อานุภาพเพ่งมองทำเนียบบุคลากรซึ่งอยู่ตรงหน้า
สายตาของเขากวาดหาไปที่ฝ่ายบัญชีก่อนเป็อย่างแรก
อ้า... เจอแล้ว !
ในที่สุดเขาก็มองเห็นรูป ชื่อและนามสกุลของธนิตอย่างชัดเจน
แสดงว่าเื่นี้ไม่ได้โกหก ที่ว่าทำงนอยู่ฝ่ายบัญชีและอยู่บริษัทเดียวกันกับเขา ส่วนเื่อื่นนั้น...
อานุภาพดูเวลาที่หน้าปัดนาฬิกาเรือนใหญ่ซึ่งอยู่เหนือบอร์ดขึ้นไป
“เฮ้ย !” เขาร้อง “สายแล้วนี่หว่า !”
ว่าแล้วสองขาก็ก้าวยาว ๆ พาตนเองอกจากตรงนั้นมุ่งหน้าตรงไปยังลิฟต์ซึ่งประตูของมันกำลังจะปิดลง
“รอด้วยครับ รอด้วย !”
เขารีบพุ่งตัวเข้าไปในลิฟต์พลางถอนหายใจ เฮ้อ ออกมาอย่างโล่งอกอานุภาพยืนพิงกำแพงลิฟต์ แผ่นหลังชุ่มเหงื่อไปหมด แถมยังหอบแฮ่ก
...เป็สภาพที่ดูไม่จืดทีเดียว
อุตส่าห์มาเร็วแล้วนะ แต่ดันเสียเวลาไปกับทำเนียบบุคลากรนั่น เหอะ ๆๆแบบนี้คือเขาไม่ได้เอาใจมาทำงานเลยจริงจริ๊ง ให้ตายเถอะ !
เป็ธรรมดาของอานุภาพที่จะไม่สนใจว่าผู้อยู่ในลิฟต์คือใครเขาไม่สนเพราะมันไม่ใช่เื่ของเขา สายตาของเขาเอาแต่มองตัวเลขบอกชั้นในขณะที่ลิฟต์ขึ้นมาถึงชั้นสามนั้นเอง...
“จะไม่ทักทายเ้านายหน่อยเหรอ ?”
เสียงนุ่มอันแสนคุ้นเคยดังขึ้น อานุภาพจึงหันขวับไปมองและเขาก็ต้องพบกับบุคคลที่ตนไม่อยากเจอมากที่สุดในทุก ๆ วัน
...อิทธิพงษ์ยืนมองเขา มือข้างหนึ่งล้วงกระเป๋าในขณะที่มืออีกข้างหนึ่งถือกระเป๋าเอกสารรวมทั้งเสื้อนอกสีกรมท่าซึ่งดูแวบเดียวก็รู้ว่ามันถูกทำขึ้นมาจากผ้าเนื้อดีและแบรนด์เนมชั้นดี
“สวัสดีครับ”
เขาทักทายอย่างแห้ง ๆ และอดคิดในใจไม่ได้ว่าหากนี่เป็พวกพนักงานหญิงคงจะวี้ดว้ายกระตู้วู้กันไปแล้ว เหอะ แต่นี่เขาไง เขา !
