บทที่ 6 กลอกตาได้งดงามยิ่งนัก (รีไรต์)
“โอ๊ย!” ฉินไห่โจวร้องลั่นก่อนจะพุ่งตัวออกไปอย่างรวดเร็ว เกือบจะทำให้แม่เฒ่าฉินล้มไปด้วย
แม่เฒ่าฉินทั้งขำทั้งโมโห จึงดุเขาไปสองสามคำ
แต่ฉินไห่โจวไม่ถือสา รีบวิ่งไปจัดการมัดขาแพะทั้งสี่ข้าง แบกขึ้นบ่าวิ่งกลับมาด้วยรอยยิ้มกว้าง น้ำนมแพะสีขาวสะอาดเปรอะเปื้อนไหล่เขาไปครึ่งข้าง
ยังไม่ทันที่แม่เฒ่าฉินจะหายใจหายคอได้ถนัด ไม่ไกลจากที่นางยืนอยู่ก็ปรากฏแม่ไก่กำลังกกไข่ออกมาอีกหลายตัว ไก่แต่ละตัวมีไข่อยู่ใต้ท้องไม่ต่ำกว่าสิบฟอง
แม่เฒ่าฉินตื่นเต้นจนตัวสั่น นางอุ้มฉินเยาเยาขึ้นมาหอมอย่างแรง พูดติดอ่าง “ละ…หลานรักของย่า นี่มันมากเกินไปแล้ว รีบเก็บเข้าไปเถอะ อย่าให้ใครเห็นเข้า”
ฉินเยาเยาโบกมือเพียงครั้งเดียว แม่ไก่ทั้งหมดก็หายวับไป
นางคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะโบกมืออีกครั้ง แม่ไก่ตัวอ้วนพีก็ปรากฏขึ้นที่ข้างเท้าแม่เฒ่าฉิน
ยังไม่ทันที่แม่เฒ่าฉินจะเอ่ยปาก ฉินไห่โจวที่เพิ่งกลับมาจากการจับแพะก็เห็นแม่ไก่ตัวเป็ ๆ ดิ้นพล่านอยู่ข้างเท้าท่านแม่ของเขา เขาโยนแพะที่แบกอยู่บนบ่าลงกับพื้นทันที ก่อนจะพุ่งเข้าไปจับแม่ไก่ตัวนั้น บิดคออย่างรวดเร็ว
ฉินเยาเยาตัวสั่นอีกครั้ง รู้สึกว่าการบิดคอไก่ด้วยมือเปล่านี้เป็ประเพณีของตระกูลฉินอย่างนั้นหรือ
ส่วนแม่ไก่ในมือเขานั้นน่าสงสารยิ่งกว่า มันกำลังกกไข่อยู่ดี ๆ ก็ถูกย้ายที่ไปมาอย่างรวดเร็ว แล้วก็กลับมาที่เดิม สักพักก็ถูกย้ายไปอีกครั้ง ยังไม่ทันจะตั้งตัวคอของมันก็ถูกบิดจนหัก... ช่างเป็ไก่ที่น่าสงสารจริง ๆ
แม่เฒ่าฉินตีที่แขนของฉินไห่โจวอย่างหัวเสีย “เ้าทำให้เสี่ยวชีเป่าของข้าใแล้ว”
ฉินไห่โจวเดินเข้ามาใกล้ฉินเยาเยาอย่างอารมณ์ดี แล้วหอมแก้มฟอดใหญ่ “ทำให้ลูกสาวสุดที่รักของพ่อใแล้ว งั้นพ่อจะจำไว้ รอเ้าโตแล้วค่อยมาเอาคืนพ่อดีหรือไม่!”
หนวดเคราของฉินไห่โจวทิ่มแก้มจนฉินเยาเยาต้องกลอกตาใส่ แต่พยายามกลอกตามองกลับมาข้างหน้าแรงไปหน่อย เกือบจะกลับมาไม่ได้
ฉินไห่โจวเห็นอย่างนั้นก็หัวเราะชอบใจ ชี้มาที่ดวงตาของฉินเยาเยาพลางพูดอย่างตื่นเต้นว่า “ท่านแม่… ดูสิ ลูกสาวขอข้ากลอกตาใส่ข้าด้วยล่ะ กลอกตาได้น่ารักจริง ๆ!”
ฉินเยาเยา “...”
แม่เฒ่าฉิน “...”
“พอแล้ว อย่าเพิ่งเล่นกันเลย ข้าเห็นว่าไม่ไกลจากตรงนี้มีถ้ำอยู่ เอาแพะกับไก่ไปซ่อนในถ้ำกัน ของพวกนี้ห้ามให้คนอื่นเห็น ไม่เช่นนั้นจะเกิดเื่ไม่ดี!”
