สองแม่ลูกเดินเที่ยวในเมืองต่อ หวังเหยินหยวนพาลูกชายเดินไปยังทางที่เธอเพิ่งจะกลับมา แต่แม่เลี้ยงเดี่ยวกลับทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทั้งที่ตอนนี้รู้สึกเหนื่อยล้าอยากนั่งพักมาก
“อยากกินหรือเปล่า?” หวังเหยินหยวนถามลูกชายที่มองน้ำตาลปั้น ที่วางขายเป็รูปสัตว์ต่างๆ ตาเป็มัน
“อิ่มแล้วครับ” ลูกชายส่ายหน้าปฏิเสธในทันที วันนี้แม่ของเขาเสียเงินไปตั้ง 1 หยวน กับอีก 2 เหมาที่ร้านโจ๊ก หากรู้ว่าเข้ามาในเมืองต้องเสียเงิน เขาคงไม่คิดจะตามมาด้วยให้เป็ภาระ
หวังเหยินหยวนไม่เซ้าซี้ เพราะตั้งใจจะสอนให้เขาเป็คนประหยักมัธยัสถ์อยู่แล้ว แม้ว่าเธอจะสามารถซื้อให้เขากินได้ แต่ยังไม่ใช่สิ่งที่จำเป็ที่สุด เพราะสิ่งที่จำเป็ที่สุดในตอนนี้คือ หนังสือเรียนและสมุด เอาไว้สำหรับให้ลูกชายได้หัดเขียน ปีหน้าเธอตั้งใจเอาไว้แล้ว ว่าจะให้ลูกชายได้เรียนหนังสือ
“แม่ครับ ผมยังไม่ต้องใช้มันหรอกครับ” หวังซื่อปินไม่ยอมรับสมุด หนังสือ ที่แม่ของเขายื่นให้
“ทำไมล่ะ?” หวังเหยินหยวนถามเหตุผล
“มันแพงมาก เก็บเอาไว้หาหมอเถอะครับ” เด็กน้อยอธิบาย หากจะเทียบกันแล้ว แน่นอนว่าสุขภาพของแม่ต้องมาก่อน ตอนนี้เธอใกล้จะกลับมาเป็ปกติแล้ว ซึ่งนั่นเป็เื่ที่ดีสำหรับครอบครัวของเขามาก
“เด็กดี แม่มาหาหมอไม่ได้เสียเงินแม้แต่เหมาเดียว การศึกษาจำเป็ต้องลงทุน ลูกไม่อยากหลุดพ้นจากความยากจนนี้หรือจ๊ะ?” หวังเหยินหยวนถามลูกชายด้วยน้ำเสียงอ่อนนุ่ม อยากจะคุยกับเขาด้วยเหตุผล จริงอยู่ว่า้าให้ลูกชายเอาดีทางด้านการเรียน แต่ก็อยากจะสอน และให้เขาได้มองเห็นภาพความสำคัญของการศึกษา
ยุคสมัยต่าง ค่าความนิยมก็แตกต่างเช่นกัน ต่อไปการแข่งขันจะยิ่งสูงมากขึ้น จำได้ว่าเมื่อก่อนอดหลับอดนอนอ่านหนังสือ เพื่อที่จะได้สอบเข้ามหาวิทยาลัยดีๆ สังคมดีๆ และได้ทำงานที่ได้ค่าตอบแทนดี ไม่เหนื่อยตอนนี้ แล้วจะให้เหนื่อยไปจนแก่หรือไรกัน สำหรับเธอแล้วไม่ยอมทำงานที่ทุ่งนาไปจนแก่ตายแน่ ต้องหาทางเข้าไปอยู่ที่ปักกิ่งให้ได้
“ถ้าอย่างนั้นเอาแค่อย่างละเล่มก็พอครับ” เด็กน้อยคล้อยตาม ความฝันของเขาคืออยากจะหาเงินให้ได้เยอะๆ เพื่อที่แม่ของเขาจะได้ไม่ต้องลำบาก อดมื้อกินมื้อ แล้วก็จะได้ไม่ต้องทำงานหนักที่ทุ่งนาอีก หากการศึกษาเป็ใบเบิกทาง เขาก็ยินดีที่จะคว้าใบเบิกทางนั้นให้ครอบครัวได้อยู่สบาย
“ก็ได้จ้ะ”
เมื่อตกลงกันได้ก็เดินไปจ่ายเงินให้กับร้าน แล้วก็เหมาสามล้อกลับบ้าน เพราะเธอเอาของกินออกมาจากในมิติด้วย ไข่ไก่ 10 ฟอง หมูสามชั้นอีก 1 ชั่ง แป้งแล้วก็ข้าวสารอีกอย่างละ 1 ชั่ง จริงๆก็ไม่ได้เยอะอะไร เพราะไม่อยากถูกปล้นระหว่างทาง กลับถึงบ้านค่อยดึงจากในมิติเอาใส่เพิ่ม
“แม่ครับ นั่นอะไรหรือครับ?” เด็กน้อยมองจอสีขาวดำที่มีคนเข้าไปอยู่ในนั้น หรือจะเป็มายากลที่เขามาแสดงกัน
“สิ่งนั้นคือโทรทัศน์จ้ะ” หวังเหยินหยวนอธิบาย
ระหว่างที่กำลังนั่งรถสามล้อกลับบ้าน ก็ผ่านไปยังเส้นทางถนนหลัก ทำให้เด็กน้อยกวาดสายตามองไปรอบ จนพบเข้ากับเ้าโทรทัศน์ที่น่าประหลาดใจ มันสามารถกลืนกินคนเข้าอยู่ในนั้นได้อย่างไรกันนะ
“ทำไมถึงมีคนเข้าไปอยู่ในนั้นได้ล่ะครับ?”