ประตูลิฟต์เปิดออกที่ออฟฟิศชั้นหก ฝ่ายออกแบบผลิตภัณฑ์โดยที่ทั้งสองไม่ได้มีบทสนทนาใด ๆ ต่อกันอีก
อานุภาพรอให้อีกฝ่ายออกจากลิฟต์ไปก่อนเขาก้าวเดินอย่างทิ้งระยะห่างพอสมควรไปที่โต๊ะทำงานของตน
สายตาของชายหนุ่มเหลือบมองไปเห็นปรารถนานั่งอยู่ที่โต๊ะในวันนี้บอกตามตรงว่าเขารู้สึกสดชื่นขึ้นมามากที่ ‘พี่หนา’อยู่ที่นี่ด้วย
ชายหนุ่มแทบจะข่มความดีใจเอาไว้ไม่ได้เพราะตอนนี้เขามีเื่อยากจะถามอีกฝ่ายพอดี
พอวางกระเป๋าสะพายข้างใบเก่าโกโรโกโสของตนลงบนโต๊ะแล้วเขาก็พาตนเองมาหยุดยืนอยู่ที่หน้าโต๊ะของปรารถนาทันที
“พี่หนา ๆ” อานุภาพเรียก “สวัสดีครับพี่ดีใจจังที่วันนี้พี่อยู่ออฟฟิศ”
ปรารถนายิ้มกว้าง หญิงวัยกลางคนซึ่งสวยแบบผู้ใหญ่ตอบกลับมา
“น้องอุ้มทำหน้าแบบนี้ มีอะไรใช่หรือเปล่าล่ะ”
อานุภาพพยักหน้า
“พี่หนารู้จักคนที่ชื่อธนิตฝ่ายบัญชีไหมครับ”
เขาถามออกไป มองเห็นปรารถนาเลิกคิ้วขึ้นน้อย ๆ อย่างแปลกใจ
“ธนิตเหรอ ? ก็พอคุ้น ๆ ชื่ออยู่บ้าง ก็นะ... แฟนพี่อยู่ฝ่ายบุคคลเพราะฉะนั้นชื่อของพนักงานในเนี้ย ก็มีผ่านตาบ้างล่ะ”
เวลาพูดว่า ‘แฟนพี่’ั์ตาของปรารถนาจะพราวระยับไปด้วยความรักจริง ๆ อานุภาพนึกอยากแซวแต่ก็รู้ว่าไม่สมควรจึงหุบปากเอาไว้ดีกว่านี่ถ้าเป็พนักงานสาวรุ่นเดียวกันเขาอาจเผลอตัวแซว ‘กิ้ว ๆ’ ไปแล้วก็ได้
“เขาเป็คนอย่างไรครับ ?”
“ก็นะจะว่าเป็คนอย่างไร...” ปรารถนาใช้มือจับปลายคาง“พี่คิดว่าน้องอุ้มอย่าไปยุ่งเกี่ยวด้วยดีกว่านะคนนี้น่ะ ดูเหมือนจะเป็พนักงานที่มีประวัติไม่ค่อยดีเท่าไหร่แต่ถ้าน้องอุ้มสงสัยถึงขนาดนั้นทำไมไม่ลองถามคนฝ่ายบัญชีโดยตรงล่ะ”
“เอ้อ” อานุภาพอึกอัก“ไอ้ผมมันก็ไม่ได้สนิทสนมกับใครมากขนาดนั้นน่ะสิพี่หนาก็”
สุดท้ายแล้วเขาจึงต้องกลับมานั่งที่โต๊ะของตนอย่างหงอย ๆ
แต่เขาค่อนข้างเชื่อปรารถนาอยู่มากทีเดียวเพราะในสายตาของเขาจากที่ประเมินคร่าว ๆ ตัวของธนิตเองก็ดูเหมือนจะเป็เช่นนั้นแล
ชายหนุ่มรู้สึกถึงแรงสั่นะเืในกระเป๋ากางเกงก็พบว่ามีข้อความเข้าในแอปพลิเคชันไลน์
พูดถึงเื่นี้แล้วอานุภาพก็อยากจะบอกว่าเขาเพลียจิตกับมัน
เมื่อก่อนเขาไม่เคยคิดว่าตนเองจะต้องซื้อสมาร์ทโฟนมาใช้แต่สุดท้ายเมื่อเข้ามาทำงานในบริษัทแห่งนี้เขากลับต้องยอมกัดฟันซื้อมันมาใช้โดยเลือกเอารุ่นที่ถูกที่สุดซึ่งแน่นอนว่ามันใช้ได้ไม่เต็มประสิทธิภาพเหมือนสมาร์ทโฟนรุ่นเรือธงตัวท็อปของคนอื่น ๆ หรอก
อย่าพูดไปเชียวล่ะ...