สีหน้าของฉินไห่โจวเปลี่ยนเป็จริงจัง พยักหน้ารับแล้วรีบแบกแพะกับไก่ไว้บนบ่า วิ่งตรงไปที่ถ้ำอย่างรวดเร็ว
หลังจากที่เอาแพะกับไก่ไปไว้ในถ้ำเรียบร้อยแล้ว ฉินไห่โจวก็ขนหินก้อนเรียบ ๆ มาให้แม่เฒ่าฉินได้นั่งพัก จากนั้นก็หาหินก้อนใหญ่มาปิดปากถ้ำ แล้วรีบวิ่งกลับไปตามคนอื่น ๆ
แม่เฒ่าฉินมองลูกแพะที่ร้องระงม ดวงตาที่มุ่งมั่นเด็ดเดี่ยวของหญิงชราในตอนนี้กลับแดงก่ำ นางจูบที่หน้าผากของฉินเยาเยาพลางยิ้มทั้งน้ำตา “บรรพบุรุษตระกูลฉินของพวกเรา ชาติที่แล้วคงทำบุญมาเยอะ ์ถึงได้ประทานสมบัติล้ำค่าเช่นนี้มาให้”
ฉินเยาเยาเห็นแม่เฒ่าฉินผู้แข็งแกร่งร้องไห้น้ำตาไหลพราก จึงยกแขนน้อย ๆ ขึ้นหวังจะช่วยเช็ดน้ำตา แต่กลับไม่คิดว่าจะออกแรงมากไปหน่อย “เพียะ!” ตบจนแม่เฒ่าฉินหน้าหัน
ฉินเยาเยา “...”
นางไม่ได้ตั้งใจจริง ๆ นะ
แม่เฒ่าฉินมองฉินเยาเยา ทารกน้อยที่เพิ่งเกิดได้แค่วันเดียว บนใบหน้าน้อย ๆ กลับมีสีหน้าลำบากใจ จนทำให้หลุดขำออกมา “เ้าตัวแสบ”
แม่เฒ่าฉินยิ้มทั้งน้ำตา เช็ดน้ำตาที่หางตา ใช้นิ้วจิ้มไปที่หน้าผากเล็ก ๆ ของฉินเยาเยา “เ้าเด็กดื้อ”
ฉินเยาเยาเห็นแม่เฒ่าฉินรู้สึกดีขึ้นแล้ว นางก็ดีใจพ่นฟองน้ำลายฟู่ ๆ ออกมา
หลังจากนั้น แม่เฒ่าฉินก็ถูกข้าวขาว ๆ กองใหญ่หล่นทับ ทำเอาเกือบสิ้นใจคาที่!
“โอ๊ย ตาย ๆ ๆ”
แม่เฒ่าฉินใจนทรุดตัวลงกับพื้น เกือบจะทำฉินเยาเยาร่วงลงไปด้วย นางมองข้าวสารสีขาวโพลนตรงหน้า น้ำหนักรวมกันไม่ต่ำกว่าสองร้อยถึงสามร้อยจิน*[1]ด้วยใบหน้าซีดเผือด
เมื่อเห็นแม่เฒ่าฉินใจนสติเลื่อนลอย ฉินเยาเยาก็เพิ่งรู้สึกตัว ไม่ต้องพูดถึงว่าตอนนี้อยู่ในยุคข้าวยากหมากแพง แม้ในยามบ้านเมืองรุ่งเรือง ครอบครัวที่ร่ำรวยก็ใช่ว่าจะมีข้าวสารขนาดนี้
ข้าวสารเนื้อดีขนาดนี้ ในยุคโบราณน่าจะเป็ข้าวที่ใช้ส่งส่วย
ในใจของฉินเยาเยาเริ่มหวั่นไหว ตอนแรกแค่อยากให้แม่เฒ่าฉินยิ้มได้บ้าง ไม่คิดว่าจะลืมนึกถึงความเป็จริง เกือบไปทำให้นางใจนเป็ลม
เมื่อกลายเป็เด็กทารกไปแล้ว ร่างกายหดเล็กลง สมองก็ดูจะหดตามไปด้วย
ทันใดนั้น ก้นของฉินเยาเยาก็ถูกตีเบา ๆ เสียงของแม่เฒ่าฉินดังขึ้นด้วยความไม่พอใจ
“เ้าเด็กน้อยนี่ เ้าจะทำให้ข้าใตายเลยหรือ รีบเก็บไปเลยนะ!”
