อันเจิงยืนเฝ้าอยู่หน้าตรอก ด้านหลังเขาตอนนี้เหมือนเป็นฤดูใบไม้ผลิเพราะหญิงสาวงดงามกว่าสิบคนกำลังเปลี่ยนชุดอยู่มีกลิ่นหอมอ่อน ๆ โชยมาเป็นระยะ อันเจิงหยิบเหล้าออกมาจากสร้อยลูกประคำโลหิตจากนั้นก็ดื่มเหล้าไปพลางคิดว่าจะเอาตัวหญิงสาวเหล่านี้ไปไว้ที่ไหนดีในเมื่อช่วยแล้ว อย่างไรก็คงไม่อาจทิ้งพวกนางไว้กลางทาง ไม่เช่นนั้น พวกนางคงต้องถูกจับกลับไปในไม่ช้าแน่
ตอนที่กำลังคิดถึงเรื่องนี้ก็มีคนตบบ่าเขาจากด้านหลัง “เสร็จแล้ว หันมาได้”
อันเจิงหันกลับไปก็เห็นใบหน้าทะเล้นของซางโหยว
“นักรบหญิง”
อันเจิงพูดขึ้น ก่อนจะยกมือคารวะเขาเพิ่งยกมือขึ้น ซางโหยวก็แย่งเหล้าในมือเขาไป จากนั้นนางก็เงยหน้าดื่มเข้าไปหลายอึกแล้วจึงตบท้องตัวเอง“ขวัญเอ๊ยขวัญมา”
อันเจิงชี้ไปที่หญิงสาวคนอื่น“เจ้าเป็นคนช่วยพวกนางออกมา แล้วคิดหรือยังว่าจะเอาพวกนางไปไว้ที่ไหน?”
ซางโหยวส่ายหน้า “ยังไม่ได้คิด...”
อันเจิงถอนหายใจ “เจ้าโง่”
“เจ้าต่างหากที่โง่!” ซางโหยวมองเขม่น
หลังจากอันเจิงเงียบไปครู่หนึ่งก็พูดขึ้น“พวกเจ้าแยกกันเดิน เดินไปทีละคนหรือสองคนก็ได้ พยายามเดินไปที่ที่มีคนพลุกพล่านและเบียดเข้าไปเดินในกลุ่มที่มีคนเยอะๆ ซางโหยวเจ้าพาพวกนางไปสำนักวรยุทธ์ชางอีกประเดี๋ยวข้าจะหาวิธีส่งคนไปรับพวกเจ้า”
ซางโหยวขานรับ จากนั้นก็ยื่นเหล้าคืนให้อันเจิง“เอ่อ...ขอบคุณ”
นางรีบเดินจากไป ส่วนอันเจิงก็ถอนหายใจอย่างเบื่อหน่าย
อันเจิงเดินกลับสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์จากนั้นก็ส่งคนไปรอรับหญิงสาวเหล่านั้นที่สำนักวรยุทธ์ชาง ตอนนี้ไม่มีทางเลือกอื่นทำได้เพียงให้พวกนางอาศัยที่สำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์ก่อน รอเรื่องทั้งหมดเงียบลงแล้วค่อยส่งพวกนางออกจากเมืองฟางกู้ไป
หลังจากจัดแจงทุกอย่างเสร็จอันเจิงก็เดินทางไปโรงจวี้ฉ่าง ขณะนี้เป็นช่วงบ่ายแล้วอันเจิงยังไม่ได้กินข้าวเที่ยงเลยด้วยซ้ำ เขาซื้อซาลาเปาที่ร้านข้างทางจากนั้นก็กินซาลาเปาพลางเดินเข้าโรงจวี้ฉ่างไป ในห้องโถง ทุกคนหันมามองเขาราวกับเห็นตัวประหลาดอันเจิงเคยได้รับความสนใจจากผู้คนมานับไม่ถ้วนแล้ว เขาจึงไม่ใส่ใจนัก ยัดซาลาเปาคำสุดท้ายใส่ปากแล้วเดินขึ้นชั้นสองไป
ตอนที่อันเจิงเปิดประตูเข้าไปนั้น ตู้โซ่วโซ่วและเสี่ยวชีเต้ากำลังเล่นเป่ายิ้งฉุบกันอยู่...
