ท่ามกลางซากปรักหักพังของแดน์ที่กำลังลุกไหม้ ชายผู้หนึ่งอาบโลหิตทั้งร่างวิ่งฝ่าเปลวเพลิงไปอย่างไม่คิดชีวิต แขนทั้งสองโอบทารกน้อยไว้แนบอกอย่างมั่นคง
เื้ัเขา บุรุษชุดดำผู้หนึ่งก้าวเดินมาอย่างเชื่องช้า ดวงตาสีแดงฉานของเขาเปล่งประกายเยือกเย็น จับจ้องไปยังหลังของชายที่หลบหนีด้วยเจตนาสังหาร
"ต่อให้เ้าส่งเขาหนีไปสุดขอบฟ้า..." เสียงนั้นดังก้องทะลวงผ่านเสียงครืนครางของอาคารที่ถล่มทลาย "ข้าจะตามหาเขาจนเจอ"
ชายผู้หลบหนีหันมองทารกในแขนเป็ครั้งสุดท้าย ดวงตาเต็มไปด้วยน้ำตาปนโลหิต ฝ่ามือของเขาดึงแผ่นหยกออกจากอก ส่งพลังสุดท้ายเข้าสู่มัน
ครืน!
รอยแยกสีดำขลิบทองปรากฎกลางอากาศ เขายกทารกขึ้นจูบที่หน้าผาก ก่อนส่งร่างเล็กนั้นเข้าสู่ความมืดมิด
วูบบ
ทารกหายไปในรอยแยกแห่งมิติ ในชั่วพริบตาต่อมา แรงะเิอันทำลายล้างก็ซัดกลืนทุกสิ่งให้มลายสิ้น
กาลเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนผ่านดั่งสายน้ำ... สิบสี่ปีผ่านไปในโลกมนุษย์เบื้องล่าง
ห่างไกลจากเศษซากอารยธรรมของแดน์ที่ล่มสลาย
ณ เมืองหงเยว่ชุน เมืองชายขอบอันเงียบสงบที่โอบล้อมด้วยทิวเขาและสายหมอกยามเช้า แสงแดดอุ่น ๆ สาดส่องผ่านใบไม้ร่วงหล่นลงกระทบพื้นดิน กลิ่นอายของธรรมชาติอันเรียบง่ายอบอวลอยู่ทั่วทุกหนแห่ง
ทุกเช้า เด็กหนุ่มวัยสิบสี่ผู้หนึ่งจะตื่นขึ้นก่อนไก่ขัน เพื่อช่วยบิดาบุญธรรมแบกขวานเข้าป่าตัดฟืน เขาคือเหวินซาน บุตรบุญธรรมของจางิ คนตัดฟืนหลังค่อมแห่งกระท่อมท้ายหมู่บ้าน
เหวินซานมีใบหน้าหล่อเหลาสะอาดสะอ้าน แต่ร่างกายกลับผอมบางจากการตรากตรำทำงานหนัก
ยามค่ำคืนอันเงียบสงัดภายใต้แสงจันทร์ เหวินซานนั่งขัดสมาธิอยู่บนโขดหินท้ายหมู่บ้าน พยายามโคจรรูปแบบการหายใจเพื่อชักนำพลังิญญาจากฟ้าดินเข้าสู่ร่างกาย แต่ทันทีที่มันเข้าสู่ตันเถียนบนหน้าผาก พลังทั้งหมดกลับหายวับไปราวกับถูกบางสิ่งกลืนกิน
สิบสี่ปีแล้ว…
ไม่ว่าพยายามมากเพียงใด ผลลัพธ์ก็ไม่เคยเปลี่ยนแปลง
เหวินซานกัดฟันแน่นจนกล้ามเนื้อบนกรามนูนเด่น ตลอดสิบสี่ปีที่ผ่านมา เขาเฝ้ามองผู้คนรอบตัวก้าวเดินบนเส้นทางแห่งการบำเพ็ญอย่างองอาจ
ส่วนตัวเขา กลับถูกจองจำอยู่ในร่างกายที่ชำรุดทรุดโทรม ไม่อาจกักเก็บพลังิญญาได้แม้แต่เสี้ยวเดียว
"เพราะเหตุใด..." เหวินซานกำหมัดแน่น เล็บจิกฝ่ามือจนเืซึมออกมาเปรอะเปื้อนโดยไม่รู้ตัว "หาก์ไม่ยอมให้ข้าฝึกตน... แล้วเหตุใดจึงให้ข้าลืมตาดูโลกแห่งผู้ฝึกตนกันเล่า?"