“คนไม่ได้เข้าไปอยู่ในนั้นหรอกจ้ะ เป็เพียงแค่สัญญาณเท่านั้นที่ส่งผ่านเข้ามา” หวังเหยินหยวนอธิบายอย่างใจเย็น ดีแล้วที่ลูกชายสนใจเื่นี้ เพราะโดยปกติแล้วเขามักจะไม่ถามหาเหตุผล เวลาบอกให้ทำอะไรก็ทำ ทั้งๆที่บางอย่างก็เป็เื่ที่เขาไม่เต็มใจเลยด้วยซ้ำ
“สัญญาณคืออะไรครับ?”
หวังเหยินหยวนเริ่มคิดหนัก ไม่ใช่ว่าตอบลูกชายไม่ได้ แต่จะให้อธิบายเข้าหลักการก็กลัวจะเป็ที่น่าสงสัย นึกขึ้นได้ว่าซื้อลูกอมกระต่ายรสนมติดมือมาด้วย จึงหยิบออกมายื่นให้ลูกชาย ทำให้เบี่ยงเบนความสนใจของเขาไปได้บ้าง
“ขอบคุณครับแม่” เด็กน้อยดีใจยิ้มกว้างออก ลืมเื่ที่ถามไปจนหมดสิ้น ความสนใจของเขาในตอนนี้ มีเพียงความหอมหวานของลูกอมเม็ดนี้เท่านั้น เคยเห็นแต่เสี่ยวจูกิน ส่วนเขาทำได้เพียงเลียเอาความหวานจากเปลือกของลูกอมเท่านั้น
“ฉลาดมากเลยนะครับ รู้จักสังเกต” คนปั่นจักรยานสามล้อเอ่ยชม
“แกเพิ่งจะเคยเข้ามาในเมืองน่ะค่ะ” หวังเหยินหยวนถ่อมตัว รู้สึกดีที่มีคนชมลูกชาย แต่คิดว่าเด็กก็มักจะเป็แบบนี้ ช่างถาม ช่างสังเกต
ใช้เวลาราวๆ 30 นาทีก็กลับมาถึงบ้าน ตอนนี้เป็เวลาเที่ยงตรงพอดี สองแม่ลูกช่วยกันขนของเข้าไปในบ้าน ท่ามกลางสายตาของคนที่เดินผ่านไปผ่านมา รู้สึกว่า่นี้พวกเขาจะอู้ฟู่กันมาก หรือว่าสามีของหล่อนจะกลับมาแล้ว?