เขามองอาหารบนโต๊ะและมองซาลาเปาอีกลูกในมืออันเจิงรู้สึกว่าตัวเองไม่ต่างไปจากสัตว์ประหลาดเลย เขานั่งลงแล้วถาม “โซ่วโซ่วเจ้าทำอะไรไปบ้าง?”
ตู้โซ่วโซ่วฉีกยิ้ม“เสี่ยวชีเต้าดื่มมากไปหน่อย...”
อันเจิงเขม่นหน้าเขาแวบหนึ่ง“เขายังเด็กอยู่ เจ้าให้เขาดื่มเหล้าได้อย่างไร!”
ตู้โซ่วโซ่วส่ายหน้า“ข้าไม่ได้ให้ดื่มสักหน่อย เขาอยากลองเอง ปกติคนที่ลองชิมก็แค่ชิมคำเล็ก ๆ ใช่หรือไม่แต่เด็กนี่ดื่มเข้าไปทีเดียวครึ่งถ้วย จากนั้นก็กลายเป็นสภาพนี้แหละ ร้องเพลงเสียงดังแล้วยังลากข้าไปเล่นซ่อนแอบอีกชายชาตรีอย่างข้า อยู่ในสำนักก็แล้วไปเถอะ แต่อยู่ในที่แบบนี้จะไปเล่นซ่อนแอบอะไรนั่นได้อย่างไร...”
อันเจิงกลอกตา “ฉะนั้นเจ้าเลยสอนเขาเล่นเป่ายิ้งฉุบ?”
“นี่ก็เป็นการแก้ไขปัญหาใช่หรือไม่เล่า”
“เจ้ารังแกเด็กต่อให้จะชนะเด็กแล้วจะมีประโยชน์อะไรล่ะ?”
ตู้โซ่วโซ่วชักสีหน้า “ข้าแพ้ต่างหาก...”
อันเจิงพ่นผักที่เพิ่งยัดเข้าปากออกมาทั้งหมด“เจ้ายังมีหน้ามาพูดอีกนะ!”
ตู้โซ่วโซ่วชี้เสี่ยวชีเต้า “เจ้าไม่รู้หรือว่าเขาคือใคร?ทุกวันนี้ข้าตู้โซ่วโซ่วยอมคนเพียงสองคน คนแรกคือเจ้าคนที่สองก็คือท่านชี ท่านชีมากพรสวรรค์จริง ๆ ไม่เพียงแค่มีพลังวัตรสูงส่งแต่ยังเป็นผู้มากพรสวรรค์อีกด้วย เรื่องเป่ายิ้งฉุบนี่ก็เหมือนกันสอนแค่ครั้งเดียวก็เล่นเป็น แพ้แค่สองสามครั้งแรก จากนั้นข้าก็ไม่เคยชนะเขาอีกเลย”
เสี่ยวชีเต้าหัวเราะ “เป่ายิ้งฉุบสนุกจริงๆ...”
อันเจิงอุ้มเสี่ยวชีเต้าขึ้นมานอนบนเก้าอี้ “หลับไปเถอะ!”
อันเจิงเห็นว่าเสี่ยวช่านหมอบอยู่บนหน้าต่างแล้วมองไปด้านหน้าตลอดเวลาแววตาเปล่งประกายระยิบระยับ เสี่ยวช่านไม่ได้มีท่าทีเหมือนเจอของวิเศษแต่อย่างใด ทว่ามันคือความกังวล
เสี่ยวช่านกำลังกังวลอะไรอยู่?
อันเจิงกินข้าวราวกับคนตายอดตายอยาก หลังจากเด็กในโรงจวี้ฉ่างจัดการเก็บอาหารบนโต๊ะลงไปแล้วอันเจิงก็ถามขึ้น “หลังจากข้าออกไปแล้ว เกิดอะไรขึ้นบ้าง?”
