ้นไปได้ ก็ล้มตัวลงไปนั่งกับพื้น พร้อมเหยียดขาทั้งสองข้างออกไป และใช้แขนทั้งสองดันพื้นอยู่ด้านหลัง
“เห้อ...”
‘นี่แค่ดึงออกมาจากโต๊ะ มันลำบากขนาดนี้เลยเหรอ ถ้าเป็เมื่อก่อนใช้แค่มือเดียวก็ไหวแล้วแท้ ๆ’
ผมจ้องมองไปที่เก้าอี้ และคิดอะไรบางอย่าง
‘ช่างเถอะ จะโทษทุกอย่างก็คงไม่ได้หรอก’
“ลุก...ขึ้น...เดิน...”
ผมลุกขึ้น และเดินไปทางขวาของเก้าอี้
“ฮึบ...”
ผมใช้มือทั้งสองวางที่เบาะของเก้าอี้ และดันตัวเองขึ้นพร้อมกับใช้ขาขวาของตัวเองเกี่ยวขึ้นมา จนขึ้นบนเก้าอี้ได้สำเร็จ
‘พอมองข้างบนนี่ ห้องนี้มันก็ยิ่งดูกว้างขึ้นแหะ’
ที่ด้านนอกกระจกในตอนนี้นั้นเป็่ฤดูหนาว
ถ้านับจากวันที่ได้ลืมตาขึ้นมา วันนี้ก็ครบหนึ่งปีแล้วสินะ
“ไวจัง...”
หนึ่งปีนี่มันผ่านไปไวจริง ๆ
‘หน้าตาของฉันจะเป็ยังไงกันนะ แล้วตอนนี้เส้นผมเองก็คงจะขึ้นแล้วล่ะมั้ง’
จึงหันหลังกลับไปที่กระจก หลังจากที่ได้หันไปมองรอบ ๆ แล้ว
“โอ้ว”
ณ เบื้องหน้าของเด็กชาย คือกระจกเงาวงรีที่ตั้งตรง จนห้องมองทั้งใบหน้า และลำตัวของเด็กชาย
ภาพที่สะท้อนอยู่ในกระจก คือเด็กผู้ชายที่มีเส้นผมสีดำสนิทเหมือนกับพ่อของตนเอง กระทั่งใบหน้าที่คล้ายคลึงแต่ดูอ่อนโยนกว่า และมีดวงตาสีฟ้าสว่างราวกับท้องฟ้าในยามเช้าที่เหมือนกับแม่ของตนเอง และกำลังใส่ชุดนอนสีคาราเมลอ่อน ๆอยู่
‘น่ารักเหมือนกันนะเนี่ย’
มองซ้ายมองขวาก็ดูน่ารักดี นี่คงจะเป็ฉันจริง ๆ สินะ
‘แต่เสื้อผ้าพวกนี้.... มันไม่ดูแพงไปหน่อยเหรอ?’
“กริ๊ก แอด....”
เสียงของลูกบิดประตูที่ถูกบิดไปทางซ้ายพร้อมกับประตูที่แง้มเข้ามา
ทันทีที่เสียงลูกบิดประตูดังขึ้น ก็หันไปมองเองทันทีโดยที่ไม่ได้คิดอะไรทั้งนั้น เหมือนกับการตอบสนองต่อสิ่งเร้าด้วยความรวดเร็ว
“ไลท์เหรอ?”