“ลูกหิวหรือเปล่า นั่งรอแม่สักครู่เดี๋ยวแม่จะไปทำบะหมี่มาให้” หวังเหยินหยวนบอกลูกชาย เธอเพิ่งจะปลุกเขาลงมาจากจักรยานสามล้อ คงเพราะไม่ได้เดินทางไกลแบบนี้มาก่อน ทำให้ร่างกายอ่อนเพลีย
“ครับ” เด็กน้อยพยักหน้ารับ ทั้งที่ตายังปรืออยู่ สองขาเดินไปนอนรอแม่ที่แคร่ใต้ต้นขนุนหน้าบ้าน
หวังเหยินหยวนเข้าไปในครัว หยิบเอาบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปออกมาจากในมิติ จากนั้นก็นำซี่โครงออกมาต้มเป็น้ำซุป ใส่ผัก ใส่ไข่ลงไปเพื่อเพิ่มรสชาติ กลิ่นหอมของน้ำซุปลอยคละคลุ้งไปทั่ว เด็กๆที่วิ่งเล่นกันบริเวณนั้นถึงกับกลืนน้ำลาย แม้กระทั่งคนที่หลับไปอีกรอบก็ต้องลืมตาลุกขึ้นตื่น เพราะกลิ่นหอมของอาหารที่ผู้เป็แม่ทำ
ทันทีที่จักรยานสามล้อออกจากหมู่บ้าน เสียงซุบซิบนินทาเื่ที่สองแม่ลูกเข้าไปในเมือง ซื้อข้าวของมากมายเข้าบ้าน ทั้งๆที่เมื่อก่อนกินเปลือกไม้ กินเผือกมันเป็อาหาร มาวันนี้กลับได้กลิ่นเนื้อลอยมาอยู่แทบทุกวัน
“หรือว่าสามีหล่อนจะกลับมาแล้ว?”
“จะเป็ไปได้อย่างไร ฉันไม่เห็นใครมาเลย ถ้ามีฉันก็ต้องเห็นสิ” ลูกสะใภ้ของป้าข้างบ้านเอ่ยแย้ง
ตอนนี้พวกเขากำลังชุมนุม นั่งแทะเมล็ดแตงโม เป็ธรรมดาของวันหยุดที่้าพักผ่อนหย่อนใจ หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าสุมหัวนินทาคนอื่นมากกว่า
“นี่แม่เหยาเหยา นั่นน้องสามีหล่อนไม่ใช่หรือ” คนเดิมเอ่ยถามขึ้น แม้จะรู้อยู่เต็มอกว่าทั้งสองครอบครัวไม่ถูกกัน แต่ทุกอย่างอาจจะเปลี่ยนไปแล้วก็ได้ใครจะไปรู้
“ฉันไม่รู้หรอกค่ะ แยกบ้านกันอยู่แล้ว” สะใภ้รองบ้านหวังปฏิเสธ ภายในใจนึกโอนอ่อนไปกับคำพูดที่ว่า น้องเขยอาจจะกลับมาแล้วก็เป็ได้ แต่จะเป็ไปได้อย่างไรกัน ในเมื่อ….
“มันก็จริงของหล่อน เออนี่” ยังไม่ทันที่จะถามต่อ ก็ต้องเก็บความสงสัยเอาไว้ เพราะคนถูกถามไม่อยู่ให้ถามแล้ว
“ฉันขอตัวกลับบ้านก่อนนะคะ ได้เวลามื้อกลางวันแล้ว” สะใภ้รองบ้านหวังเอ่ยขึ้น
คนร่วมวงสนทนาต่างพากันเบะปาก ที่จู่ๆสะใภ้รองก็ลุกขึ้นกลางวง ปกติวันหยุดไม่ได้ทำงานที่ทุ่งนา มีบ้านไหนบ้างที่กินมื้อกลางวันให้สิ้นเปลือง คงจะไม่อยากพูดถึงน้องสามีเสียมากกว่า ใครๆก็รู้ว่าบ้านหวังทำเกินกว่าเหตุไปมาก แต่ไม่มีใครกล้ายื่นมือเข้าไปช่วย เพราะลำพังที่บ้านก็แย่มากพอแล้ว
ส่วนทางฝั่งของคนที่ถูกนินทา กลับกินบะหมี่อย่างเอร็ดอร่อยกับลูกชาย ในหัวพลันคิดว่าจะไปหารายได้พิเศษจากทางไหนดี เธอรู้ว่าในเมืองมีกำลังซื้อและความ้ามีมาก แต่จะทำอย่างไรถึงจะทำให้เงินงอกเงยขึ้นมาได้ ต้องเตรียมตัวั้แ่เนิ่นๆ เพราะอีกแค่ปีเดียวทุกอย่างก็จะเริ่มคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น