ตู้โซ่วโซ่วส่ายหน้า“ก็แค่มีของที่มาจากคนแคว้นโยว แต่ไม่ต้องให้เจ้าออกแรงหรอกจางอี้ฟูจัดการเรื่องพวกนี้หมดแล้ว อีกทั้งวันนี้ยังมียอดฝีมือมามากมายพวกเขาแค่ไม่คุ้นเคยกับของที่ขนส่งทางทะเลเท่านั้น หากเป็นอาวุธวิเศษจริง ๆ หรือพวกโอสถวิเศษอะไรเทือกนั้นแคว้นโยวก็คงไม่เอามาหรอก”
อันเจิงขานรับ เขามักจะรู้สึกว่าเสี่ยวช่านอยากบอกอะไรบางอย่างและหลังจากกลับมาที่นี่ เขามักรู้สึกว่าผ้าฟู่หมัวที่อยู่ในสร้อยลูกประคำโลหิตเคลื่อนไหวตลอดเวลา
ผ่านไปอีกหนึ่งชั่วโมงในที่สุดก็ถึงเวลาอันสำคัญอีกครั้ง
เด็กในโรงจวี้ฉ่างจัดเก็บห้องโถงให้ว่างเปล่า จากนั้นก็จัดวางเก้าอี้และถ้วยชาผ่านไปไม่นาน ท่านอ๋องชุดม่วงก็เดินเข้ามาจากด้านหลังพร้อมกับหลี่ชางหลี่และจวงเฟยเฟยแล้วเข้าไปนั่งกลางห้องโถง ก่อนจวงเฟยเฟยจะนั่งลง นางหันมามองอันเจิงแวบหนึ่ง เขาพยักหน้าให้จากนั้นนางก็นั่งลงแถวหลัง
ผ่านไปอีกครู่หนึ่งก็มีเสียงดังขึ้นจากด้านนอกเหล่าขุนนางในราชสำนักมาถึงแล้ว ตั้งแต่ต้นจนถึงตอนนี้ชายชุดแดงจากแคว้นโยวไม่ได้เข้าใกล้ท่านอ๋องเลยแม้แต่น้อยราวกับระหว่างเขาทั้งสองมีปัญหาอะไรอยู่
เหล่าขุนนางมีท่าทางเกรงใจ จวงเฟยเฟยจึงฉวยโอกาสเดินหนีขึ้นชั้นสองเมื่อเข้าประตูมาได้นางก็หันไปพูดกับอันเจิง “แปลก”
“ทำไม?”อันเจิงถาม
จวงเฟยเฟยพูด “ท่านอ๋องของแคว้นโยวไม่มองข้าเลยสักนิด”
ตู้โซ่วโซ่วยิ้ม “พี่สาวคนสวยถูกเมินหรือนี่”
จวงเฟยเฟยแค่นเสียง “เหอะ...ได้ยินมาว่าท่านอ๋องนี่เป็นคนเจ้าชู้ต่อให้มาถึงแคว้นเยี่ยนแล้วควบคุมตัวเองดีขนาดไหน แต่ไม่ว่าอย่างไรแววตาก็เป็นสิ่งที่หลอกกันไม่ได้ เขาไม่เคยมองข้าตรง ๆ เลยสักครั้ง ในโรงจวี้ฉ่างมีหญิงสาวที่งดงามมากมายแต่เขาก็ไม่ชายตามองใครเลยสักนิด ข้าดูออกว่าเขาไม่ได้แสร้งทำ แต่เขาไม่เห็นใครอยู่ในสายตาจริงๆ”
อันเจิงถามขึ้น“วันนี้ท่านอ๋องมาโรงจวี้ฉ่าง แต่คนของกรมพิธีการมาช้าคาดว่าต้องกำลังจัดเตรียมงานเลี้ยงมื้อเย็นอยู่แน่ นี่ก็หมายความว่าคืนนี้ท่านอ๋องจะได้เข้าเฝ้าราชา”
จวงเฟยเฟยพยักหน้า “ท่านอ๋องและไทเฮาทรงตั้งพระทัยเฉยชาแบบนี้ฉะนั้นจนถึงตอนนี้พวกเขาก็ยังไม่เจอกันเลย งานเลี้ยงมื้อเย็นจะจัดขึ้นในตำหนักวิหารสวรรค์หากยังไม่เจอก็คงอ้างเป็นอย่างอื่นไม่ได้แล้วล่ะ”
“เจ้าหาวิธีพาข้าไปดูหน่อยได้หรือไม่ ข้าอยากเห็นท่านอ๋องนั่นกับตา”
“เจ้าเก่งเรื่องของวิเศษแล้วยังอ่านความลับจากแววตาคนได้ด้วยหรือ?”