เขาเงยหน้ามองผืนฟ้ายามราตรีที่มืดมิด ลมหนาวพัดผ่านแผลเป็บนฝ่ามือจนแสบร้อนขึ้นมาอีกครั้ง
ทุกครั้งที่ได้ยินเสียงหัวเราะเยาะถากถางจากผู้คนรอบข้าง หัวใจของเขาก็ราวกับถูกกระบี่กรีดเฉือนซ้ำแล้วซ้ำเล่า
เช้าวันต่อมาเหวินซานและจางิออกเดินทางเข้าป่าั้แ่ฟ้ายังไม่สาง ทั้งสองพ่อลูกใช้เวลาทั้งวันโค่นไม้ ตัดฟัน มัดฟืนเป็กองใหญ่ จนแดดร่มลมตก จึงลากเกวียนฟืนหนักอึ้งกลับเข้าเมือง
เหงื่อที่ไหลรินจนชุ่มเสื้อผ้าเก่าขาดวิ่นของเหวินซานเริ่มเย็นชืดลงตามลมหนาวยามเย็น แต่ในใจของเขากลับอุ่นขึ้นเมื่อคิดถึงน้องสาวตัวน้อยที่รอเขาอยู่ที่บ้าน
สองพ่อลูกตระกูลจางพากันลากเกวียนบรรทุกฟืนหนักอึ้งเข้าสู่ตลาดประจำเมืองอย่างเช่นทุกวันที่ผ่านมา แรงลากของจางินั้นเชื่องช้าและมั่นคง แม้ขาข้างหนึ่งจะกะเผลกเล็กน้อยแต่เขาก็ยังคงมุ่งหน้าต่อไป
หลังจากวางฟืนลงที่หน้าร้าน เ้าของร้านร่างอ้วนพุงพลุ้ยก็เดินเข้ามาด้วยท่าทีไม่สบอารมณ์ เขาเริ่มตรวจดูมัดฟืนแต่ละมัดอย่างละเอียดถี่ถ้วน ดวงตาเล็กหยีที่แฝงไปด้วยความเคี่ยวเข็ญกวาดมองราวกับกำลังจับผิดพยายามหาข้ออ้างเพื่อกดราคา ผ่านไปครู่ใหญ่ เขาก็โยนเหรียญทองแดงสามเหรียญลงบนโต๊ะไม้จนเกิดเสียงดัง
กริ๊ง!
เสียงเหรียญกระทบกันเบา ๆ เหวินซานขมวดคิ้วเล็กน้อย พยายามรักษาน้ำเสียงให้ราบเรียบและสงบนิ่งที่สุดแม้ภายในใจจะเริ่มเดือดพล่าน "เพียงสามเหรียญเองหรือ? ฟืนกองนี้ข้ากับท่านพ่อใช้เวลาทั้งวันจึงตัดมาได้ ปกติอย่างน้อยก็ควรได้ห้าเหรียญ"
เ้าของร้านแค่นเสียงหัวเราะอย่างดูแคลน "่นี้มีฟืนมาก ราคาย่อมตกเป็ธรรมดา หากไม่พอใจก็เชิญไปร้านอื่น" เขากล่าวตัดบทอย่างไร้เยื่อไย ก่อนจะหันไปต้อนรับลูกค้าคนอื่นทันทีราวกับสองพ่อลูกที่ยืนอยู่ตรงนั้นไม่มีตัวตน
เหวินซานก้มลงหยิบเหรียญทองแดงทั้งสามขึ้นมากำไว้ในมือ โลหะที่ััิันั้นเย็นเยียบ หมอประจำเมืองเคยบอกไว้ชัดเจนว่ายารักษาอาการป่วยของน้องสาวเขาต้องใช้เงินอย่างน้อยสิบเหรียญทองแดง แต่ตอนนี้เขามีเพียงสามเหรียญเท่านั้น