เข้าสู่เดือนมิถุนายน อากาศร้อนอบอ้าว หลายคนเป็ลมแดดเพราะทำงานกลางทุ่งนา ตอนนี้ร่างกายของหวังเหยินหยวนนั้นแข็งแรงขึ้นมาก หลายเดือนที่ผ่านมาเธอบำรุงร่างกายเป็อย่างดี ประกอบกับกินยาที่ทางโรงพยาบาลให้มาอย่างไม่ขาด ทำให้ตอนนี้โรคตัวบวมที่เป็อยู่หายขาด ร่างกายกลับมาผอมบางแต่แข็งแรงแบบคนสุขภาพดี
“กลับมาผอมเหมือนเดิมแล้วสินะ” ท่านป้าจางที่อยู่ข้างบ้านเอ่ยทักขึ้นในเช้าวันหนึ่ง
“ค่ะคุณป้า” หวังเหยินหยวนคุยด้วยอย่างเป็มิตร
“คนในหมู่บ้านเราก็เริ่มหายไปกันบ้างแล้ว แต่ก็มีอีกหลายคนที่ไม่ยอมไปหาหมอแล้วก็ยังกินแบบเดิม” ท่านป้าจางพูดพร้อมทั้งถอดถอนใจ เพราะความยากจนบีบบังคับให้พวกเขาเ่าั้ต้องดิ้นรน หาของกินมาทดแทนเพื่อประทังชีวิต
“คนเราไม่มีทางเลือกมาเท่าไหร่หรอกค่ะ" หวังเหยินหยวนเข้าใจจุดนี้ดี
“มันก็ถูกของเธอล่ะนะ” ท่านป้าจางคล้อยตาม
ตลอดการทำงานที่ทุ่งนา หวังเหยินหยวนรู้สึกว่ามีสายตาหนึ่งคอยจับจ้องอยู่ตลอด แต่พอหันไปกลับพบเพียงความว่างเปล่า เพราะต่างคนก็ต่างทำงานตรงหน้า ่นี้เป็่เก็บเกี่ยวฤดูร้อน อีกไม่กี่วันก็จะมีการแบ่งปันผลผลิตในภาคฤดูร้อนแล้ว แต่เพราะอากาศร้อนมากจนเกินไปทำให้เธอรู้สึกหน้ามืด
หลังเลิกงานจากทุ่งนาก็กลับบ้าน พบว่าลูกชายกำลังทำงานบ้านรอเธอกลับมา เย็นนี้ตั้งใจว่าจะทำไข่ต้มใบชา อากาศร้อนแบบนี้อยากจะเปิดแอร์เย็นๆนอนให้ชุ่มปอดเสียจริง รู้สึกแสบผิวไปหมด แม้ว่าจะห่อมาแล้วอย่างดี แต่ก็ไม่สามารถทนความแผดเผาของแดด่ฤดูร้อนไปได้
“แม่ครับน้ำที่บ้านเราหมดแล้ว” หวังซื่อปินเอ่ยขึ้น
“อืม…วันนี้เป็รอบของบ้านเราพอดี ขอแม่นั่งพอสักครู่แล้วเราค่อยไปพร้อมกัน” หวังเหยินหยวนตอบ ตอนนี้เธอกำลังนั่งพักที่หน้าบ้านกับลูกชาย ดีที่ไม่ต้องทำงานบ้าน เพราะลูกชายอาสาทำงานพวกนี้แทน มีแค่เื่ในครัวเท่านั้นที่เธอยังไม่อนุญาต เพราะเกี่ยวกับไฟเลยยังไม่วางใจ ถึงแม้ว่าจะเป็เพียงเด็ก 5 ขวบ แต่ในยุคนี้พวกเขากลับมีความรับผิดเป็อย่างมาก รวมไปถึงความคิดออกจะโตเป็ผู้ใหญ่เกินวัยเสียด้วยซ้ำ
วันนี้เป็เวรที่บ้านของเธอได้ไปตักน้ำที่บ่อมาใช้ เพราะหมู่บ้านห่างไกล ทำให้ยังไม่มีน้ำประปา อาศัยตักน้ำที่บ่อท้ายท้ายหมู่บ้าน ส่วนน้ำที่ใช้อาบและซักผ้า จะใช้น้ำในแม่น้ำกันเสียเป็ส่วนใหญ่ เข้าเมืองครั้งที่แล้วหวังเหยินหยวนซื้อโอ่งน้ำขนาดใหญ่เก็บเอาไว้ในมิติด้วย ตั้งใจเอาไว้ใช้สำหรับการนี้โดยเฉพาะ บ้านอื่นโชคดีที่มีผู้ชายคอยหาบน้ำ ให้มันรู้ไปสิว่าแม่หม้ายผัวทิ้งอย่างเธอจะอยู่ไม่ได้