“หากข้าบอกว่าได้ เจ้าจะคิดว่าข้าโอ้อวดมากไปหรือไม่”
จวงเฟยเฟยส่ายหน้า “ต้องไม่อยู่แล้ว”
นางนั่งได้เพียงครู่เดียวก็กลับไปอยู่ท่ามกลางขุนนางเหล่านั้น
ผ่านไปไม่นาน ด้านล่างสงบลงไม่น้อย ชายร่างกำยำหกคนถือกล่องเข้ามาจากสวนด้านหลังในกล่องนั้นดูหนักไม่น้อย เสี่ยวช่านกระโดดขึ้นไปนั่งบนไหล่อันเจิงแล้วจ้องกล่องนั้นไม่วางตา
“เสี่ยวช่าน เจ้ารู้สึกได้ถึงอะไรกันแน่”
อันเจิงยกมือขึ้นมาลูบหัวของเสี่ยวช่านเจ้าแมวเอาตัวไปถูหน้าอันเจิงแล้วส่งเสียงร้องเบา ๆ
ขุนนางแคว้นโยวเดินขึ้นไปบนแท่นกลางห้องโถงเขายืนอยู่ข้างกล่องแล้วพูดเสียงดัง “นี่คือของที่ราชาของเรามอบให้ราชาแคว้นเยี่ยนแต่เพราะราชาแคว้นเยี่ยนทรงรักประชาชน ฉะนั้นจึงอยากให้ทุกคนได้เห็นของมีค่าพวกนี้ในกล่องนี้มีของวิเศษอยู่สามอย่าง ล้วนเป็นของที่หายากทั้งนั้น แต่ถึงกระนั้น...ข้าได้ยินมาว่าแคว้นเยี่ยนมีผู้มากพรสวรรค์มากมายฉะนั้นจึงรู้สึกว่าหากนำของออกมาเฉย ๆ จะเป็นการดูถูกทุกท่านไปหน่อย”
เขาปรบมือ จากนั้นก็มีคนยกกล่องขึ้นมาสามกล่อง“เอาแบบนี้ดีกว่า ข้าขอเสนอการละเล่นเล็ก ๆ ที่ง่ายมาก ด้านในกล่องจะมีก้อนหินอยู่แต่จะเป็นก้อนหินอย่างไร คิดว่าข้าไม่พูดทุกท่านก็น่าจะรู้ดีกฎกติกาในการเล่นก็ง่ายนิดเดียว นั่นก็คือการทายก้อนหิน”
เขาหันหลังกลับ“แต่หากเล่นแบบนั้นก็ดูไม่น่าสนใจเท่าไหร่ เอาอย่างนี้เถอะทุกท่านใครอยากลงพนันก็ได้ แคว้นโยวข้าร่ำรวย ฉะนั้นข้าในนามตัวแทนแคว้นโยวขอรับปากไม่ว่าพวกท่านจะวางเดิมพันเท่าไหร่ พวกเราก็จะวางมากกว่าสามในสิบส่วนความหมายก็คือ หากพวกท่านพนันถูก ไม่เพียงแค่ได้เงินในจำนวนที่ตัวเองวางคืนแต่พวกท่านยังจะได้รับเงินส่วนที่พวกข้าวางอีก และหินก้อนนั้นก็จะตกเป็นของผู้ที่ทายถูกด้วย”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ทุกคนต่างก็คึกคะนองขึ้นมาทันที ความจริงแล้ว การเล่นพนันหินแบบนี้ก็เพื่อหาความร่ำรวยแต่ผู้คนที่ร่ำรวยอยู่แล้วเหล่านี้ไม่ได้แสวงหาความร่ำรวยอีก ทว่าใช้การพนันเป็นแรงกระตุ้นมากกว่า
ผู้คนที่เข้ามาในโรงจวี้ฉ่างไม่มีใครไม่ชอบการพนัน ฉะนั้นทุกคนต่างมั่นใจในตัวเองมาก