จางิเหลือบมองเห็นแววตาที่สั่นไหวของบุตรชาย เขาจึงยกมือหยาบกร้านที่ผ่านการทำงานหนักมาทั้งชีวิตขึ้นตบบ่าเบา ๆ "อย่าคิดมากเลยซานเอ๋อร์ พ่อยังมีของเก่าบางอย่างเก็บไว้อยู่ หากนำไปขายก็น่าจะพอรวบรวมเงินค่ายาได้อีกส่วนหนึ่ง"
เหวินซานพยักหน้าเงียบ ๆ แต่ภายในใจกลับรู้สึกขมขื่น สายตาของเขามองเหรียญในมือพร้อมกับภาพใบหน้าซีดเซียวของน้องสาวที่ลอยเข้ามาในความคิด นิ้วมือของเขาสั่นสะท้านและค่อย ๆ กำแน่นขึ้น จนขอบเหรียญทองแดงกดจมลึกลงบนฝ่ามือ
ขณะที่สองพ่อลูกกำลังลากเกวียนเปล่าเดินออกจากตลาด เสียงหัวเราะเยาะที่เต็มไปด้วยความโอหังก็ดังขึ้นจากด้านหน้า
"ฮ่า ๆ ๆ ๆ! ดูสิว่าใครมา"
กลุ่มชายหนุ่มหลายคนยืนขวางทางอยู่กลางลานตลาด ผู้ที่ยืนอยู่ด้านหน้าสุดคือ 'หูเฟิง' ชายหนุ่มร่างสูงในอาภรณ์เนื้อดีประดับประดาด้วยของมีค่า ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความหยิ่งผยอง
เมื่อเห็นสองพ่อลูกเดินเข้ามา รอยยิ้มเหยียดหยามก็ปรากฎบนใบหน้าเขาทันที
"โอ้... นี่ไม่ใช่เหวินซาน เ้าคนพิการหรอกหรือ?" เมื่อกล่าวจบ เขาก็ยกเท้าขึ้นเตะเกวียนไม้ทันที
โครม!
เกวียนทั้งคันพลิกคว่ำกระแทกพื้นอย่างแรง ชาวบ้านรอบข้างต่างสะดุ้งสุดตัวและถอยห่าง แต่ไม่มีผู้ใดกล้าเข้ามายุ่งเนื่องจากเกรงกลัวอิทธิพลตระกูลหู
หูเฟิงหัวเราะเสียงดังชอบใจ "ข้าได้ยินข่าวว่าเ้ายังไม่ยอมตัดใจเื่การหมั้นหมายกับน้องสาวข้าอีกหรือ? ช่างไม่เจียมตัวเสียจริง" สายตาของเขากวาดมองเหวินซานั้แ่ศีรษะจรดปลายเท้าด้วยความดูแคลน
"คนที่ตันเถียนพิการั้แ่กำเนิดเช่นเ้า... คิดจริงหรือว่าตนมีคุณสมบัติยืนเคียงข้างหรงเอ๋อร์? ต่อให้เ้าฝึกตนไปทั้งชีวิต ก็ไม่มีวันไล่ตามเงาของนางทัน!"
เสียงหัวเราะเยาะเย้ยของพวกลูกสมุนดังตามมาติด ๆ ท่ามกลางสายตาของผู้คนทั้งตลาดที่จับจ้องด้วยความสงสารและหวาดกลัว เหวินซานยังคงยืนนิ่งอยู่กับที่ แต่สองมือของเขากำด้ามขวานเก่าจนแน่น แน่นเสียจนเส้นเอ็นบนหลังมือปูดโปน
ดวงตาของเด็กหนุ่มก้มต่ำลง เสียงหัวเราะเยาะของหูเฟิงและพรรคพวกที่ดังก้องอยู่ในตลาด ค่อย ๆ เลือนหายไปจากโสตประสาท เหลือเพียงเสียงหัวใจที่เต้นกระหน่ำดุจศึกกลองรบที่กำลังโหมโรง
ตึก... ตัก... ตึก... ตัก...
