วังหลวงฉางอาน
เป่าไฉเดินอ้วนท้วนมาตามทางซึ่งปูลาดไว้ด้วยหินแผ่นใหญ่
่นี้หิมะตกแรงนัก
ทหารเวรยามกลุ่มหนึ่งเดินแถวผ่านมา ต้องหลีกทางแล้วหยุดคำนับมัน
เป่าไฉยิ้มแย้มให้แถวทหาร
ด้วยมิทันมองทางจึงก้าวพลาด ลื่นไถลจนเกือบล้มลง
ดีที่มันรีบคว้าเสาหินสำหรับจุดโคมไฟที่อยู่ข้างทางได้ทัน
ทหารกลุ่มนั้นล้วนขบขัน แต่ย่อมมิกล้าหัวเราะเยาะเ้ากรมตุลาการ
เป่าไฉโบกมือทำนองว่าไม่เป็อะไรแล้วรีบเดินไปยังห้องทำงานของเว่ยกงกง
เมื่อไปถึงมันตบหิมะที่เกาะตามเสื้อผ้า แล้วน้อมกายเดินเข้าไป
เว่ยกงกงยืนอยู่ริมหน้าต่าง เห็นเหตุการณ์ั้แ่ตอนมันกอดเสาหิน
เป่าไฉได้แต่ยิ้มเขิน ๆ
เว่ยกงกงมองมันอย่างใคร่ครวญครู่หนึ่ง
“ทรงมีรับสั่งให้สิงปู้จัดการได้ แต่ให้ทำเป็การลับที่สุด”
เป่าไฉยินดียิ่ง ครั้งกำจัดไกวเช่อเฉียว เป็ฝีมือของเสี้ยวอู่ิ ย่อมถือเป็ผลงานของเว่ยกงกง แต่คราวนี้หากปฏิบัติการสำเร็จ ย่อมเป็หน้าตาของกรมตุลาการ
ถ้าจะให้ดีต้องบอกว่าเป็ผลงานของเ้ากรมตุลาการผู้นี้
เสี้ยวอู่ิลืมตาตื่นขึ้นมา
สิ่งที่ปรากฏต่อสายตาเป็อย่างแรกคือใบหน้าเคล้าน้ำตาของเจียเจีย
มันจมอยู่ในความมึนงงครู่ใหญ่
เมื่อคิดได้จึงพยายามยันกายจะลุกขึ้น แต่กลับเคลื่อนไหวไม่ได้แม้สักน้อย
นี่สร้างความแตกตื่นให้มันอย่างยิ่ง
เป็ครั้งแรกนับแต่จำความได้ ที่ไม่สามารถขยับเขยื้อนร่างกาย
เมื่อทบทวนความทรงจำ สิ่งที่เห็นก่อนหมดสติไปคือหมัดของต้าคลุ้มคลั่ง
หลังจากนั้นมันจำเหตุการณ์มิได้
แม้แต่ตอนใช้พัดรับเท้าของฟาร่าก็แทบจะเป็ไปตามสัญชาตญาณของการเอาชีวิตรอด
เหมยฮวาอยู่ที่ใด
มันพยายามเอ่ยถาม แต่เสียงไม่ออกไปจากลำคอ
เกิดอะไรขึ้น หรือมันกลายเป็คนพิการไปแล้ว
เจียเจียจับมือเสี้ยวอู่ิ หันไปมองหวงฮูหยินและประมุขหวงที่ยืนอยู่เื้ั
ทั้งสองแม้พยายามเก็บอาการที่สุด แต่สีหน้าวิตกกังวลหมองเศร้านั่นชัดเจนเกินกว่าจะซ่อนไว้ได้
“ท่านแม่ ท่านพ่อ”
น้ำตาของเจียเจียไหลออกมาไม่ขาดสาย
บ๊วยหวานดักปักษาไยมีน้ำตามากเพียงนี้
เสี้ยวอู่ิได้แต่นอนมองนาง
เจียเจียต้องเสียน้ำตาเพราะมันมาเท่าใด
น้ำตาของหวงฮูหยินไหลออกมาแล้ว
ประมุขหวงต้องกอดภริยาไว้
ร้านสุรา
หวงซิ่นนั่งกอดไหสุราอยู่ผู้เดียว
มันไม่ร้องไห้ แต่ขบกรามจนเป็สันนูน มิใส่ใจว่าฟันจะแตกจากกัน