เมื่อเห็นว่าทุกคนต่างคึกคะนองแล้วขุนนางของแคว้นโยวจึงยิ้มพลางพูด “แต่หากพวกท่านเดาผิดของเดิมพันก็จะกลายเป็นของแคว้นโยวทั้งหมด นี่เป็นความยินยอมของทั้งสองฝ่ายหวังว่าจะไม่มีการขัดแย้งเกิดขึ้นทีหลัง หากทุกท่านไม่มีข้อโต้แย้งอะไรอย่างนั้นก็ขอเชิญจางอี้ฟูของโรงจวี้ฉ่างขึ้นมาเป็นกรรมการด้วยและเพื่อรับประกันความยุติธรรม จะมียอดฝีมือทั้งสี่ขึ้นมาเป็นพยาน”
เขาชี้ไปยังสี่คนที่ยืนด้านหลัง“สองคนเป็นชาวเยี่ยน อีกสองคนเป็นชาวโยว ฉะนั้นยุติธรรมแน่นอน และเพื่อความเหมาะสมทุกคนที่เข้าร่วมการพนันในครั้งนี้ ต้องวางเงินมัดจำเป็นจำนวนห้าพันตำลึง เงินนี้เป็นเพียงการสร้างความเชื่อมั่นเท่านั้นหากไม่มีเรื่องผิดพลาดอะไรก็จะคืนให้ทุกท่าน และแน่นอนว่า หากมีใครทำผิดกฎเงินมัดจำนี้ก็คืนไม่ได้แล้ว”
ผู้คนที่อยู่ด้านล่างไม่ได้ใส่ใจเงินมัดจำนี้ ทุกคนต่างก็ล้วงเงินยื่นออกไปอย่างง่ายดายในห้องโถงมีคนมากกว่าร้อยคน เพียงแค่เงินมัดจำก็เป็นจำนวนเงินห้าหกแสนตำลึงแล้ว
ที่ชั้นสองอันเจิงหันไปพูดกับตู้โซ่วโซ่ว “นี่เป็นการเปลี่ยนแปลงกฎการพนันอย่างเงียบ ๆโดยปกติแล้ว หินที่ใช้ในการพนันต้องเป็นตระกูลจวงจัดเตรียมขึ้น นี่เป็นกติกาที่ตั้งไว้อย่างชัดเจนหากใครยินยอมซื้อก็ซื้อไป และหากก้อนหินที่ซื้อไม่มีหยกแห่งวิญญาณ นั่นก็ถือว่าซวยการซื้อขายหินในครั้งนี้มีการเดิมพันเข้ามาด้วย นั่นก็หมายความว่าอีกประเดี๋ยวจะมีการวางเงินก้อนโต”
ชาวเยี่ยนชื่นชอบการพนันชาวโยวจึงใช้โอกาสนี้หาประโยชน์
อันเจิงพูดด้วยความกังวล“ชาวโยวมาในครั้งนี้ได้เตรียมตัวไว้ดีแล้ว คาดว่าไม่มีอะไรง่ายขนาดนั้น ขุนนางแคว้นเยี่ยนเหล่านี้จะเสียดายเงินในการบริจาคให้ทหารชายแดนแต่สำหรับการพนัน พวกเขาไม่เคยเสียดายเลยสักนิด ชาวเยี่ยนชอบการพนันอย่างบ้าคลั่งจนไม่มีเหตุผลหากครั้งนี้ถูกชาวโยวเก็บเงินก้อนโตจากไป ถึงตอนนั้นจะไม่เพียงแค่ขายหน้าเงินก้อนโตนั่นยังอาจไปช่วยกองทหารแคว้นโยวอีกด้วย มันจะกลายเป็นคมดาบที่กลับมาฆ่าฟันทหารเยี่ยนในสนามรบ”
ตู้โซ่วโซ่วพูด“พวกคนโยวนี้ไม่มียางอายจริง ๆ”
อันเจิงส่ายหน้า“พวกเขาแค่จับจุดของชาวเยี่ยนถูกก็เท่านั้นแหละ”