ฉินเยาเยาสะบัดมือเก็บของทุกอย่างกลับเข้าไป จากนั้นก็ยิ้มกว้างให้แม่เฒ่าฉิน
แม่เฒ่าฉินมองเด็กน้อยที่อยู่ในอ้อมแขนที่กำลังยิ้มให้ หัวใจแทบละลาย นางกอดฉินเยาเยาไว้แนบอก เรียกเด็กน้อยว่า ‘หลานรัก’ ซ้ำไปซ้ำมา
ได้ยินเสียงดังมาจากข้างนอก แม่เฒ่าฉินเหมือนนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ จึงพูดกับฉินเยาเยาด้วยน้ำเสียงเบาว่า “เสี่ยวชีเป่า ครั้งหน้าตอนที่เ้าจะเสกของออกมา เ้าช่วยบอกย่าหน่อยได้หรือไม่”
ฉินเยาเยาตอบรับ “อ้อแอ้” ในเวลาเดียวกัน ฉินไห่โจวที่อยู่นอกถ้ำก็กำลังยกหินที่กั้นปากถ้ำออกไป
ฉินลิ่งผิงเป็คนแรกที่วิ่งเข้ามา และเมื่อเขาเห็นสิ่งมีชีวิตสีขาวตัวนั้นในถ้ำ เขาก็รีบวิ่งเข้าไปหาทันที
ตามมาติด ๆ คือฉินลิ่งิและฉินลิ่งเฟิง พวกเขาวิ่งเข้าไปหาแพะนมตัวนั้นด้วยความตื่นเต้น อยากจะลูบมันแต่ก็ไม่กล้า จึงทำได้แค่จ้องมองมัน
“โอ้ ์! เหล่าซื่อ เ้าเจอแพะนมตัวนี้ได้อย่างไรกัน แบบนี้พวกเรามีโชคแล้วละ!”
“เป็แพะนมด้วย ดียิ่งนัก คราวนี้น้องข้าไม่ต้องหิวท้องแล้ว”
ฉินไห่หลิน ฉินไห่ชิวและสะใภ้สาม ต่างก็เบิกตากว้างด้วยความดีใจ พวกเขามองหน้ากันแล้วยิ้มให้กัน จากนั้นก็แยกย้ายกันไปทำงานของตัวเอง
สะใภ้สามรีบหยิบเสื้อผ้าเก่า ๆ มาปูบนก้อนหินก้อนใหญ่เป็ที่นอนแบบง่าย ๆ
ฉินไห่หลินใช้ก้อนหินมาก่อเป็เตาแบบง่าย ๆ
ส่วนฉินไห่ชิว ลิ่งอวี่และลิ่งิก็ช่วยกันออกไปเก็บฟืนแห้ง ๆ กลับมา
ส่วนฝั่งสะใภ้รอง พอเข้ามาในถ้ำก็จ้องมองแพะนมตาเป็ประกาย
หลังจากที่ฉินไห่โจววางสวี่ซิ่วอิงบนก้อนหินที่ปูผ้าไว้แล้ว เขาก็เดินไปที่ปากถ้ำ ก่อนจะยกก้อนหินมาปิดไว้ เขาไม่ตอบคำถามของสะใภ้รอง และก็ไม่อยากตอบด้วย
ถ้าไม่ใช่เพราะ ‘โชคดี’ คืนนี้พวกเขาคงต้องหิวโหย คนอื่นจะว่าอย่างไรก็ช่าง แต่ลูกสาวของเขาจะหิวไม่ได้
ฉินไห่โจวหยิบไก่ที่หักคอแล้วออกมาจากมุมหนึ่ง ส่งให้สะใภ้สาม
“พี่สะใภ้สาม ช่วยข้าทำไก่ตุ๋นให้ซิ่วอิงบำรุงร่างกายหน่อย”
“ข้าจะไม่ละสายตาจากนางแม้แต่น้อย”
สะใภ้สามรับคำแล้วรับไก่มา นางเหลือบมองสะใภ้รองที่นั่งยอง ๆ อยู่ข้างแพะนม ก่อนจะลากไก่ไปจัดการที่มุมหนึ่ง
“ได้กินไก่แล้ว!”
“ท่านพ่อเก่งที่สุดเลย!”
พอเด็ก ๆ เห็นไก่ที่ฉินไห่โจวถือมาก็ดีใจ ะโโลดเต้นกันยกใหญ่
“ท่านแม่ ของพวกนี้ท่านเอามาจากไหนหรือ” สะใภ้รองที่ใบหน้ายังมีรอยฝ่ามือสองรอยเดินเข้ามาหาแม่เฒ่าฉิน
แม่เฒ่าฉินตอบกลับอย่างไม่สบอารมณ์ “คงเพราะ์สงสารเสี่ยวชีเป่าของพวกเรา ไม่อยากเห็นนางต้องอดอยาก เลยส่งเสบียงมาให้!”
พูดจบก็หันหลังไปเปลี่ยนผ้าอ้อมให้ฉินเยาเยาที่กำลังน้ำลายไหล
ฉินเยาเยาที่กำลังเล่นน้ำลายอยู่ดี ๆ ก็รู้สึกเย็น ๆ ที่ก้นน้อย ๆ ของตัวเอง…
[1] หน่วยวัดน้ำหนักของจีน ซึ่ง 1 จิน เท่ากับ 500 กรัม