เมื่อคำพูดนี้หลุดออกมาสถานที่นั้นก็เงียบสงัดลงทันที เด็กหญิงตัวเล็กๆ เขย่งปลายเท้าขโมยของหรือ?ภายใต้สายตาของผู้คนมากมายในห้อง ความเป็นไปได้นั้นน้อยมาก
“ใครจะไปรู้ว่านางใช้วิธีใด!” คุณหนูหลิวฮึดฮัดอย่างไม่พอใจ
“เชิญเริ่มการแสดงของพวกท่านได้” เย่ชิงชิงผายมือ
เคออิ๋งอิ๋งส่ายหน้าเบาๆให้ไช่อี้หลิงที่กำลังจะพูดอะไรบางอย่างแล้วก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าวเพื่อไกล่เกลี่ย “เรื่องนี้อาจจะมีเรื่องเข้าใจผิด...”
เผยรุ่นจือประสานมือไว้ในแขนเสื้อโดยไม่แสดงความคิดเห็นใดๆเขายืนอยู่ท่ามกลางแสงสว่างที่สาดเข้ามา มองดูทางนี้อย่างแน่วแน่แรงกดดันที่มองไม่เห็นแผ่ซ่าน
นานครู่หนึ่งเขาจึงกล่าวว่า “เรื่องนี้ให้ยุติลงเพียงเท่านี้เถิดวันนี้จวนสกุลเผยจะไม่รับแขก ชิวเยวี่ย ให้คนนำรถม้าของแต่ละบ้านออกมาส่งคุณหนูทั้งหลายกลับบ้านอย่างปลอดภัย”
“เจ้าค่ะ”
ชิวเยวี่ยก้มหน้าด้วยความเคารพลุกขึ้นทำตามคำสั่ง
ในตอนนี้คุณหนูผู้สูงศักดิ์ทั้งหลายต่างรู้สึกผิดเพราะพวกนางเป็นเพียงเด็กสาวที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ยังไม่เจนโลกนักจึงไม่กล้าอยู่ต่อ รีบจากไปพร้อมกับสาวใช้ของตนอย่างเร่งรีบ
หลังจากส่งเด็กสาวทั้งหลายกลับไปแล้วเผยรุ่นจือมองเผยฉางสี่ นางเม้มปาก สายตาเลื่อนลอยไม่แน่นอน
“เว่ยชิ่ง ไปเชิญนายท่านรองมาพาบุตรสาวกลับไป” เผยรุ่นจือสั่งเด็กรับใช้เบา
เผยฉางสี่เงยหน้าขึ้นด้วยความตกใจร้องออกมาเสียงดัง “พี่รอง ท่านจะทำอะไร!”
“ก็ให้อารองมาอบรมสั่งสอนบุตรสาวน่ะสิ”
บิดาของเผยรุ่นจือเป็นบุตรชายคนโตเคยมีบุตรสาวคนหนึ่ง ทว่าน่าเสียดายที่นางเสียชีวิตตั้งแต่อายุสามขวบหลังจากนั้นก็มีเผยรุ่นจือ และไม่มีบุตรสาวอีกเลยบุตรชายคนรองก็ให้กำเนิดบุตรชายสองคนเช่นกันกว่าจะได้เผยฉางสี่ซึ่งเป็นบุตรสาวคนเดียวของตระกูล นางจึงเป็นที่รักใคร่เอ็นดูยิ่งนัก
ปกติแล้วเด็กสาวจะเอาแต่ใจบ้างก็ไม่เป็นไรครอบครัวเช่นพวกเขามีหรือจะต้องยอมให้บุตรหลานต้องลำบาก?ทว่าในเรื่องใหญ่ๆ ที่เกี่ยวข้องกับคุณธรรมจะยอมให้เดินผิดทางไม่ได้เด็ดขาด
อารองสกุลเผยเป็นคนเคร่งครัดเผยฉางสี่ย่อมกลัวบิดา จึงบ่นอย่างไม่พอใจ “ข้ามิได้ทำผิดอันใดเจ้าค่ะ...”
“อย่าได้คิดว่าตนฉลาดนัก ไม่มีใครคิดว่าตนเองเป็นคนโง่หรอก” เผยรุ่นจือเคาะศีรษะนาง แล้วหันหลังเดินจากไป ไม่สนใจนางอีกแล้วเดินไปหาเย่ชิงชิง
เผยฉางสี่หวั่นใจไม่กล้าคาดหวังอะไรอีกแล้ว รีบพุ่งเข้าไปขอความเมตตา“พี่รอง ข้าผิดไปแล้วเจ้าค่ะ! ตอนนั้นก็แค่โมโหเกินไปข้าเองก็ไม่รู้จักนาง ย่อมต้องช่วยคนรู้จัก...”
พูดไม่ทันขาดคำก็พุ่งเข้ามากอดขาร้องห่มร้องไห้ น่าสงสารยิ่งนัก!
เย่ชิงชิง:“...”