ไอ้สมาร์ทโฟนเครื่องนี้น่ะนะ เป็สมาร์ทโฟนของค่ายโทรศัพท์ซึ่งเขาซื้อมาในราคาหนึ่งพันกว่าๆ เรียกได้ว่าเลือกซื้อรุ่นโลว์ที่สุดในบรรดาสมาร์ทโฟนที่มีขายอยู่ตอนนั้นเลยทีเดียวแต่เขาก็ไม่แคร์ ซึ่งแน่นอนว่ามันยังคงเป็ 3G
ไอ้ที่จำเป็ต้องควักเงินจ่ายซื้อของไม่จำเป็แบบนี้ก็เพราะหัวหน้าตัวดีชอบสั่งงานผ่านทางไลน์นี่แหละบางครั้งอานุภาพก็คิดแค้น ๆ ว่าส่งอีเมลมาก็ได้มั้ง แต่ดูเหมือนนั่นจะเป็เสียงที่ดังอยู่แค่ในความคิดของเขาคนเดียว
อานุภาพหยิบมันออกมาดูก็เห็นข้อความจากคนที่เขาคาดไม่ถึงส่งมา
เขามองไปยังคนที่นั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานตัวซึ่งติดริมหน้าต่างก็เห็นอิทธิพงษ์มองหน้าจอโน้ตบุ๊คตรงหน้าเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมาทำให้พาลสงสัยว่าอีกฝ่ายกดส่งข้อความมาตอนไหน
แต่นั่นทำให้เขาประหลาดใจไม่น้อยที่คราวนี้เป็ข้อความที่ส่งมาในห้องแชทส่วนตัวไม่ใช่แชทกลุ่มตามปกติเวลาสั่งงาน
อานุภาพนึกงง เพราะเื่แบบนี้ไม่เคยมีประวัติมาก่อน
เขาก้มลงอ่านข้อความในนั้นแล้วก็หน้าถอดสี
‘น้องอุ้ม เลิกงานแล้วอย่าเพิ่งกลับ’
ในห้องสนทนาที่ว่างเปล่านี่คือข้อความแรกที่อิทธิพงษ์พิมพ์มาถึงเขาั้แ่เข้าทำงานที่บริษัทแห่งนี้...
ตกเย็นได้เวลาเลิกงาน อานุภาพก็นั่งอยู่ที่โต๊ะของตนแบบนั้นรอว่าอิทธิพงษ์จะว่าอย่างไร
คนอื่นทยอยกลับจนชั้นหกทั้งชั้นเกือบไม่มีคนอยู่แล้วนอกจากพวกฝ่ายอื่นที่ยังคงเดินวนไปเวียนมาอยู่บ้างแต่ฝ่ายเดียวกับพวกเขานั้นกลับออกไปหมดแล้ว
สิบเจ็ดนาฬิกา
อานุภาพถูกเรียกเข้าไปหาที่โต๊ะของผู้จัดการฝ่ายอิทธิพงษ์บอกว่าจะสอนเื่โปรแกรมให้เขา
ชายหนุ่มนึกออกทันทีว่าคงเป็เป็โปรแกรม Illustrator ที่พูดถึงเมื่อวันก่อนแน่
หึ ไอ้ตัวเขาดันใช้ไม่คล่องจนปล่อยไก่ออกมาตัวเบ้อเริ่มคิดไปแล้วก็น่าโมโหเขมนิจอยู่เหมือนกัน แต่ก็เข้าใจว่าหญิงสาวไม่ได้มีเจตนาร้ายอะไรไอ้ที่ผิดก็เขานี่แหละที่ไม่ใช้โปรแกรมให้ชำนาญทั้งคู่
อิทธิพงษ์เดินนำเขาไปที่คอมพิวเตอร์ส่วนกลางของทางฝ่าย
ผู้จัดการฝ่ายนั่งลงแล้วจัดการเปิดเครื่องเรียบร้อยอานุภาพรู้ว่าเขาต้องทำอย่างไร
“ที่จริงใช้ Photoshop ก็ไม่ได้ผิดอะไรหรอก แต่งานออกแบบใหญ่ ๆแบบนั้นเรานิยมใช้ Illustrator มากกว่า”
เสียงนุ่มว่า
“ครับ”
อานุภาพตอบสั้น ๆ
“มันก็ไม่ได้ต่างกันมากหรอก เท่าที่ดูเธอคงจะเชี่ยวชาญ Photoshop มากแต่ก็อยากให้ใช้ Illustrator ด้วย”
“...ผมเข้าใจครับ”
“ฉันมีหนังสือที่เขาสอนนะ ถ้าอย่างไรจะให้ยืม อ้อ เธอมีโปรแกรมนี้ในคอมฯ ที่บ้านอยู่แล้วใช่ไหม”
“...มีครับ”
“ดีแล้ว”
พูดจบอิทธิพงษ์ก็เริ่มสอนให้เขาอย่างใจเย็น อานุภาพได้แต่เออออไปยังไม่ค่อยเข้าใจมากนักแต่ก็ไม่อยากถามชายหนุ่มอดไม่ได้ที่จะเหลือบมองไปยังอีกฝ่ายอย่างระวัง
‘ผู้ชายคนนี้น่ะเหรอวะที่เป็ขวัญใจสาว ๆ เฮ้อ แล้วไงวะ !?’