ขณะที่อันเจิงกำลังพูดอยู่นั้น ชายร่างกำยำของแคว้นโยวก็เปิดกล่องออกแล้วนำก้อนหินออกมาวางไว้บนโต๊ะทีละก้อน ก้อนใหญ่สุดมีความสูงประมาณหนึ่งเมตรกว่า ไม่สามารถยกมาวางบนโต๊ะได้จึงวางไว้บนเวทีแทน ก้อนเล็กสุดขนาดเท่ากำปั้น แต่ถึงกระนั้นเราก็ไม่สามารถแบ่งแยกชนิดของหินจากขนาดได้ เพียงครู่เดียวบนโต๊ะก็มีก้อนหินวางเรียงเต็มไปหมดชาวเยี่ยนต่างก็ยืนอึ้งกันถ้วนหน้า
ก้อนหินเหล่านี้ต่างจากหินที่พวกเขาพนันเป็นประจำอย่างมากมันมีหลากหลายสีสัน
โดยทั่วไปแล้วก้อนหินที่ใช้ในการพนันเป็นหินธรรมดาเท่านั้น ฉะนั้นจึงเลือกลำบากแต่หากเป็นหินที่มีสีสันสวยงาม มองเพียงแวบเดียวก็รู้แล้วว่าต้องเป็นของดี
ก้อนหินพวกนี้ต่างมีสีสันสวยงามทุกก้อนและสีสันเหล่านี้ก็ไม่ได้เกิดจากการย้อมหรือวิธีการอะไรแบบนั้นทว่ามันเป็นสีสันสวยงามที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ฉะนั้นผู้คนด้านล่างจึงวุ่นวายขึ้นเพราะพวกเขาต่างรู้ว่าด้านในก้อนหินเหล่านี้มีหยกแห่งวิญญาณอยู่
ทันทีที่เห็นก้อนหินเหล่านี้แม้แต่สีหน้าของจวงเฟยเฟยก็เปลี่ยนไป นางหันกลับมามองอันเจิงอย่างอดไม่ได้ส่วนอันเจิงก็มีสีหน้าเปลี่ยนไปในเชิงที่กำลังสงสัยอะไรบางอย่าง ในระยะห่างแบบนี้อันเจิงก็ดูไม่ออกเช่นกันว่ามันคืออะไร ส่วนจางอี้ฟูที่นั่งอยู่บนแท่นลุกขึ้นอย่างรวดเร็วด้วยสีหน้าที่ตกตะลึง
เขาตรวจสอบของวิเศษมานานหลายปีแต่ยังไม่เคยเจอเหตุการณ์แบบตรงหน้านี้มาก่อน
สีหน้าขุนนางแคว้นโยวเปลี่ยนเป็นได้ใจขึ้นมาทันที“เป็นอะไรไป เหล่ายอดฝีมือจากแคว้นเยี่ยนไม่มีใครอยากขึ้นมาดูเลยรึ?ไม่มีใครกล้าขึ้นมาเดิมพันรึ? นี่เป็นเรื่องที่น่าผิดหวังจริงๆ ของเหล่านี้ หากวางไว้ในแคว้นโยว แม้แต่เด็กห้าขวบก็ดูออกว่ามันคืออะไรแคว้นโยวข้ามีของวิเศษมากมาย ทั้งยังมีขุมทรัพย์ใหญ่โตซ่อนอยู่บ้านใครก็มีก้อนหินดี ๆ แบบนี้วางไว้ดูเล่นทั้งนั้น แต่ถึงกระนั้นเกรงว่าทุกท่านจะไม่เคยเห็นมาก่อน หรือการพนันนี้จะยกเลิก? แต่เมื่อครู่ข้าก็ได้พูดแล้วเงินมัดจำจะคืนไม่ได้เด็ดขาด หากทุกท่านอยากได้เงินคืนมีเพียงทางเดียวก็คือการเดิมพัน แต่จากที่ข้าดูทุกท่านคงจะไม่มีความกล้านั้นแล้วล่ะ”