“เสี้ยวอู่ิสูญเสียวรยุทธ เส้นเอนและกล้ามเนื้อฉีกขาดทั้งร่าง กลายเป็คนพิการ”
นี่คือสิ่งที่ประมุขหวงบอกมัน
“สุราอีกหนึ่งไห”
มันหันไปะโสั่งเสี่ยวเอ้อหนุ่มที่พยายามจะบอกมันให้กลับสำนักอยู่หลายครั้ง
มันเมามายอยู่ที่นี่มาสามวัน
แม้รู้จักกันไม่นาน แต่มันพอดูออกว่าเสี้ยวอู่ิเป็บุคคลที่มีความจริงใจและอนาคตอันยาวไกล
บุรุษหนุ่มผู้หนึ่งพลันต้องกลายเป็คนพิการไร้วรยุทธ
มันโทษตัวเองว่าไปถึงที่เกิดเหตุช้าไป เพราะมัวแต่ดื่มสุรา
แต่มันลืมคิดไปว่าหากมันไม่ออกมาดื่มสุรา ก็อาจไม่บังเอิญไปช่วยเสี้ยวอู่ิได้ทัน
มันระบายความเสียใจที่เอาแต่ดื่มสุรา ด้วยการดื่มสุรามากขึ้น
ส่วนข้าวปลาอาหารไม่แตะต้องมาสามวันแล้ว
คนสามคนเดินมานั่งลงที่โต๊ะ หวงซิ่นถูกเก็บมาเลี้ยง แท้จริงแล้วมันจึงไม่มีญาติ
แต่ยามทุกข์ใจที่สุดยังมีพี่น้อง
แม้มิใช่สายเื แต่มีน้ำใจ
เสวียจง เยวี่ยจง และหวงหลง นั่งลงข้างๆ มัน
ไม่มีผู้ใดห้ามปรามหรือปลอบโยน
ทุกคนเทสุราจากไหใส่จอก แล้วนั่งดื่มสุรากับมันไปช้า ๆ
ทีละจอก ทีละจอก
จนสุราหมดไหลงไป
เสวียจงที่เหมือนพี่ใหญ่จึงเอื้อมมือมาตบไหล่ของมัน
“กลับสำนักเถอะ ประมุขกับฮูหยินรอกินข้าวอยู่”
น้ำตาของลูกผู้ชายจึงไหลออกมา
เสี้ยวอู่ินอนอยู่บนเตียงมาเป็เวลาหนึ่งเดือน
ร่างกายของมันซูบผอมลงเรื่อย ๆ
คนเราเมื่อขยับเคลื่อนไหวมิได้ ก็เหมือนซากขอนไม้แห้ง
ซากไม้ที่หมดกำลังใจ
มันพออ้าปากพูดได้บ้าง แต่ร่างกายยังแทบขยับไม่ได้
บางวันที่มีเรี่ยวแรง มันขยับได้แต่ปลายนิ้วมือ
นี่คือซากของบัณฑิตปางเหยี่ยนผู้ที่สอบได้คะแนนอันดับสองของประเทศ
ซากของผู้สืบสวนลับยอดฝีมือของเว่ยกงกง
ซากของบุรุษถือพัดที่ไม่ธรรมดาของเจียเจีย
ซากของชายที่บุปผาเย้ยจันทราไม่สนใจ
แต่มิใช่มันคนเดียวที่ผ่ายผอม
เสี้ยวอู่ิผอมลงเท่าใด เจียเจียก็ผอมลงเท่านั้น
โต๊ะอาหารเย็นตระกูลหวงกลายเป็สถานที่อันจืดชืด
แม้ไม่มีผู้ใดประสงค์จะพูดถึงเื่นี้
แต่ในที่สุดประมุขหวงและฮูหยินก็ต้องคุยกัน
“หากยังเป็เช่นนี้ เกรงว่าเจียเจียจะไม่สบายไปอีกคน”
หวงฮูหยินพูดพร้อมใบหน้าหดหู่
เมื่อบุตรีตกอยู่ในความเศร้า มารดาไหนเลยจะเบิกบาน
“มันไม่มีญาติ หากส่งตัวให้ทางการดูแล ไม่นานก็ต้องตาย”
นี่ก็ใช่แล้ว แม้เว่ยกงกงส่งคนมารับตัวมัน แต่หวงฮูหยินเชื่อว่าหากมันไม่ได้นางดูแล จะมีชีวิตอยู่ได้ไม่กี่วันเท่านั้น