หวังเหยินหยวนแทบจะคลานกลับบ้าน อาจจะเพราะไม่ค่อยได้ยกของหนัก แม้ว่าจะเคยออกกำลังกายมาอย่างหนัก แต่มันเทียบกันไม่ได้เลยกับการยกของหนักแบบนี้
“เหนื่อยหรือเปล่า?” เห็นลูกชายนั่งหอบอยู่ข้างๆก็อดสงสารไม่ได้
“เหนื่อยครับ” เด็กน้อยไม่ปฏิเสธ
“ถ้าอย่างนั้นก็นั่งพักก่อน แล้วเราค่อยไปอาบน้ำกัน” หวังเหยินหยวนพอใจที่ลูกชายพูดความจริง แบกน้ำเข้าบ้านตั้ง 4 รอบ ไม่เหนื่อยก็ไม่ใช่คนแล้ว ขนาดเธอที่เป็ผู้ใหญ่ยังเหนื่อยเอวแทบหลุด
หลังจากที่นั่งพักจนรู้สึกดีขึ้น สองแม่ลูกก็เดินไปอาบน้ำที่ลำธาร มีเสื้อผ้าที่ต้องซักด้วยเลยไม่ได้อาบน้ำที่บ้าน อากาศร้อนเสื้อผ้ามีแต่กลิ่นเหงื่อ เธอไม่สามารถใส่เสื้อผ้าซ้ำได้ ดีที่มีผงซักผ้าแล้วทำให้ไม่ต้องทนกับความเหม็นอับ หลายๆบ้านเริ่มให้ความสำคัญกับการรักษาความสะอาด แต่ก็ถือว่าเป็ส่วนน้อย และแน่นอนว่าเธอคือคนส่วนน้อยในนั้นด้วย
ความรู้สึกที่ถูกจับจ้องยังไม่เลือนหาย อย่างเช่นในตอนนี้ที่กำลังอาบน้ำกับลูกชายที่ลำธาร มีชาวบ้านจำนวนไม่น้อยที่มาอาบน้ำซักผ้าที่นี่ แม้จะดูเหมือนไม่มีใครสนใจใคร แต่เธอกลับรู้สึกว่าตัวเองถูกจ้องอยู่ตลอดเวลา พยายามสอดสายตามองหา กลับไม่พบความผิดปกตินั้นเลย เริ่มขนลุกแม้ว่าอากาศจะอบอ้าว แต่กลับรู้สึกหนาวแปลกๆจึงเรียกให้ลูกชายกลับบ้านไปพร้อมกัน
กลับมาถึงบ้านก็สำรวจรอบๆบ้านไปในตัว พบว่าทุกอย่างดูปกติดี หรือตนเองจะคิดมากจนเกินไป โชคดีที่ทำบ้านเสร็จหมดแล้ว ไม่อย่างนั้นคงนอนผวากันทั้งคืนแน่ รู้สึกถึงความไม่ปลอดภัยกำลังคืบคลานเข้ามาหาตัว นึกตำหนิตัวเองที่ทำตัวเด่น เข้าใจว่าหากทำอะไรเปิดเผยจะได้ไม่ถูกสงสัย แต่กลับกลายเป็ว่าการที่เธอซื้อของเข้าบ้านมากมายจะเป็จุดสนใจ ความอดอยากทำให้คนเราทำได้ทุกอย่าง หันซ้ายแลขวาหยิบท่อนฟืนติดมือเข้าบ้านมาด้วย แม้จะช่วยไม่ได้มากแต่ก็พอทำให้อุ่นใจ หากมีโจรเข้ามาจริงๆก็คงต้องเสี่ยง เธอจะไม่มีวันยอมเป็ฝ่ายถูกกระทำคนเดียวอย่างแน่นอน
โชคดีที่บ้านนี้ไฟเข้าถึงแล้ว เครื่องใช้ไฟฟ้าอย่างเดียวที่มีคือหลอดไฟ มันเรียกเป็เครื่องใช้ไฟฟ้าได้หรือเปล่าเธอไม่แน่ใจ แต่ยังดีกว่าที่จะต้องจุดเทียนหรือตะเกียง คืนนี้ตั้งใจว่าจะไม่ปิดไฟนอน เพราะหากมีอะไรเกิดขึ้นจริงๆจะได้เห็นหน้าของมันชัดๆ
ความเหนื่อยล้าเข้าครอบงำ จากที่ตั้งใจว่าจะไม่นอน กลับกลายเป็ว่าพอหัวถึงหมอนก็หลับเป็ตาย ไม่รู้เลยว่าภายในบ้านเกิดอะไรขึ้นบ้าง จนกระทั่งได้ยินเสียงเคาะประตูจากด้านนอก