ในห้วงความคิดนั้น เขาแทบอยากจะฟาดขวานในมือลงบนศีรษะของหูเฟิงให้แหลกละเอียด ต่อให้ต้องตายไปพร้อมกันตรงนี้ เขาก็อยากเห็นเืของอีกฝ่ายสาดกระเซ็นให้สมกับความแค้น
ในวินาทีที่เพลิงโทสะกำลังจะกลืน สายตาของเขากลับเหลือบไปเห็นแผ่นหลังอันคุ้นเคยที่ยืนอยู่ตรงหน้า แผ่นหลังที่เคยแบกรับฟืนหนักหลายร้อยชั่งมาค่อนชีวิต แผ่นหลังที่ค่อย ๆ ค้อมลงตามกาลเวลาเพื่อเลี้ยงดูเขาและจางลี่ให้เติบใหญ่
เพลิงโทสะในใจของเหวินซานพลันชะงัก หากเขาลงมือวันนี้... ผลลัพธ์มีเพียงหนึ่งเดียว คือเขาต้องตาย
"ฮ่า ๆ ๆ!" หนึ่งในลูกสมุนหัวเราะออกมาอย่างสะใจ "คางคกในกองทองก็ยังเป็คางคกอยู่วันยังค่ำ คิดจะเอื้อมมือแตะหงส์หรือ? อย่าทำให้คุณหนูต้องแปดเปื้อนเลย!"
เสียงหัวเราะดังขึ้น หูเฟิงเองก็เผยรอยยิ้มเ็า จากนั้นเขาก็ก้าวเข้ามาและคว้าเหรียญทองแดงสามเหรียญจากมือเหวินซานไปต่อหน้าทุกคน แล้วโยนลงไปในแอ่งโคลนสกปรกข้างทาง
แกร๊ง!
เหรียญทั้งสามจมหายลงในน้ำโคลนสีดำขุ่นทันที หูเฟิงยกเท้าขึ้นเหยียบซ้ำ บดขยี้มันลงไปลึกกว่าเดิม
"ไปเก็บสิ" น้ำเสียงของเขาเย็นเยียบราวน้ำแข็ง เขาก้มมองเหวินซานราวกับกำลังมองสัตว์เดรัจฉานตัวหนึ่ง "ข้าได้ยินมาว่านั่นเป็เงินค่ายาของน้องสาวเ้าไม่ใช่หรือ"
ทันทีที่คำพูดนั้นดังขึ้น บรรยากาศทั้งลานตลาดพลันเงียบงัน ชาวบ้านหลายคนเบือนหน้าหนีด้วยความเวทนา
จางิที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ตัวสั่นเทิ้มด้วยความโกรธ ใบหน้าแดงก่ำ มือหยาบกร้านที่เคยถือขวานฟันฟืนมาทั้งชีวิตกำแน่นจนเกิดเสียงลั่น เขาก้าวออกมายืนขวางหน้าเหวินซานช้า ๆ ทุกก้าวหนักแน่นผิดกับขาที่กะเผลกตามปกติ ราวกับความเจ็บป่วยทั้งชีวิตไม่เคยมีอยู่จริง
"หูเฟิง!" จางิตวาดลั่น น้ำเสียงนั้นดังก้องไปทั่วลานตลาด "อย่าได้รังแกผู้อื่นเกินไปนัก!"
อารมณ์ที่ปะทุขึ้นอย่างฉับพลันทำให้ผู้คนรอบข้างต่างชะงักงัน แม้แต่เหล่าสมุนของหูเฟิงยังเผลอหุบยิ้มไปชั่วขณะ แต่หัวใจของเหวินซานกลับจมดิ่งลงทันที เขารีบยื่นมือออกไปคว้าแขนบิดาไว้แน่น ก่อนส่ายหน้าเบา ๆ สายตาที่มองไปยังจางิเต็มไปด้วยความอ้อนวอน
'ข้าจะอดทน... เพื่อท่านพ่อ... เพื่อลี่เอ๋อร์... ข้าจะอดทนจนกว่าจะมีพลังมากพอจะไม่ต้องก้มหน้าให้ผู้ใดอีก'
เหวินซานหลับตาลงช้า ๆ ก่อนเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงแหบพร่า
"ข้าจะเก็บ"