นี่ยังไม่นับว่า ทางการคงส่งมันไปที่โรงหมอสำหรับทหารพิการหรือคนอนาถาที่ไร้ญาติขาดมิตร
ซึ่งผู้ยิ่งใหญ่อย่างหวงเจียงเฉียงย่อมไม่ยินยอม
มิใช่ยินยอมมิได้ แต่มันไม่มีทางยินยอม
เสี้ยวอู่ิทนทานได้นานเท่าใด มันจะรักษาดูแลถึงตอนนั้น
หากเสี้ยวอู่ิตกตาย มันจะทำพิธีฝังด้วยตนเอง
ทหารที่มารับตัวเสี้ยวอู่ิจึงล่าถอยไป
นี่แม้ดูสมใจ แต่กลับทำให้เจียเจียตกอยู่ในความเศร้า
เมื่อได้เห็นชายที่รักอยู่ในสภาพราวซากศพที่ยังมีลมหายใจ
วันนี้หวงเจียงเฉียงและหวงฮูหยินจึงต้องตัดสินใจ
“เราจะซื้อบ้านเล็กนอกเมืองให้มันหลังหนึ่ง จ้างคนสักสองสามคน ดูแลมันจนถึงที่สุดของมัน”
นี่คือสิ่งที่หวงเจียงเฉียงทำได้
หวงฮูหยินมิกล่าวอันใด นางรู้ดีว่าหากเสี้ยวอู่ิอยู่ไกลมือนางเท่าใด ก็ใกล้มัจจุราชเท่านั้น
แต่หากมันยังอยู่ที่นี่นานเท่าใด เจียเจียก็อาจเดินทางไปพร้อมกับมัน
เจียเจียเดินน้ำตานองเข้ามาในห้อง คุกเข่ากับพื้น โขกศีรษะลง
ประมุขหวงกับฮูหยินแตกตื่น รีบช่วยกันประคองธิดาสุดดวงใจขึ้นมา
“เ้าทำอะไร” ทั้งสองถามแทบจะพร้อมกัน
“ท่านพ่อท่านแม่ พระคุณยิ่งใหญ่ ลูกขอตอบแทนท่านทั้งสองในชาติหน้า ลูกจะเป็คนพามันไปดูแลที่บ้านหลังนั้นเอง”
ยิ่งพูดน้ำตานางก็ยิ่งไหลออกมาท่วมใบหน้าที่ซูบผอมจนแก้มตอบ
หัวใจของประมุขหวงและหวงฮูหยินเหมือนแตกร้าว
นี่จะทำฉันใด
“อามิตาพุทธ” เสียงเยือกเย็นอ่อนโยนดังขึ้น
ทั้งสามหันไปมองด้วยความฉงน
พระสงฆ์รูปหนึ่งยืนอยู่หน้าประตู ท่านอายุราวแปดสิบพรรษา เคราขาวโพลน ร่างกายผอมแต่แข็งแกร่ง เค้าหน้าและแววตาเต็มไปด้วยความเมตตา
ไต้ซือฟางเว่ยรองเ้าสำนักวัดเส้าหลิน
เสวียจง เยวี่ยจง หวงหลง และหวงซิ่น ยืนสงบเสงี่ยมอยู่เื้ั
ไต้ซือฟางเว่ยยกมือขึ้นพนมข้างหนึ่ง อีกมือไพล่ไปด้านหลัง
“อาตมาขออภัยที่เข้ามาโดยมิได้บอกกล่าว แต่เื่มิอาจชักช้า”
ประมุขหวงและหวงฮูหยินรีบประคองเจียเจียยืนขึ้นคำนับ
“พระคุณเ้ามาด้วยเหตุใด” ประมุขหวงถามเสียงสั่นเครือ
“อาตมาขอกล่าวตามตรง วัดเส้าหลินจะรับตัวประสกอู่ิไปดูแล”
“มิได้” เจียเจียเสียงดังจนเกือบเป็ตวาด หวงฮูหยินต้องจับแขนนางไว้
เจียเจียรู้ตัวว่าเสียมารยาทรีบคุกเข่าลง
“หวงเจียเจียขออภัยไต้ซือ แต่ข้าพเ้าจะดูแลมันเอง”
ไต้ซือฟางเว่ยมองนางด้วยแววตาชื่นชม