เผยรุ่นจือเย็นชาไร้ความรู้สึกเหลือเกินเขาโบกมือให้เว่ยชิ่ง “พานางไป”
เว่ยชิ่งร่างสูงใหญ่พานางออกไปในทันที ในชั่วพริบตาเดียวภายในห้องก็เหลือเพียงเย่ชิงชิงกับเผยรุ่นจือที่ยืนจ้องตากันอยู่
เรื่องนี้จะพูดว่าเรื่องใหญ่ก็ไม่ใช่เสียทีเดียวจะสืบสาวราวเรื่องต่อไปก็คงเป็นแค่การเรียกผู้ปกครองมาอบรมบุตรหลานหากเจอผู้ปกครองที่เข้าข้างก็จะบอกว่าเป็นแค่การทะเลาะกันของเด็กๆหากเป็นผู้ปกครองที่เปิดใจก็จะขอโทษและลงโทษแล้วจบเรื่อง เสียแรงเปล่า ไม่คุ้มค่าเย่ชิงชิงเข้าใจในเรื่องนี้ดี
“วันนี้ต้องขออภัยด้วยนะ เสี่ยวชิงชิง”
ฝ่ามือใหญ่ก็วางลงบนศีรษะของนาง ลูบไล้เบาๆ พร้อมกับเสียงใสของเด็กหนุ่ม
เชื่อมั่นในความบริสุทธิ์ของนางถึงขนาดนี้เชียวหรือ?เย่ชิงชิงปัดมือเขาออก แล้วยื่นมือออกไป “ไม่ต้องพูดแล้วเอาเงินมา ค่าเยียวยาจิตใจเจ้าค่ะ”
“ค่าเยียวยาจิตใจคืออะไร?” เผยรุ่นจือถามอย่างสนใจพลางนั่งลงบนเก้าอี้ สายตาของเขาสบกับนางพอดี
เย่ชิงชิงประสานมือไว้ที่หน้าอกแสดงสีหน้าเกินจริง “หัวใจน้อยๆของข้าน้อยได้รับบาดเจ็บ ต้องได้รับการชดเชยเจ้าค่ะ!”
อ้อหมายถึงอย่างนี้นี่เอง เผยรุ่นจือพลันเข้าใจแจ่มแจ้ง แล้วกล่าวว่า“อย่างนั้นเราก็เสมอกันแล้วสิ~”
อะไรนะ?“เสมอกันตรงไหน?”
“ก่อนหน้านี้เสี่ยวชิงชิงล่วงเกินข้า จิตใจของข้าหวาดหวั่นตอนนี้ก็ยังสั่นกลัวอยู่เลย~” เผยรุ่นจือกล่าวเสริมด้วยรอยยิ้ม
เวรเอ๊ย!เย่ชิงชิงโกรธจนแทบจะคว่ำโต๊ะ “ท่านไปให้พ้นเลย!”
คำว่า‘สั่นกลัว’ ที่ว่ามันคืออะไรกัน? นางน่ากลัวขนาดนั้นเชียวหรือ! ยิ่งกว่านั้น นั่นมันเป็นอุบัติเหตุชัดๆดันมาบอกว่าหวาดหวั่นอีก ฮึ่ย!
“ข้าไปหาพี่ชายได้หรือยัง?” เย่ชิงชิงกัดฟันถาม
“แน่นอน ข้าก็ตั้งใจจะพาเจ้าไปอยู่แล้ว” เผยรุ่นจือยิ้มพยักหน้า
คุณชายจิ้งจอกร้ายกาจผู้นี้!
………….
เทศกาลปีใหม่ผ่านไปในชั่วพริบตาหิมะละลาย สายฝนพรำๆ ฤดูใบไม้ผลิกลับมาอีกครั้ง
เย่จื้อเฟิงเคยให้คำมั่นสัญญาว่าจะจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายขึ้นอีกครั้งแน่นอนว่าต้องทำตามที่พูด เขายังคงแขวนป้ายซื้อห้าแถมหนึ่ง สูตรเดิม รสชาติคุ้นเคยไม่ลดปริมาณ ไม่เอาของไม่ดีมาปะปน
เหล่าผู้สูงอายุทั้งหลายต่างพากันแห่กันมาทั้งผู้ซื้อและผู้ขายต่างยิ้มแย้มแจ่มใส ผลลัพธ์เป็นที่น่าพอใจสำหรับทุกฝ่าย
พ่อค้าแม่ค้าอื่นๆในตลาดต่างเคยเห็นมาแล้วเมื่อปลายปีที่แล้ว ตอนนี้จึงพากันเลียนแบบแขวนป้ายซื้อแลกของแถมกันอย่างสนุกสนาน ทั่วทั้งตลาดเต็มไปด้วยความคึกคัก
เรื่องการเล่าเรียนของสองพี่น้องก็ถูกหยิบยกขึ้นมาพิจารณานางซูตัดสินใจที่จะส่งบุตรทั้งสองของนางไปสำนักศึกษาตั้งแต่ปีที่แล้วการค้าก็ต้องทำ การร่ำเรียนก็ไม่อาจละทิ้งได้ นางไม่ใช่ชาวนาที่มองการณ์ไกลไม่เป็นมีหรือจะยอมให้บุตรของตนเป็นคนไร้การศึกษา
เย่จื้อเฟิงขมวดคิ้วเล็กน้อย“ท่านแม่จะทำคนเดียวไหวหรือขอรับ? ให้น้องสาวไปก็พอแล้ว”
เขาเป็นหนึ่งในกำลังหลักของครอบครัวหากไปสำนักศึกษาทั้งคู่ ผู้ใดจะดูแลร้านที่บ้านยังต้องทำเนื้อตุ๋นหม้อดินและล่าช่วนอีก จำเป็นต้องมีคนอยู่ตลอดเวลา
“ที่บ้านมีข้าอยู่ แผงลอยก็ให้หยางหลิ่วไปดูแล”
ใช่ว่านางซูไม่เคยไม่คิดถึงเรื่องนี้มาก่อนนางทำซอสถั่วเหลืองไว้หลายไหในวันที่แดดดีก็เพราะต้องการให้หยางหลิ่วว่างงานนั่นเอง