อดไม่ได้ที่จะมีความคิดค่อนขอดอยู่ในใจแม้ภายนอกเขาจะรับฟังอย่างผู้ฟังที่ดี แต่ภายในก็อดเดือดปุด ๆด้วยความไม่ชอบไม่ได้
อานุภาพรู้สึกเหมือนจมูกของเขาจะได้กลิ่นหอมอ่อน ๆ ลอยมาในอากาศซึ่งเขาคิดว่ามันคงเป็กลิ่นหอมจากตัวของอีกฝ่าย
จะว่าไปแล้วชายที่นั่งสอนเขาอยู่ตรงนี้นั้นช่างดูภูมิฐานทุกกระเบียดนิ้วจริงๆ ไม่ว่าจะเสื้อเชิ้ต เข็มขัด กางเกงสแล็ค รวมถึงรองเท้าหนังมันขลับนั่นดูเป็ผู้ดีทุกตารางนิ้ว
ทรงผมซอยสั้นซึ่งเ้าตัวเซ็ตให้เข้ารูปขับใบหน้าของเขาให้น่ามองมากขึ้นไปอีกไหนจะแว่นตากรอบดำที่ขับให้ดวงตาสีดำสนิทคู่นั้นดูโดดเด่นมากขึ้น จมูกโด่งริมฝีปากบางสวย และใบหน้าติดไปทางหวาน ดูอย่างไรก็สวยจริงอย่างที่คนอื่นว่า
“ผู้จัดการฝ่ายใช้น้ำหอมของอะไรเหรอครับ ?”
ถามออกไปแบบนั้น ไม่ได้คาดหวังคำตอบ ที่จริงเขาอยากจะค่อนขอดมากกว่า
“หืม” อิทธิพงษ์เลิกคิ้ว “เปล่า ไม่ได้ใช้น้ำหอมหรอกมันเป็กลิ่นของน้ำยาปรับผ้านุ่มน่ะ”
“หา !?”
เผลอตัวร้องออกไปอย่างฉงน ถึงเห็นว่าอีกฝ่ายหัวเราะเบา ๆ
“น้ำยาปรับผ้านุ่มจริง ๆ หอมล่ะสิ ฉันนึกว่ามันจะฉุนไปเสียอีกตอนแรกก็หวั่น ๆ ใจอยู่เหมือนกัน”
ใบหน้านั้นแย้มรอยยิ้มออกมาอานุภาพเพิ่งเคยเห็นเวลาอีกฝ่ายไม่ทำหน้าตึงใส่เขานะเนี่ย
“คงจะเป็ผ้าชั้นดีมาก”
ผู้เป็ลูกน้องพึมพำ แต่เ้านายของเขาก็ได้ยิน
“เธอนี่ขี้ประชดเหมือนกันเนอะ”
“ก็ผมเคยบอกแล้วไงว่าคุณจะมาเข้าใจอะไรกับความจน อุ๊บส์”
เขายกมือขึ้นอุดปากแทบไม่ทัน รู้ดีว่าเวลาแบบนี้ตนไม่ควรพูดอย่างยิ่งแต่อิทธิพงษ์ก็ดูจะไม่ได้ถือสาอะไรกับคำพูดแดกดันของเขา ตรงกันข้ามอีกฝ่ายกลับสอนให้เขาต่อไปเรื่อย ๆ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น