“คุณหนูอย่าได้วิตกกังวล อาตมาจะดูแลมันอย่างดีที่สุด”
เจียเจียยังไม่ยินยอม
“วัดเส้าหลินเกี่ยวข้องใดกับมัน”
นี่เป็สิ่งที่ประมุขหวงและฮูหยินสงสัยเช่นกัน วัดเส้าหลินแม้อุดมไปด้วยพระสงฆ์ผู้มีเมตตาต่อสัตว์โลก แต่การรักษาพยาบาลคนป่วยย่อมมิใช่หน้าที่ของท่าน
สำหรับประมุขหวงย่อมไม่ผลักภาระให้แก่ผู้อื่นเป็อันขาด
ไต้ซือฟางเว่ยมองทุกคน พร้อมกับกล่าวออกมาอย่างแช่มช้าแต่หนักแน่นชัดเจน
“ประสกอู่ิเป็ศิษย์ฆราวาสของเส้าหลิน เส้าหลินย่อมต้องดูแล”
เสี้ยวอู่ิถูกนำตัวไปวัดเส้าหลิน
นี่มิใช่ง่ายดาย เจียเจียแทบจะกอดขาไต้ซือฟางเว่ยเพื่อขอให้ท่านเปลี่ยนใจ ดีที่หวงฮูหยินดึงไว้ทัน
สุดท้ายไต้ซือฟางเว่ยใช้เกียรติเป็ประกันว่าจะดูแลเสี้ยวอู่ิอย่างดีที่สุด นางถึงยอมสงบลง
เจียเจียขอกล่าวลาเสี้ยวอู่ิ แต่่ที่พูดคุยกันอยู่ คนของวัดเส้าหลินกลับนำตัวเสี้ยวอู่ิขึ้นไปนอนบนรถม้าแล้ว
เป็รถม้าของชาวบ้านธรรมดาที่วัดเส้าหลินจ้างมา
เจียเจียใช้น้ำตาอีกกี่ครั้งไต้ซือฟางเว่ยก็มิยินยอมให้พบ
“ประสกทั้งหลายขอให้ฟังอาตมาเถิด”
เมื่อท่านกล่าวด้วยน้ำเสียงแพ่งพุทธะ ทุกคนต้องเงียบลง
ในยุทธภพนี้ไม่ว่าด้านวรยุทธหรือคุณวุฒิ ท่านนับเป็ที่สุดผู้หนึ่ง
“การพบและการจากลา เป็ดังคนละปลายเชือกของชีวิต ประสกอู่ิอยู่ที่นี่ มิใช่นำมาซึ่งความทุกข์แก่ทุกคนหรอกหรือ แม้แต่ตัวมันเองก็ใช่ว่าจะสบายใจที่เป็ภาระของพวกท่าน มันเมื่อเป็ศิษย์เส้าหลิน เส้าหลินย่อมไม่ทอดทิ้ง หากวาสนาสิ้น ใยต้องฝืนทรมาน พวกท่านจงจดจำเื่ราวดี ๆ ของมันไว้เถิด จากนี้ไปถือว่ามันไม่เกี่ยวกับยุทธภพแล้ว”
เจียเจียทรุดตัวลงร้องไห้ นางร้องไห้ตลอดมาั้แ่เสี้ยวอู่ิาเ็สาหัส
ไต้ซือฟางเว่ยมองนางอยู่ครู่ใหญ่ จึงถอนใจเพียงน้อยนิดก่อนจะล้วงกระดาษแผ่นหนึ่งส่งให้
บนกระดาษมีตัวหนังสือถูกเขียนด้วยนิ้วมือจุ่มหมึกสีดำ ลายเส้นยุ่งเหยิงไร้น้ำหนัก แสดงว่าคนเขียนไม่มีกำลังแล้ว
“ลืมเลือน”
แม้จะไม่อยากอ่านออกเท่าใด แต่ตัวหนังสืออ่านได้เช่นนี้จริงๆ
“ประสกอู่ิฝากอาตมามอบจดหมายนี้ให้แม่นางเจีย รับไว้เถิด
เจียเจียรับจดหมายมากอดแนบอก น้ำตาไหลจนไม่มีจะไหล
ไต้ซือฟางเว่ยอำลาประมุขหวงและหวงฮูหยิน ก่อนขึ้นรถม้าท่านหันมาบอกทุกคนพร้อมกัน
“จากนี้มิต้องไปเยี่ยมประสกอู่ิ หากมีข่าวใดเส้าหลินจะส่งคนมาบอกเอง”
แล้วขึ้นรถม้าจากไป